IUCN ชี้ RSPO เป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แนะทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืน

องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN เผยแพร่รายงาน Agricultural Standards and Nature Positive ประเมินมาตรฐานภาคการเกษตรโดยสมัครใจ 11 มาตรฐาน เพื่อพิจารณาว่ามาตรฐานเหล่านี้ครอบคลุมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการคุ้มครองชนิดพันธุ์มากน้อยเพียงใด

รายงานระบุว่า มาตรฐานของ Roundtable on Sustainable Palm Oil: RSPO เป็นหนึ่งในมาตรฐานที่มีความสอดคล้องกับเกณฑ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด และได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม “มาตรฐานที่ควรให้ความสำคัญ” ร่วมกับ Rainforest Alliance, UEBT และ Fair for Life (rspo.org)

จุดแข็งของ RSPO ได้แก่ การอนุรักษ์พื้นที่ที่มีคุณค่าสูงต่อการอนุรักษ์ หรือ HCV การคุ้มครองป่าที่มีปริมาณคาร์บอนสูง การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ตลอดจนมาตรการคุ้มครองชนิดพันธุ์หายาก ใกล้สูญพันธุ์ หรือถูกคุกคาม (rspo.org)

อย่างไรก็ตาม IUCN ย้ำว่า มาตรฐานโดยสมัครใจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพได้ จำเป็นต้องดำเนินงานควบคู่กับนโยบายภาครัฐ การจัดการในระดับพื้นที่ ระบบติดตามตรวจสอบที่โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของชุมชน

ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน ผู้ผลิต และผู้บริโภค จึงสามารถร่วมสนับสนุนแนวทางของ RSPO ได้ผ่านการจัดซื้อและเพิ่มการใช้ปาล์มน้ำมันที่ผ่านการรับรอง การสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงมาตรฐาน และการลงทุนเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ผลิต

ผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนว่า RSPO ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือรับรองสินค้า แต่สามารถเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการผลิตปาล์มน้ำมันเข้ากับเป้าหมายการหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติในระยะยาว

“ความยั่งยืน” ต้องไม่ทิ้งใครข้างหลัง – RSPO ชี้ “เกษตรกรพร้อม” ความท้าทายอยู่ที่ “ปลายน้ำ”

ในขณะที่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั่วโลก กำลังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพจำเดิมที่ว่า “เกษตรกรรายย่อยยังไม่พร้อม” อาจไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป หากแต่เป็นตลาดที่ยังไม่สามารถก้าวให้ทันกับพัฒนาการของภาคการผลิตต้นน้ำ

และข้อมูลนับจากนี้ คือ สาระสำคัญจากปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Sustainability Without Delay: Unlocking Smallholder-Ready Supply Chains” โดย คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO) ในงานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 และการประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4 เมื่อเร็วๆนี้ ที่สะท้อนว่า ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย อาจไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไป เพราะเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากได้ก้าวข้ามจุดเริ่มต้นนั้นมาแล้ว

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำจำนวนไม่น้อย ยังคงมีข้อกังวลต่อการพึ่งพาวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายตัวของแหล่งผลิต ความสม่ำเสมอของคุณภาพผลผลิต ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รวมถึงต้นทุนค่า Premium ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดหาวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม คุณธิตินัย มองว่า มุมมองดังกล่าวอาจเป็นเพียง Perception Gap ระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ มากกว่าจะสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเกษตรกรรายย่อย

“ไม่อยากให้นำคำว่า เกษตรกรไม่พร้อม มาเป็นตัวตัดสิน เพราะอาจไม่ใช่ว่าเขาไม่พร้อม แต่เป็นเพราะศักยภาพของเขายังไม่ตรงตามที่เราคาดหวังหรือเปล่า” คุณธิตินัย กล่าว

และว่า ฐานรากที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทั้งระบบ ตัวเลขพิสูจน์ว่า RSPO สร้างผลลัพธ์จริง ไทยมี Supply พร้อม แต่ยังรอ Demand ดังข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ ประเทศไทย มีครัวเรือนผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 425,000 ครัวเรือน บนพื้นที่ปลูกรวม 6.55ล้านไร่ และกว่า 85% เป็นเกษตรกรรายย่อย นั้น สะท้อนว่า กำลังการผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศไทยกว่า 90% พึ่งพาเกษตรกรรายย่อยโดยตรง

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

และยิ่งเมื่อแนวโน้มพื้นที่สัมปทานของบริษัทขนาดใหญ่ทยอยหมดอายุลงในหลายพื้นที่ บทบาทของเกษตรกรรายย่อยจึงยิ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

“ฉะนั้นหากต้องการให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาเกษตรกรรายย่อยไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” คุณธิตินัย กล่าว

และบอกต่อ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างเกษตรกรที่เป็นสมาชิก RSPOกับเกษตรกรทั่วไป

ซึ่งผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน RSPO มีผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 34.1% ได้รับราคาผลผลิตสูงขึ้นเฉลี่ยกว่า 40 สตางค์ต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 5.5%ขณะที่ผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 50.9% และรายได้สุทธิต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 127.8%

ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนว่าการเข้าสู่ระบบมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่าเกษตรกรไม่ได้เพียงพูดเรื่องความยั่งยืน แต่ลงมือทำจริง มีผลลัพธ์จริง และมี Performance ที่พิสูจน์ได้” คุณธิตินัย กล่าว

ก่อนเผย ข้อมูล ACOP ล่าสุดของ RSPO ระบุ ประเทศไทยมีเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO แล้วมากกว่า 9,000 ราย ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มยั่งยืนที่ได้รับการรับรอง (CSPO) อยู่ที่ประมาณ 5% ของผลผลิตทั้งประเทศ

ที่สำคัญ ยังมีศักยภาพอีกกว่า 30% ที่สามารถเข้าสู่ระบบการรับรองได้ในอนาคต นั่นหมายความว่า ประเทศไทย มีฐานวัตถุดิบปาล์มน้ำมันยั่งยืนที่พร้อมรองรับความต้องการของตลาดในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคืออุปสงค์ (Demand) จากผู้ซื้อและผู้ใช้ปลายน้ำที่ชัดเจนเพียงพอ

“วันนี้สิ่งที่เกษตรกรต้องการ ไม่ใช่คำชื่นชมแต่คือโอกาสในการเข้าถึงตลาดจริง” คุณธิตินัย กล่าว

และภายใต้กระแสกฎระเบียบโลก ไม่ว่าจะเป็น EUDR ของสหภาพยุโรป หรือข้อกำหนดด้าน ESG ของบริษัทข้ามชาติ ผู้ประกอบการที่สามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันยั่งยืนได้ก่อน ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

คุณธิตินัย เรียกสิ่งนี้ว่า First-Mover Advantage หรือความได้เปรียบของผู้ที่ลงมือก่อน โดยมองว่าประเทศไทยมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนทั้งเกษตรกร กลุ่มผู้ผลิต โรงงานสกัด โรงกลั่น ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และภาคการส่งออก

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การสร้าง Supply เพิ่มเติมเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง Market Connection ให้ทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย คุณธิตินัย มองว่า ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเกษตรกรซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของระบบยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากมาตรฐานที่ตนเองลงทุนปฏิบัติตาม

“Smallholders are no longer the barrier. The barrier is whether the market chooses to move.”

