TASPO และ RSPO ร่วมเวทีนานาชาติ CECC 2026 ขับเคลื่อนห่วงโซ่ปาล์มน้ำมันยั่งยืนไทย สู่ศูนย์กลางโอลิโอเคมีคัลในจีน

Photo: OILCHEM.NET

ชูศักยภาพไทยในฐานะผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลก ขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย–จีน เชื่อมห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันยั่งยืน ตอบโจทย์เศรษฐกิจสีเขียวและอุตสาหกรรมปลายน้ำของจีนอย่างยั่งยืน

กวางโจว, 12 – 13 ตุลาคม 2569: เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil หรือ TASPO) และ RSPO ได้รับเกียรติจาก Shandong Longzhong Information Technology Co., Ltd. ในการรับเชิญให้เข้าร่วมงาน สัมมนา CECC 2026 OilChem C2 and Oleochemical Industry Annual Conference – Oleochemical Industry Development Seminar  ณ โรงแรม Steigenberger Guangzhou เมืองกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยงานนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง ไทย-จีน ในด้านเชื่อมโยงทรัพยากร ด้านวัตถุดิบปาล์มน้ำมัน ที่มีคุณภาพ และระบบอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานของไทย ที่สอดรับกับความต้องการ ของตลาดในประเทศจีน อันนำไปสู่การเพิ่ม มูลค่าทางการค้า การแบ่งปันเทคโนโลยี และการบูรณาการ ทรัพยากรระหว่างประเทศ ตลอดจนมุ่งเน้นให้ ผู้ประกอบการปรับโครงสร้าง การจัดหาวัตถุดิบ ให้มีความหลากหลาย ลดการพึ่งพาแหล่งผลิตเดียว รวมถึงเปิดโอกาส ในการ ยกระดับอุตสาหกรรมโอลิโอเคมี ไปสู่ผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น (High-Value-Added Products)

โดยในวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ทางผู้จัดงานได้ให้เกียรติ TASPO ในการเข้าร่วมกิจกรรม การสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ (Business Matching) กับผู้ประกอบการด้านโอลิโอเคมิคัลจากประเทศจีน ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มผู้ประกอบการภาคการผลิต กลุ่มบริษัทการค้า การจัดจำหน่าย และการค้าระหว่างประเทศ  และบริษัทด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง บริษัทคลังสินค้า โดยที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และมุมมองทางธุรกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสในการร่วมมือทางธุรกิจ ทั้งด้านการขยายตลาด การหาคู่ค้าใหม่ และการค้าที่สอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ตลอดจนการเชื่องโยงสินค้า ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ 

วันที่ 13 ตุลาคม 2569 การจัดงานสัมมนาในหัวข้อ “เชื่อมโยงทรัพยากรระดับโลก ขับเคลื่อนการยกระดับอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” โดยทางผู้จัดงานให้เกียรติ TASPO ในการเป็นผู้บรรยายพิเศษ (Keynote Speaker) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

Photo: OILCHEM.NET
  • คุณอัสนี มาลัมพุช รองประธาน TASPO และนายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มประเทศไทย ได้นำเสนอในหัวข้อ “อุตสาหกรรมโอลิโอเคมีคัล และการขับเคลื่อนการพัฒนาที่เชื่อมโยงกันอย่างมีคุณภาพ และเกื้อหนุนกันของห่วงโซ่อุตสาหกรรม โอลิโอเคมีคัล ระหว่างจีน–ไทย” โดยนำเสนอศักยภาพของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย ในฐานะประเทศผู้ผลิตเป็นอันดับที่สามของโลก โดยมีห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและครอบคลุม ตั้งแต่เกษตรกรสวนปาล์ม โรงงานสกัด ตลอดจนอุตสาหกรรมการกลั่น  และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง นอกเหนือจากการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภค และด้านพลังงานภายในประเทศแล้ว ประเทศไทยยังได้เพิ่มศักยภาพการผลิต และการส่งออกไปยังอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโอลิโอเคมีคัล (Oleochemicals) ซึ่งมีกำลังการผลิตเข้มแข็ง พร้อมรองรับความต้องการวัตถุดิบ ในระดับภูมิภาคและระดับสากล ด้านตลาดการส่งออกของไทย ตลาดการส่งออกผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำมันของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโอลิโอเคมีคัล และกรดไขมัน (Fatty Acids) ซึ่งได้รับความต้องการสูงขึ้นอย่างมากในประเทศจีน การสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ และการขยายการส่งออกไปยังตลาดจีนถือเป็นโอกาสสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย ยังช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถ การผลิตร่วมกันระหว่างไทยและจีน ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบ การพัฒนาเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคให้เข้มแข็ง สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันปาล์ม และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามสภาวะตลาดโลก แต่น้ำมันปาล์ม และผลิตภัณฑ์จากประเทศไทย ยังคงมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันด้วยโครงสร้างภาษี และข้อตกลงทางการค้าที่เอื้ออำนวย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง นอกจากนี้ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทยยังได้วางมาตรการปรับตัวและรับมือกับความท้าทายจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) รวมถึงความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อราคาพลังงาน และน้ำมันของโลก โดยอาศัยการสนับสนุนจากมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องแหล่งที่มา ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความเสถียรของอุปทานในระยะยาว
  • คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ ประธาน TASPO และนายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย นำเสนอในหัวข้อ “จากน้ำมันปาล์มดิบสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การยกระดับน้ำมันปาล์มของไทย และความต้องการใหม่จากตลาดจีน” โดยมีประเด็นสำคัญครอบคลุม ดังนี้ ประเทศไทยมีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่เข้มแข็ง และเติบโตอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการขยายตลาดทั้งใน และต่างประเทศด้วยปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการยกระดับ มาตรฐานการผลิต ให้เป็นไปตามหลักความยั่งยืนสากล เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ซื้อทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกส่งผลกระทบโดยตรง ต่อโครงสร้างความต้องการใช้น้ำมันปาล์ม ทั้งในภาคอุตสาหกรรมอาหาร (Edible Oil) และภาคพลังงานชีวภาพ (Biodiesel) การสร้างสมดุลการบริหารจัดการ อุปทานระหว่างสองภาคร่วมกัน จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสเถียรภาพราคา และความมั่นคงทางอาหาร และพลังงานของประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาคอุตสาหกรรมไทยได้เร่งปรับตัว และเสริมสร้างศักยภาพการผลิต เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ ในการก้าวสู่ตลาดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการต่อยอด และสร้างความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ภายใต้แนวคิดหลักคือ “How can we create more value from existing production – while enhancing sustainability” หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดจากฐานการผลิตที่มีอยู่ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนในทุกขั้นตอน ซึ่งประเทศไทยได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของ TASPO  ผู้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ปาล์มน้ำมันยั่งยืนของไทย ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเกษตรกร โรงสกัด โรงกลั่น ผู้ผลิตโอลิโอเคมี และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนการส่งเสริมมาตรฐานสากล เช่น RSPO เพื่อสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ก้าวต่อไปด้วยฐานการผลิตวัตถุดิบที่มั่นคง เทคโนโลยีการกลั่นขั้นสูง และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) กับพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น ประเทศจีน ประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต และส่งออกผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำมันยั่งยืนและโอลิโอเคมีคัลมูลค่าสูงในระดับภูมิภาค
Photo: OILCHEM.NET

เวทีการสัมมนาในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแการแลกเปลี่ยนมุมมอง  แต่ยังเป็นการประกาศวิสัยทัศน์สำคัญ ในการผลักดันอุตสาหกรรมโอลิโอเคมีของจีน ให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการพัฒนาระดับสากล โดยมี เสถียรภาพของห่วงโซ่วัตถุดิบ เป็นรากฐานสำคัญ ทั้งนี้ ก้าวต่อไปในอนาคต คือ การบูรณาการกำลังการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม (Industrial Transition) สู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และยกระดับสายการผลิตสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (High-Value-Added) อย่างยั่งยืน

Photo: OILCHEM.NET

TASPO and RSPO attend the CECC 2026 OilChem C2 and Oleochemical Industry Annual Conference – Oleochemical Industry Development Seminar to establish strategic bilateral cooperation between Thailand and China in linking quality palm oil raw material resources and Thailand’s standardised industrial systems to meet the market demands of China.

GUANGZHOU, CHINA, 12-13 October 2026 — The Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil (TASPO) and the Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) were honoured to be invited by Shandong Longzhong Information Technology Co., Ltd. to attend the CECC 2026 OilChem C2 and Oleochemical Industry Annual Conference – Oleochemical Industry Development Seminar, held at the Steigenberger Guangzhou Hotel in Guangzhou, the People’s Republic of China. The objective of this event was to establish strategic bilateral cooperation between Thailand and China in connecting high-quality palm oil raw material resources and Thailand’s standardised industrial system with the demands of the Chinese market. This initiative aims to foster increased commercial trade value, technological sharing, and cross-border resource integration. Furthermore, it focuses on encouraging enterprises to restructure their raw material procurement to ensure greater diversity, reducing reliance on single-origin sourcing, whilst unlocking opportunities to upgrade the oleochemical sector towards high-value-added products.

On 12 October 2026, the event organisers granted TASPO the privilege of participating in a business matching session with Chinese oleochemical enterprises. The participants encompassed manufacturing enterprises, commercial trading, distribution, and international trade firms, as well as logistics, transport, and warehousing companies. Meeting participants exchanged data and commercial perspectives to explore collaborative business opportunities, covering market expansion, identifying new trading partners, and engaging in trade aligned with green economy policies. The dialogue also addressed linking products across the entire supply chain to navigate the impacts of climate change, energy security concerns, and geo-economic challenges.

