RSPO ผนึกกำลังขับเคลื่อนอนาคตปาล์มน้ำมันไทยสู่ความเป็นเลิศแห่งปาล์มน้ำมันคุณภาพระดับพีเมียมและยั่งยืน ในงาน PALMEX Thailand 2025

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

สุราษฎร์ธานี, 7-8 สิงหาคม 2568 – RSPO ประเทศไทย ได้เข้าร่วมเป็นองค์กรสนับสนุนหลักในงาน PALMEX Thailand 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทย ร่วมกับบริษัท Firework Media จำกัด ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ สหกรณ์สุราษฎร์ธานี (CO-OP) จังหวัดสุราษฎร์ธานี งานดังกล่าวถือเป็นเวทีบูรณาการระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ภาคการผลิตต้นน้ำ (Upstream) ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ (Downstream) เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรม

ในการเข้าร่วมครั้งนี้ RSPO ประเทศไทยได้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ โดยบูธนิทรรศการของ RSPO ได้รับความสนใจอย่างสูงจากผู้เข้าร่วมงานในการนำเสนอข้อมูลและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืนระดับโลก นอกจากนี้ ยังได้ร่วมจัดเวทีวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในมิติต่างๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
  • การบรรยายพิเศษได้นำเสนอองค์ความรู้และมุมมองเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ บรรยายในหัวข้อ “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้วยการจัดการปุ๋ยแบบแม่นยำ” โดย คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ซึ่งได้แบ่งปันนวัตกรรมและผลการวิจัยที่ปฏิบัติและทดลองใช้จริง เพื่อยกระดับผลิตภาพการเกษตร ต่อด้วยมุมมองด้านการตลาดในหัวข้อ “สาระสำคัญของการยกระดับปาล์มไทยสู่ตลาดโลก” โดย คุณอัสนี มาลัมพุช ที่ได้เน้นย้ำถึงการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนมากกว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วแต่ไม่ยั่งยืน และการบรรยายในหัวข้อ “เชื่อมร้อยความยั่งยืน: เชื่อมโยงเกษตรกรสู่ระเบียบการค้าโลก” โดย คุณสินธุ แก้วสินธุ์ ซึ่งได้ฉายภาพบทบาทของภาครัฐในการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
  • เวทีเสวนาได้จุดประกายแนวคิดและทิศทางใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อ “พลิกมุมมองจาก
     ‘การขยายพื้นที่’ สู่ ‘การขยายความรับผิดชอบ’”
    ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งเกษตรกร สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และ RSPO ที่ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวคิดว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การขยายพื้นที่เพาะปลูก แต่อยู่ที่การขยาย “ความรับผิดชอบร่วมกัน” ของทุกภาคส่วนในสังคม นอกจากนี้ ในการประชุม Asia Palm Oil Conference (APOC) 2025 ยังมีการเสวนาหัวข้อ “Driving Transformation: Pathways to Scale Up Sustainable Palm Oil in Asia” ซึ่งเป็นการระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติและไทย เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพและเส้นทางสู่การเป็นผู้นำตลาดปาล์มน้ำมันยั่งยืนในระดับโลกของประเทศไทย

บทสรุปที่ชัดเจนจากการเข้าร่วมงาน PALMEX Thailand 2025 คือ ความเชื่อมั่นว่าพลังของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คือกลไกสำคัญที่จะยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานสากลได้อย่างสง่างาม โดยมี “ความรับผิดชอบร่วมกัน” เป็นหัวใจหลักในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของประเทศอย่างแท้จริง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

SURAT THANI, 7-8 August 2025 – The Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) Thailand played a principal supporting role at PALMEX Thailand 2025, an event organised by the Thai Oil Palm and Palm Oil Association in collaboration with Firework Media Ltd. Held at the CO-OP International Convention and Exhibition Centre in Surat Thani, the event served as an integrative international platform, connecting stakeholders from the entire palm oil supply chain, from upstream cultivation to downstream industries, to collaboratively shape the sector’s future.

In its capacity, RSPO Thailand was instrumental in advancing the sustainability agenda through a variety of engagements. The RSPO exhibition booth garnered significant interest from attendees, providing critical information and fostering a deeper understanding of global sustainable palm oil standards. Furthermore, RSPO co-organised several academic forums to facilitate knowledge exchange across key dimensions of the industry. A series of special speakers presented crucial insights and policy perspectives:

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
  • A special speech titled “Enhancing Palm Oil Production Efficiency in Constrained Areas through Precision Fertiliser Management” by Mr.Supachai Jintanalert, shared innovations and applied research outcomes aimed at improving agricultural productivity.
  • A marketing perspective was offered in the session “The Essence of Elevating Thai Palm Oil to the Global Market” by Mr.Asanee Mallamphut, who emphasised the imperative of stable and sustainable growth over rapid, less resilient expansion.
  • Ms Sinthu Kaewsin delivered a presentation on “Weaving Sustainability: Connecting Farmers to Global Trade Regulations,” which articulated the role of governmental agencies in leveraging science, research, and innovation to bolster the Thai palm oil industry’s competitive capabilities.
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

Panel discussions provided a forum for emerging paradigms and future-oriented discourse. A session titled “From Acreage to Accountability: A Shared Journey in Expanding RSPO-Certified Area” featured esteemed speakers from the farming community, academic institutions, research agencies, and the RSPO. The dialogue crystallised the concept that true sustainability is contingent not on the expansion of cultivation areas, but on the expansion of “shared responsibility” among all societal actors. Concurrently, the Asia Palm Oil Conference (APOC) 2025 hosted a panel on “Driving Transformation: Pathways to Scale Up Sustainable Palm Oil in Asia,” which convened international and Thai experts to analyse the potential and strategic pathways for Thailand to achieve a leadership position in the global sustainable palm oil market.

Conclusively, RSPO’s participation in PALMEX Thailand 2025 reaffirmed the conviction that the collaborative synergy of all stakeholders is the essential mechanism for elevating the Thai palm oil industry to international standards. The principle of “shared responsibility” was identified as the cornerstone for Driving Thailand’s Pathway to Premium Sustainable Palm Oil Excellence.