ประโยคดังกล่าวอาจเป็นบทสรุปที่ชัดเจนที่สุดของเวทีเสวนาครั้งนี้ เพราะในวันที่เกษตรกรรายย่อยไทยพิสูจน์แล้วว่าพร้อมปรับตัว พร้อมพัฒนา และพร้อมเดินสู่มาตรฐานสากล คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเกษตรกรพร้อมหรือไม่ แต่เป็นว่าตลาดและผู้ซื้อพร้อมจะก้าวไปพร้อมกับพวกเขาหรือยัง

หากภาคอุตสาหกรรมสามารถเชื่อมโยงความต้องการของตลาดเข้ากับศักยภาพของเกษตรกรได้สำเร็จ ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายสำคัญของโลกเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านปาล์มน้ำมันยั่งยืนที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อยได้อย่างแท้จริง

บทเรียน “ปาล์มยั่งยืน” สู่การยกระดับเกษตรกรไทย เมื่อ “มาตรฐานสากล” ไม่ใช่ภาระ

ท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนอาจมองว่าแรงจูงใจหลักของเกษตรกรในการเข้าสู่มาตรฐานสากลอย่าง RSPO คือการได้รับ “ราคาพรีเมียม” จากตลาด แต่ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำเครือข่ายเกษตรกรกลับมองตรงกันว่า หัวใจสำคัญของความยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่เงินพิเศษที่ได้รับเพิ่ม หากแต่อยู่ที่การบริหารจัดการสวนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่ผลผลิตที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ลดลง และรายได้ที่มั่นคงกว่าในระยะยาว

ในเวทีเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 (Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue 2026) ผู้แทนจากภาควิชาการ ภาครัฐ และเครือข่ายเกษตรกรรายย่อย ต่างสะท้อนตรงกันว่า การพัฒนาเกษตรกรให้ก้าวสู่มาตรฐานความยั่งยืนไม่ควรหยุดอยู่ที่การรับรองมาตรฐาน แต่ต้องต่อยอดสู่การสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ และการเชื่อมโยงสู่ตลาดที่ให้คุณค่ากับปาล์มน้ำมันยั่งยืนอย่างแท้จริง

รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การจัดการสวน” จุดเริ่มต้นของกำไร

รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของเกษตรกรปาล์มน้ำมัน คือ “การจัดการสวน” แม้ตลาดโลกจะเริ่มให้ความสำคัญกับปาล์มน้ำมันยั่งยืนมากขึ้น แต่หากเกษตรกร ยังไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุน ปุ๋ย แรงงาน และการดูแลผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ยากที่จะได้รับประโยชน์จากโอกาสทางการตลาดที่กำลังเกิดขึ้น

เธอชี้ว่า หากห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงกันได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากตลาดส่งออกและตลาดปาล์มน้ำมันยั่งยืนระดับโลก จะช่วยส่งผ่านรายได้กลับไปยังเกษตรกร และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

คุณสุระ ตั๊นวิเศษ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปาล์มบูรพา
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เลิกวิ่งตาม “พรีเมียม” หันมาสร้างผลผลิต

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์จริงของ คุณสุระ ตั๊นวิเศษ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปาล์มบูรพา ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรรายย่อยมาอย่างต่อเนื่อง

เขาระบุว่า สิ่งที่เครือข่ายพยายามสื่อสารกับสมาชิกมาโดยตลอด คือ อย่ามุ่งหวังเพียงราคาพรีเมียมจากการรับรองมาตรฐาน แต่ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการผลิตก่อน

“เราทำให้สมาชิกในกลุ่มเชื่อมั่นว่าอย่าไปมุ่งที่ราคาพรีเมียม แต่ถ้าเราใส่ปุ๋ยถูกต้อง จัดการสวนถูกต้อง ผลผลิตที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เราทำผลผลิตได้มากไว้ก่อน แล้วราคาก็จะตามมาทีหลัง”

คุณสุระ ยังมองว่า เกษตรกรยุคใหม่ ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และแสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มากกว่าพึ่งพาข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียว เพราะการตัดสินใจด้านการจัดการสวนมีผลต่อรายได้ในระยะยาว

คุณณัฐฐินันท์ จงไกรจักร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จาก “การจดบันทึก” สู่ บริหารธุรกิจ

หนึ่งในข้อกำหนดที่เกษตรกรหลายคนมองว่าเป็นภาระของมาตรฐาน RSPO คือ การจดบันทึกข้อมูลการผลิต แต่ในมุมของนักส่งเสริมการเกษตร กลับมองว่านี่คือเครื่องมือทางธุรกิจที่สำคัญ

คุณณัฐฐินันท์ จงไกรจักร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมมาตรฐาน RSPO จะเริ่มเข้าใจว่าการบันทึกข้อมูลไม่ได้ทำเพื่อตอบโจทย์โรงงานหรือหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรรู้ต้นทุนที่แท้จริงของตนเอง

เมื่อเกษตรกรสามารถติดตามต้นทุน ปริมาณผลผลิต และประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตได้ ก็จะสามารถวางแผนการผลิตและตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อรายได้และกำไรในระยะยาว

คุณสุกัญญา ศรีสุบัติ เครือข่ายพี่เลี้ยงเกษตรกรรายย่อยอิสระ RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

มาตรฐานสากล ไม่ใช่ภาระ

ด้าน คุณสุกัญญา ศรีสุบัติ เครือข่ายพี่เลี้ยงเกษตรกรรายย่อยอิสระ RSPO กล่าวว่า เกษตรกรควรมองมาตรฐาน RSPO ในฐานะเครื่องมือทางธุรกิจ มากกว่ามองเป็นเพียงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมหรือภาระด้านเอกสาร

“มาตรฐาน RSPO เป็นธุรกิจ เพราะฉะนั้นเมื่อมองอนาคตข้างหน้า อยากให้เกษตรกร มองการทำสวนปาล์มในรูปแบบธุรกิจ มีการวางแผนที่ดี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคการเกษตรไทย จากการผลิตเพื่อขายผลผลิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารจัดการสวนในฐานะกิจการทางเศรษฐกิจที่ต้องมีการวางแผน การวิเคราะห์ต้นทุน และการบริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ในวันที่ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตลาดมูลค่าสูงได้มากกว่าที่เคย 

แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากความยั่งยืนเป็นเพียงภาระที่ตกอยู่กับเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างกลไกตลาดที่สามารถส่งผ่านมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ ผู้แปรรูป และผู้ส่งออก กลับไปยังผู้ผลิตต้นทางได้อย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนด้านความยั่งยืน และมีกำลังใจในการพัฒนาต่อเนื่อง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนไม่ได้วัดจากจำนวนใบรับรองที่เพิ่มขึ้น แต่คือความสามารถในการทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น ธุรกิจเติบโตได้ และอุตสาหกรรมทั้งระบบแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จากสวนสู่ตลาดโลก: ถอดโจทย์ “ความยืดหยุ่น” ปาล์มน้ำมันไทย ยุคสงคราม-ความยั่งยืน