Photo: OILCHEM.NET

On 13 October 2026, a seminar session was held under the theme “Connecting Global Resources, Driving Sustainable Industrial Upgrading”, wherein the organisers invited TASPO to deliver keynote presentations, with key highlights as follows:

Mr Asanee Mallamphut, Vice Chairman of TASPO and President of the Thai Palm Oil Refinery Association, presented on the topic of “Southeast Asia Oleochemical Resources Empowering Synergistic and High-Quality Interconnected Development of the China-Thailand Oleochemical Industry Chain”. He highlighted the potential of Thailand’s palm oil industry as the world’s third-largest producer, underpinned by a stable and comprehensive supply chain encompassing oil palm smallholders, crushing mills, refineries, and related downstream industries. In addition to producing for domestic consumption and energy requirements, Thailand has expanded its production capacity and export orientation towards value-added industries, particularly the oleochemical sector, which boasts robust manufacturing capacity ready to satisfy raw material demand at regional and international levels. 

In terms of Thailand’s export market, outbound shipments of Thai palm oil products have demonstrated steady growth, particularly oleochemicals and fatty acids, which have witnessed substantially increased demand within China. Establishing strategic partnerships and expanding exports to the Chinese market are considered pivotal opportunities. Furthermore, investment promotion schemes and tax incentives in Thailand actively attract foreign direct investment, thereby enhancing joint manufacturing capabilities between Thailand and China in raw material sourcing, technological development, and the consolidation of resilient regional supply chains. Regarding pricing outlooks, palm oil and derivative products are projected to follow upward global market trends; however, palm oil and finished goods from Thailand maintain a distinct competitive edge due to favourable tariff structures and preferential trade agreements when compared against regional competitors. 

In addition, the Thai palm oil industry has implemented adaptive measures to address challenges arising from the El Niño phenomenon and geopolitical uncertainties that affect global crude and energy prices, drawing upon the support of sustainable palm oil production standards, which foster long-term confidence in traceability, environmental responsibility, and supply continuity.

Mr Sanin Triyanond, Chairman of TASPO and President of the Thai Biodiesel Producer Association, delivered a presentation entitled “From Crude Palm Oil to High-Value-Added Products – Thailand’s Palm Oil Refining Upgrading and New Demands from the Chinese Market”, detailing key aspects as follows: Thailand possesses a robust and expanding production capacity for crude palm oil (CPO), focusing on expanding both domestic and overseas markets through increased production volumes, alongside elevating production standards in alignment with international sustainability benchmarks to instil buyer confidence globally. 

Photo: OILCHEM.NET

Nevertheless, volatility in global market oil prices directly affects the demand dynamics of palm oil across both the edible oil and biofuel sectors. Maintaining a balanced supply management system between these two sectors is therefore an essential factor in securing price stability as well as the nation’s food and energy security. Amid economic headwinds, geopolitical uncertainties, and rising costs, the Thai industrial sector has accelerated adaptation and enhanced productive capacities to transform challenges into commercial opportunities by entering high-value product segments. In particular, significant emphasis is placed on expanding and integrating with downstream industries, most notably the food and fast-moving consumer goods sectors, guided by the central concept of “How can we create more value from existing production – while enhancing sustainability”, meaning generating maximum added value from existing production infrastructure whilst improving sustainability performance at every stage. 

Photo: OILCHEM.NET

In this regard, Thailand highlighted the crucial role of TASPO as the primary anchor driving the nation’s sustainable palm oil industry through integrated collaboration among smallholders, extraction mills, refineries, oleochemical manufacturers, and relevant stakeholders, alongside the promotion of international standards such as the RSPO to build an environmentally friendly, fully traceable supply chain. To empower the Thai palm oil industry to advance with a secure raw material base, advanced refining technologies, and strategic partnerships with international allies such as China, Thailand is prepared to establish itself as a regional manufacturing and export hub for sustainable palm oil products and high-value oleochemicals.

Throughout the conference, comprehensive data, strategic perspectives, and visions were presented regarding the development and upgrading of China’s oleochemical industry into an international development centre. This vision aims to secure stable oleochemical raw material flows, which form an essential foundation for propelling the industry’s transition towards high-value raw material applications and advanced technological development through coordinated production capacity between China and Thailand in the future.

Photo: OILCHEM.NET

ก้าวต่อไปของปาล์มน้ำมันไทย: RSPO ร่วมเวทีเสวนา ชูความพร้อมเกษตรกร และระบบตรวจสอบย้อนกลับ สู่โอกาสใหม่ในตลาดสหภาพยุโรป

สุราษฎร์ธานี, 15 กันยายน 2569: RSPO ประเทศไทย ร่วมกับสมาชิก RSPO ประเทศไทย ได้รับเกียรติจาก กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเข้าร่วมงาน โครงการ Kick off “ก้าวสู่ตลาดการค้าใหม่ ไปกับกรมส่งเสริมการเกษตร” โดยงานนี้มุ่งสร้างการรับรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับ กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (European Union Deforestation-free Products Regulation หรือ EUDR) โดยเฉพาะการเผยแพร่ผลการดำเนินงาน การพัฒนาระบบ National EUDR Single Window ซึ่งเป็นระบบที่ภาครัฐของไทยได้พัฒนาขึ้น เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานสินค้าภายใต้กฎระเบียบ EUDR ได้ใช้เป็นแพลตฟอร์มกลาง ในการสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของสินค้า โดยงานนี้จัดขึ้น ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 ณ โรงแรมแก้วสมุย รีสอร์ท อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีผู้ร่วมงานจากทางภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ภาคใต้เข้าร่วมงานดังกล่าว

การจัดกิจกรรมภายในงาน RSPO และ สมาชิก RSPO ประเทศไทย ได้รับเกียรติในการดำเนินการเสวนา ร่วมกับผู้แทนส่วนราชการ ในหัวข้อ “ความท้าทาย และก้าวต่อไปของสินค้าเกษตรไทยสู้ตลาด EU” โดยมีคุณรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการด้านเทคนิคและการเปลี่ยนผ่านภาคการตลาด RSPO ประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการเสวนา  โดยงการดสวนาสามารถสรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้

คุณสัมฤทธิ์ เทวะภูมิ ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศและการสื่อสาร กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เน้นย้ำถึง ความสำคัญของข้อมูลจากต้นน้ำ คือ ข้อมูลของเกษตรกร ในทะเบียนเกษตรกร ที่จะเป็นข้อมูลสำคัญ ในการตรวจสอบย้อนกลับ ในปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกร กับกรมส่งเสริมการเกษตรแล้ว แต่ยังมีบางส่วนที่ยังไม่ขึ้น ทะเบียนเกษตรกร หรือบางครัวเรือน ยังขึ้นทะเบียนไม่ครบทุกแปลงที่ถือครอง จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญ ในด้านข้อมูลที่จะใช้เป็นฐานสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าปาล์มน้ำมัน

คุณบรรจบ ซุ้นสุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนวิจัยและประเมินผล สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8  ได้กล่าวถึงบทบาท ในด้านการกำหนดทิศทางระดับนโยบาย เนื่องจากเป็นหน่วยงานของประเทศ ที่จะต้องมีการประสาน ความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ โดยฉพาะประเทศผู้นำเข้าสินค้าเกษตรของไทย อย่างสหภาพยุโรป ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตปาล์มน้ำมันเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย อีกทั้ง ข้อได้เปรียบของประเทศไทย คือ ประเทศไทยได้รับการประเมิน และการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ จากสหภาพยุโรป จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ได้สามารถขยายตลาด และยกระดับการค้ากับสหภาพยุโรปได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมในการปรับตัว โดยเฉพาะด้านข้อมูล และความตระหนักถึงโอกาสที่สำคัญนี้ ในการส่งเสริมภาคการเกษตรไทยให้มีมูลค่ามากยิ่งขึ้น

ด้านคุณตริน พงษ์เภตรา ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้กล่าวว่า ภาคอุตสหกรรมปาล์มน้ำมัน ในส่วนข้องต้นน้ำ คือ เกษตรกร และกลางน้ำ คือ โรงสกัด ในพื้นที่ภาคใต้ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของ EUDR แล้ว อย่างไรก็ดี เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี และกระบี่ ได้เป็นเกษตรกรของ RSPO อยู่แล้ว ดังนั้น การเข้ามาของ EUDR จึงไม่ใช่ความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเกษตรกร และโรงสกัดมีการเตรียมพร้อมด้านข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลด้านการตรวจสอบย้อนกลับ และข้อมูลแผนที่ของแหล่งกำเนิดปาล์มน้ำมันอยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่เกิดขึ้น จะเกิดกับเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วม RSPO ที่อาจยังไม่ทราบถึงผลกระทบของ EUDR และความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ที่จะต้องร่วมมือกันในการรับมือกับกฎระเบียบใหม่ ที่ไม่อาจจะมีแค่ EUDR เพียงอย่างเดียวในอนาคต

ซึ่งสอดคล้องกับคุณสุดารัตน์ หนูรอด ด้านผู้แทนของผู้ประกอบการโรงสกัดน้ำมันปาล์ม จากบริษัท ศรีเจริญปาล์มออย จำกัด ที่ให้ข้อมูลเสริมว่า ในภาคของเกษตรกร และผู้ประกอบการได้ดำเนินการด้านการเตรียมการจัดเก็บข้อมูลผลผลิต และข้อมูลแปลงเพราะปลูกของเกษตรกรแล้ว ผ่านระบบการจัดการข้อมูลผู้ขายปาล์มของโรงงาน และได้กล่าวเสริมว่า ความท้ายทายสำคัญต่อไป คือ การบูรณาการข้อมูลเกษตรกรจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลการถือครองที่ดิน ข้อมูลเกษตรกร RSPO และข้อมูลของภาคเอกชน ต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลกันให้เป็นเอกภาพ เพื่อที่จะให้เกิดระบบ National Single Window ที่แท้จริง ในส่วนของผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน

คุณสววี รักเหล็ก ประธานวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ท่าชนะ-ไชยา ได้ให้ข้อมูลเสริมว่า เมื่อ EUDR เข้ามากระทบถึงตัวเกษตรกร เป็นเรื่องที่ยากที่เกษตรกรทั่วไปจะเข้าใจถึงความสำคัญของ EUDR รวมถึงประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องสื่อสารเรื่องนี้ให้ชัดเจน ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกร RSPO จะสามารถปรับตัวกับ EUDR ได้ เนื่องจากมีข้อกำหนดบางส่วนที่มีความสอดคล้องกัน โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่ที่ต้องไม่มีการบุกรุกป่า ซึ่ง RSPO มีข้อมูลพื้นที่ของเกษตรกร และปฏิบัติตามข้อกำหนดอยู่แล้ว จึงนับเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเปรียบเทียบกับเกษตรกรทั่วไป

การริเริ่มพัฒนาระบบ National EUDR Single Window ของภาครัฐ นับเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับกฎระเบียบ EUDR อย่างไรก็ตาม การสร้างการรับรู้ และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส ยังคงเป็นความท้าทายที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทานต้องร่วมมือกันผลักดัน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและสร้างโอกาสทางการค้าให้กับประเทศไทยต่อไป

SURAT THANI, 15 September 2026 – Representatives from the Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) Thailand and its local members recently joined forces with the Department of Agricultural Extension (DOAE) to launch an initiative aimed at preparing the agricultural sector for stringent new European trade rules.

The kick-off event, titled “Stepping into New Trade Markets with the DOAE,” was primarily focused on raising awareness of the European Union Deforestation-free Products Regulation (EUDR). A central talking point of the gathering was the rollout of the “National EUDR Single Window”. Developed by the Thai government, this unified platform is designed to support supply chain traceability for stakeholders navigating the new European requirements. The event took place on 15 September 2026 at the Kaew Samui Resort in Surat Thani, drawing a diverse crowd of government officials, private sector representatives, business operators, and local palm oil farmers from across southern Thailand.

During the event, RSPO Thailand hosted a panel discussion examining the challenges and future trajectory of Thai agricultural exports to the EU. The session was moderated by Radda Larpnun, Technical and Market Transformation Manager for RSPO Thailand, and featured several key industry voices.

Samrit Tevaphoom, Director of the DOAE’s Information Technology and Communication Centre, highlighted the critical need for accurate upstream data. He noted that while the majority of palm oil growers are registered with the department, notable gaps remain. Some farmers are completely unregistered, whilst others have not declared all of their land holdings, presenting a significant hurdle for establishing reliable traceability for palm oil products. Providing a broader policy perspective, Banchob Sunsuwan, Director of the Research and Evaluation Division at the Office of Agricultural Economics (Region 8th), pointed out Thailand’s unique strategic position. As the world’s third-largest palm oil producer—trailing only Indonesia and Malaysia—Thailand benefits from being classified as a “low-risk” country by the EU. He argued that this status offers a distinct advantage for expanding European trade, provided the industry can successfully adapt its data practices and recognise the economic opportunities at stake.

According to Trin Pongpetra, Honorary Chairman of the Surat Thani Federation of Thai Industries, both upstream growers and midstream extraction mills in the region are already acutely aware of the EUDR. He observed that because most farmers in Surat Thani and Krabi are existing RSPO members, they already possess the necessary traceability and geolocation data, meaning the EU regulation does not pose a novel threat to their operations. Instead, he suggested the primary challenge lies with non-RSPO farmers who remain largely unaware of the impending impacts, necessitating urgent collaboration between the government, the private sector, and agricultural communities. Echoing these sentiments, Sudarat Nhurod, representing Sricharoen Palm Oil Ltd, confirmed that extraction mills are already actively collecting yield and plot data through their supplier management systems. She stressed that the next major hurdle will be consolidating fragmented data from various sources—including farmer registries, land ownership records, RSPO databases, and private sector logs—into a unified, truly functional National Single Window.

From the growers’ perspective, Sawawee Ruklek, Chairman of the Tha Chana-Chaiya Sustainable Palm Oil Community Enterprise, warned that the average farmer struggles to grasp the significance and potential benefits of the EUDR. He urged the government to improve its communication strategies to clarify these points. However, he noted that RSPO-certified farmers are well-positioned to adapt immediately, as the organisation’s strict zero-deforestation mandates closely align with the new European rules, giving them a distinct competitive edge.

Ultimately, the government’s development of a national traceability system marks a significant step towards robust EUDR compliance. Nevertheless, fostering widespread awareness and ensuring transparent, verifiable traceability across the entire supply chain remains a complex challenge that will require sustained, collaborative effort to unlock new trade opportunities for Thailand.

RSPO และ TASPO ร่วมขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันยั่งยืน ยกระดับบูรณาการและนวัตกรรม สร้างประโยชน์เหนือกว่ามาตรฐาน RSPO สู่โอกาสในตลาดคาร์บอนเครดิต

RSPO และ TASPO ผนึกกำลังครั้งสำคัญในงาน PALMEX Thailand 2026 มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันยั่งยืน ผ่านการยกระดับการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ควบคู่การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมเปิดวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างประโยชน์ที่เหนือกว่าเพียงการรับรองมาตรฐาน RSPO ด้วยการผลักดันเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยสู่โอกาสในตลาดคาร์บอนเครดิตระดับสากล

สุราษฎร์ธานี, 6 – 7 สิงหาคม 2569: RSPO ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil หรือ TASPO) ได้เข้าร่วมเป็นองค์กรสนับสนุนหลักในงาน PALMEX Thailand 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทย ร่วมกับบริษัท Firework Media จำกัด ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ สหกรณ์สุราษฎร์ธานี (CO-OP) จังหวัดสุราษฎร์ธานี งานดังกล่าวเป็นการรวมตัวของผู้มีส่วนได้เสียที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการส่งเสริม ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง และแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์กลาง ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างมาตรฐานการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ให้สอดคล้องกับมาตรการทางการค้า และมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม

การจัดกิจกรรมภายในงาน RSPO และ TASPO ร่วมมือกันจัดกิจกรรมการปาฐกถาพิเศษ และเวทีเสวนา เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย ให้เกิดการเชื่อมร้อย การบูรณาการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตามมาตรฐาน RSPO โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  • การกล่าวต้อนรับโดย คุณอัสนี มาลัมพุช นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มประเทศไทย ที่ได้เน้นย้ำถึงโอกาส และการปรับตัวของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย โดยเฉพาะการเพาะปลูก ปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO ที่จะกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน การผลิต และสร้างรายได้หรือได้รับเงินเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ส่งออกในตลาดโลก อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่ตลาดภายในประเทศอีกต่อไป แต่กำลังก้าวไปสู่ การส่งออกผลผลิตไปยังต่างประเทศ ดังนั้น การพัฒนาสัดส่วนปาล์มน้ำมันให้ตอบสนอง ความต้องการของคู่ค้าในระดับสากล จะช่วยให้ปาล์มน้ำมันไทยได้คะแนนด้านความยั่งยืน (Sustainability Score) ที่สูงขึ้น และส่งผลให้ได้ราคาขายที่ดีขึ้นตามไปด้วย
  • การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทบาทใหม่ของประเทศไทยในมิติปาล์มน้ำมันยั่งยืน” ของคุณศุภชัย จินตนาเลิศ (ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) ที่มุ่งผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยปรับเปลี่ยนความคิด จากการกังวล เรื่องราคาที่ควบคุมไม่ได้ มาให้ความสำคัญกับการจัดการ ต้นทุน และผลผลิต ที่เราสามารถบริหารจัดการได้จริง โดยขับเคลื่อนอย่างสอดประสานกันผ่านสามมิติหลัก ได้แก่ มิติปลายน้ำ ที่เปลี่ยนผ่านวัสดุเหลือใช้ (By-products) ให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงแห่งอนาคต มิติกลางน้ำ ของโรงสกัดน้ำมันปาล์มที่ต้องร่วมยกระดับอัตราการสกัดน้ำมันดิบ (OER) ให้ได้มาตรฐาน ร้อยละ 20 เท่าเทียมคู่แข่งต่างประเทศ พร้อมดำเนินการแยกเกรดผลผลิต เพื่อจ่ายค่าพรีเมียมให้แก่เกษตรกรที่ตั้งใจทำสวนอย่างมีคุณภาพ  และสุดท้าย คือ มิติต้นน้ำ ของเกษตรกรด้วยการทำเกษตรแม่นยำ โดยปฏิวัติวิธีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนแบบเดิมมาเป็น ใส่ทีละน้อยแต่ใส่ทุกเดือน รวมถึง การทำระบบน้ำต้นทุนต่ำ การใช้แอปพลิเคชัน บันทึกข้อมูลแบบรายต้นแทนรายแปลง เพื่อคัดกรองต้นปาล์มที่ไม่คุ้มค่าปุ๋ยออก  และการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการผลิตด้วย AI
  • การเสวนาในหัวข้อ “บทบาทผู้นำระดับพื้นที่: การยกระดับการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ผ่านกลไกความร่วมมือพหุภาคี” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สู่มาตรฐานสากลด้วยการแก้ไขข้อจำกัดในเชิงปฏิบัติจริงจากพื้นที่เพาะปลูกหลัก โดย คุณพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล (ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี) ชี้ว่าการยกระดับสู่มาตรฐาน RSPO เป็นโอกาสสำคัญในการควบคุมต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการรณรงค์การตัด และส่งมอบทะลายปาล์มคุณภาพ เพื่อยกระดับอัตราการสกัดน้ำมัน (OER) พร้อมเสนอแนวทางให้สภาอุตสาหกรรม และเอกชนร่วมจัดสรรงบประมาณสนับสนุน เพื่อลดภาระต้นทุนของเกษตรกร และสร้างโมเดลความร่วมมือแบบวงจร (Value Chain Loop) ที่ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ด้าน คุณวิญญ์ สิทธิเชนทร์ (ผู้แทน อบจ.สงขลา) ได้เสนอโมเดลการบริหารงานภาครัฐระดับท้องถิ่น ด้วยการริเริ่มจัดตั้ง “กองส่งเสริมการเกษตร” ภายใต้ อบจ. ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงาน ระหว่างภาควิชาการ และภาคเอกชนในการรวมกลุ่ม และให้ความรู้แก่เกษตรกร จนมีผู้สมัครใจเข้าสู่มาตรฐาน RSPO ในระยะแรกได้กว่าหนึ่งหมื่นไร่ ขณะที่ คุณมนตรี ณ นคร (ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด) ได้สะท้อนเสียงสะท้อนจากกลุ่ม เกษตรกรรายย่อยยังขาดแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบ เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องที่ดินขนาดเล็ก โครงสร้างประชากรเกษตรกรสูงอายุที่มีอุปสรรคในการจัดการเอกสาร และข้อมูล อีกทั้ง ยังติดขัดข้อจำกัดด้านระเบียบของภาครัฐที่ยังไม่สอดรับกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งท้ายที่สุด ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ให้เติบโตอย่างยืดหยุ่นในตลาดโลก จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการบูรณาการความร่วมมือพหุภาคี 3 ประสาน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน และเครือข่ายสหกรณ์ เพื่อยกระดับความเข้มแข็งของเกษตรกรรายย่อย ผู้เป็นฐานรากสำคัญ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
  • การเสวนาในหัวข้อ “คาร์บอนเครดิต: ก้าวที่เหนือกว่าการรับรองมาตรฐาน RSPO” ได้สะท้อนถึงโอกาสการสร้างมูลค่าเพิ่ม และรายได้เสริมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ผ่านตลาดคาร์บอน โดย ดร.กาญจนา ขวัญเมือง (รองเลขาธิการ สศก.) ชี้ว่า ปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้นที่มีศักยภาพสูงในการดูดซับ และกักเก็บคาร์บอน ซึ่งภาครัฐกำลังเร่งผลัก ดันเชิงนโยบายเพื่อวางตำแหน่งปาล์มไทย ให้เป็นสินค้าพรีเมียมและยั่งยืนในเวทีโลก เพื่อรับมือกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวด ด้าน รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา (ม.อ. วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี) ได้เผยความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน นิคมสหกรณ์พนม ซึ่งเป็นกลุ่มต้นแบบที่สามารถขึ้นทะเบียนโครงการ Standard T-VER ได้เป็นรายแรก โดยคาดว่าจะลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 50,469 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ที่ลงนามความร่วมมือ (MOU) รับซื้อคาร์บอนเครดิตโดยจ่ายเงินเพิ่มรวมเข้าไปในราคาผลปาล์มสด เพื่อจูงใจเกษตรกร ขณะที่ คุณธวัช ลาสสกุล (ผู้จัดการกลุ่มนิคมสหกรณ์พนม) ได้ให้มุมมองว่า แม้ในช่วงแรกจะมีคำถามจากสมาชิกเรื่องความคุ้มค่า แต่ด้วยฐานระบบข้อมูลที่ดีจากการทำมาตรฐาน RSPO มายาวนาน ประกอบกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การหันมาใช้เครื่องตัดหญ้าแทนสารเคมีถึง ร้อยละ 90 ช่วยให้สวนปาล์มคงสภาพสมบูรณ์ และช่วยเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยจากเดิม 2,600 เป็น 3,200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี และคุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ (GIZ) ที่เผยผลการวิเคราะห์ว่ากิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในสวนปาล์ม คือ การใช้ปุ๋ยไนโตรเจน จึงนำมาสู่การทำแปลงสาธิตร่วมกับ บมจ. โกลบอล กรีม เคมิคัล หรือ GGC ที่หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน และการปลูกพืชร่วม ซึ่งช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุ และคาร์บอนสต็อกในดินอย่างได้ผล พร้อมเปิดเผยแผนการนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม โดรน และระบบ LiDAR เข้ามาช่วยตรวจวัดความสูงของต้นปาล์ม แทนแรงงานคน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน และข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลรายแปลงให้กับเกษตรกรรายย่อยในอนาคตได้

ตลอดจนการจัดบูธนิทรรศการของ RSPO ซึ่งภายในบูธมีกิจกรรมที่สำคัญ อาทิ การจัด คลิกนิกปาล์มยั่งยืน โดยมีผู้เชี่ยวชาญ หรือที่ปรึกษาด้านการรับรองมาตรฐาน RSPO มีให้คำปรึกษา ประกอบด้วย รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา และคุณสุกัญญา ศรีสุบัติ เครือข่ายพี่เลี้ยงเกษตรกร ปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย มาร่วมให้คำปรึกษาแก่สมาชิก RSPO และผู้ที่มาร่วมงาน ตลอดจนการจัดมินิเกมส์ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับการเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO ท้ายที่สุดนี้ RSPO ประเทศไทย TASPO สมาชิก RSPO สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่าย จะร่วมมือกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยในระดับโลก และเ็นส่วนหนึ่งของการยกระดับด้านการเปลี่ยนระบบห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นธรรมต่อสังคม และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

RSPO and TASPO Join Collaboration at PALMEX Thailand 2026, Aiming to Promote the Sustainable Palm Oil Industry Through Enhanced Integration of All Sectors, Coupled with Innovation to Boost Production Efficiency, While Unveiling a New Vision to Create Benefits Beyond RSPO Certification by Pushing Thai Farmers and Operators Toward Opportunities in the International Carbon Credit Market

SURAT THANI, THAILAND, 7 August 2026 — The Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) Thailand, in collaboration with the Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil (TASPO), served as a principal supporting partner at PALMEX Thailand 2026, held from 6 to 7 August at the Surat Thani Co-op Exhibition Centre (CO-OP). Organised jointly by the Palm Oil and Oil Palm Association of Thailand and Fireworks Media Co., Ltd., the conference convened key sector leaders to advance sustainable supply chain integration, adopt advanced processing technologies, and implement circular economy principles. The event underscored a shared commitment to strengthening the international competitiveness of Thai palm oil while aligning national production with global sustainability standards and emerging carbon market mechanisms.

Opening the proceedings, Mr Asanee Mallamphut, President of the Thai Palm Oil Refinery Association, highlighted the strategic necessity of adopting RSPO standards. He noted that sustainable cultivation enables farmers to optimize production costs while elevating Thailand’s global sustainability score—a vital factor for securing premium market access as the national sector transitions toward export-oriented growth.

In a keynote address titled “Thailand’s New Role in Sustainable Palm Oil,” Mr Supachai Jintanalert, Chairman of the Palm Oil Industry Group at the Federation of Thai Industries (FTI), urged the industry to pivot its focus from market price volatility to internal cost and yield management. He outlined a comprehensive three-pillar framework that begins with downstream operations focused on converting industrial by-products into high-value bio-based materials. In midstream processing, the strategy targets raising the Crude Palm Oil Extraction Rate (OER) to a standard target of 20 per cent alongside establishing quality-based price premiums for high-grade Fresh Fruit Bunches (FFBs). Finally, upstream cultivation centers on transitioning to precision agriculture, incorporating monthly micro-fertilisation, low-cost irrigation networks, tree-level data tracking via mobile applications, and AI-assisted crop management.

The panel discussion “Local Leadership: Elevating Sustainable Palm Oil Production through Multi-Stakeholder Mechanisms” addressed operational realities across primary growing districts. Mr Pornpipat Prasitsuphon, Chairman of the FTI Surat Thani Chapter, emphasised that delivering high-quality FFBs is fundamental to improving extraction rates and proposed co-funding mechanisms between industry groups and local authorities to reduce certification costs for growers. Representing the Songkhla Provincial Administrative Organisation (PAO), Mr Winn Sittichen detailed the creation of Thailand’s first PAO-level Agricultural Promotion Division, an initiative that bridged academic expertise and private-sector support to enroll over 10,000 rai into RSPO certification during its initial phase. Highlighting smallholder realities, Mr Montri Na Nakorn, Manager of the Krabi Oil Palm Farmers Cooperatives Federation Ltd., noted structural obstacles such as small plot sizes, aging farmer demographics, and administrative complexity. He stressed that sustained progress relies on a tri-partite partnership comprising central government bodies, local authorities, and cooperative networks to ensure inclusive development that leaves no grower behind.

The session “Carbon Credits: A Step Beyond RSPO Certification” examined market opportunities arising from climate mitigation efforts. Dr Kanjana Kwanmuang, Deputy Secretary-General of the Office of Agricultural Economics (OAE), outlined national policy initiatives positioning palm oil as a high-capacity carbon sequestration crop, supporting Thailand’s readiness against stringent international trade measures. Assoc. Prof. Dr Benchamaporn Pimpa from Prince of Songkla University (Surat Thani Campus) shared outcomes from the Phanom Cooperative Settlement Large-Plot Community Enterprise—the first smallholder group to register under the Standard T-VER framework. The project is projected to sequester or reduce approximately 50,469 tonnes of CO₂ equivalent annually, backed by private sector MOUs that integrate carbon value directly into fresh fruit bunch purchasing prices. Reflecting on operational shifts, Mr Thawat Lasakul, Manager of the Phanom Group, observed that data systems established for RSPO compliance enabled a 90 per cent reduction in chemical herbicide use through mechanical mowing, contributing to an increase in average yield from 2,600 kg to 3,200 kg per rai annually. Furthermore, Mr Thitinai Pongpiriyakit from GIZ detailed joint pilot trials with Global Green Chemicals PCL (GGC) focused on replacing synthetic nitrogen fertilisers with organic inputs and intercropping. He also outlined upcoming deployments of satellite imagery, drones, and LiDAR technology to streamline tree-height measurements, lowering data-collection costs for smallholders.