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ตลาดหุ้นไทยกับการเร่งเครื่องความยั่งยืนของห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน : ถึงเวลาของบริษัทปลายน้ำ

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณวรางคณา ภัทรเสน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษ หัวข้อ “ตลาดหุ้นไทยกับการเร่งเครื่องความยั่งยืนของห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน : ถึงเวลาของบริษัทปลายน้ำ” ในงานเสวนาสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568 เมื่อเร็วๆนี้ว่า การทำเรื่อง Sustainable หรือ “ความยั่งยืน” นั้น สิ่งสำคัญคือ การให้การสนับสนุนผู้ผลิตบริษัทที่ทำเรื่อง Sustainable

เพราะถ้าเขาเหล่านั้นทำผลิตภัณฑ์ Sustainable ออกมาแล้ว แต่ไม่มีคนปลายน้ำนำไปใช้ต่อ คนทำก็ท้อและเหนื่อย ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงสนับสนุนให้มีหุ้นจากบริษัทที่ทำเรื่อง ESG การที่มีนักลงทุนซื้อหุ้น ESG เหมือนสนับสนุน Sustainable เช่นเดียวกับผู้ซื้อสินค้าที่มีส่วนผสมจากปาล์ม RSPO ก็เหมือนสนับสนุนการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืน RSPO 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า “ความยั่งยืน” คือเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง โดยมี 3 เสาหลัก และต้องมีฐานรากที่สำคัญคือ การจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ความซื่อสัตย์ ซึ่งเหล่านี้คือพื้นฐานของการทำทุกอย่าง  ส่วน 3 เสาหลักคือ E-Environmental , S-Social , G-Governance &E-Economic  3 เสาหลักต้องสมดุลกัน ต้องมีการทำให้ทุกเสาสมดุลกัน 

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประเด็นต่อมา การทำกล่าวต่อว่า การทำการค้ากับยุโรป ถ้าทำเรื่อง ESG ได้ก่อน ให้ทำไปตามความสามารถของแต่ละบริษัท สามารถค่อยๆ ทำไปทีละข้อ ไม่ต้องเร่งทำทีเดียวทั้งหมด  และไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ ย่อมมีเรื่องของ ESG เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด ESG จึงเป็นเรื่องสำคัญและต้องทำ 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ESG คือ สิ่งที่เราทำกันอยู่แล้ว แต่นึกไปไม่ถึง หรือ ไม่ได้นิยามให้ชัดลงไป หรือทำให้ลึกลงไป จนถึงการวัดผล ที่บางครั้งก็ไม่รู้จะวัดผลอย่างไร จนถึงเงินทุนที่อาจไม่เพียงพอ เหล่านี้คือความท้าทายของแต่ละองค์กรว่าจะทำ ESG ได้สำเร็จหรือไม่”คุณวรางคณา กล่าว

และย้ำว่า การทำเรื่องความยั่งยืน ไม่ว่าจะอยู่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คนที่อยู่ Tone at the Top หรือผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการต่างๆ ต้องให้ความสำคัญขับเคลื่อน และพนักงานในองค์กรต้องช่วยกันขับเคลื่อน เพราะเป็นเรื่องของทุกคนในองค์กร

“เรื่องความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกๆ คนในองค์กรที่ต้องให้ความสำคัญและลงมือทำ เช่นเดียวกับเรื่องของ RSPO เป็นหนึ่งในเทรนด์ความยั่งยืน ดังนั้นทุกคนต้องทำ” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุป

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ย้ำ ปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืน Keyword สำคัญ คือ ความรับผิดชอบร่วมกัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดงานประชุมสัมมนาสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “ความรับผิดชอบร่วมกัน : การพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโห่อุปทานต้นน้ำปาล์มน้ำมันประเทศไทย” เมื่อเร็วๆนี้ ว่า 

ช่วงสิบปีที่ผ่านมา ตลาดปาล์มน้ำมันโลกมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ กระทั่งปัจจุบัน มีความต้องการ “ปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืน” ที่ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย โดยมี Keyword สำคัญ คือ ความรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้น หากประเทศไทย ทำปาล์มที่ดี ปาล์มมีคุณภาพ อุตสาหกรรมปาล์ม ก็ยังจะเป็นธุรกิจที่มีอนาคต แต่ถ้าไม่ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง อาจไม่มีอนาคตได้เช่นกัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“อุตสาหกรรมปาล์ม เราไม่ได้อยู่เพียงตัวคนเดียว แต่ยังมีโรงสกัด โรงกลั่น ภาคโอลีโอเคมี ซึ่งจะทำอย่างไรให้เกิดความร่วมมือกันทุกภาคส่วนระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในทุกห่วงโซ่อุปทาน” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม กล่าว

และว่า สำหรับ RSPO  เป็นองค์กรเน้นเรื่องความยั่งยืน ที่พยายามผลักดันให้ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เป็นหนึ่งในเรื่องความยั่งยืน และตอบโจทย์ของผู้ซื้อและประชากรโลก และอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญในช่วงนี้ก็คือ ESG (Environmental, Social, Governance) ซึ่ง RSPO พยายามผลักดันให้พวกเรา ชาวปาล์มน้ำมันเป็นหนึ่งในเรื่องนี้เช่นกัน 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

รายงานความคืบหน้าของ RSPO ประเทศไทย : พื้นที่-เกษตรกร ได้รับการรับรองมากขึ้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากการประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568 คุณรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการด้านเทคนิค และ Market Transformation – RSPO ประเทศไทย ได้รายงานความคืบหน้าของ RSPO ประเทศไทย  ว่า ปัจจุบัน มีสมาชิก RSPO มี 163 ราย เกษตรกรรายย่อยประมาณ 40 กลุ่ม ผู้ปลูกขนาดใหญ่ 5 ราย มี Supply Chain Associate , Processor & Trader เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอาง ส่วน Consumer Good Manufacturers คงที่ 11 ราย และมี Organization 1 องค์กร ในภาพรวมมีพื้นที่ได้รับการรับรองมากขึ้น และมีเกษตรกรเข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO มากขึ้นเช่นกัน

สำหรับมาตรฐาน RSPO Standards’ National Interpretation คาดว่าจะเรียบร้อยภายในเดือนกันยายน และบังคับใช้ภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะเป็นข้อตกลงระดับประเทศที่ทุกๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องจะใช้ร่วมกัน

“ปัจจุบันเครื่องหมาย RSPO อยู่ในธุรกิจอาหารเป็นหลัก ซึ่งหากมีจำนวนมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะทำให้ผู้บริโภครู้จัก RSPO มากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการกระตุ้นปลายน้ำให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย RSPO มากขึ้น เช่น การทำผ้าบาติก ซึ่งเป็นความร่วมมือกัน ของอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม  รวมทั้งการใช้น้ำมันปาล์มในธุรกิจการท่องเที่ยวรวมถึงสวนสัตว์ด้วย”ผู้จัดการด้านเทคนิค และ Market Transformation – RSPO ประเทศไทย กล่าว

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ระดมความคิด ความรับผิดชอบร่วม – ยกระดับปาล์มน้ำมันไทย สู่ความสำเร็จในตลาดโลก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากการเสวนา “ความรับผิดชอบร่วม – ยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ความสำเร็จในตลาดโลก” ในงานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568  โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย คุณเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี

คุณนุชนาถ สุขมงคล  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จํากัด (มหาชน) คุณไพรวัลย์ โต๊ะดํา  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จํากัด (มหาชน) และ คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)

คุณเชาวลิต กล่าวในฐานะ “ต้นน้ำ” ว่า น้ำมันปาล์มทุกหยดที่อยู่ในระบบความรับผิดชอบร่วมของเรา ในระยะต้นมักยากที่จะทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่า ทำไมถึงต้องรับผิดชอบอะไรนอกเหนือไปจากสิ่งที่ทำผลผลิตออกไปขายแล้วได้เงินมา 