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อปัจจัยเสี่ยงจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ภัยแล้งจากเอลนีโญ กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ และปัญหาแรงงาน กำลังทดสอบ “ความยืดหยุ่น” ของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย โรงสกัด ผู้แปรรูป ไปจนถึงผู้ส่งออก

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ภาคส่วนต่าง ๆ กลับมองเห็นโอกาสใหม่ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนามาตรฐานความยั่งยืน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการขยายตลาดส่งออกที่กำลังเติบโต

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากงานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 และงานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทยครั้งที่ 4 เมื่อเร็ว ๆนี้ ที่ โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ กรุงเทพฯ มีเสวนาช่วงเช้า หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันภายใต้ภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลง – พลวัตรของตลาด พัฒนาการทางการค้า และกฎระเบียบด้านความยั่งยืน” 

โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย คุณเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คุณกฤชธนา  ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้า สินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน คุณศุภชัย  จินตนาเลิศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ คุณไพรวัลย์  โต๊ะดำ ประธานคณะทำงานด้านตีความมาตรฐาน RSPO ประเทศไทย (NITF-Thailand)  และผู้จัดการ อาวุโสฝ่ายสวน บมจ.ยูยิวานิช น้ำมันปาล์ม

คุณเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ปุ๋ย น้ำมัน ต้นทุนหลัก กดดันทั้งระบบ

คุณเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวตอนหนึ่งว่า ความยืดหยุ่น (Resilience) ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน หมายถึง ความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว

“คำถามสำคัญ ไม่ใช่ว่าเราจะเจอความเสี่ยงหรือไม่ แต่คือเราพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือ และปรับตัวได้เร็วเพียงใดเมื่อความเสี่ยงเหล่านั้นเกิดขึ้น”

สำหรับปี 2569 ปัจจัยท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญมีอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนปุ๋ย ราคาพลังงาน ภัยแล้งจากเอลนีโญ มาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรป และปัญหาแรงงานภาคเกษตร

ผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะสงครามในหลายภูมิภาค ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ซึ่งประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด

ทั้งนี้มี ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ต้นทุนปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนถึง 30-40%ของต้นทุนการผลิตในสวนปาล์มน้ำมัน ขณะที่ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็นอีก 8-9% เมื่อรวมกันแล้ว ปัจจัยทั้งสองมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของต้นทุนการผลิตทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีนี้

“ต้นทุนสูงขึ้นแน่นอน สิ่งที่ต้องทำ คือ หาวิธีบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช”

แนวทางหนึ่งที่ภาครัฐและภาคเอกชนกำลังผลักดัน คือ การเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และวัสดุปรับปรุงดินที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว

เอลนีโญ ความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึง อีกหนึ่งโจทย์สำคัญ คือ ภาวะเอลนีโญและความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิต ภาคการผลิต จึง จำเป็นต้องเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำ การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และการปรับตัวด้านเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อรักษาระดับผลผลิตในช่วงที่สภาพอากาศผันผวนมากขึ้น

สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม การลงทุนปลูกปาล์มเปรียบเสมือนการตัดสินใจระยะยาว เพราะหนึ่งรอบอายุการผลิตอาจยาวนานถึง 25 ปี ทำให้การเลือกพันธุ์ การจัดการสวน และการวางแผนรับมือความเสี่ยง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

และอีกประเด็น ที่ถูกจับตามอง คือ กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ในปลายปี 2569 แม้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งมองว่ากฎระเบียบใหม่จะเพิ่มภาระด้านเอกสารและต้นทุนการดำเนินงาน แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หากประเทศไทยสามารถปรับตัวได้ จะกลายเป็นโอกาสทางการแข่งขันที่สำคัญ

ทั้งนี้ คุณเอกราช มองว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเหนือประเทศผู้ผลิตรายใหญ่หลายประเทศ เนื่องจากไม่ได้มีภาพลักษณ์ของการขยายพื้นที่ปลูกด้วยการบุกรุกป่าในระดับเดียวกับบางประเทศคู่แข่ง

“ถ้าทำได้ มาตรฐานจะไม่ใช่อุปสรรค แต่จะเป็นแต้มต่อในการเข้าถึงตลาดโลก”ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กล่าว

ก่อนทิ้งท้าย ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งคิดเป็นกว่า 80% ของผู้ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งประเทศ และส่วนใหญ่ถือครองพื้นที่ไม่เกิน 25 ไร่ ปัญหาหลักคือค่าใช้จ่ายในการรับรองมาตรฐาน และภาระด้านการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งหลายคนยังไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนจากการลงทุน

คุณกฤชธนา ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้า สินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เพิ่มผลผลิตต่อไร่ โจทย์สำคัญ

คุณกฤชธนา ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้า สินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน ชี้ว่า แม้อุตสาหกรรมกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ศักยภาพการเติบโตยังคงแข็งแกร่ง ดังเห็นได้จาก ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10-11 ล้านตัน เป็นกว่า 21 ล้านตัน ขณะที่การส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลอุปทานของประเทศ

นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล B7 และ B20 ยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ และสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดในระยะต่อไป โดยภาคอุตสาหกรรมมองว่า หนึ่งในความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือ การยกระดับผลผลิตต่อไร่ให้แข่งขันได้ในระดับสากล

ปัจจุบันหลายพื้นที่ของไทย สามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้เกิน 20% ของน้ำหนักทะลายสด แต่เป้าหมายในอนาคตคือการยกระดับสู่ 22-24% เพื่อแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตชั้นนำ

ขณะเดียวกัน การจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ปลูก การผลักดันระบบ One Map และการจัดทำแผนที่แปลงเกษตรที่แม่นยำ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับทั้ง RSPO และEUDR ในอนาคต

คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ขณะที่ คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า สิ่งสำคัญเร่งด่วน คือ ความชัดเจนด้านข้อมูลและแผนที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันของประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรที่เข้าสู่ระบบ RSPO เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมด เพื่อให้ไทยมีฐานข้อมูลที่แม่นยำ รองรับการตรวจสอบย้อนกลับ และลดความเสี่ยงจากกฎระเบียบด้านการไม่ทำลายป่า

นอกจากนี้ เขายังมองว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ยังมีจุดอ่อนในระดับต้นน้ำและกลางน้ำ แม้จะมีเป้าหมายผลักดันสู่ปลายน้ำและแข่งขันในตลาดโลก แต่หากฐานการผลิตยังไม่แข็งแรง การแข่งขันจะทำได้ยาก โดยเฉพาะประสิทธิภาพการสกัดน้ำมันที่ไทยควรยกระดับให้ได้อย่างน้อย 20% และต่อยอดสู่ระดับ 22-24% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องนำองค์ความรู้จากประเทศผู้ผลิตชั้นนำมาปรับใช้กับบริบทเกษตรกรไทยอย่างจริงจัง