Complementing the formal sessions, RSPO Thailand hosted an interactive exhibition featuring the “Sustainable Palm Clinic”. Technical guidance on certification standards was delivered by Assoc. Prof. Dr Benchamaporn Pimpa and Ms Sukanya Srisubut from the Thai Sustainable Palm Oil Facilitator Network. The booth also featured educational engagements designed to raise awareness of certified sustainable palm oil products among conference delegates.

RSPO Thailand, TASPO, and their civil society and academic partners reaffirm their commitment to fostering multi-stakeholder alliances, reinforcing smallholder resilience, and supporting a palm oil supply chain that is environmentally responsible, socially equitable, and economically sound.

การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในประเทศไทย | DRIVING THAILAND’S SUSTAINABLE PALM OIL TRANSFORMATION

📣 RSPO ประเทศไทย ขอเชิญสมาชิก TASPO และผู้ที่สนใจทุกท่าน ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งใน “การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในประเทศไทย (DRIVING THAILAND’S SUSTAINABLE PALM OIL TRANSFORMATION)” ในงาน PALMEX ประเทศไทย ประจำปี 2569 🇹🇭

เตรียมพบกับกิจกรรมสุดพิเศษตลอดทั้งงาน:

📍 เยี่ยมชมบูธ RSPO (หมายเลข 130 และ 132) ร่วมพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐาน RSPO พร้อมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดใน “คลินิกปาล์มยั่งยืน”

6 ส.ค. 69 (10.00 – 16.00 น.): พบกับ คุณสุกัญญา ศรีสุบัติ (เครือข่ายพี่เลี้ยงเกษตรกรรายย่อย)

6 ส.ค. 69 (13.00 – 16.00 น.): พบกับ รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา (มอ. วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี)

7 ส.ค. 69 (13.00 – 16.00 น.): พบกับ คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ (Alternate Board of Governance, RSPO)

🎤 พลาดไม่ได้! กับเวทีเสวนาเจาะลึกทิศทางและโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย (วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 ณ เวทีกลางงาน PALMEX)

10.05 – 10.20 น.: ปาฐกถาพิเศษ “บทบาทใหม่ของประเทศไทยในมิติปาล์มน้ำมันยั่งยืน” โดย คุณศุภชัย จินตนาเลิศ (ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ส.อ.ท.)

10.20 – 11.10 น.: เสวนา Session 1 “บทบาทผู้นำระดับพื้นที่: การยกระดับการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ผ่านกลไกความร่วมมือพหุภาคี”

11.10 – 12.00 น.: เสวนา Session 2 “คาร์บอนเครดิต: ก้าวที่เหนือกว่าการรับรองมาตรฐาน RSPO”

📅 วันที่: 6 – 7 สิงหาคม 2569 🏢 สถานที่: ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ อุบลรัตนราชกัญญา สหกรณ์สุราษฎร์ธานี

🎥 ไม่สะดวกร่วมงาน? สามารถรับชมการเสวนาออนไลน์แบบสด ๆ ได้ ผ่านทาง Facebook Live ที่เพจ “เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย : TASPO” หรือสแกน QR Code จากในรูปภาพเพื่อรอรับชมได้เลยครับ

มาร่วมกันสร้างอนาคตปาล์มน้ำมันไทยให้ยั่งยืน และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการแข่งขันบนเวทีโลกไปด้วยกันนะครับ! 💚

IUCN ชี้ RSPO เป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แนะทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืน

องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN เผยแพร่รายงาน Agricultural Standards and Nature Positive ประเมินมาตรฐานภาคการเกษตรโดยสมัครใจ 11 มาตรฐาน เพื่อพิจารณาว่ามาตรฐานเหล่านี้ครอบคลุมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการคุ้มครองชนิดพันธุ์มากน้อยเพียงใด

รายงานระบุว่า มาตรฐานของ Roundtable on Sustainable Palm Oil: RSPO เป็นหนึ่งในมาตรฐานที่มีความสอดคล้องกับเกณฑ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด และได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม “มาตรฐานที่ควรให้ความสำคัญ” ร่วมกับ Rainforest Alliance, UEBT และ Fair for Life (rspo.org)

จุดแข็งของ RSPO ได้แก่ การอนุรักษ์พื้นที่ที่มีคุณค่าสูงต่อการอนุรักษ์ หรือ HCV การคุ้มครองป่าที่มีปริมาณคาร์บอนสูง การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ตลอดจนมาตรการคุ้มครองชนิดพันธุ์หายาก ใกล้สูญพันธุ์ หรือถูกคุกคาม (rspo.org)

อย่างไรก็ตาม IUCN ย้ำว่า มาตรฐานโดยสมัครใจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพได้ จำเป็นต้องดำเนินงานควบคู่กับนโยบายภาครัฐ การจัดการในระดับพื้นที่ ระบบติดตามตรวจสอบที่โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของชุมชน

ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน ผู้ผลิต และผู้บริโภค จึงสามารถร่วมสนับสนุนแนวทางของ RSPO ได้ผ่านการจัดซื้อและเพิ่มการใช้ปาล์มน้ำมันที่ผ่านการรับรอง การสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงมาตรฐาน และการลงทุนเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ผลิต

ผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนว่า RSPO ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือรับรองสินค้า แต่สามารถเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการผลิตปาล์มน้ำมันเข้ากับเป้าหมายการหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติในระยะยาว

“ความยั่งยืน” ต้องไม่ทิ้งใครข้างหลัง – RSPO ชี้ “เกษตรกรพร้อม” ความท้าทายอยู่ที่ “ปลายน้ำ”

ในขณะที่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั่วโลก กำลังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพจำเดิมที่ว่า “เกษตรกรรายย่อยยังไม่พร้อม” อาจไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป หากแต่เป็นตลาดที่ยังไม่สามารถก้าวให้ทันกับพัฒนาการของภาคการผลิตต้นน้ำ

และข้อมูลนับจากนี้ คือ สาระสำคัญจากปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Sustainability Without Delay: Unlocking Smallholder-Ready Supply Chains” โดย คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO) ในงานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 และการประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4 เมื่อเร็วๆนี้ ที่สะท้อนว่า ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย อาจไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไป เพราะเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากได้ก้าวข้ามจุดเริ่มต้นนั้นมาแล้ว

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำจำนวนไม่น้อย ยังคงมีข้อกังวลต่อการพึ่งพาวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายตัวของแหล่งผลิต ความสม่ำเสมอของคุณภาพผลผลิต ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รวมถึงต้นทุนค่า Premium ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดหาวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม คุณธิตินัย มองว่า มุมมองดังกล่าวอาจเป็นเพียง Perception Gap ระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ มากกว่าจะสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเกษตรกรรายย่อย

“ไม่อยากให้นำคำว่า เกษตรกรไม่พร้อม มาเป็นตัวตัดสิน เพราะอาจไม่ใช่ว่าเขาไม่พร้อม แต่เป็นเพราะศักยภาพของเขายังไม่ตรงตามที่เราคาดหวังหรือเปล่า” คุณธิตินัย กล่าว

และว่า ฐานรากที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทั้งระบบ ตัวเลขพิสูจน์ว่า RSPO สร้างผลลัพธ์จริง ไทยมี Supply พร้อม แต่ยังรอ Demand ดังข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ ประเทศไทย มีครัวเรือนผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 425,000 ครัวเรือน บนพื้นที่ปลูกรวม 6.55ล้านไร่ และกว่า 85% เป็นเกษตรกรรายย่อย นั้น สะท้อนว่า กำลังการผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศไทยกว่า 90% พึ่งพาเกษตรกรรายย่อยโดยตรง

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

และยิ่งเมื่อแนวโน้มพื้นที่สัมปทานของบริษัทขนาดใหญ่ทยอยหมดอายุลงในหลายพื้นที่ บทบาทของเกษตรกรรายย่อยจึงยิ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

“ฉะนั้นหากต้องการให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาเกษตรกรรายย่อยไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” คุณธิตินัย กล่าว

และบอกต่อ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างเกษตรกรที่เป็นสมาชิก RSPOกับเกษตรกรทั่วไป

ซึ่งผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน RSPO มีผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 34.1% ได้รับราคาผลผลิตสูงขึ้นเฉลี่ยกว่า 40 สตางค์ต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 5.5%ขณะที่ผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 50.9% และรายได้สุทธิต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 127.8%

ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนว่าการเข้าสู่ระบบมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่าเกษตรกรไม่ได้เพียงพูดเรื่องความยั่งยืน แต่ลงมือทำจริง มีผลลัพธ์จริง และมี Performance ที่พิสูจน์ได้” คุณธิตินัย กล่าว

ก่อนเผย ข้อมูล ACOP ล่าสุดของ RSPO ระบุ ประเทศไทยมีเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO แล้วมากกว่า 9,000 ราย ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มยั่งยืนที่ได้รับการรับรอง (CSPO) อยู่ที่ประมาณ 5% ของผลผลิตทั้งประเทศ

ที่สำคัญ ยังมีศักยภาพอีกกว่า 30% ที่สามารถเข้าสู่ระบบการรับรองได้ในอนาคต นั่นหมายความว่า ประเทศไทย มีฐานวัตถุดิบปาล์มน้ำมันยั่งยืนที่พร้อมรองรับความต้องการของตลาดในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคืออุปสงค์ (Demand) จากผู้ซื้อและผู้ใช้ปลายน้ำที่ชัดเจนเพียงพอ

“วันนี้สิ่งที่เกษตรกรต้องการ ไม่ใช่คำชื่นชมแต่คือโอกาสในการเข้าถึงตลาดจริง” คุณธิตินัย กล่าว

และภายใต้กระแสกฎระเบียบโลก ไม่ว่าจะเป็น EUDR ของสหภาพยุโรป หรือข้อกำหนดด้าน ESG ของบริษัทข้ามชาติ ผู้ประกอบการที่สามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันยั่งยืนได้ก่อน ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

คุณธิตินัย เรียกสิ่งนี้ว่า First-Mover Advantage หรือความได้เปรียบของผู้ที่ลงมือก่อน โดยมองว่าประเทศไทยมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนทั้งเกษตรกร กลุ่มผู้ผลิต โรงงานสกัด โรงกลั่น ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และภาคการส่งออก

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การสร้าง Supply เพิ่มเติมเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง Market Connection ให้ทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย คุณธิตินัย มองว่า ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเกษตรกรซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของระบบยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากมาตรฐานที่ตนเองลงทุนปฏิบัติตาม

“Smallholders are no longer the barrier. The barrier is whether the market chooses to move.”