“จำได้ว่าตอนแรกเริ่มที่มีการรวมกลุ่ม คุณศาณินทร์ บอกว่าตอนนี้มีผู้จะซื้อสินค้าเราแล้ว แต่เรายังไม่มีสินค้าจะขาย ผมเลยมาชวนคนมาผลิตสินค้าน้ำมันปาล์มให้เขา โดยมีเงื่อนไข คือ ความรับผิดชอบที่ต้องทำต่อมาตรฐานตามข้อกำหนดของ RSPO คือ ความรับผิดชอบในสิ่งแวดล้อม ในความยั่งยืน ในความเป็นอยู่ของลูกจ้างแรงงาน ความรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่เกษตรกรต้องร่วมกันในระบบการผลิตต้นน้ำ” 

คุณเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สมาชิกกลุ่มแต่ละคน ยังมีความรับผิดชอบร่วมในฐานะสมาชิกกลุ่มที่ต้องนำผลผลิตมาขายเข้าสู่ระบบเพื่อให้กลุ่มมีรายได้บริหารจัดการกลุ่ม ช่วยเหลือสมาชิก ต่อกลุ่ม มีความภัคดีต่อกลุ่ม เพื่อไปสู่ความยั่งยืน จุดอ่อนที่สุดของเกษตรกรก็คือความภัคดีต่อกลุ่ม ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็จะมีกฎหรือมาตรการต่างๆ คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ จะมีมาตรการตั้งแต่ตักเตือนดำเนินการแก้ไข จนสุดท้ายขอร้องให้ลาออกเพื่อไม่ให้ถูกแบล็กลิสต์ เพราะถ้ายังเพิกเฉยอยู่เราก็ไปต่อไม่ได้”ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ กล่าว

และบอกต่อ ถึงโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล ว่า ในฐานะเกษตรกรรายย่อย พบอุปสรรคอย่างหนึ่ง คือ เกษตรกรเสพข้อมูลอย่างเดียว แต่ไม่มี Information หรือ Knowledge แต่การจะทำให้เกษตรกรไปสู่สากลได้ ต้องให้ Information อย่าให้แต่ข้อมูล ต้องกลั่นสารสนเทศออกมาเป็นความรู้ เกษตรกรจึงจะสามารถไต่ระดับขึ้นมา

ซึ่งตอนนี้กลุ่มของตนกำลังให้ความรู้ ความเข้าใจสมาชิกว่า การทำสวนปาล์ม ไม่ใช่ทำเกษตรกรรมเหมือนที่ผ่านมา แต่กำลังทำธุรกิจการเกษตร ต้องรู้ต้นทุน ต้องรู้ค่าใช้จ่าย รู้กำไร และวางแผนนำกำไรไปเลี้ยงครอบครัวได้เท่าไหร่ นี่เป็นความคิดระดับสากลที่เป็นไปได้ในระดับผู้ผลิต ส่วนระดับสากลมาตรฐานที่ต้องทำให้โลกยอมรับ ต้องชี้ให้เห็นว่าโลกอยู่ในเทรนด์โลกสะอาด ฉะนั้นถ้าสินค้าของพวกเราสะอาด รวมตัวกันให้เข้ากับเทรนด์ที่โลกเขายอมรับได้ จึงจะเข้าไปสู่ระดับสากลได้ 

ถ้าเรามีแนวคิดพูดแต่เรื่องการขับเคลื่อนจะเป็นไปได้ยากมาก เพราะเกษตรกรมีแต่ข้อมูล ไม่เคยมีรายละเอียด ไม่มีความรู้ที่มากเพียงพอ เกษตรกรจะต้องมีการแปลข้อมูลมาเป็นสารสนเทศ เพื่อนำไปตกผลึกเป็นองค์ความรู้ และสร้างให้เกิดปัญญา  ซึ่งปัญญา คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะพาเราไปสู่ระดับสากล   การจะทำให้เกษตรกรเข้าถึงระดับสากลได้ คือ พาให้เข้าถึงความรู้ ถึงปัญญา 

ไล่เรียงมาถึงประเด็นแนวทางปฏิบัติที่สนับสนุนส่งเสริมความรับผิดชอบและความยั่งยืน  คุณเชาวลิต มองว่า ถ้าราคาทะลายปาล์มสด RSPO กับ ราคาปาล์มทั่วไป เท่ากันหรือใกล้เคียงกันก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเกษตรกรปลูกปาล์มต้องการรายได้ที่ดี การจะไปสืบทอดโลกสะอาดให้ลูกหลานนั้น อย่าไปพูดกับเขาเลย แต่ค่อยๆแทรกความคิดให้ดีกว่า

อันดับแรกที่ควรบอกกับเกษตรกร คือ ทันทีที่อนุมัติเป็นสมาชิก ยังไมได้ใบเซอร์ ราคปาล์มจะบวกเท่าไหร่ เมื่อได้ใบเซอร์แล้วบวกอีกเท่าไหร่ เหล่านี้คือสิ่งที่เกษตรกรต้องการ  ฉะนั้น ความท้าทายคือ ทำอย่างไรให้มีราคาบวก หรือพรีเมียม มาให้เกษตรกรเห็นชัดๆ

คุณเชาวลิต บอกต่อว่า ผู้บริโภค ยังเห็นคุณค่าของสินค้าประเภทนี้น้อย เพราะฉะนั้นแนวทางต้องขยายปลายน้ำก่อน ทำอย่างไรให้ทุกคน ผู้บริโภคเห็นว่า การบริโภคสินค้า RSPO ช่วยอะไรบ้าง และการจะไปเปิดปลายน้ำต่างประเทศ ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นควรทำปลายน้ำของประเทศไทยก่อน ผู้แทน RSPO และบริษัทปลายน้ำ จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเห็นว่า ทำอย่างนี้แล้วจะ “สะเทือนถึงดวงดาว”    การซื้อสินค้าหนึ่งชิ้น สร้างแสงสว่างสดใสขึ้นเลย ลูกหลานได้อยู่ในโลกสะอาดขึ้น คุณไม่ต้องวิ่งแจ้นหนีทุกฤดูฝุ่น คุณไม่ต้องร้อนรุมกลุ้มใจเรื่องภาวะเรือนกระจก

เพียงคุณซื้อสินค้า คนละชิ้นสองชิ้นนี่แหละ เจาะกลุ่มปลายน้ำผู้บริโภคระดับกลางขึ้นไป ผู้ผลิตเองก็จะเห็นทางสดใส มีกำลังใจที่จะทำต่อไป  ฉะนั้นปลายน้ำเท่านั้น ที่จะช่วยให้ต้นน้ำให้ขยับขยายและเห็นความสำคัญได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ ปากท้อง แล้วอุดมคติ อุดมการณ์ จะตามมาเอง ถ้าปากท้องอิ่ม ปัญญาเกิด แต่ถ้าปากท้องยังดิ้นรน คงลำบาก   