คุณไพรวัลย์ โต๊ะดำ ประธานคณะทำงานด้านตีความมาตรฐาน RSPO ประเทศไทย และผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสวน บมจ.ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ส่วน คุณไพรวัลย์ โต๊ะดำ ประธานคณะทำงานด้านตีความมาตรฐาน RSPO ประเทศไทย และผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสวน บมจ.ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มไทยเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง ทั้งราคาน้ำมันแพง ค่าขนส่งสูง ภัยแล้ง เอลนีโญ ปัญหาแรงงาน และราคาปุ๋ยที่ผันผวน การปลูกปาล์มเป็นการลงทุนระยะยาว 25 ปีหรือมากกว่านั้น การเลือกพันธุ์ การจัดการสวน และการวางแผนต้นทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากตัดสินใจผิดตั้งแต่ต้น จะกระทบต่อรายได้และความยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว

ทั้งนี้ ต้องยอมรับ การรวมกลุ่มเกษตรกรและการสนับสนุนองค์ความรู้ผ่านมาตรฐาน RSPOเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรมีระบบบริหารจัดการดีขึ้น ผลผลิตดีขึ้น และควบคุมต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการจัดการสวนปาล์ม 

ปุ๋ยเคมี ยังมีความจำเป็นต่อการทดแทนธาตุอาหารที่ถูกนำออกไปกับผลผลิต ขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ทลายเปล่า และตะกอนจากโรงงาน สามารถใช้เสริมเพื่อปรับปรุงดินและลดแรงกดดันด้านต้นทุนได้ แต่หัวใจสำคัญ คือ การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามข้อมูล ไม่ใช่ใส่มากเกินไปหรือพึ่งพาคำแนะนำจากตลาดเพียงอย่างเดียว

จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีดังกล่าว อาจสรุปความได้ว่า แม้เทคโนโลยีและมาตรฐานจะมีความสำคัญ แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หัวใจสำคัญที่สุดยังคงเป็น “คน” การรวมกลุ่มเกษตรกร การสร้างผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็ง การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ปาล์มน้ำมันยั่งยืน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยืดหยุ่นของอุตสาหกรรม ไม่ได้วัดจากความสามารถในการรับมือวิกฤตเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นโอกาส และสร้างคุณค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ปาล์มน้ำมันไทย “ต้องเปลี่ยนเกม” จากตลาดแมส สู่ Green Product แห่งอนาคตโลก

คุณอัสนี มาลัมพุช
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎการค้าโลกใหม่ ทั้ง ESG, EUDR, ภาวะโลกร้อน และการแข่งขันจากน้ำมันพืชชนิดอื่น อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” ที่ไม่อาจเดินเกมแบบเดิมได้อีกต่อไป

นี่คือสารสำคัญจากปาฐกถาพิเศษของ “คุณอัสนี มาลัมพุช” นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ภายในงาน “งานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue) และ “งานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th RSPO Thailand Member Forum) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันที่ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย และขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันยั่งยืนในตลาดโลก”

ปาล์ม…พืชเศรษฐกิจที่โลกยังต้องการ

คุณอัสนี สะท้อนว่า แม้ปาล์มน้ำมันจะถูกโจมตีและเผชิญแรงกีดกันจากหลายประเทศ แต่ในความเป็นจริง “น้ำมันปาล์ม” ยังคงเป็นพืชน้ำมันที่มีศักยภาพสูงที่สุดของโลก

“เมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น ปาล์มให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุด ใช้ได้แทบทุกอุตสาหกรรม ทั้งอาหาร โอลิโอเคมิคอล และพลังงาน”

นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตของไทยยังแข่งขันได้ เนื่องจากอยู่ในภูมิภาคเอเชียที่ยังมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าหลายพื้นที่ของโลก ที่สำคัญ ปาล์มน้ำมัน ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ของประเทศ โดยเฉพาะการผลิตไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

“ถ้าเราไม่มีน้ำมันปาล์มไปทำไบโอดีเซล หรือน้ำมันเครื่องบิน เวลามีสงครามหรือวิกฤตพลังงาน เราจะขาดแคลนหนัก”

จาก “ตลาดล่าง” สู่ “ตลาดบน”

อย่างไรก็ตาม คุณอัสนี มองว่า โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วย “ปริมาณ” ได้อีกต่อไป

“อินโด มาเล ผลิตกันปีละ 50 ล้านตัน แต่ของไทยมีแค่ประมาณ 3 ล้านตัน เราไปสู้ตลาดล่างเขาไม่ไหว”

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย คือการสร้าง “Green Product Thailand Brand” หรือแบรนด์สินค้าสีเขียวจากประเทศไทย ที่ขาย “ความยั่งยืน” มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

เขาชี้ว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ การผลิตปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการบุกรุกป่า แต่เป็นการปลูกทดแทนพื้นที่เกษตรเดิม เช่น สวนยางพารา ซึ่งทำให้ไทยได้เปรียบด้านภาพลักษณ์สิ่งแวดล้อม

“เรามีโอกาสสร้างสินค้าไทยที่แตกต่างในเรื่องกรีน เรื่องคาร์บอน และความยั่งยืน เพื่อเข้าสู่ตลาดพรีเมียมของโลก”

RSPO กับโอกาสในยุค EUDR

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญ คือกฎระเบียบใหม่ของโลก โดยเฉพาะ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป แม้จะถูกเลื่อนบังคับใช้ออกไป แต่กำลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง

คุณอัสนี มองว่า ผู้ประกอบการไทยที่เตรียมพร้อมด้านมาตรฐานความยั่งยืนไว้แล้ว จะได้เปรียบทางการค้าในอนาคต

“ถ้าเราทำสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดยุโรปได้ เราจะขายได้ราคาดีกว่าคนอื่น”

โดยเฉพาะมาตรฐาน RSPO ซึ่งมีแนวทางใกล้เคียงกับข้อกำหนดของ EUDR อยู่แล้ว

“ใครได้มาตรฐาน RSPO ก็สบายใจได้ว่า สามารถส่งไปขายยุโรปได้เร็ว”

Small Holder หัวใจของอุตสาหกรรมไทย

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกย้ำอย่างหนัก คือการยกระดับ “เกษตรกรรายย่อย” หรือ Small Holder ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 90% ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

คุณอัสนี ระบุว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมจะเดินหน้าต่อไม่ได้ หากเกษตรกรรายย่อยไม่เข้าถึงองค์ความรู้ เงินทุน และมาตรฐานความยั่งยืน

“ค่าพรีเมียมจาก RSPO ควรกลับไปสู่เกษตรกร มากกว่ากลับไปที่บริษัท”

เขายังเสนอว่า ภาครัฐควรสนับสนุนการสร้างกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง มากกว่าการช่วยเหลือแบบระยะสั้น