ประโยคดังกล่าวอาจเป็นบทสรุปที่ชัดเจนที่สุดของเวทีเสวนาครั้งนี้ เพราะในวันที่เกษตรกรรายย่อยไทยพิสูจน์แล้วว่าพร้อมปรับตัว พร้อมพัฒนา และพร้อมเดินสู่มาตรฐานสากล คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเกษตรกรพร้อมหรือไม่ แต่เป็นว่าตลาดและผู้ซื้อพร้อมจะก้าวไปพร้อมกับพวกเขาหรือยัง

หากภาคอุตสาหกรรมสามารถเชื่อมโยงความต้องการของตลาดเข้ากับศักยภาพของเกษตรกรได้สำเร็จ ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายสำคัญของโลกเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านปาล์มน้ำมันยั่งยืนที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อยได้อย่างแท้จริง

บทเรียน “ปาล์มยั่งยืน” สู่การยกระดับเกษตรกรไทย เมื่อ “มาตรฐานสากล” ไม่ใช่ภาระ

ท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนอาจมองว่าแรงจูงใจหลักของเกษตรกรในการเข้าสู่มาตรฐานสากลอย่าง RSPO คือการได้รับ “ราคาพรีเมียม” จากตลาด แต่ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำเครือข่ายเกษตรกรกลับมองตรงกันว่า หัวใจสำคัญของความยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่เงินพิเศษที่ได้รับเพิ่ม หากแต่อยู่ที่การบริหารจัดการสวนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่ผลผลิตที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ลดลง และรายได้ที่มั่นคงกว่าในระยะยาว

ในเวทีเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 (Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue 2026) ผู้แทนจากภาควิชาการ ภาครัฐ และเครือข่ายเกษตรกรรายย่อย ต่างสะท้อนตรงกันว่า การพัฒนาเกษตรกรให้ก้าวสู่มาตรฐานความยั่งยืนไม่ควรหยุดอยู่ที่การรับรองมาตรฐาน แต่ต้องต่อยอดสู่การสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ และการเชื่อมโยงสู่ตลาดที่ให้คุณค่ากับปาล์มน้ำมันยั่งยืนอย่างแท้จริง

รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การจัดการสวน” จุดเริ่มต้นของกำไร

รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของเกษตรกรปาล์มน้ำมัน คือ “การจัดการสวน” แม้ตลาดโลกจะเริ่มให้ความสำคัญกับปาล์มน้ำมันยั่งยืนมากขึ้น แต่หากเกษตรกร ยังไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุน ปุ๋ย แรงงาน และการดูแลผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ยากที่จะได้รับประโยชน์จากโอกาสทางการตลาดที่กำลังเกิดขึ้น

เธอชี้ว่า หากห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงกันได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากตลาดส่งออกและตลาดปาล์มน้ำมันยั่งยืนระดับโลก จะช่วยส่งผ่านรายได้กลับไปยังเกษตรกร และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

คุณสุระ ตั๊นวิเศษ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปาล์มบูรพา
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เลิกวิ่งตาม “พรีเมียม” หันมาสร้างผลผลิต

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์จริงของ คุณสุระ ตั๊นวิเศษ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปาล์มบูรพา ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรรายย่อยมาอย่างต่อเนื่อง

เขาระบุว่า สิ่งที่เครือข่ายพยายามสื่อสารกับสมาชิกมาโดยตลอด คือ อย่ามุ่งหวังเพียงราคาพรีเมียมจากการรับรองมาตรฐาน แต่ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการผลิตก่อน

“เราทำให้สมาชิกในกลุ่มเชื่อมั่นว่าอย่าไปมุ่งที่ราคาพรีเมียม แต่ถ้าเราใส่ปุ๋ยถูกต้อง จัดการสวนถูกต้อง ผลผลิตที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เราทำผลผลิตได้มากไว้ก่อน แล้วราคาก็จะตามมาทีหลัง”

คุณสุระ ยังมองว่า เกษตรกรยุคใหม่ ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และแสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มากกว่าพึ่งพาข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียว เพราะการตัดสินใจด้านการจัดการสวนมีผลต่อรายได้ในระยะยาว

คุณณัฐฐินันท์ จงไกรจักร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จาก “การจดบันทึก” สู่ บริหารธุรกิจ

หนึ่งในข้อกำหนดที่เกษตรกรหลายคนมองว่าเป็นภาระของมาตรฐาน RSPO คือ การจดบันทึกข้อมูลการผลิต แต่ในมุมของนักส่งเสริมการเกษตร กลับมองว่านี่คือเครื่องมือทางธุรกิจที่สำคัญ

คุณณัฐฐินันท์ จงไกรจักร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมมาตรฐาน RSPO จะเริ่มเข้าใจว่าการบันทึกข้อมูลไม่ได้ทำเพื่อตอบโจทย์โรงงานหรือหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรรู้ต้นทุนที่แท้จริงของตนเอง

เมื่อเกษตรกรสามารถติดตามต้นทุน ปริมาณผลผลิต และประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตได้ ก็จะสามารถวางแผนการผลิตและตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อรายได้และกำไรในระยะยาว

คุณสุกัญญา ศรีสุบัติ เครือข่ายพี่เลี้ยงเกษตรกรรายย่อยอิสระ RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

มาตรฐานสากล ไม่ใช่ภาระ

ด้าน คุณสุกัญญา ศรีสุบัติ เครือข่ายพี่เลี้ยงเกษตรกรรายย่อยอิสระ RSPO กล่าวว่า เกษตรกรควรมองมาตรฐาน RSPO ในฐานะเครื่องมือทางธุรกิจ มากกว่ามองเป็นเพียงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมหรือภาระด้านเอกสาร

“มาตรฐาน RSPO เป็นธุรกิจ เพราะฉะนั้นเมื่อมองอนาคตข้างหน้า อยากให้เกษตรกร มองการทำสวนปาล์มในรูปแบบธุรกิจ มีการวางแผนที่ดี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคการเกษตรไทย จากการผลิตเพื่อขายผลผลิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารจัดการสวนในฐานะกิจการทางเศรษฐกิจที่ต้องมีการวางแผน การวิเคราะห์ต้นทุน และการบริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ในวันที่ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตลาดมูลค่าสูงได้มากกว่าที่เคย 

แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากความยั่งยืนเป็นเพียงภาระที่ตกอยู่กับเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างกลไกตลาดที่สามารถส่งผ่านมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ ผู้แปรรูป และผู้ส่งออก กลับไปยังผู้ผลิตต้นทางได้อย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนด้านความยั่งยืน และมีกำลังใจในการพัฒนาต่อเนื่อง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนไม่ได้วัดจากจำนวนใบรับรองที่เพิ่มขึ้น แต่คือความสามารถในการทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น ธุรกิจเติบโตได้ และอุตสาหกรรมทั้งระบบแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จากสวนสู่ตลาดโลก: ถอดโจทย์ “ความยืดหยุ่น” ปาล์มน้ำมันไทย ยุคสงคราม-ความยั่งยืน

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อปัจจัยเสี่ยงจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ภัยแล้งจากเอลนีโญ กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ และปัญหาแรงงาน กำลังทดสอบ “ความยืดหยุ่น” ของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย โรงสกัด ผู้แปรรูป ไปจนถึงผู้ส่งออก

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ภาคส่วนต่าง ๆ กลับมองเห็นโอกาสใหม่ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนามาตรฐานความยั่งยืน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการขยายตลาดส่งออกที่กำลังเติบโต

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากงานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 และงานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทยครั้งที่ 4 เมื่อเร็ว ๆนี้ ที่ โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ กรุงเทพฯ มีเสวนาช่วงเช้า หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันภายใต้ภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลง – พลวัตรของตลาด พัฒนาการทางการค้า และกฎระเบียบด้านความยั่งยืน” 

โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย คุณเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คุณกฤชธนา  ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้า สินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน คุณศุภชัย  จินตนาเลิศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ คุณไพรวัลย์  โต๊ะดำ ประธานคณะทำงานด้านตีความมาตรฐาน RSPO ประเทศไทย (NITF-Thailand)  และผู้จัดการ อาวุโสฝ่ายสวน บมจ.ยูยิวานิช น้ำมันปาล์ม

คุณเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ปุ๋ย น้ำมัน ต้นทุนหลัก กดดันทั้งระบบ

คุณเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวตอนหนึ่งว่า ความยืดหยุ่น (Resilience) ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน หมายถึง ความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว

“คำถามสำคัญ ไม่ใช่ว่าเราจะเจอความเสี่ยงหรือไม่ แต่คือเราพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือ และปรับตัวได้เร็วเพียงใดเมื่อความเสี่ยงเหล่านั้นเกิดขึ้น”

สำหรับปี 2569 ปัจจัยท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญมีอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนปุ๋ย ราคาพลังงาน ภัยแล้งจากเอลนีโญ มาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรป และปัญหาแรงงานภาคเกษตร

ผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะสงครามในหลายภูมิภาค ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ซึ่งประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด

ทั้งนี้มี ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ต้นทุนปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนถึง 30-40%ของต้นทุนการผลิตในสวนปาล์มน้ำมัน ขณะที่ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็นอีก 8-9% เมื่อรวมกันแล้ว ปัจจัยทั้งสองมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของต้นทุนการผลิตทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีนี้

“ต้นทุนสูงขึ้นแน่นอน สิ่งที่ต้องทำ คือ หาวิธีบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช”

แนวทางหนึ่งที่ภาครัฐและภาคเอกชนกำลังผลักดัน คือ การเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และวัสดุปรับปรุงดินที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว

เอลนีโญ ความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึง อีกหนึ่งโจทย์สำคัญ คือ ภาวะเอลนีโญและความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิต ภาคการผลิต จึง จำเป็นต้องเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำ การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และการปรับตัวด้านเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อรักษาระดับผลผลิตในช่วงที่สภาพอากาศผันผวนมากขึ้น

สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม การลงทุนปลูกปาล์มเปรียบเสมือนการตัดสินใจระยะยาว เพราะหนึ่งรอบอายุการผลิตอาจยาวนานถึง 25 ปี ทำให้การเลือกพันธุ์ การจัดการสวน และการวางแผนรับมือความเสี่ยง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

และอีกประเด็น ที่ถูกจับตามอง คือ กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ในปลายปี 2569 แม้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งมองว่ากฎระเบียบใหม่จะเพิ่มภาระด้านเอกสารและต้นทุนการดำเนินงาน แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หากประเทศไทยสามารถปรับตัวได้ จะกลายเป็นโอกาสทางการแข่งขันที่สำคัญ

ทั้งนี้ คุณเอกราช มองว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเหนือประเทศผู้ผลิตรายใหญ่หลายประเทศ เนื่องจากไม่ได้มีภาพลักษณ์ของการขยายพื้นที่ปลูกด้วยการบุกรุกป่าในระดับเดียวกับบางประเทศคู่แข่ง

“ถ้าทำได้ มาตรฐานจะไม่ใช่อุปสรรค แต่จะเป็นแต้มต่อในการเข้าถึงตลาดโลก”ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กล่าว

ก่อนทิ้งท้าย ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งคิดเป็นกว่า 80% ของผู้ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งประเทศ และส่วนใหญ่ถือครองพื้นที่ไม่เกิน 25 ไร่ ปัญหาหลักคือค่าใช้จ่ายในการรับรองมาตรฐาน และภาระด้านการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งหลายคนยังไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนจากการลงทุน

คุณกฤชธนา ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้า สินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เพิ่มผลผลิตต่อไร่ โจทย์สำคัญ

คุณกฤชธนา ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้า สินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน ชี้ว่า แม้อุตสาหกรรมกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ศักยภาพการเติบโตยังคงแข็งแกร่ง ดังเห็นได้จาก ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10-11 ล้านตัน เป็นกว่า 21 ล้านตัน ขณะที่การส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลอุปทานของประเทศ

นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล B7 และ B20 ยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ และสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดในระยะต่อไป โดยภาคอุตสาหกรรมมองว่า หนึ่งในความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือ การยกระดับผลผลิตต่อไร่ให้แข่งขันได้ในระดับสากล

ปัจจุบันหลายพื้นที่ของไทย สามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้เกิน 20% ของน้ำหนักทะลายสด แต่เป้าหมายในอนาคตคือการยกระดับสู่ 22-24% เพื่อแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตชั้นนำ

ขณะเดียวกัน การจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ปลูก การผลักดันระบบ One Map และการจัดทำแผนที่แปลงเกษตรที่แม่นยำ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับทั้ง RSPO และEUDR ในอนาคต

คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ขณะที่ คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า สิ่งสำคัญเร่งด่วน คือ ความชัดเจนด้านข้อมูลและแผนที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันของประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรที่เข้าสู่ระบบ RSPO เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมด เพื่อให้ไทยมีฐานข้อมูลที่แม่นยำ รองรับการตรวจสอบย้อนกลับ และลดความเสี่ยงจากกฎระเบียบด้านการไม่ทำลายป่า

นอกจากนี้ เขายังมองว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ยังมีจุดอ่อนในระดับต้นน้ำและกลางน้ำ แม้จะมีเป้าหมายผลักดันสู่ปลายน้ำและแข่งขันในตลาดโลก แต่หากฐานการผลิตยังไม่แข็งแรง การแข่งขันจะทำได้ยาก โดยเฉพาะประสิทธิภาพการสกัดน้ำมันที่ไทยควรยกระดับให้ได้อย่างน้อย 20% และต่อยอดสู่ระดับ 22-24% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องนำองค์ความรู้จากประเทศผู้ผลิตชั้นนำมาปรับใช้กับบริบทเกษตรกรไทยอย่างจริงจัง

คุณไพรวัลย์ โต๊ะดำ ประธานคณะทำงานด้านตีความมาตรฐาน RSPO ประเทศไทย และผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสวน บมจ.ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ส่วน คุณไพรวัลย์ โต๊ะดำ ประธานคณะทำงานด้านตีความมาตรฐาน RSPO ประเทศไทย และผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสวน บมจ.ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มไทยเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง ทั้งราคาน้ำมันแพง ค่าขนส่งสูง ภัยแล้ง เอลนีโญ ปัญหาแรงงาน และราคาปุ๋ยที่ผันผวน การปลูกปาล์มเป็นการลงทุนระยะยาว 25 ปีหรือมากกว่านั้น การเลือกพันธุ์ การจัดการสวน และการวางแผนต้นทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากตัดสินใจผิดตั้งแต่ต้น จะกระทบต่อรายได้และความยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว

ทั้งนี้ ต้องยอมรับ การรวมกลุ่มเกษตรกรและการสนับสนุนองค์ความรู้ผ่านมาตรฐาน RSPOเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรมีระบบบริหารจัดการดีขึ้น ผลผลิตดีขึ้น และควบคุมต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการจัดการสวนปาล์ม 

ปุ๋ยเคมี ยังมีความจำเป็นต่อการทดแทนธาตุอาหารที่ถูกนำออกไปกับผลผลิต ขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ทลายเปล่า และตะกอนจากโรงงาน สามารถใช้เสริมเพื่อปรับปรุงดินและลดแรงกดดันด้านต้นทุนได้ แต่หัวใจสำคัญ คือ การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามข้อมูล ไม่ใช่ใส่มากเกินไปหรือพึ่งพาคำแนะนำจากตลาดเพียงอย่างเดียว

…

จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีดังกล่าว อาจสรุปความได้ว่า แม้เทคโนโลยีและมาตรฐานจะมีความสำคัญ แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หัวใจสำคัญที่สุดยังคงเป็น “คน” การรวมกลุ่มเกษตรกร การสร้างผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็ง การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ปาล์มน้ำมันยั่งยืน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยืดหยุ่นของอุตสาหกรรม ไม่ได้วัดจากความสามารถในการรับมือวิกฤตเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นโอกาส และสร้างคุณค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

…

ปาล์มน้ำมันไทย “ต้องเปลี่ยนเกม” จากตลาดแมส สู่ Green Product แห่งอนาคตโลก

คุณอัสนี มาลัมพุช
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎการค้าโลกใหม่ ทั้ง ESG, EUDR, ภาวะโลกร้อน และการแข่งขันจากน้ำมันพืชชนิดอื่น อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” ที่ไม่อาจเดินเกมแบบเดิมได้อีกต่อไป

นี่คือสารสำคัญจากปาฐกถาพิเศษของ “คุณอัสนี มาลัมพุช” นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ภายในงาน “งานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue) และ “งานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th RSPO Thailand Member Forum) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันที่ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย และขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันยั่งยืนในตลาดโลก”

ปาล์ม…พืชเศรษฐกิจที่โลกยังต้องการ

คุณอัสนี สะท้อนว่า แม้ปาล์มน้ำมันจะถูกโจมตีและเผชิญแรงกีดกันจากหลายประเทศ แต่ในความเป็นจริง “น้ำมันปาล์ม” ยังคงเป็นพืชน้ำมันที่มีศักยภาพสูงที่สุดของโลก

“เมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น ปาล์มให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุด ใช้ได้แทบทุกอุตสาหกรรม ทั้งอาหาร โอลิโอเคมิคอล และพลังงาน”

นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตของไทยยังแข่งขันได้ เนื่องจากอยู่ในภูมิภาคเอเชียที่ยังมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าหลายพื้นที่ของโลก ที่สำคัญ ปาล์มน้ำมัน ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ของประเทศ โดยเฉพาะการผลิตไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

“ถ้าเราไม่มีน้ำมันปาล์มไปทำไบโอดีเซล หรือน้ำมันเครื่องบิน เวลามีสงครามหรือวิกฤตพลังงาน เราจะขาดแคลนหนัก”

จาก “ตลาดล่าง” สู่ “ตลาดบน”

อย่างไรก็ตาม คุณอัสนี มองว่า โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วย “ปริมาณ” ได้อีกต่อไป

“อินโด มาเล ผลิตกันปีละ 50 ล้านตัน แต่ของไทยมีแค่ประมาณ 3 ล้านตัน เราไปสู้ตลาดล่างเขาไม่ไหว”

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย คือการสร้าง “Green Product Thailand Brand” หรือแบรนด์สินค้าสีเขียวจากประเทศไทย ที่ขาย “ความยั่งยืน” มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

เขาชี้ว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ การผลิตปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการบุกรุกป่า แต่เป็นการปลูกทดแทนพื้นที่เกษตรเดิม เช่น สวนยางพารา ซึ่งทำให้ไทยได้เปรียบด้านภาพลักษณ์สิ่งแวดล้อม