ด้าน คุณศุภชัย  หากพูดในนามโรงสกัด ตอนนี้ดูแลเกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิก RSPO หรือไม่ได้เป็นสมาชิก เมืองไทยาตอนนี้มีปัญหาหลัก คือ เรื่องแรงงาน บ้านเราเจ้าของไม่ได้ลงมือตัดปาล์มเอง ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเอง คนทำคือแรงงาน จะทำอย่างไรให้แรงงานเข้าใจการทำปาล์มยั่งยืนมากขึ้น ทำไมเราไม่อบรมคนตัดปาล์มมากขึ้น 

เพราะหัวใจสำคัญของการทำปาล์ม คือ แรงงาน มาเลเซียใช้คน 70 ไร่/คน ไทยใช้แรงงาน 30 ไร่/คน เราต้องลดแรงงานลงให้ใช้แรงงานให้ได้ 110 – 120 ไร่/คน เพราะในอนาคตจะเจอปัญหาอะไรไม่รู้ ตอนนี้ที่สวนของกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ ใช้แรงงานอยู่ที่ 150 ไร่/คน Know how เหล่านี้เราจะนำไปสู่สมาชิกเกษตรกร RSPO ได้อย่างไร 

สำหรับปัจจัยการผลิตที่สอง คือ ปุ๋ย ลองไปถามเกษตรกร ที่ได้ผลผลิต 4 – 7 ตัน ว่ามีใครใส่ปุ๋ยตามกระทรวงเกษตรฯ กรมวิชาการ หรือทางมาเลเซียแนะนำไหม ที่ให้ใส่ปุ๋ยปีหนึ่ง 2 – 3 ครั้ง ไม่มีหรอกเขาใส่ปุ๋ยกันปีหนึ่ง 8-9 ครั้ง คำถามตามมาคือ องค์ความรู้ ที่ให้กับเกษตรกรถูกต้องหรือเปล่า เกษตรกรจะใส่ปุ๋ยเท่าไรถึงจะเหมาะสม มีการอบรมเกษตรกรมาตั้งนาน แต่เกษตรกรยังจับจุดไม่ได้เลยว่าจะใส่อย่างไร และเท่าไหร่  จึงคิดว่าตรงนี้ต้องมาหาข้อสรุปกันได้แล้ว

คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การให้องค์ความรู้กับเกษตรกรเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องปุ๋ย โรงสกัดควรเข้ามาช่วย เพราะไม่มีใครอยากขายแม่ปุ๋ยให้เกษตรกร เพราะกำไรน้อย”  คุณศุภชัย ระบุอย่างนั้น

เมื่อกล่าวถึงประเด็นโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล คุณศุภชัย บอก ตอนนี้กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ กำลังทำการเก็บทะลายปาล์มมาวิเคราะห์ทุกวัน ซึ่งต้องทำให้ครบ 3 ปี ตอนนี้ได้ข้อมูลคร่าวๆ แล้วว่า ทะลายต้นเป็นอย่างไร ทะลายปลายเป็นอย่างไร เหล่านี้จะเป็นข้อมูลไปสู่เกษตรกร รวมถึงการวิเคราะห์ใบ การยกระดับเกษตรกร การยกระดับได้จะทำอย่างไร 

และเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ควรมีการซื้อขายปาล์มโดยตรงจากสวนถึงโรงงาน ตอนนี้เจ้าของลานเทคือ คนตัดปาล์มตัดเสร็จเข้าลาน จากลานเข้าโรงงาน ทุกขั้นตอนคือ ค่าใช้จ่าย เขาก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย  โรงงานจึงควรไปเก็บปาล์มถึงสวน เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากการขนส่ง ทำไมไม่ทำตรงนี้กับเกษตรกรเพื่อเป็นตัวอย่าง

ส่วนแนวทางปฏิบัติที่ทั้งสนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน  คุณศุภชัย บอก ปัจจุบันเราเสียเวลากับสิ่งที่คอนโทรลไม่ได้ เช่น เรื่องราคาปาล์ม ราคาน้ำมัน มากไปหรือเปล่า แต่สิ่งที่เราคอลโทรลได้ เช่น การจัดการสวน ไม่ได้ให้ความสำคัญเลย ทั้งที่สามารถมาช่วยกันได้ 

ด้าน คุณนุชนาถ กล่าวว่า ทั้งหมดของห่วงโซ่อุปทาน คือ ความรับผิดชอบร่วมกันทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่เกษตรกร ทุกๆ ภาคส่วนต้องเห็นคุณค่าร่วมกันว่าทำอย่างไร ให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มให้มีความยั่งยืน เพราะถ้าต้นน้ำทำอย่างเดียว แต่ปลายน้ำไม่เปิด ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบร่วมกัน 

“บ้านเรา 95 เปอร์เซ็นต์คือเกษตรกรรายย่อยมากๆ ตั้งแต่ 5 – 25 ไร่ ต่างจากในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ที่รายย่อยของเขายังขนาดใหญ่กว่าเมืองไทยมากๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่างกัน การบริหารจัดการต้นทุนต่างกันมาก และเป็นหนึ่งใน Challenge ของไทย สิ่งหนึ่งที่เห็นเวลาพาลูกค้าชาวต่างชาติมาชมธุรกิจปาล์มในประเทศ การทำธุรกิจกับเกษตรกรรายย่อยของไทย เป็นสิ่งที่ลูกค้าชื่นชม คือสิ่งที่เขาอยากได้ เพราะทุกอย่างที่ลูกค้าจ่ายมาคือสิ่งที่ลงสู่คุณภาพชีวิตของเกษตรกรจริงๆ”คุณนุชนาถ กล่าว

และบอกต่อถึงประเด็น  สนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน ว่า

“เราทำงานครบ Loop ช่วยเกษตรกรขายน้ำมัน RSPO และอีกฝั่งคือ เชื่อมโยงให้เห็นว่าตลาดมีอยู่จริง   การทำงานในแง่รูปธรรม คือ ไปหาเกษตรกรและโรงสกัด และบอกว่าจะรับซื้อปริมาณเท่าไร พรีเมียมจ่ายอย่างไร มีการเซ็น MOU เราเป็นโรงงานกลั่นที่ทำงานครบลูปกับเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง SG เจ้าแรกของไทย ตั้งแต่ปี 2019  ทุกอย่างต้องเกิดจากความมั่นใจว่า ตลาดนี้มีอยู่จริงๆ เวลาที่ลงไปพบเกษตรกร เราพบว่าทุกคนมีความสุขที่ได้ทำ RSPO เขามีรายได้ดีขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น และเจอกันมาสิบปีก็ยังคงอยู่” 