“การสอนให้จับปลา ดีกว่าการให้ปลา”

โดยเฉพาะเรื่องการจัดการต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เกษตรกรควบคุมได้จริง ท่ามกลางต้นทุนแรงงานและปุ๋ยที่สูงขึ้นทุกปี

โลกใหม่…ต้องเพิ่มผลผลิตจากพื้นที่เดิม

หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ “Productivity” หรือประสิทธิภาพการผลิตของปาล์มน้ำมันไทย

ซึ่งคุณอัสนี ระบุว่า ต่างจากถั่วเหลืองที่พัฒนาพันธุ์และระบบเครื่องจักรจนผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ปาล์มน้ำมันกลับยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มผลผลิตอย่างชัดเจน ขณะที่สวนปาล์มจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ช่วงอายุมากกว่า 25 ปี ซึ่งผลผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็ว

“ถ้าเราไม่เริ่มปลูกทดแทนตั้งแต่วันนี้ ผลผลิตจะตกลงทันที”

เขาเสนอให้มีการปลูกทดแทนปีละ 5-10% อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้พันธุ์ปาล์มที่ดีขึ้น การจัดการปุ๋ยอย่างแม่นยำ และการพัฒนาเกษตรกรสู่ระบบ Smart Farmer

ความยั่งยืน” ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ในช่วงท้ายของปาฐกถา คุณอัสนี สรุปชัดว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ตลาด” และ “ผู้ซื้อ” จะเป็นผู้กำหนดกติกาใหม่ทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็น ESG ความเป็นธรรมด้านแรงงาน การลดคาร์บอน หรือการตรวจสอบย้อนกลับ ทุกอย่างจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้า

“เราไปบังคับผู้ซื้อไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ คือเตรียมตัวให้พร้อม”

และสำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย “RSPO” อาจไม่ใช่เพียงมาตรฐานรับรองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ใบผ่านทาง” สำคัญสู่การแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่

“โลกไม่ได้ต้องการพื้นที่ปลูกมากขึ้น แต่ต้องการความยั่งยืนมากขึ้น ทำอย่างไรให้ได้น้ำมันมากขึ้นจากพื้นที่เท่าเดิม” 

นี่คือโจทย์ใหม่ของปาล์มน้ำมันไทย ที่คุณอัสนี ฝากทิ้งท้ายไว้

คุณอัสนี มาลัมพุช

TASPO ได้ผู้นำคนรุ่นใหม่ “ศาณินทร์ ตริยานนท์” ชี้ ความยั่งยืน คือ แต้มต่อปาล์มน้ำมันไทย

พิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil: TASPO) จาก “คุณอัสนี มาลัมพุช” ไปสู่ “คุณศาณินทร์ ตริยานนท์” ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพมหานคร มีการจัดงาน “งานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The4th Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue) ควบคู่กับ “งานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th RSPO Thailand Member Forum) ภายใต้หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันที่ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย และขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันยั่งยืนในตลาดโลก”

หนึ่งในช่วงสำคัญของงาน คือพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil: TASPO) จาก “คุณอัสนี มาลัมพุช” นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ไปสู่ “คุณศาณินทร์ ตริยานนท์” นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย เพื่อสานต่อภารกิจขับเคลื่อนความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยในยุคใหม่

คุณอัสนี มาลัมพุช ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ส่งต่อ “คนรุ่นใหม่” สานพลังความยั่งยืน

คุณอัสนี กล่าวถึงการส่งมอบตำแหน่งว่า รู้สึกขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้โอกาสได้ทำหน้าที่ประธาน TASPO และเชื่อมั่นว่าการส่งต่อให้ผู้นำรุ่นใหม่ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับ RSPO มาอย่างยาวนาน จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้มากยิ่งขึ้น

“หลังจากนี้ TASPO จะได้คนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ร่วมกับ RSPO มานานมากแล้ว และหวังว่าจะนำพาทุกฝ่ายเติบโตไปได้อีกหลายเท่าตัว” คุณอัสนี กล่าว

ด้าน คุณศาณินทร์ สะท้อนว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยเดินทางมาไกลมากในเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ที่มาตรฐาน RSPO ค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในประเทศ ทั้งในมิติของความสำเร็จและความท้าทาย

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันอีกต่อไป  แต่กำลังขยายสู่ “การแข่งขันข้ามอุตสาหกรรม” ในเศรษฐกิจสีเขียวระดับโลก

เขายกตัวอย่างกรณี “SAF” หรือ Sustainable Aviation Fuel (น้ำมันอากาศยานยั่งยืน) ซึ่งกำลังเป็นตลาดอนาคตสำคัญของโลก โดยฝั่งปาล์มน้ำมันกำลังพยายามพัฒนาเชื้อเพลิง SAF เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเอทานอล

“อุตสาหกรรมเอทานอลก็สามารถผลิต SAF ได้เหมือนกัน แต่ผ่านคนละเทคโนโลยี และสิ่งที่เขาได้เปรียบเรามาก คือหลังจากกระบวนการผลิตทั้งหมดแล้ว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าปาล์มน้ำมันอย่างมีนัยยะ”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คุณศาณินทร์ มองว่า “จุดแข็ง” สำคัญของปาล์มน้ำมันไทย คือการมีระบบมาตรฐานความยั่งยืนที่เข้มแข็งและพัฒนามาต่อเนื่องมายาวนาน

“มาตรฐานอย่าง RSPO มีความเข้มแข็งต่อเนื่องเกือบยี่สิบปีแล้ว ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นอาจต้องเริ่มสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาเอง นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญของปาล์มน้ำมันไทย”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ชู 3เข็มทิศใหม่ TASPO

สำหรับทิศทางต่อจากนี้ ประธาน TASPO คนใหม่ เสนอแนวคิด 3C เป็นเข็มทิศสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ได้แก่ Commitment — ความมุ่งมั่นCollaboration — ความร่วมมือและ Communication — การสื่อสาร

โดยเขาระบุว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยมีผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่นับแสนคน ตั้งแต่เกษตรกร โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ และสิ่งสำคัญที่สุด คือการสร้าง “ความมุ่งมั่นร่วมกัน” ให้เกิดขึ้นมากขึ้นทั้งระบบ

“ประเทศไทยมีเสน่ห์บางอย่างในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ที่ทำให้ผู้ซื้อทั่วโลกยอมรับอยู่แล้ว เหลือแค่เราต่อยอดอีกนิดเดียว จะไปได้อีกมาก”

ในด้าน Collaboration หรือความร่วมมือ คุณศาณินทร์ มองว่า ภาพความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ที่ช่วยดูแลสมดุลโครงสร้างอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมที่ผลักดันอุตสาหกรรมปลายน้ำ กระทรวง อว. ที่สนับสนุนเรื่องแม่ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดต้นทุนเกษตรกร รวมถึงกระทรวงพลังงานที่ผลักดันการใช้ไบโอดีเซลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“ความร่วมมือเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่เกษตรกรจนถึงผู้ผลิตปลายน้ำ”

ส่วน Communication หรือการสื่อสาร คุณศาณินทร์ มองว่า แม้ TASPO และ RSPO จะสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารได้ดีระดับหนึ่งแล้ว แต่โจทย์สำคัญคือ “จะสื่อสารต่ออย่างไร” เพื่อทำให้ทั้งประเทศ และอุตสาหกรรมไทย สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การเปลี่ยนผ่านผู้นำ TASPO ครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวประธานองค์กร แต่สะท้อนถึงการเข้าสู่      “ยุคใหม่” ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ที่ต้องแข่งขันทั้งในมิติของตลาด เทคโนโลยี และมาตรฐานความยั่งยืน 

และโจทย์สำคัญต่อจากนี้ คือการทำให้ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงมาตรฐานบนกระดาษ แต่กลายเป็น “จุดแข็งเชิงแข่งขัน” ที่พาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เติบโตได้จริงในเวทีโลก

งานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4

ขอเชิญเข้าร่วมงานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 (The 4th Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue) และงานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งทที่ 4 (The 4th RSPO Thailand Member Forum)

หัวข้อหลัก: “ปาล์มน้ำมันที่ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย และขับเคลื่อนปาล์มนำ้มันยั่งยืนในตลาดโลก”

🗓️ วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569

📍 สถานที่: โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพฯ

เปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าที่นั่งจะเต็ม

🔗 ข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียน: https://sites.google.com/rspo.org/4thaispod/home?authuser=0

จัดการ “ปุ๋ย” แบบแม่นยำ หัวใจการยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

คุณศุภชัย จงจินตนาเลิศ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เผชิญคำถามซ้ำซาก 2 ข้อ คือ หนึ่ง ทำไมเปอร์เซ็นต์น้ำมันของไทยยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง และ สอง เกษตรกรจะอยู่รอดได้อย่างไรในภาวะต้นทุนสูงและความไม่แน่นอน ซึ่งคำตอบของปัญหานี้ อาจไม่ได้อยู่ที่พันธุ์ปาล์ม โรงงาน หรือเทคโนโลยีการสกัด แต่อยู่ที่ “วิธีคิดและวิธีจัดการปุ๋ย” ตั้งแต่ต้นน้ำของอุตสาหกรรม

คุณศุภชัย จงจินตนาเลิศ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี ให้มุมมองในประเด็นดังเกริ่นมานั้น ว่า ประเทศไทย ไม่ได้ขาดศักยภาพในการผลิตน้ำมันปาล์มคุณภาพสูง ตรงกันข้าม โรงงานปาล์มของไทยจำนวนมากพัฒนาไปไกลจนสามารถสกัดน้ำมันได้มากกว่า 20% แล้ว แต่ปัญหาคือ วัตถุดิบจากสวนยังไม่สม่ำเสมอและไม่เอื้อต่อประสิทธิภาพสูงสุดของโรงงาน

“คุณภาพของโรงงานในไทยดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราจำเป็นต้องชดเชยวัตถุดิบที่มีปัญหา” คุณศุภชัย กล่าว พร้อมชี้ว่า ประเด็นดังกล่าวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรกลุ่มปาล์มน้ำมัน แต่เกิดกับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปแทบทุกชนิดของประเทศ ซึ่งหัวใจของปัญหาอยู่ที่ “การจัดการปุ๋ย” ซึ่งถูกมองเป็นเพียงต้นทุนที่ต้องลด มากกว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับวัตถุดิบทั้งระบบ 

คุณศุภชัย จงจินตนาเลิศ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี

ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลจากการวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุอาหารในต้นและทะลายปาล์มพบว่า ธาตุอาหารจากปุ๋ยมีสัดส่วนเพียงประมาณ 3.5% ของผลผลิตทั้งหมด ที่เหลือกว่า 94% เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ ปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตที่มีอัตราทดสูง ใส่เพียงเล็กน้อย แต่ให้ผลลัพธ์ด้านผลผลิตและคุณภาพอย่างมหาศาล หากบริหารจัดการอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ เขายังเสนอแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ท้าทายกรอบเดิมของวงการ คือ การใส่ปุ๋ย “คืนตามผลผลิต” แทนการใส่ตามสูตรตายตัว กล่าวคือ ใส่ปุ๋ยในอัตราประมาณ 7% ของน้ำหนักผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จริง เพราะปุ๋ยเคมีโดยเฉลี่ยมีธาตุอาหารอยู่ราว 50%

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย คือ เกษตรกรจำนวนมากไม่รู้ผลผลิตที่แท้จริงของตนเองต่อไร่ ต่อต้น เมื่อไม่รู้ผลผลิต ก็ไม่สามารถคำนวณต้นทุนที่เหมาะสมได้ ส่งผลให้ทั้งระบบขาดข้อมูลพื้นฐานในการบริหารจัดการ

อีกประเด็นที่ คุณศุภชัย วิพากษ์อย่างตรงไปตรงมา คือ การสอนให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยปีละ 2–3 ครั้ง ทั้งที่ในทางวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างยูเรียหรือแอมโมเนียมอยู่ในดินได้เพียงราว 20 วัน และสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว หากใส่ปุ๋ยปีละไม่กี่ครั้ง เท่ากับว่าต้นปาล์มได้รับธาตุอาหารจริงเพียงไม่กี่สิบวันต่อปี

ตรงกันข้าม สวนที่ให้ผลผลิตสูงระดับ 6–8 ตันต่อไร่ กลับใช้วิธีใส่ปุ๋ยทุกเดือน ครั้งละน้อย แต่สม่ำเสมอ สอดคล้องกับธรรมชาติการดูดใช้ธาตุอาหารของพืชโดยไม่ต้องอาศัยตำราซับซ้อน

นอกจากนั้น ยังมีธาตุอาหารสำคัญที่ถูกมองข้ามในเชิงอุตสาหกรรม นั่นคือ แคลเซียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบโครงสร้างของต้นปาล์ม และมีบทบาทต่อสมดุลของดินอย่างยิ่ง คุณศุภชัย ชี้ว่า “โดโลไมท์” เป็นวัสดุที่ราคาถูกแต่มีคุณค่า หากใช้ในความละเอียดที่เหมาะสม และสามารถช่วยแก้ปัญหาดินเป็นกรดจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนต่อเนื่องได้ในระยะยาว

และในภาพใหญ่ คุณศุภชัย มองว่า หากประเทศไทยสามารถยกระดับการจัดการปุ๋ยและดินได้อย่างเป็นระบบ จะไม่เพียงช่วยลดต้นทุนเกษตรกร แต่ยังสามารถเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน เพิ่มคุณภาพวัตถุดิบ และสร้างความได้เปรียบให้กับอุตสาหกรรมโอลิโอเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่

“ปุ๋ยไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องลด แต่เป็นกลไกการแข่งขันที่ต้องใช้ให้ถูก” 

เราขอสรุปประเด็นข้อมูลทั้งหมด จากนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี อย่างนั้น 

และในวันที่การแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไม่ได้วัดกันแค่ปริมาณ แต่รวมถึงคุณภาพและประสิทธิภาพตลอดซัพพลายเชน การเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องปุ๋ย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นศักยภาพอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยได้ทั้งระบบ ที่ตลอดทั้งห่วงโซ่ในอุตสาหกรรมนี้ ต้องมาร่วมกันผลักดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น 

RSPO-ม.อ. เสริมแกร่ง GIS ปูทางศักยภาพปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานระดับสากล

ปั้นศักยภาพบุคลากร ชูความแม่นยำข้อมูลแผนที่ และ Geolocation เสริมแกร่งระบบตรวจสอบย้อนกลับ
รับมาตรฐาน RSPO และ EUDR

จังหวัดตรังและสุราษฎร์ธานี, 27 กุมภาพันธ์ 2569: RSPO ประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ภายใต้บันทึกข้อความความร่วมมือทางวิชาการ (MoU) ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการ “การพัฒนาเครื่องมือระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับสมาชิก RSPO ประเทศไทย” ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี และผ่านระบบออนไลน์ วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ คือ การเตรียมความพร้อมให้แก่สมาชิกสำหรับการปฏิบัติตามหลักการและหลักเกณฑ์ของ RSPO (P&C) ฉบับปี 2024 โดยเฉพาะตัวชี้วัดที่ 2.3.1 และ 2.3.2 รวมถึงหลักการที่ 4 ของมาตรฐานเกษตรกรรายย่อยอิสระ (RSPO ISH Standard) ที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรองรับกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) โดยการอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคและด้านสารสนเทศกว่า 100 ท่าน จากกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระ ผู้ปลูกปาล์มขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โรงสกัดน้ำมันปาล์มอิสระ (IPOM) และภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อยกระดับความแม่นยำของข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) และกระบวนการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน (LUCA) ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากลอันเข้มงวด

ในส่วนของการฝึกปฏิบัติ หลักสูตรได้มุ่งเน้นการแก้ไขข้อผิดพลาดทางเทคนิคที่พบบ่อยในการจัดส่งข้อมูล GIS ให้แก่ RSPO อาทิ ข้อมูลคุณลักษณะ (Attribute Data) ที่ไม่ครบถ้วน การใช้ภาษาในการบันทึกข้อมูล และการส่งแบบฟอร์มที่ถูกต้อง หลักสูตรการฝึกอบรมได้ส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมฝึกปฏิบัติจริง เริ่มจากการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม GeoRSPO ตามด้วยการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยแอปพลิเคชัน Ling หรือ Google Earth และสิ้นสุดที่การประมวลผลขั้นสูงด้วยโปรแกรม QGIS ผู้เข้าร่วมได้รับการฝึกฝนในการจัดทำข้อมูลดิจิทัล (Digitisation) และการคำนวณพื้นที่อย่างแม่นยำเพื่อให้มีค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 เฮกตาร์ รวมถึงตระหนักถึงความจำเป็นในการส่งชุดข้อมูล Shapefile ที่สมบูรณ์เพื่อป้องกันปัญหาความไม่เข้ากันของระบบข้อมูล กระบวนการนี้ ถือเป็นสาระสำคัญต่อขั้นตอนการฟื้นฟูและชดเชย (RaCP) โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่มาตรฐานมุ่งเน้นการชดเชยตามบริบทเฉพาะของพื้นที่ นอกจากนี้ การอบรมยังได้แก้ไขความท้าทายที่ซับซ้อน อาทิ การจัดการพื้นที่ทับซ้อน และการประสานตารางข้อมูลคุณลักษณะให้สอดคล้องกับรหัสสมาชิก เพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสตั้งแต่ระดับแปลงปลูก จนถึงโรงสกัด

โดยสรุป โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับมาตรฐานข้อมูลดิจิทัลของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย โดยสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่สามารถบริหารจัดการการกำหนดพิกัดภูมิศาสตร์และการประเมิน LUCA ได้อย่างถูกต้อง สร้างขีดความสามารถทางเทคนิคที่เพิ่มขึ้นนี้ และช่วยเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO 2024 อย่างเต็มรูปแบบ นอกเหนือจากความเชี่ยวชาญทางเทคนิคแล้ว โครงการนี้ยังได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับธรรมาภิบาลข้อมูลภายในภูมิภาค เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับสากล และยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ RSPO ประเทศไทยในการขับเคลื่อนภาคส่วนน้ำมันปาล์มที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีความยั่งยืน เพื่อให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบในระยะยาว

Over 95 technical professionals achieve proficiency in advanced geolocation and land-use mapping, strengthening traceability and compliance with RSPO 2024 Standards across the Thai palm oil sector.

Trang and Surat Thani, 27 February 2026: RSPO Thailand, in collaboration with Prince of Songkla University (PSU) under a formal Memorandum of Understanding (MoU), successfully implemented the “Development of Geographic Information System (GIS) Tools for RSPO Thailand Members Guidance” programme at PSU the Trang and Surat Thani campuses and online platform. The primary objective of this initiative was to ensure member readiness for the RSPO Principles and Criteria (P&C) 2024, specifically Indicators 2.3.1 and 2.3.2, as well as Principle 4 of the RSPO Independent Smallholder (ISH) Standard, which focuses on environmental responsibility and land use, to accommodate the EUDR (European Union Deforestation Regulation) as well. The training sessions targeted a specialised group of more than 100 participants, including technical and information officers from Independent Smallholder groups, medium-to-large-scale growers, Independent Palm Oil Mills (IPOM), and others, aiming to enhance the accuracy of geolocation data and Land Use Change Analysis (LUCA) processes in accordance with rigorous international requirements.

The intensive practical sessions focused on rectifying common technical errors previously identified in GIS data submissions to the RSPO, such as incomplete attribute data, the use of local scripts, and the submission of obsolete forms. The training curriculum guided participants through a comprehensive workflow, beginning with data verification via the GeoRSPO platform, followed by field data collection using the Ling application or Google Earth, and culminating in advanced processing within the QGIS software. Participants were trained in precise digitisation and area calculation to ensure a margin of error within 0.05 hectares, and on the necessity of submitting complete Shapefile sets to prevent system compatibility issues. This process is essential for the Remediation and Compensation Procedure (RaCP), particularly for smallholder groups where the standard emphasises context-specific compensation. Furthermore, the training addressed complex challenges such as resolving overlapping boundaries and synchronising attribute tables with member IDs to establish a transparent traceability system from the plantation level through to the mill.

In conclusion, this programme represents a significant milestone in elevating the digital data standards of the Thai palm oil industry, yielding the tangible outcome of 95 skilled professionals now capable of independently managing geolocation and LUCA assessments. This newfound technical capacity directly mitigates the risk of certificate suspension due to spatial data inaccuracies and accelerates the transition towards full compliance with the RSPO 2024 standards. Beyond technical proficiency, the project has established a robust foundation for data governance within the region, fostering international stakeholder confidence and reaffirming RSPO Thailand’s commitment to driving a transparent, traceable, and sustainable palm oil sector that remains resilient and responsible in the long term.

TASPO ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย กำหนดยุทธศาสตร์ปี 2569 มุ่งยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ “น้ำมันปาล์มยั่งยืนมาตรฐานโลก”

13 กุมภาพันธ์ 2569 – เครือข่ายปาล์มน้ํามันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil: TASPO) จัดการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายฯ ครั้งที่ 1/2569 ณ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อระดมความเห็นและกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย ภายใต้บริบทความท้าทายของกติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม (Global Sustainability Mandates) โดยที่ประชุมได้วางกรอบการดำเนินงานสำคัญ มุ่งเน้นการผลักดันนโยบายระดับชาติ (Policy Advocacy) การเชื่อมโยงตลาด และการปิดช่องว่างในระบบห่วงโซ่อุปทานเพื่อความยั่งยืนที่แท้จริง

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในฐานะเลขานุการเครือข่าย TASPO กล่าวว่า การขับเคลื่อนในปี 2569 นี้ จะเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก “การสร้างการรับรู้” สู่ “การปฏิบัติที่เป็นเลิศ” (From Awareness to Best Practices) โดย TASPO จะมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเพื่อรับมือกับมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น อาทิ กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) และมาตรฐาน RSPO ฉบับใหม่ (2024 Standards) และมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางสิ่งแวดล้อม

สาระสำคัญจากการประชุมประกอบด้วยยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน ประกอบด้วย

1. การขับเคลื่อนเชิงนโยบายบนฐานข้อมูล (Evidence-Based Policy Advocacy) ที่ประชุมเห็นชอบให้นำผลสรุปนโยบาย (Policy Brief) จากสถาบันวิจัยและนวัตกรรมปาล์มน้ำมันฯ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มาใช้เป็นฐานในการผลักดันประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดการโซนนิ่งพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม (Zoning) การสร้างระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อติดตามสต็อกน้ำมันปาล์ม (Centralised Monitoring System) และการผลักดันให้ภาครัฐนำร่องนโยบาย “การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว” (Green Procurement) เพื่อสร้างอุปสงค์ต่อสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในประเทศ

2. โมเดลบูรณาการเพื่อลดช่องว่างในห่วงโซ่อุปทาน (Integrated Supply Chain Model) เพื่อแก้ไขปัญหาการรั่วไหล (Leakage) ของผลผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO จากกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ที่ประชุมได้เสนอ “โมเดล 3 ประสาน” (เกษตรกร-ลานเท-โรงงาน) โดยมุ่งยกระดับ “ลานเท” ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน ผ่าน 3 รูปแบบนำร่อง ได้แก่ โมเดล Credit-based ร่วมกับ Wild Asia, โมเดลสหกรณ์จังหวัดกระบี่, และโมเดลวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ร่วมกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)

3. การศึกษาตลาดและการสร้างแบรนด์ (Market Intelligence & Branding) TASPO เตรียมดำเนินการศึกษาตลาดเชิงลึก (Scoping Study) เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพและโอกาสของปาล์มน้ำมันยั่งยืนไทยในเวทีโลก โดยมุ่งเป้าไปที่การสร้างแบรนด์ “Thai Palm Prime” เพื่อยกระดับภาพลักษณ์จากผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ สู่ผู้ผลิตสินค้าคุณภาพพรีเมียมที่ตรวจสอบได้ พร้อมทั้งเตรียมจัดทำหนังสือ “Best Practices Coffee Table Book” ในรูปแบบสองภาษา (ไทยและอังกฤษ) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร และนำเสนอให้แก่พันธมิตรระหว่างประเทศ

4. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย (Network Strengthening) ที่ประชุมกำหนดจัดงานใหญ่ประจำปี ได้แก่ Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue ครั้งที่ 4 และ RSPO Thai Member Forum ครั้งที่ 4 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เพื่อเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา โดยเน้นประเด็น “ความรับผิดชอบร่วมกัน” (Shared Responsibility) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานฯ TASPO ได้สรุปและเน้นย่ำว่า “ความสำเร็จของปาล์มน้ำมันไทยในอนาคต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ” และ “ความยั่งยืน” ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ การผนึกกำลังของ TASPO ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนความท้าทายของกติกาสากล ให้กลายเป็นโอกาสในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก” 

13 February 2026 – The Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil (TASPO) held its 1/2026 Committee Network meeting at the Thailand Environment Institute Foundation to gather opinions and define the strategic direction for driving Thailand’s palm oil industry. This is set against the backdrop of challenges posed by international environmental regulations (Global Sustainability Mandates). The meeting established a key operational framework, focusing on policy advocacy at the national level, market linkage, and closing gaps in the supply chain system for genuine sustainability.

Dr. Wijarn Simachaya, Director of the Thailand Environment Institute and Secretary of the TASPO, stated that the drive in 2026 would mark a transition from “Awareness” to “Best Practices.” TASPO will concentrate on preparing all stakeholders to cope with stricter international trade measures, such as the European Union Deforestation Regulation (EUDR) and the new RSPO Standards (2024 Standards). Furthermore, the focus will be on creating added economic value alongside maintaining environmental stability.

The core agenda of the meeting comprised four main strategies:

1. Evidence-Based Policy Advocacy

The committee agreed to use the Policy Brief from the Palm Oil Research and Innovation Institute, Prince of Songkla University, as a foundation for promoting critical issues. These include managing appropriate planting area zoning, establishing a centralised monitoring system for palm oil stock, and encouraging the government to pioneer a “Green Procurement” policy to create domestic demand for certified products.

2. Integrated Supply Chain Model to Reduce Gaps

To address the leakage of RSPO-certified produce from smallholder farmers, the meeting proposed the “Triple-Partnership Model” (Farmer-Dealer-Mill). This model aims to elevate the “dealer” to meet standard requirements through three pilot formats: the Credit-based Model in collaboration with Wild Asia, the Krabi Provincial Co-operative Model, and the Action Research Model with Walailak University, all designed to build confidence in the traceability system.

3. Market Intelligence & Branding

TASPO plans to conduct a Scoping Study to deeply analyse the potential and opportunities for Thai sustainable palm oil on the global stage. The objective is to build the “Thai Palm Prime” brand, elevating the country’s image from an exporter of commodity goods to a producer of traceable, premium-quality products. They are also preparing a bilingual (Thai and English) “Best Practices Coffee Table Book” to serve as a communication tool and a presentation piece for international partners.

4. Network Strengthening

The meeting scheduled major annual events, namely the 4th Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue and the 4th RSPO Thai Member Forum, during the second quarter of 2026. These events will serve as a central platform for the exchange of knowledge and technology between government, private sector, and academia, emphasising “Shared Responsibility” throughout the supply chain.

Mr. Assnee Mallumphut, TASPO Chairman, concluded and underscored that, “The future success of Thai palm oil does not depend solely on the volume of produce, but on its “Quality” and “Sustainability” which must be traceable. TASPO’s combined effort is a critical step that will transform the challenges of international regulations into a competitive opportunity for Thailand in the global market.”