“เรามีโอกาสสร้างสินค้าไทยที่แตกต่างในเรื่องกรีน เรื่องคาร์บอน และความยั่งยืน เพื่อเข้าสู่ตลาดพรีเมียมของโลก”

RSPO กับโอกาสในยุค EUDR

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญ คือกฎระเบียบใหม่ของโลก โดยเฉพาะ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป แม้จะถูกเลื่อนบังคับใช้ออกไป แต่กำลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง

คุณอัสนี มองว่า ผู้ประกอบการไทยที่เตรียมพร้อมด้านมาตรฐานความยั่งยืนไว้แล้ว จะได้เปรียบทางการค้าในอนาคต

“ถ้าเราทำสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดยุโรปได้ เราจะขายได้ราคาดีกว่าคนอื่น”

โดยเฉพาะมาตรฐาน RSPO ซึ่งมีแนวทางใกล้เคียงกับข้อกำหนดของ EUDR อยู่แล้ว

“ใครได้มาตรฐาน RSPO ก็สบายใจได้ว่า สามารถส่งไปขายยุโรปได้เร็ว”

Small Holder หัวใจของอุตสาหกรรมไทย

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกย้ำอย่างหนัก คือการยกระดับ “เกษตรกรรายย่อย” หรือ Small Holder ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 90% ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

คุณอัสนี ระบุว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมจะเดินหน้าต่อไม่ได้ หากเกษตรกรรายย่อยไม่เข้าถึงองค์ความรู้ เงินทุน และมาตรฐานความยั่งยืน

“ค่าพรีเมียมจาก RSPO ควรกลับไปสู่เกษตรกร มากกว่ากลับไปที่บริษัท”

เขายังเสนอว่า ภาครัฐควรสนับสนุนการสร้างกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง มากกว่าการช่วยเหลือแบบระยะสั้น

“การสอนให้จับปลา ดีกว่าการให้ปลา”

โดยเฉพาะเรื่องการจัดการต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เกษตรกรควบคุมได้จริง ท่ามกลางต้นทุนแรงงานและปุ๋ยที่สูงขึ้นทุกปี

โลกใหม่…ต้องเพิ่มผลผลิตจากพื้นที่เดิม

หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ “Productivity” หรือประสิทธิภาพการผลิตของปาล์มน้ำมันไทย

ซึ่งคุณอัสนี ระบุว่า ต่างจากถั่วเหลืองที่พัฒนาพันธุ์และระบบเครื่องจักรจนผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ปาล์มน้ำมันกลับยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มผลผลิตอย่างชัดเจน ขณะที่สวนปาล์มจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ช่วงอายุมากกว่า 25 ปี ซึ่งผลผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็ว

“ถ้าเราไม่เริ่มปลูกทดแทนตั้งแต่วันนี้ ผลผลิตจะตกลงทันที”

เขาเสนอให้มีการปลูกทดแทนปีละ 5-10% อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้พันธุ์ปาล์มที่ดีขึ้น การจัดการปุ๋ยอย่างแม่นยำ และการพัฒนาเกษตรกรสู่ระบบ Smart Farmer

“ความยั่งยืน” ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ในช่วงท้ายของปาฐกถา คุณอัสนี สรุปชัดว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ตลาด” และ “ผู้ซื้อ” จะเป็นผู้กำหนดกติกาใหม่ทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็น ESG ความเป็นธรรมด้านแรงงาน การลดคาร์บอน หรือการตรวจสอบย้อนกลับ ทุกอย่างจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้า

“เราไปบังคับผู้ซื้อไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ คือเตรียมตัวให้พร้อม”

และสำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย “RSPO” อาจไม่ใช่เพียงมาตรฐานรับรองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ใบผ่านทาง” สำคัญสู่การแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่

“โลกไม่ได้ต้องการพื้นที่ปลูกมากขึ้น แต่ต้องการความยั่งยืนมากขึ้น ทำอย่างไรให้ได้น้ำมันมากขึ้นจากพื้นที่เท่าเดิม” 

นี่คือโจทย์ใหม่ของปาล์มน้ำมันไทย ที่คุณอัสนี ฝากทิ้งท้ายไว้

คุณอัสนี มาลัมพุช

TASPO ได้ผู้นำคนรุ่นใหม่ “ศาณินทร์ ตริยานนท์” ชี้ ความยั่งยืน คือ แต้มต่อปาล์มน้ำมันไทย

พิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil: TASPO) จาก “คุณอัสนี มาลัมพุช” ไปสู่ “คุณศาณินทร์ ตริยานนท์” ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพมหานคร มีการจัดงาน “งานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The4th Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue) ควบคู่กับ “งานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th RSPO Thailand Member Forum) ภายใต้หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันที่ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย และขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันยั่งยืนในตลาดโลก”

หนึ่งในช่วงสำคัญของงาน คือพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil: TASPO) จาก “คุณอัสนี มาลัมพุช” นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ไปสู่ “คุณศาณินทร์ ตริยานนท์” นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย เพื่อสานต่อภารกิจขับเคลื่อนความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยในยุคใหม่

คุณอัสนี มาลัมพุช ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ส่งต่อ “คนรุ่นใหม่” สานพลังความยั่งยืน

คุณอัสนี กล่าวถึงการส่งมอบตำแหน่งว่า รู้สึกขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้โอกาสได้ทำหน้าที่ประธาน TASPO และเชื่อมั่นว่าการส่งต่อให้ผู้นำรุ่นใหม่ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับ RSPO มาอย่างยาวนาน จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้มากยิ่งขึ้น

“หลังจากนี้ TASPO จะได้คนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ร่วมกับ RSPO มานานมากแล้ว และหวังว่าจะนำพาทุกฝ่ายเติบโตไปได้อีกหลายเท่าตัว” คุณอัสนี กล่าว

ด้าน คุณศาณินทร์ สะท้อนว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยเดินทางมาไกลมากในเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ที่มาตรฐาน RSPO ค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในประเทศ ทั้งในมิติของความสำเร็จและความท้าทาย

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันอีกต่อไป  แต่กำลังขยายสู่ “การแข่งขันข้ามอุตสาหกรรม” ในเศรษฐกิจสีเขียวระดับโลก

เขายกตัวอย่างกรณี “SAF” หรือ Sustainable Aviation Fuel (น้ำมันอากาศยานยั่งยืน) ซึ่งกำลังเป็นตลาดอนาคตสำคัญของโลก โดยฝั่งปาล์มน้ำมันกำลังพยายามพัฒนาเชื้อเพลิง SAF เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเอทานอล

“อุตสาหกรรมเอทานอลก็สามารถผลิต SAF ได้เหมือนกัน แต่ผ่านคนละเทคโนโลยี และสิ่งที่เขาได้เปรียบเรามาก คือหลังจากกระบวนการผลิตทั้งหมดแล้ว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าปาล์มน้ำมันอย่างมีนัยยะ”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คุณศาณินทร์ มองว่า “จุดแข็ง” สำคัญของปาล์มน้ำมันไทย คือการมีระบบมาตรฐานความยั่งยืนที่เข้มแข็งและพัฒนามาต่อเนื่องมายาวนาน

“มาตรฐานอย่าง RSPO มีความเข้มแข็งต่อเนื่องเกือบยี่สิบปีแล้ว ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นอาจต้องเริ่มสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาเอง นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญของปาล์มน้ำมันไทย”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ชู 3C เข็มทิศใหม่ TASPO

สำหรับทิศทางต่อจากนี้ ประธาน TASPO คนใหม่ เสนอแนวคิด 3C เป็นเข็มทิศสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ได้แก่ Commitment — ความมุ่งมั่นCollaboration — ความร่วมมือและ Communication — การสื่อสาร

โดยเขาระบุว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยมีผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่นับแสนคน ตั้งแต่เกษตรกร โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ และสิ่งสำคัญที่สุด คือการสร้าง “ความมุ่งมั่นร่วมกัน” ให้เกิดขึ้นมากขึ้นทั้งระบบ

“ประเทศไทยมีเสน่ห์บางอย่างในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ที่ทำให้ผู้ซื้อทั่วโลกยอมรับอยู่แล้ว เหลือแค่เราต่อยอดอีกนิดเดียว จะไปได้อีกมาก”

ในด้าน Collaboration หรือความร่วมมือ คุณศาณินทร์ มองว่า ภาพความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ที่ช่วยดูแลสมดุลโครงสร้างอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมที่ผลักดันอุตสาหกรรมปลายน้ำ กระทรวง อว. ที่สนับสนุนเรื่องแม่ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดต้นทุนเกษตรกร รวมถึงกระทรวงพลังงานที่ผลักดันการใช้ไบโอดีเซลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“ความร่วมมือเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่เกษตรกรจนถึงผู้ผลิตปลายน้ำ”

ส่วน Communication หรือการสื่อสาร คุณศาณินทร์ มองว่า แม้ TASPO และ RSPO จะสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารได้ดีระดับหนึ่งแล้ว แต่โจทย์สำคัญคือ “จะสื่อสารต่ออย่างไร” เพื่อทำให้ทั้งประเทศ และอุตสาหกรรมไทย สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การเปลี่ยนผ่านผู้นำ TASPO ครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวประธานองค์กร แต่สะท้อนถึงการเข้าสู่      “ยุคใหม่” ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ที่ต้องแข่งขันทั้งในมิติของตลาด เทคโนโลยี และมาตรฐานความยั่งยืน 

และโจทย์สำคัญต่อจากนี้ คือการทำให้ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงมาตรฐานบนกระดาษ แต่กลายเป็น “จุดแข็งเชิงแข่งขัน” ที่พาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เติบโตได้จริงในเวทีโลก