คุณนุชนาถ สุขมงคล  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จํากัด (มหาชน)  
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สิ่งที่เราทำเป็นส่วนเล็ก ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย ต้องบอกว่าเพราะง่ายๆ สมมติเราผลิต 3 ล้านตัน ส่งออก 1 ล้านตัน ส่วนใหญ่ตลาดที่เราส่งออกส่วนใหญ่ ไม่สนใจ RSPO แง่น้ำมันดิบเราไปอินเดีย อีกหนึ่งล้านไปไบโอดีเซล ก็ไม่ได้เป็นหลัก อีกหนึ่งล้านก็ตลาดในประเทศ ซึ่งในหนึ่งล้านนี้ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นตลาดน้ำมันธรรมดา เพราะผู้บริโภคในประเทศไทย  70 เปอร์เซ็นต์ ผู้บริโภค คนไทยรู้และรักษ์โลก แต่มีเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ที่พร้อมที่จะซื้อสินค้ารักษ์โลก แต่ 25 เปอร์เซ็นต์นี้ไม่รู้เรื่อง RSPO เลย  การซื้อน้ำมันปาล์มของประเทศไทย คือ ดูจากราคา คุณภาพ และแบรนด์ แต่ไม่มีเรื่อง RSPO  ตอนนี้ควรมีความรวมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ของภาครัฐ หรือ ธนาคาร มาช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ เรื่อง RSPO”คุณนุชนาถ กล่าว 

ขณะที่ คุณไพรวัลย์  กล่าวว่า ในฐานะที่ทำ RSPO มาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกของประเทศไทยปี 2009 กลุ่มเกษตรกรรายย่อยของ ยูนิวานิช ถือเป็น เกษตรกร ไพรอต โปรเจ็ก กลุ่มแรกของ GIZ บริษัทยังคงดูแลเกษตรกรในพื้นที่ของตนเอง สนับสนุนเกษตรกรเรื่องต่างๆ และมีการประมูลปุ๋ยจากซัพพลายเออร์เป็นประจำทุกปี

และมีการรับโควต้าจากเกษตรกรว่าต้องการปุ๋ยเท่าไหร่ บริษัทก็จะได้ปุ๋ยราคาถูกมาให้เกษตรกร ซึ่งอาจไม่ถูกใจซัพพลายเอ่อร์หรือผู้ค้าปุ๋ย มากนัก แต่บริษัทได้ปุ๋ยราคาถูกมาให้เกษตรกร โดยมีการจัดการสต็อกให้ด้วย เป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรได้ปุ๋ยราคาถูก ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทุนหลักของการจัดการสวนปาล์มน้ำมัน จัดอบรมเรื่องปัจจัยการผลิต มีการสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ 

แต่ปัจจุบันมีปัญหายากลำบากมากขึ้น มีอุปสรรคมากขึ้น ผลผลิตมาก ราคาต่ำ เกษตรกรกล่าวโทษโรงสกัด โรงกลั่นที่เป็นปลายน้ำก็ไม่เห็น ซึ่งจริงๆ ต้องแชร์ความรับผิดชอบร่วมกัน

ส่วนโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล  คุณไพรวัลย์ บอกว่า ธรรมชาติของบ้านเราเป็นเกษตรกรรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ และแนวโน้มในอนาคตก็จะเป็นเกษตรกรรายย่อยมากยิ่งขึ้น เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่น้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากพื้นที่สัมปทานหมดอายุ พื้นที่เช่าหมดอายุ สวนขนาดใหญ่จึงจะน้อยลง เป็นสวนเกษตรกรรายย่อยมากขึ้น  ความท้าทายคือ เกษตรกรรายย่อยจะมากขึ้น ทำอย่างไรจะทำให้ต้นทุนน้อยที่สุด เรื่องปุ๋ย เรื่องการจัดการการขนส่ง

คุณไพรวัลย์ โต๊ะดํา  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จํากัด (มหาชน)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

อีกเรื่องคือ เรามีจุดเด่นเรื่องการเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่บุกรุกทำลายป่า  การจะร่วมมือกันได้ เราต้องแชร์ข้อมูลกันทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รู้และเข้าใจว่าทำอย่างไรเกษตรกรถึงได้ผลผลิตปาล์มมาให้เรา เวทีเสวนาเช่นนี้คือความร่วมมือที่แนวทางปฏิบัติที่ทั้งสนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน  

“ที่ผ่านมา ภาครัฐยังไม่มีความต่อเนื่องในการสนับสนุนเรื่อง RSPO เท่าที่ควร สิ่งที่พวกเราทำได้คือ ภาคเอกชนต้องช่วยกัน ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคคนปลายน้ำ เห็นความสำคัญ และตระหนักถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ RSPO เราเดินในห้างสรรพสินค้า เห็นแบรนด์สินค้าที่มีเครื่องหมาย RSPO น้อยมาก ต่างจากมาเลเซีย หรือ ยุโรป  ส่วนผู้อยู่ปลายน้ำ ตั้งแต่โรงกลั่น เรื่องพรีเมียม ถ้าไม่มีพรีเมียมย้อนกลับมาหาเกษตรกรก็ยากที่จะขับเคลื่อนไปได้”คุณไพรวัลย์ กล่าว 

ส่วน คุณอิทธิพล  กล่าวว่า ในแง่นักลงทุน หรือสถาบัน มีหลักของ UN อยู่เรื่องหนึ่ง คือ UNPRI คือการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ สิ่งนี้แบ่งเป็น 2 กิ่ง คือ Do – ที่ต้องทำ & Don’t – สิ่งที่ต้องไม่ทำ

Don’t คือ ไม่ทำสิ่งที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม สิ่งที่กระทบต่อ Human right ทุกธนาคารเริ่มมีกลุ่มเป้าหมาย ที่ EXIM เซตเป้าหมายว่า จะเปลี่ยน Portfolio เป็น Sustainable มากขึ้น บริษัทที่เป็นสมาชิก RSPO ธนาคา EXIM ลดดอกเบี้ยให้ และน่าจะเป็นธนาคารแรกที่มีความร่วมมือกับ RSPO โดยสร้างทางเดิน เป็นโมเดลให้ ซึ่งไม่จำเป็นว่า RSPO ต้องทำกับ EXIM ที่เดียว 

คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถ้าประเทศไทยจะเอาผลผลิตปาล์มไปแข่งระดับโลก สิ่งที่เรามีดี คือ เราไม่มีข่าวภาพลักษณ์ที่ไม่ดี อย่างอินโดก็ยังมีข่าวที่ไม่ดี เรื่องการเผาป่า 15 เปอร์เซ็นต์มาจากการเผาป่า  ขณะที่ในฝั่งของภาคการเงิน สิ่งที่ต้องการคือ DATA “ คุณอิทธิพล กล่าว

ก่อนอธิบายในแง่ของการเงินสำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันยั่งยืน ต้องมีข้อปฏิบัติอย่างยั่งยืนอย่างไร ว่า  ถ้าจะเพิ่มราคาแล้วเพิ่มไม่ได้ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ของเท่าเดิม แต่ขายได้มากขึ้น การเพิ่ม Value added ให้ลูกค้ารู้สึกได้มูลค่าอะไรเพิ่มขึ้น จนตัดสินใจซื้อสินค้าเรา

ยกตัวอย่าง ชาลิปตัน ที่ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการทำชาที่ีส่วนในการรักษาสิ่งแวดล้อม แม้ปีแรกจะขายสินค้าได้น้อยลง แต่ต่อมาขายดีขึ้น ด้วยการนำตราสัญลักษณ์การอนุรักษณ์ไปติดข้างผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคได้รู้ว่า การซื้อผลิตภัณฑ์ลิปตัน มีส่วนในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม หลายผลิตภัณฑ์ทางการเงินวันนี้ ยังไม่มีตัวไหนไปจับกับมาตรฐาน RSPO หรือ มาตรฐานการรับรองตัวใดๆ เกี่ยวกับ Rainforest Alliance โดยตรง  จริงๆ ต้องบอกว่า ธนาคารก็คือ ธนาคาร สิ่งที่ทำได้ คือ Joy Hand กับคนอื่น และทำสิ่งที่ไม่เคยมีให้มีขึ้น กำไรอาจลดลงนิดหน่อย แต่ต้นทุนของธนาคารก็จะลดลงด้วยเหมือนกัน 

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

RSPO ประเทศไทย สร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรฐาน P&C ฉบับใหม่ ปี 2024

การอบรม “2024 P&C Standard Update Workshop”ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาตรฐานเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน

สุราษฎร์ธานี, 2 กรกฎาคม 2568 – RSPO ประเทศไทย ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “2024 P&C Standard Update Workshop” ณ ห้องประชุมบุษราคัม โรงแรมไดม่อน พลาซ่า โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมแก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันขนาดกลางและขนาดใหญ่เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้มาตรฐาน Principles and Criteria (P&C) ฉบับปี 2024 ในการดำเนินงานด้านการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามแนวทางของ RSPO นอกจากนี้ การอบรมยังเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการจัดทำเอกสารการตีความมาตรฐานระดับประเทศ (National Interpretation – NI) ต่อไป ผู้เข้าร่วมการอบรมประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรผู้เพาะปลูกปาล์มน้ำมันขนาดกลางและขนาดใหญ่ในประเทศไทยเข้าร่วมจำนวน 20 คน

การอบรมเริ่มต้นด้วยการบรรยายจาก คุณรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการฝ่าย Technical and Market Transformation, RSPO ประเทศไทย ท่านได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ (ร่าง) มาตรฐาน P&C ฉบับใหม่ ซึ่งมีกำหนดประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 รวมถึงรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัด เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงมาตรฐานอย่างลึกซึ้ง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เข้ารับการอบรมยังได้มีโอกาสศึกษาและอภิปรายรายละเอียดของตัวชี้วัดทั้ง 7 หลักการภายใต้มาตรฐานฉบับใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และร่วมกันพิจารณาแนวทางการปรับใช้ให้เข้ากับบริบทเฉพาะของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดทำเอกสารการตีความระดับประเทศ ภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานพิเศษ National Interpretation Task Force (NITF) ของประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดจัดตั้งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนี้ ยังมีการหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้แทนจากเกษตรกรขนาดกลางและขนาดใหญ่เพื่อเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน NITF อีกด้วย

ภายหลังจากการอบรมครั้งนี้ RSPO ประเทศไทยจะยังคงประสานการดำเนินงานกับกลุ่มเกษตรกรขนาดกลางและขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันส่งเสริมและยกระดับคุณค่าของปาล์มน้ำมันยั่งยืนของไทยให้มีคุณภาพระดับโลก โดยครอบคลุมทั้งการสนับสนุนการดำเนินงาน การสร้างองค์ความรู้ และการประสานความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมัน ทั้งในระดับประเทศและระดับตลาดโลกต่อไป

“2024 P&C Standard Update Workshop” Fosters Knowledge Exchange on New Sustainable Palm Oil Standard

SURAT THANI, Thailand – 2 July 2025 – RSPO Thailand successfully held a workshop titled “2024 P&C Standard Update Workshop” at the Busarakam Meeting Room, Diamond Plaza Hotel. The primary objective of this event was to cultivate understanding and readiness among medium and large-scale palm oil growers regarding the forthcoming 2024 Principles and Criteria (P&C) Standard. The aim is to enable these growers to effectively implement the updated standard for sustainable palm oil cultivation in accordance with RSPO guidelines. Furthermore, the workshop served as a crucial forum for exchanging experiences and feedback on the new standard, establishing a vital foundation for the subsequent National Interpretation (NI) process. The assembly included representatives from prominent medium and large-scale palm oil growing organisations across Thailand.

The workshop commenced with a presentation by Radda Larpnun, Technical and Market Transformation Manager of RSPO Thailand. She provided comprehensive information on the draft of the new P&C Standard, which is scheduled for official implementation on 13 November 2025. This included detailed explanations of changes to key indicators, ensuring participants fully grasped the rationale behind these revisions. Moreover, attendees were given the opportunity to delve into the specifics of the indicators across all seven principles of the new standard. This fostered a thorough understanding and facilitated robust discussions on the practicalities of implementation within the Thai context. These discussions are particularly significant as they will directly inform the National Interpretation process, set to be undertaken by Thailand’s dedicated National Interpretation Task Force (NITF) in the near future. Preliminary discussions also took place regarding the selection of representatives from medium and large-scale growers to join this crucial NITF.

Following this workshop, RSPO Thailand will maintain close collaboration with medium and large-scale farmer groups. This sustained engagement aims to jointly enhance the value of Thailand’s sustainable palm oil, ensuring it meets world-class quality standards. This commitment encompasses providing operational support, fostering knowledge creation, and coordinating collaborative efforts throughout Thailand’s palm oil supply chain and the global market.

RSPO ประเทศไทย ผนึกกำลังนักวิชาการและเกษตรกรต้นแบบ ยกระดับความยั่งยืนทางการเงินแก่เกษตรกรรายย่อย

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การอบรมเชิงปฏิบัติการ “การบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืน”
สร้างรากฐานเพื่ออนาคตที่มั่นคง

สุราษฎร์ธานี, 1 กรกฎาคม 2568 – RSPO ประเทศไทย ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “การบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืน” ณ ห้องประชุมท่าวัง 2 โรงแรมวังใต้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการทางการเงินอย่างยั่งยืนให้แก่กลุ่มเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างการรับรู้ถึงต้นแบบของกลุ่มเกษตรกรอิสระและกลุ่มภายใต้การบริหารจัดการของโรงงานที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการการเงินอย่างยั่งยืน รวมถึงการระดมความคิดเห็นเพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการจัดทำคู่มือการบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืน ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งการอบรมได้รับความสนใจจากกลุ่มเกษตรกรกว่า 10 กลุ่ม ครอบคลุมทั้งกลุ่มเกษตรกรเก่าและกลุ่มใหม่ รวมถึงทุกรูปแบบการดำเนินงาน ตลอดจนผู้แทนจากภาครัฐ นับเป็นการรวมตัวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญในส่วนต้นน้ำของอุตสากรรมปาล์มน้ำมัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การอบรมเริ่มต้นด้วยการบรรยายจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพ์พา คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ท่านได้นำเสนอแนวคิดเชิงวิชาการและแบ่งปันประสบการณ์จากการให้คำปรึกษาแก่กลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการการเงินอย่างยั่งยืน ต่อมา อาจารย์เชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนศรีเจริญ ได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรอิสระ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความเข้มแข็งของกลุ่ม และการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตผ่านฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ ด้านคุณวีระยุทธ วิโรจน์วรรณกุล ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนเทพพิทักษ์ปาล์ม ได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรภายใต้การสนับสนุนของโรงงาน ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาและประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างเกษตรกรภายในกลุ่มและโรงงานในช่วงบ่าย ผู้เข้ารับการอบรมได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและความท้าทายในการบริหารจัดการการเงินของกลุ่ม แนวโน้มในอนาคต รวมถึงแนวทางและประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้น ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อ RSPO ประเทศไทย ในการนำไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดทำโครงร่างคู่มือการบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืนต่อไป

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การอบรมในครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากวิทยากรเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมข้อมูล แนวคิด และวิสัยทัศน์จากผู้เข้าร่วมอบรม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดทำคู่มือการบริหารจัดการการเงินสำหรับเกษตรกรรายย่อยในอนาคต การผนวกรวมแนวคิดเชิงวิชาการ ประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานจริง และความต้องการของผู้ใช้งานคู่มือ จะนำไปสู่การสร้างสรรค์คู่มือที่มีความครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้งานจริง เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนทางการเงินของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย

2024 P&C Standard Update Workshop” Fosters Knowledge Exchange on New Sustainable Palm Oil Standard

SURAT THANI, Thailand – 2 July 2025 – RSPO Thailand successfully held a workshop titled “2024 P&C Standard Update Workshop” at the Busarakam Meeting Room, Diamond Plaza Hotel. The primary objective of this event was to cultivate understanding and readiness among medium and large-scale palm oil growers regarding the forthcoming 2024 Principles and Criteria (P&C) Standard. The aim is to enable these growers to effectively implement the updated standard for sustainable palm oil cultivation in accordance with RSPO guidelines. Furthermore, the workshop served as a crucial forum for exchanging experiences and feedback on the new standard, establishing a vital foundation for the subsequent National Interpretation (NI) process. The assembly included representatives from prominent medium and large-scale palm oil growing organisations across Thailand.

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

The workshop commenced with a presentation by Radda Larpnun, Technical and Market Transformation Manager of RSPO Thailand. She provided comprehensive information on the draft of the new P&C Standard, which is scheduled for official implementation on 13 November 2025. This included detailed explanations of changes to key indicators, ensuring participants fully grasped the rationale behind these revisions. Moreover, attendees were given the opportunity to delve into the specifics of the indicators across all seven principles of the new standard. This fostered a thorough understanding and facilitated robust discussions on the practicalities of implementation within the Thai context. These discussions are particularly significant as they will directly inform the National Interpretation process, set to be undertaken by Thailand’s dedicated National Interpretation Task Force (NITF) in the near future. Preliminary discussions also took place regarding the selection of representatives from medium and large-scale growers to join this crucial NITF.

Following this workshop, RSPO Thailand will maintain close collaboration with medium and large-scale farmer groups. This sustained engagement aims to jointly enhance the value of Thailand’s sustainable palm oil, ensuring it meets world-class quality standards. This commitment encompasses providing operational support, fostering knowledge creation, and coordinating collaborative efforts throughout Thailand’s palm oil supply chain and the global market.

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

RSPO ร่วมกับ มอ. ม.วลัยลักษณ์ จับมือจัดสัมมนาวิชาการปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ประจำปี 2568

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

RSPO ร่วมกับ มอ. ม.วลัยลักษณ์ จับมือจัดสัมมนาวิชาการปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ประจำปี 2568
“เชื่อมความยั่งยืน: เส้นทางความร่วมมือในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย”

30 มิถุนายน 2568  โรงแรมวังใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี: อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันถือเป็นกำลังสำคัญของภาคการเกษตรไทย ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความมั่นคงทางอาหาร ในยุคที่ความยั่งยืนและมาตรฐานสากลมีบทบาทสำคัญต่อการค้าโลก RSPO เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และภาคีเครือข่าย ได้จัดงาน สัมมนาวิชาการปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ประจำปี 2568 (Thailand Sustainable Palm Oil Symposium 2025) ภายใต้แนวคิด “เชื่อมความยั่งยืน: เส้นทางความร่วมมือในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

งานสัมมนาครั้งนี้ มุ่งเป็นเวทีระดับชาติในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดนวัตกรรม และร่วมกันผลักดันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า และตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคทั้งในประเทศและตลาดส่งออกทั่วโลก

เริ่มจากการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พูดถึง การเชื่อมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเอเชีย โดย Mr. Kamal Prakash Seth ผู้อำนวยการด้านปาล์มน้ำมันโลก จาก WWF คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ต่อด้วยการเวทีเสวนาหัวข้อ “จับตาแนวโน้มปาล์มน้ำมันยั่งยืนของไทย” โดยได้รับเกียรติจาก คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย ผศ.ดร.ไชยยะ คงมณี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนวัตกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม มหาวิทยาลัยสงขลา- นครินทร์ และคุณชุมพล ลีละศุภพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ร่วมแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายเรื่อง การวิเคราะห์การมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อย นวัตกรรม โอลิโอเคมีเคิล เพื่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน และเวทีเสวนาเรื่อง แนวปฏิบัติที่ดีสู่การเป็นปาล์มน้ำมันยั่งยืน ความท้าทายการขับเคลื่อนโอลิโอเคมีเคิลเพื่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาทิ รศ.ดร.ธีรศักดิ์ ปั้นวิชัย คุณศุภชัย จินตนาเลิศ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ

พร้อมทั้งบรรยายพิเศษ หัวข้อ “จากธุรกิจฐานราก สู่เวทีโลก: ศักยภาพน้ำมันปาล์มยั่งยืนไทย” โดย คุณประกิต ประสิทธิ์ศุภผล นายกสมาคมผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มประเทศไทย

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน จากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม เกษตรกรรายย่อย นักวิจัย นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำด้านน้ำมันปาล์มยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

EXIM BANK จับมือ RSPO ยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ความยั่งยืน

By Chick_Curry
เผยแพร่ครั้งแรก ใน https://kinyupen.co/2025/05/22/eximbank-mou-rspo/ May 22, 2025

ปาล์มน้ำมันนับเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และโอเลโอเคมิคอล รวมทั้งมาตรการภาครัฐในการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลโดยผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันมากกว่า 30 ล้านเฮกตาร์ เกาะกลุ่มอยู่ในบริเวณแนวเส้นศูนย์สูตร 3 ประเทศคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ ส่งผลให้ประเด็นความยั่งยืนจึงถูกหยิบยกมาพูดถึงกันมากขึ้นในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมส่งผลต่อการขยายพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งอาจจะเกิดการบุกรุกพื้นที่ป่า

ปัจจุบันไทยป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับ 3 ของโลก รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย ด้วยพื้นที่ปลูกกว่า 6.3 ล้านไร่ ทำให้ไทยถูกจัดให้เป็นหนึ่งในชาติที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันของโลกสู่ความยั่งยืน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) จึงได้ร่วมมือกับองค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil: RSPO) ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนในภาคธุรกิจปาล์มน้ำมันของไทย พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่มาตรฐานสากลและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยให้มุ่งสู่มาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน ช่วยสร้างการจ้างงานและนำไปสู่รายได้ทั้งในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป และส่งออกตลอดต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ภาคธุรกิจต้องดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environmental, Social, and Governance: ESG) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมในโลกยุคใหม่

“การปรับตัวสู่ความยั่งยืนจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ที่ยังมีอีกมากในโลกการค้ายุคใหม่ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น EXIM BANK จึงจับมือกับ RSPO เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและองค์กรระดับโลกภายใต้กรอบ ISEAL Alliance ที่สนับสนุนมาตรฐานความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรม ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ รองรับเทรนด์การค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” นายบัณฑิต กล่าว

ภายใต้ MOU ดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อสนับสนุนระบบการตรวจสอบแบบย้อนกลับ (Traceability) สืบย้อนกลับได้ถึงแหล่งกำเนิดตั้งแต่ต้นจนถึงมือผู้บริโภค อาทิ การลดการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-free) การลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) รวมถึงการยกระดับด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights) ของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ยกระดับความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรไทย เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดการค้าโลก โดยเฉพาะการรุกตลาดที่มีข้อกำหนดเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวให้กับอุตสาหกรรมการเกษตรไทย ในฐานะที่ EXIM BANK เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังที่มีพันธกิจในการขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และ RSPO เป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานความยั่งยืนปาล์มน้ำมันระดับนานาชาติ

นายมูฮัมหมัด ชาซาลีย์ Head of Certification ของ RSPO กล่าวว่า การสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไม่ใช่เพียงหน้าที่ของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อให้สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันให้เติบโตอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ด้านนายอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK บรรยายในการเสวนาหัวข้อ “ความรับผิดชอบร่วม-ยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ความสำเร็จในตลาดโลก” แก่สมาชิก RSPO ว่า ในฐานะตัวแทนจากภาคการเงินในการส่งเสริมความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย และแนวทางการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน EXIM BANK พร้อมดำเนินบทบาทส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทยผ่านยุทธศาสตร์ “Sustainable Growth Escalator (ยกระดับธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจที่เป็น ESG)” โดยสอดคล้องกับพันธกิจในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคสู่ความยั่งยืนของธนาคาร โดยอาศัยข้อได้เปรียบของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย คือ ไม่มีข่าวด้านลบ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การเผาทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ต่างจากในหลายประเทศ ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาต่างชาติ หากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม ไทยจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมนี้ และขยายตลาดในระดับสากลได้มากยิ่งขึ้น

EXIM BANK เป็นกลไกของภาครัฐที่มุ่งดำเนินบทบาทอย่างแข็งขันในการสนับสนุน Climate Finance ของไทย นำผู้ประกอบการไทยสยายปีกสู่ธุรกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนภาคธุรกิจของไทยให้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ส่งผลให้ ESG Portfolio ของ EXIM BANK เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับ 40% ของ Portfolio ทั้งหมดในปัจจุบัน และมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2570

เผยแพร่ครั้งแรก ใน https://kinyupen.co/2025/05/22/eximbank-mou-rspo/ May 22, 2025

RSPO ประเทศไทย ร่วมมือกับคณะวิจัย ม.วลัยลักษณ์จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 
ณ ห้องประชุมท่าวัง 2 โรงแรมวังใต้ จ.สุราษฎร์ธานี

องค์การเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil: RSPO) ร่วมกับคณะวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อนำเสนอผลการศึกษาขั้นต้น เรื่อง “การยกระดับลานเทรับซื้อผลปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืนของ RSPO” โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษา จำนวน 20 คน เพื่อร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนา และขยายผลการศึกษาสู่การปฏิบัติจริง ในการยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืน ของ RSPO

ผศ.ดร.สมใจ หนูผึ้ง อาจารย์จากสำนักวิชาการบัญชีและการเงิน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้นำเสนอวัตถุประสงค์ กรอบการวิจัย ผลการศึกษาเบื้องต้น และข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าลานเทปาล์มน้ำมันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรรายย่อยและโรงสกัดปาล์มน้ำมัน แต่ลานเทปาล์มน้ำส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืนของ RSPO ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณปาล์มน้ำมันยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และคุณภาพของปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้มีการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ชี้ให้เห็นรูปแบบการรวมกลุ่มของลานเทปาล์มน้ำมันที่มีศักยภาพในการรวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนโอกาสในการพัฒนากลยุทธ์ในการยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันของไทยให้ได้รับมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืน

การวิจัยนี้ยังได้ระบุช่องว่างด้านกฎหมายและนโยบายของไทย และได้เสนอแนวทางในการจัดการช่องว่างดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันไทย เช่น

  • การจัดทำมาตรฐานความยั่งยืนเฉพาะสำหรับลานเทผลปาล์มน้ำมัน
  • การพัฒนารูปแบบการรับรองกลุ่มสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กอิสระ
  • การยกระดับระบบการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  • การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างโรงงานสกัดและลานเท เพื่อรักษาความแยกแยะของผลผลิตที่ผ่านการรับรอง

นอกจากนี้ ประชุมได้อภิปรายผลการศึกษา โดยมีผู้ประกอบการแสดงความสนใจที่จะดำเนินการขอรับรองมาตรฐาน RSPO และได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น รวมทั้ง เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคการเงิน ในการมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันของไทย นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมแนะนำให้มีการศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์เพิ่มเติม โดยเฉพาะผ่านการวิจัยร่วมกันระหว่าง RSPO และสถาบันการศึกษา เพื่อประเมินต้นทุนและผลตอบแทนจากการรับรองมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืน และพัฒนารูปแบบธุรกิจที่สามารถขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายนี้ คณะวิจวิจัยจะนำข้อเสนอแนะจากการประชุมไปปรับปรุงรายงานฉบับสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำร่องและริเริ่มกิจการยกระดับ โดยโครงการนี้มีเป้าหมายที่จะยกระดับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความยั่งยืนในการรับซื้อผลปาล์มน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มยั่งยืนที่ผ่านการรับรองของประเทศไทย และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน