สัมภาษณ์พิเศษ  ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO

ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ (Dr. Inke Van Der Sluijs) ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จุดแข็งของเกษตรกรปาล์มน้ำมันไทย มีลักษณะเฉพาะที่พิเศษมากจริงๆ”

เมื่อเร็วๆ นี้ หลังงานสัมมนาประจำปี RT2024 ของ RSPO ที่กรุงเทพ ทางทีมข่าว TASPO ได้มีโอกาสร่วมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงาน รากฐานของความยั่งยืน (Roots of Sustainability: Palm Oil Tour) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี  และพูดคุยกับ ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ (Dr. Inke Van Der Sluijs) ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO (Director, Market Transformation) ถึงจุดแข็งและลักษณะเฉพาะของเกษตรกรไทยในมุมมองของผู้คร่ำหวอดอยู่ในตลาดปาล์มน้ำมันยั่งยืนของโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์

 การลงพื้นที่ศึกษาดูงานในจังหวัดสุราษฎร์ธานีครั้งนี้ให้อะไรบ้าง

“การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมีผู้เข้าร่วมมาจากหลายประเทศและหลากหลายองค์กร ทั้งสื่อมวลชน เกษตรกร เจ้าของธุรกิจรายใหม่ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น WWF และเจ้าหน้าที่ RSPO จากประเทศต่างๆ มาเรียนรู้เรื่องการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนในประเทศไทย ทำอย่างไรให้มีผลผลิตมากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน เพราะเหล่านี้คือ หัวใจของ RSPO”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสั่งสมความรู้มากมายเกี่ยวกับการปลูกปาล์มและการกำจัดศัตรูพืชแบบไม่ทำลาย สิ่งแวดล้อม เพราะแม้การทำอย่างไรให้เกษตรกรมีผลกำไรที่มากขึ้นจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับ RSPO การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็เป็นเรื่องสำคัญด้วยเช่นกัน เราจึงชอบที่จะทำงานร่วมกับ ประเทศไทย และเป็นที่มาของการลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การสนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา”

“นับเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมาก และยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้เพราะการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย มีเครือข่ายที่ดี เช่น TASPO ซึ่งสามารถสร้างโอกาสให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน รวมถึงการสนับสนุนจากภาค รัฐ และหน่วยงานท้องถิ่นด้วย”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

มุมมองต่ออุตสากรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย

“โมเดลของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย มีลักษณะเฉพาะตัวมากๆ ประเทศไทย สามารถนำมาตรฐาน RSPO มาปรับใช้ให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะทางธุรกิจของประเทศได้ สำหรับ RSPO รู้สึกยินดีมากที่ได้ทำงานร่วมกับ ผู้ประกอบการในประเทศไทย ซึ่งสามารถประยุกต์มาตรฐาน RSPO ให้เหมาะกับวัฒนธรรมการทำธุรกิจปาล์มภายใน ประเทศได้อย่างเหมาะสม”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

แนวทางปาล์มน้ำมันยั่งยืนของไทย สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศอื่นได้มากน้อยแค่ไหน

“ดิฉันทำงานกับพื้นที่ต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลายวัฒนธรรมทั้งการบริโภคและการผลิตปาล์มน้ำมัน อย่างหนึ่งที่เห็น ได้ชัด คือ โมเดลการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย สามารถให้ผลประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงมาก และยังได้รับการสนับสนุนผลักดันจากภาครัฐเป็นอย่างดี แต่ก็อาจจะยากในการนำไปปฏิบัติกับประเทศอื่นๆ เนื่องจาก ปัจจัยหลายๆ อย่างที่ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน

“จึงคิดว่า แต่ละประเทศมีโจทย์ที่ยากในการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนแตกต่างกันไป ในประเทศไทยเองก็คงไม่ง่ายนัก การที่รัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุน และเกษตรกรรายย่อยมีผู้สนับสนุนที่ดีเป็นสิ่งที่ดี แต่ประเทศไทย มีเกษตรกร รายย่อยเยอะมากๆ จะทำอย่างไรที่จะมั่นใจได้ว่า เขาเหล่านั้นมีความรู้เรื่องแนวทางเกษตรยั่งยืนอย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสพิเศษมากๆ ที่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ จะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จุดแข็งของปาล์มน้ำมันยั่งยืนในประเทศไทย มีหรือไม่และอย่างไรบ้าง

“จุดแข็งของเกษตรกรในประเทศไทย ที่มีลักษณะเฉพาะพิเศษมากๆ คือ ยินดีที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กัน จริงๆ แล้ว องค์ความรู้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีมูลค่าสูงมาก บางครั้งเมื่อคุณมีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุณคงอยากจะเป็นคนเก่งที่สุด ไม่อยากแบ่งปันความรู้เรื่องนี้ให้ใคร แต่เกษตรกรในประเทศไทย ไม่หวงองค์ความรู้กันเลย พร้อมจะแนะนำว่าทำอย่างไรถึงจะได้ผลผลิตสูงแบบนั้นด้วย นี่เป็นลักษณะเฉพาะที่มีความพิเศษมากจริงๆ”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

คณะต่างชาติ 25 คนลงพื้นที่เรียนรู้ เรียนลึกรากฐานปาล์มยั่งยืน สุราษฎร์ธานี…เมืองต้นแบบปาล์มยั่งยืนไทย

คณะดูงาน Roots of Sustainability Plan oil Tour ถ่ายภาพร่วมกันภายในงานการลงนาม MOU สนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

14 – 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมหัวหน้าหน่วยราชการ นายไกรวุฒิ ศิริอนันตภัทร์ นายกสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและสมาชิกฯ นายตริน พงษ์เภตรา ประธาน สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเกษียร ไลยโฆษิต ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดร.วันสาด ศรีสุวรรณ. ประธานสภาเกษตรกร สุราษฎร์ธานี นายสุมาตร อินทรมณี นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประธานและผู้จัดการกลุ่มเกษตรกรรายย่อย สมาชิก RSPO ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีกว่า 60 ท่านร่วมจัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะผู้แทนจากกระทรวงเกษตร ประเทศอินเดีย ผู้ประกอบการสมาชิก RSPO องค์กรพัฒนาเอกชน WWF และสื่อมวลชน จากประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ สเปน ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์และ สหราชอาณาจักร กว่า 25 ชีวิต มาลงพื้นที่ศึกษาดูงาน “Roots of Sustainability Palm oil Tour” เพื่อเรียนรู้ต้นแบบการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ซึ่งเป็นงานต่อเนื่องจากงานสัมมนา ปาล์มน้ำมันยั่งยืนประจำปีของ RSPO จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน โดยงานเลี้ยงต้อนรับครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี

“การลงพื้นที่เพื่อศึกษาเรียนรู้นี้ มุ่งให้คณะได้เห็นถึงศักยภาพความพร้อมการยกระดับของปาล์มน้ำมันไทยสู่ความยั่งยืน โดยยกจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองปาล์มน้ำมันที่มีพื้นที่ปลูกและได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีต้นแบบความสำเร็จที่สามารถศึกษาเรียนรู้ได้ครบวงจรตั้งแต่ การจัดการสวนปาล์มที่ดี ศูนย์วิจัยชนิดพันธุ์ปาล์มที่มีคุณภาพระดับประเทศ โรงสกัดน้ำมันปาล์มที่มีกระบวนการเพาะพันธ์ต้นกล้าอย่างเป็นระบบ จนถึงโรงกลั่นน้ำมันปาล์มมาตรฐานโลกที่แสดงให้เห็นกระบวนการผลิตน้ำมันพืช ซึ่งจะทำให้คณะศึกษาดูงานฯ ได้เห็นการทำงานอย่างเป็นระบบจากต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ” นางสาวรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการด้านเทคนิค RSPO ประเทศไทยกล่าวที่มาของการจัดงาน

การดูงานครั้งนี้ เริ่มต้นกันที่ สวนปาล์มของ คุณอุดมศักดิ์ นัดดาศรีนะ  สมาชิก RSPO กลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำ กะแดะพัฒนาปาล์มน้ำมัน ที่มีการบริหารจัดการสวนเป็นอย่างดีจนมีผลผลิตสูงกว่า 6 ตัน/ต่อไร่/ปี สูงกว่า ค่าเฉลี่ยทั่วไปของผลผลิตปาล์มในประเทศไทยกว่า 2 ตัน/ต่อไร่/ปี

สวนปาล์มของ คุณอุดมศักดิ์ นัดดาศรีนะ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยการเยี่ยมชมที่สวนนี้ ทาง คุณไกรวุฒิ ศิริอนันตภัทร์ นายกสมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม และกรรมการ บริษัท เอส.พี.โอ.อะโกรอินดัสตรี้ส์ จำกัด คุณสุกัญญา ศรีสุบัติ ผู้จัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันตาปี-อิปัน คุณอุไรวรรณ พ้นภัย ผู้จัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำกะแดะพัฒนาปาล์มน้ำมัน และคุณนิภาพร โพโพ้น ผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำกะแดะฯ ได้ร่วมให้การต้อนรับและถ่ายทอดข้อมูล การจัดการสวนของ คุณอุดมศักดิ์ จนถึงการบริหารจัดการกลุ่มวิสหกิจชุมชนปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นโมเดลสำคัญในการร่วมกันทำงาน ของกลุ่มเกษตรกรรายย่อย RSPO ในประเทศไทย

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากนั้นคณะดูงานฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชม ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัด สถาบันวิจัย พืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อำเภอกาญจนดิษฐ์ มีพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ โดยทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ปาล์มน้ำมัน และจำหน่ายพันธุ์ปาล์ม ซึ่งนักวิชาการของศูนย์ฯ ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่เหมาะสมและทนต่อศัตรูพืช รวมถึงโรคที่เกิดกับปาล์ม น้ำมัน ซึ่งได้รับความสนใจจากคณะจากประเทศอินเดีย เป็นอย่างยิ่ง มีการสอบถามข้อมูลต่างๆ หลายประการ เช่น สายพันธุ์ปาล์มที่ศูนย์พัฒนาขึ้น การดูแลปาล์ม โรค และแมลงศัตรูพืช เป็นต้น

ช่วงบ่าย คณะดูงานฯ เดินทางไปชมการทำงานของกลุ่มทักษิณปาล์ม มีคุณตริน  พงษ์เภตรา กรรมการบริหารกลุ่ม ทักษิณปาล์ม ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ ให้การต้อนรับ นำชมสถานเพาะกล้าปาล์ม และโรงผลิตแก๊สชีวภาพของกลุ่มทักษิณ ปาล์ม ตลอดจนตอบข้อซักถาม

“ไทย มีโมเดลธุรกิจต่างจากประเทศอื่นๆ เรามีลานเท มีเกษตรกรรายย่อยที่ต่างกันมากกับประเทศอื่นๆ ปัญหาภายใน ก็ต่างกับประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย การจะขยายอุตสาหกรรมปาล์ม คือ การให้สัมปทานป่าไม้ ปัญหาหลัก ของเขา คือ เรื่องสิทธิในที่ดินระหว่างคนที่อยู่เดิม และผู้ที่ได้สัมปทานเข้าไปอยู่ใหม่ แต่ไทย ป่าถูกบุกเบิกมาตั้งแต่สมัย 50-60 ปีก่อน ปัญหาของเราจึงไม่ใช่แบบเดียวกับอินโดนีเซีย หรือ มาเลเซีย”  คุณตริน กล่าว

และว่า

“วันนี้เลยรู้สึกดีใจมาก ที่ได้นำเสนอเรื่องราวของอุตสาหกรรมปาล์มในประเทศไทยให้ชาวต่าวชาติได้รู้ว่า การนำ RSPO มาปฏิบัติในประเทศไทย ต้องมีแบบฉบับที่เหมาะสมกับประเทศเรา ประเทศอื่นใช้ RSPO ในการแก้ไขปัญหา ของเขาได้ ฉะนั้นเราก็ต้องหยิบโอกาสนั้นมาใช้เหมือนกัน เราต้องใช้ RSPO มาแก้ไขปัญหาของเราเอง แต่ว่าปัญหานั้น คืออะไร ต้องมานั่งคุยกัน และดูว่าส่วนไหนของ RSPO นำมาใช้แก้ปัญหาได้ เพราะในประเทศไทย RSPO จะมีความ ยากในเรื่องการทำประเมินพื้นที่ ไทยมีปัญหาเรื่องนี้มากกว่าอื่นๆ และสิ่งที่ไทยต้องเตรียมอีกเรื่อง คือ เรื่องของ EUDR ที่จะเช็คไปถึงต้นทาง เกษตรกร ต้องปรับตัวว่าต้องทำอย่างไรด้วย”

โรงผลิตก๊าซชีวภาพ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
บ่อบำบัดน้ำเสีย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
แปลงปลูกต้นกล้าปาล์ม
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

สำหรับการดูงานที่กลุ่มทักษิณปาล์มนี้ ทางคณะ ให้ความสนใจกับวิธีกำจัดของเสีย ไม่ว่าจะเป็นระบบบำบัดน้ำเสีย หรือโรงผลิตแก๊สชีวภาพ ที่ฉายภาพชัดเจนว่าในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สามารถกำจัดของเสีย นำมาใช้ประโยชน์ และสร้างมูลค่าได้ทุกกระบวนการ

ช่วงค่ำ คณะดูงานฯ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU สนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพ ของ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO โดย คุณไกรวุฒิ ศิริอนันตภัทร์ นายกสมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ดร.วันสาด ศรีสุวรรณ ประธานสภาเกษตรกร จังหวัดสุราษฎร์ธานี คุณสุมาตร อินทรมณี สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO ณ โรงแรมวังใต้ เพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกร รายย่อย สร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO และเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมัน ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลตามอัตราที่กำหนด ซึ่งเป็นอีกก้าวและคำมั่นว่าประเทศไทยจะสร้างเครือข่ายปาล์ม น้ำมันเพื่อความยั่งยืนอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง

ช่วงเช้าของวันที่ 15 พฤศจิกายน คณะเดินทางไป ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ลานเทคลองน้อยปาล์ม ของ คุณสุมาตร อินทรมณี นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ภาคใต้ และประธานกลุ่ม RSPO คลองน้อย

สำหรับ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรกิจกรรม (ศพก.) เป็นศูนย์เรียนรู้การปลูกปาล์มที่น้อม นำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทาง ซึ่งคณะให้ความสนใจกับการปลูกพืชเสริมในสวนปาล์ม เช่น ใบเตย กล้วย ผักสวน ครัว และการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ตลอดจนการผสมปุ๋ยอินทรีย์ และการเลี้ยงไก่ บ่อเลี้ยงปลา ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากนั้นคณะเดินทางไปเยี่ยมชมโรงสกัดและโรงกลั่น และโรงงานน้ำมันพืชน้ำมันพืช ยี่ห้อ รินทิพย์ ของบริษัท นิวไบโอดีเซล จำกัด ในเครือบริษัท เพชรศรีวิชัย จำกัด (มหาชน) โดยมีนายทักษิณ ลี ผู้อำนวยการธุรกิจโรงงาน บริษัท นิวไบโอดีเซล เป็นผู้พาเยี่ยมชม

โรงงานแห่งนี้ดำเนินการผลิตในปี พ.ศ 2551 ด้วยเทคโนโลยีจากประเทศมาเลเซีย ที่มีความเชี่ยวชาญในการนำน้ำมันปาล์มมาผ่านกระบวนการกลั่นน้ำมัน และการผลิตไบโอดีเซล ต่อมาโรงงานได้ขยายการผลิตเพิ่มในส่วนของน้ำมันโอเลอีน และปัจจุบันโรงงานยังมี กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากน้ำเสีย กากของเสียจากกระบวนการผลิต สำหรับใช้ทั้งภายในโรงงานและจำหน่ายให้ กับหน่วยงานรัฐ

สำหรับโรงงานผลิตน้ำมันพืช รินทิพย์ เป็นโรงงานมาตรฐานระดับสากล ไลน์การผลิตเดินเครื่อง วันละ 8 ชั่วโมง / 6 วันต่อสัปดาห์ การบรรจุน้ำมันใช้เครื่องจักรในการบรรจุทั้งแบบถุงและขวดในห้องปลอดเชื้อ และมีแรงงานเพื่อบรรจุ ลงกล่องและส่งเข้าโกดังต่อไป

โรงสกัดและโรงกลั่น และโรงงานน้ำมันพืชน้ำมันพืช ยี่ห้อ รินทิพย์ ของบริษัท นิวไบโอดีเซล จำกัด ในเครือบริษัท เพชรศรีวิชัย จำกัด (มหาชน)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ก่อนเดินทางกลับ คณะดูงานฯ ได้ไปสักการะพระบรมธาตุไชยา ที่วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน คู่เมืองสุราษฎร์ธานี และรับประทานอาหารมื้ออำลา จากนั้นจึงเป็นการบอกเล่าความรู้สึกของคณะดูงานฯ แต่ละทีม เกี่ยวกับการดูงานในครั้งนี้ ซึ่ง TASPO และ RSPO ประเทศไทย จะนำไปถอดบทเรียนสำหรับจัดกิจกรรมในครั้งต่อๆ ไป

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ประกาศเดินเครื่องสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนปาล์มไทย มุ่งยกระดับสู่มาตรฐานความยั่งยืนโลก RSPO

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม สภาเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี สมาคมชาวสวนปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี และองค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) ร่วมลงนาม MOU สนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีพร้อมผู้นำอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่ สุราษฎร์ธานี เมืองปาล์มน้ำมันยั่งยืนต้นแบบของประเทศไทย

สุราษฎร์ธานี 15 พฤศจิกายน 2567: นายไกรวุฒิ ศิริอนันตภัทร์ นายกสมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ดร.วันสาด ศรีสุวรรณ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสุมาตร อินทรมณี สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัด สุราษฎร์ธานี และ ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO ร่วมลงนามสนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่ การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO โดยมี นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าหน่วยราชการจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานเกษตร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานพาณิชย์ นายตริน พงษ์เภตรา ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเกษียร ไลยโฆษิต ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ประกอบการโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม นายกสมาคมการค้าลานเทปาล์มน้ำมัน ผู้นำกลุ่มเกษตรกรรายย่อยสมาชิก RSPO มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยคณะศึกษาดูงานรากความยั่งยืนของปาล์มน้ำมันจาก 6 ประเทศ กว่า 80 ท่าน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมวังใต้

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันของประเทศไทยให้สามารถผลิตปาล์มน้ำมันที่มีความยั่งยืนและได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล RSPO พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานของจุดรับซื้อทลายปาล์มสด และกระบวนการเก็บเกี่ยวที่คำนึงถึงคุณภาพตามมาตรฐานสากล โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มปริมาณผลผลิตทะลายปาล์มสดที่ได้รับการรับรองในสัดส่วนร้อยละ 3 จากกำลังการผลิตในช่วง 3 ปีแรก และร้อยละ 1 ในปีต่อ ๆ ไป เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศไทยให้เทียบเท่าระดับโลก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

สาระสำคัญของการลงนามครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อย และสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO และ เพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลตามอัตราที่กำหนด โดย สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์มจะร่วมผลักดันและส่งเสริมให้สมาชิกสมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์มร่วมยกระดับยกระดับมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มและส่งเสริมความยั่งยืนในภาคการเกษตรของประเทศ โดยมุ่งเน้นในการส่งเสริมและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำมันปาล์ม เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานสากลตามที่ RSPO กำหนด ตลอดจนร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและผู้แทนจาก RSPO เพื่อพัฒนาโครงการและกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมัน ตามหลักการและแนวทางของมาตรฐานสากล RSPO

การลงนามครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการศึกษาดูงาน Roots of Sustainability ของคณะผู้แทนจากกระทรวงเกษตร ประเทศอินเดีย ผู้ประกอบการสมาชิก RSPO องค์กรพัฒนาเอกชนและสื่อมวลชน จากประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ สเปน ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ภายหลังงานสัมมนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประจำปีของ RSPO ที่จัดขึ้นระหว่าง 11-13 พฤศจิกายน ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจัดและสนับสนุนโดย เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จำกัด (มหาชน)

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO


เกี่ยวกับ RSPO:
องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยน้ำมันปาล์มยั่งยืน (RSPO) เป็นความร่วมมือระดับโลกที่มุ่งทำให้น้ำมันปาล์มมีความยั่งยืน ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 RSPO เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย โดยรวมสมาชิกจากห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน ผู้แปรรูปและผู้ค้า ผู้ผลิตสินค้าบริโภค ผู้ค้าปลีก ธนาคารและนักลงทุน องค์กรพัฒนาเอกชนที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคมและการพัฒนา ในฐานะพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าและผลกระทบในเชิงบวก RSPO ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงระดับโลกเพื่อให้การผลิตและการบริโภคน้ำมันปาล์มมีความยั่งยืน เราสื่อสารถึงประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลง เราส่งเสริมความร่วมมือเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า และกำหนดมาตรฐานการรับรองเพื่อความมั่นใจ RSPO จดทะเบียนเป็นสมาคมนานาชาติในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานหลักอยู่ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย และมีสำนักงานในจีน โคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับ TASPO:
เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย หรือ Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil (TASPO) ริเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาตม 2565 โดย RSPO ประเทศไทย และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พร้อมด้วยองค์กรภาคีผู้ก่อตั้งหลักจาก 5 องค์กร ได้แก่ สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม สมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี และสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยมีวิสัยทัศน์ เพื่อส่งเสริมการผลิตและการใช้ประโยชน์ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล และเป้าหมาย เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนให้ เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้พันธกิจส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการใช้ประโยชน์ปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืนในระบบ เพิ่มนวัตกรรมคุณค่า ขยายความร่วมมือ ให้เกิดเป็นวิถีของความยั่งยืน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่ [email protected] และ [email protected]

ประเทศไทย ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืน

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม เรียกร้องให้มีการส่งเสริมการรับรองของ RSPO
เพื่อเพิ่มความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนของไทย ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

กรุงเทพฯ วันที่ 25 ตุลาคม 2567: ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก กำลังเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนมากขึ้น ในวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2567 ทางองค์การเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) ได้จัดงานมีเดียบรีฟสำหรับสื่อและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนของประเทศไทย ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ตัวแทนจากเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกลุ่มชุมชนผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนศรีเจริญ

กล่าวสำหรับการผลิตน้ำมันปาล์มยั่งยืนของประเทศไทย นั้น มีการเติบโตอย่างโดดเด่นมากกว่า 200% จากปริมาณ 348,027 ตันในปี 2562 เป็น 1,112,048 ตันในปี 2567 โดยศูนย์กลางการขยายตัวอยู่ในจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช และพังงา

ขณะที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ได้รับการรับรองว่ายั่งยืน (CSPO) ของประเทศไทย ครอบคลุมถึง 57,336 เฮกตาร์ หรือ 358,350 ไร่ ซึ่งเป็นผลจากการให้ความสำคัญของการส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืนในประเทศ

นายอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และประธานสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม กล่าวว่า แม้ประเทศไทย จะมีการส่งออกน้ำมันปาล์มส่วนเกินในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ไม่มีมูลค่าเพิ่ม ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องทำให้น้ำมันปาล์มที่ผลิตในประเทศไทย มีศักยภาพดึงดูดตลาดและมีคุณภาพสูง โดยต้องเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน มีคาร์บอนต่ำ ภายใต้การค้าที่เป็นธรรม”

“เกษตรกรต้องได้รับส่วนแบ่งที่เป็นธรรม และไม่ให้บริษัทเอกชนครอบครองผลประโยชน์ทั้งหมด” ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย เน้นย้ำถึงความสำคัญในประเด็นนี้

นายอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และประธานสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยเป็นสิ่งสำคัญ

เกษตรกรรายย่อย นับเป็น “กระดูกสันหลัง”ของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศไทย คิดเป็นประมาณ 85% ของการผลิต ดยเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย ถูกกำหนดให้เป็นเกษตรกรที่มีที่ดินน้อยกว่า 50 เฮกตาร์ (312.5 ไร่) และ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลก ที่มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองจาก RSPO 4 กลุ่มในปี 2555

ซึ่งการบรรยายสรุปในครั้งนี้ นางสาวรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการด้านเทคนิคของ RSPO กล่าวว่า เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ในประเทศไทย จัดการสวนปาล์มน้ำมันอยู่บนพื้นที่ราว 4 – 5 ไร่ และมักขาดทรัพยากรในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 3 – 3.2 ตัน ต่อไร่ต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

นางสาวรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการด้านเทคนิคของ RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

นอกจากนี้ เกษตรกรายย่อยยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความรู้ ทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองด้านราคาค่อนข้างน้อยและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทาง RSPO จึงมุ่งมั่นจะส่งเสริมการรับรองให้กับเกษตรกรรายย่อยของไทย ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยและภาคเอกชนในการผลักดันความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มคุณภาพสูงและยั่งยืน

ทั้งนี้ มีตัวเลข ณ เดือนสิงหาคม 2567 ระบุว่า การเป็นสมาชิกของ RSPO ในประเทศไทยประกอบด้วย 91 กลุ่มของเกษตรกรทั้งรายใหญ่และรายย่อย โดยมีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองจาก RSPO 34 กลุ่ม ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 9,062 ราย และมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองรวมกว่า 283,818.69 ไร่

ซึ่งการรับรอง RSPO นั้น ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงทรัพยากร โอกาสทางการตลาด และราคาพิเศษสำหรับทะลายปาล์มสด (FFB) ซึ่งช่วยเพิ่มผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา กลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับการรับรองสามารถได้รับผลกำไรประจำปีสูงถึง 10.416 ล้านบาท หรือ ประมาณ 287,401 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่กองทุนสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย RSPO (RSSF) ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เกษตรกรรายย่อยน้ำมันปาล์มเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติที่ยั่งยืนตั้งแต่ปี 2557 โดยมีเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยได้รับประโยชน์จำนวน 5,274 ราย โดยได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 12,658,792 บาท (ประมาณ 383,101 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

ด้าน นายเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มชุมชนผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนศรีเจริญ กล่าวเสริมในประเด็นดังกล่าวว่า เพื่อเป็นกระตุ้นให้เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO ทางหน่วยงานรัฐบาลและภาคเอกชนจำเป็นต้องเสริมสร้างการสนับสนุนผ่านการให้การศึกษาด้านปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน การสนับสนุนการก่อตั้งกลุ่ม และการปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

นายเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มชุมชนผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนศรีเจริญ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

สุราษฎร์ธานี:ต้นแบบระดับประเทศ ในการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน

ดร. กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในนามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งเสริมและรับรองมาตรฐาน RSPO ความมุ่งมั่นของเรายังขยายไปถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางการค้า และช่วยทำให้แน่ใจว่าการปฏิบัติที่ยั่งยืนมีส่วนสนับสนุนให้ภาคเกษตรกรรมของเราเติบโตและเจริญรุ่งเรือง

โดยในปี 2565 RSPO จังหวัดสุราษฎร์ธานี และภาคีพันธมิตร 6   องค์กรได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยกระดับพื้นที่สุราษฎร์ธานีให้เป็นเมืองต้นแบบปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย และเป็นศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืนที่ได้รับการรับรอง

ตั้งแต่ปี 2565 พื้นที่ปลูกน้ำมันปาล์มที่ได้รับการรับรอง RSPO ในสุราษฎร์ธานีได้เพิ่มขึ้นจาก 82,178.31  ไร่ เป็น 107,789.31 ไร่ เพิ่มขึ้นคิดเป็น 31% การผลิตทะลายปาล์มสดที่ได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นจาก 209,858.53 ตันเป็น 283,818.69 ตัน ขณะนี้การรับรอง RSPO ครอบคลุม 12 อำเภอ โดยมีเกษตรกรที่ได้รับการรับรองจาก RSPO จำนวน 3,619 ราย RSPO ตั้งเป้าหมายที่จะขยายการรับรองไปยังพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในทุก 17 อำเภอของ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ประเทศไทย ตั้งเป้าเน้นย้ำความพยายามอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ในงานการสัมมนาประจำปีของ RSPO (RT2024) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพมหานคร โดยมีการเตรียมมอบการรับรอง RSPO ให้แก่กลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระอีก 30 กลุ่มในงาน RT2024

จากภาพสะท้อนการเติบโตครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มและส่งเสริมความยั่งยืนภายในภาคเกษตรกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำมันปาล์มของประเทศไทยต่อไป

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

เกี่ยวกับ RSPO:

องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยน้ำมันปาล์มยั่งยืน (RSPO) เป็นความร่วมมือระดับโลกที่มุ่งทำให้น้ำมันปาล์มมีความยั่งยืน ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 RSPO เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย โดยรวมสมาชิกจากห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน ผู้แปรรูปและผู้ค้า ผู้ผลิตสินค้าบริโภค ผู้ค้าปลีก ธนาคารและนักลงทุน องค์กรพัฒนาเอกชนที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคมและการพัฒนา

ในฐานะพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าและผลกระทบในเชิงบวก RSPO ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงระดับโลกเพื่อให้การผลิตและการบริโภคน้ำมันปาล์มมีความยั่งยืน เราสื่อสารถึงประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลง เราส่งเสริมความร่วมมือเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า และกำหนดมาตรฐานการรับรองเพื่อความมั่นใจ

RSPO จดทะเบียนเป็นสมาคมนานาชาติในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานหลักอยู่ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย และมีสำนักงานในจีน โคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ: [email protected] และ [email protected]

“ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต” ใช่แค่อุดมคติ ชาวสวนปาล์มน้ำมัน RSPO มีหลักฐานยืนยัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูก ที่อยากให้ลูกเป็นคนดีทุกคน แต่ว่าคนหนึ่งอาจจะเกเร คนหนึ่งอาจจะดี ทำสวน RSPO ก็เหมือนกัน ถ้าคุณดูแลดี คุณจะได้ผลผลิตที่ดี แต่ถ้าคุณดูแลไม่ดี คุณก็ได้ผลผลิตที่ไม่ดี แล้วคุณก็บ่นว่า ไม่เหลือตังค์ ขาดทุน

การมี “กำไรคุ้มเหนื่อย”จากการขาย เพราะได้ผลผลิตมีคุณภาพจำนวนมาก ขณะต้นทุนในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก สามารถจ่ายได้แบบไม่เดือดร้อน นั้น อาจนับเป็น “เป้าหมายดีงามสูงสุด” ที่เกษตรกรแทบทุกคนใฝ่ฝันถึง

หากแต่ในโลกแห่งความเป็นจริง แทบจะสวนทางกับ “อุดมคติ” ดังว่า อย่างสิ้นเชิง

ได้ความรู้มากมาย ปรับการจัดการใหม่จนเห็นผล

“สมัยก่อน ผลผลิตสวนผมไม่ดีเท่าไหร่ ได้ประมาณปีละ 2.8 – 3 ตันต่อไร่ อาจเพราะไม่ค่อยได้รดน้ำ ส่วนปุ๋ย นึกอยากจะใส่ก็ใส่ ไม่นึกอยากก็ไม่ใส่ ไม่อยากเสียเงินมาก คิดแค่ตัวเงินเป็นหลัก”

คุณอู๊ด – อุดมศักดิ์ นัดดาเสนะ เกษตรกรราย่อย ในฐานะสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มนํ้ากะแดะพัฒนาปาล์มนํ้ามัน สุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณอู๊ด – อุดมศักดิ์ นัดดาเสนะ เกษตรกรราย่อย ในฐานะสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มนํ้ากะแดะพัฒนาปาล์มนํ้ามัน สุราษฎร์ธานี เล่าให้ทีมข่าว TASPO ฟังอย่างนั้น

และยังบอกด้วยว่า ก่อนที่จะเข้าเป็นสมาชิก RSPO เขาไม่ได้ใส่รายละเอียดในสวนมากนัก ปล่อยหญ้ารกขึ้นสูงมาก ถ้าจะถางทำแค่โคนให้เตียนเท่านั้นเ เพื่อที่เวลาตัดปาล์มจะได้เก็บลูกร่วงได้ง่ายขึ้น หรือถ้าจำเป็นต้องเอาหญ้าลง จะใช้ลูกกลิ้งบดลงไป เพื่อให้หญ้าล้มหรือไม่ก็ใช้ยาฆ่าหญ้าเป็นครั้งคราว

แล้วผลตอบแทนจำนวนต่อไร่ต่อปีไม่เกิน 3 ตัน สักทีนั้น มันคุ้มกับเงินที่ลงทุนไปหรือไม่-อย่างไร  ประเด็นสงสัยนี้ คุณอู๊ด ไขข้อข้องใจ ทำสวนปาล์มน้ำมัน ถ้ามีที่ดิน 30 ไร่ขึ้นไป โอกาสที่จะเหลือเงินมีความเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับ “การจัดการ” ของเกษตรกรแต่ละคน

และเมื่อราวปี 2561 หลังจากได้รู้จักและสมัครเข้าเป็นสมาชิก RSPO แนวคิดเกี่ยวกับ “การจัดการ” ในสวนปาล์มน้ำมันของเกษตรกรวัย 60 กว่า ท่านนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่าสิ้นเชิง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยเขายอมรับ ไม่เคยรู้จัก RSPO มาก่อน แต่สมัครเป็นสมาชิกเพราะได้รับข้อมูลมา ถ้าสมัคร RSPO จะขายปาล์มได้เพิ่มขึ้นอีก 20 สตางค์จากรายได้ปกติ แต่สิ่งที่เป็น “ประโยชน์”มากมายที่ “ซ่อนอยู่”ไม่เคยรู้เลย

ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการอบรมความรู้ในเรื่องต่างๆ นับตั้งแต่ การวิเคราะห์ดิน การวัดค่า pH ของดิน การใช้ปุ๋ย การตัดทางใบ การขุดดิน ไปวิเคราะห์ หาธาตุอาหาร หากทราบว่าในดินหรือทางใบ มีธาตุอาหารอะไรบ้าง จะได้ใส่สูตรปุ๋ยที่ถูก สามารถช่วยประหยัดการใช้ปุ๋ยได้เป็นอย่างดี  

“ความรู้หลายอย่าง บอกตรงๆ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย และทำไม่เป็นด้วย แต่พอเข้าเป็นสมาชิก  RSPO เขามีอาจารย์มาสอน เรื่องปุ๋ย เรื่องโรค เรื่องแมลง เรื่องการให้น้ำ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มาก”คุณอู๊ด บอกจริงจัง

แบ่งปัน How to เพิ่มผลิต จาก 3 เป็น 6 ตัน ต่อไร่ต่อปี

จากจุดเริ่ม 2.8 – 3 ตัน ต่อไร่ต่อปี ครั้นผ่านไปราว 6 ปีกว่า ผลผลผลิตปาล์มน้ำมัน ภายใต้มาตรฐาน RSPO จากสวนคุณอู๊ด เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขบันทึกไว้ล่าสุดอยู่ที่ 5.7 – 6 ตัน ต่อไร่ต่อปี 

เมื่อถามถึงเทคนิค How to เพิ่มผลผลิต ได้เป็นเท่าตัว เกษตรกรท่านเดิม เผยให้ฟังแบบไม่หวงวิชา เริ่มต้นจากการตรวจค่าดิน ควรตรวจทุกเดือน ซึ่งค่า pH ของดินที่เหมาะสมอยู่ที่  5.5  หรือ 6 จะทำให้พืชกินอาหารหรือปุ๋ยที่ใส่ลงไปได้ดี แต่ถ้าดินเป็นกรด พืชไม่กินอาหาร ใส่ปุ๋ยไปเท่าไหร่ก็ทิ้งเสียเปล่า

แต่ถ้าค่า pH ดินสูงไปถึง 8 หรือ 9 ต้องรีบปรับด้วยการใส่ยิปซั่ม และเมื่อถึงช่วงปลายผลผลิต ต้องตรวจสอบค่าดินดูอีกครั้ง ถ้าค่า pH เป็น 3 หรือ 4 ต้องรีบใส่ โดโรไมต์ เพื่อปรับสภาพดินก่อนใส่ปุ๋ยจริง ซึ่ง โดโรไมต์ นี้ ควรใส่ทุกปี

ถัดจากเรื่องการรู้จักค่าดินที่เหมะสมแล้ว การทำระบบน้ำ นับเป็นเรื่องสำคัญมากในการทำสวนปาล์มน้ำมัน เพราะหากไม่มีการรดน้ำหรือรดน้ำไม่ถึง ดอกที่ออกมาเป็นตัวเมียซึ่งจะกลายเป็นผลปาล์ม อาจฝ่อหมดเมื่อถึงหน้าแล้ง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณอู๊ด เล่าให้ฟังด้วยว่า สวนปาล์มแปลงนี้ของเขา โชคดีมีคลองธรรมชาติ อยู่ 2 คลอง จึงดูดน้ำจากคลองธรรมชาติมารดน้ำปาล์มผ่านระบบสปริงเกอร์ แต่ถ้าพื้นที่ไหนไม่มีคลองธรรมชาติ ต้องขุดสระหรือเจาะน้ำบาดาล เพื่อเติมน้ำลงสระนำไปใช้ในการรดต้นปาล์มแต่ละวันในช่วงหน้าแล้ง

“ต้นทุนทำระบบน้ำในสวนของผม ตกไร่ละ 2 หมื่นบาท แต่ไม่ได้ลงทุนทีเดียว พอมีเงินเหลือ จึงทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ถ้ามีทุนก้อนที่หนึ่ง เดิน Main ก่อน พอเดิน Main เสร็จ ค่อยมาทำระบบสปริงเกอร์ ปีนี้ทำได้ไร่หนึ่ง ทำไร่เดียว ปีหน้าทำได้ 2 ไร่ ทำ 2 ไร่ ถ้ามีเงินเยอะ ค่อยทำทีเดียวเสร็จ ถ้ามีเงินไม่เยอะ ค่อยๆทำไปทีละนิด สุดท้ายเต็มสวนอยู่ดี แต่สิ่งสำคัญแหล่งน้ำต้องมี”เจ้าของสวนปาล์ม RSPO ท่านเดิม อธิบาย  

ทั้งยังบอกเทคนิค การกองทางปาล์มเป็นแนวยาวอยู่ระหว่างแนวต้นปาล์ม เพื่อให้ผล 2 อย่าง เกี่ยวกับการรดน้ำ และการใส่ปุ๋ย

“หลังตัดทลายปาล์มไปขายแต่ละครั้ง ควรนำทางปาล์มมากองสุมกันให้เป็นแนวยาว จะทำให้มีรากปาล์ม เลื้อยมาอยู่ใต้ทางปาล์มเยอะมาก ซึ่งมองภายนอกมองแทบไม่เห็น แต่ถ้าแหวกทางปาล์มดู จะเห็นรากขึ้นอยู่ใต้ทางปาล์มเต็มไปหมด เวลาใส่ปุ๋ยจึงควรใส่ในทางปาล์มที่กองไว้ด้วย หลังใส่ปุ๋ยแล้ว รดน้ำตามเลย ปุ๋ยละลาย ความชื้นยังอยู่ พูดง่ายๆ ต้นปาล์มได้ทั้งปุ๋ย ทั้งน้ำ เต็มๆ ไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้นเลย”คุณอู๊ด แนะ

เทคนิคง่ายๆ ใส่ใจ อย่างเดียว ผลตอบแทนคุ้มค่า

แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันกลางสวน ได้สาระหลากหลาย ขอตั้งประเด็นคำถามต่อ ทำสวนปาล์ม RSPO ยากง่ายอย่างไร คุณอู๊ด ตอบทันที แทบไม่ต้องคิด

“ใช้คำว่า ใส่ใจ คำเดียวเลย เมื่อได้รับการเรียนรู้จาก RSPO มา ได้รับการอบรมจากครูบาอาจารย์ มาแล้ว ที่เหลืออยู่ที่การปฏิบัติตาม เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูก ที่อยากให้ลูกเป็นคนดีทุกคน แต่ว่าคนหนึ่งอาจจะเกเร คนหนึ่งอาจจะดี ทำสวน RSPO ก็เหมือนกัน ถ้าคุณดูแลดี คุณจะได้ผลผลิตที่ดี แต่ถ้าคุณดูแลไม่ดี คุณได้ผลผลิตที่ไม่ดี แล้วคุณก็บ่นว่า ไม่เหลือตังค์ ขาดทุน”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน RSPO ท่านเดิม บอกอีกว่า เขามีกำไรทุกดือน มีเงินเข้ากระเป๋าทุกเดือน มีเงินใส่ปุ๋ยทุกเดือน ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินใครมาซื้อปุ๋ย เพราะถ้ามีเงินน้อย ก็ใส่ปุ๋ยน้อย จากหนึ่งกิโลเหลือครึ่งกิโล ถ้าน้อยลงไปอีกเหลือครึ่งของครึ่งกิโล แต่ต้องใส่ เพราะปาล์มขาดปุ๋ยไม่ได้ ปาล์มจะเลือกเพศต่อเมื่อมีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น ถ้าไม่อุดมสมบูรณ์เมื่อไหร่ ปาล์มจะเลือกเป็นเพศผู้

นอกจากนี้ ยังแนะอีกหนึ่งเทคนิคสำคัญ เน้นเลย คือ เมื่อตัดปาล์มเสร็จ หลังขายผลผลิตแล้ว ต้องนำรายได้มาหาร 2  แบ่งคนละครึ่งกับต้นปาล์ม คือ จ่ายค่าแรง กับ ซื้อปุ๋ย มีงบน้อยใส่น้อย มีงบมากใส่มาก แต่ต้องใส่ให้ครบ  ทั้ง N P K แมกนีเซียม โบร่อน ต้องให้ครบ

“พอใจมากที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิก RSPO บอกเลยว่า ถ้าปฏิบัติตามที่ RSPO แนะนำมา จะได้สิ่งตอบแทนที่คุ้มค่าแน่นอน”คุณอู๊ด ทิ้งท้ายจริงจัง

สวนปาล์ม RSPO ทำได้ไม่ยาก เริ่มจากไม่ฝืนกติกา

คุณหมู – วรพรรณ เลขพล สมาชิกวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน(ท่าชนะ-ไชยา) สุราษฎร์ธานี คือ อีกหนึ่งในสมาชิกสวนปาล์ม RSPO ที่กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลกับทีมข่าว TASPO ด้วยความยินดี โดยแนะนตัวให้รู้จักพอสังเขป เรียนจบมาด้านช่างไฟฟ้า และทำงานอยู่ในสายงานช่างเทคนิคมาตลอด ก่อนจะหันเหมาทำสวนปาล์มน้ำมัน เป็นของทางครอบครัวภรรยาซึ่งเป็นสวนยางมาก่อน

คุณหมู – วรพรรณ เลขพล สมาชิกวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน(ท่าชนะ-ไชยา) สุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“บ้านแฟนเขามีสวนเป็นหลายร้อยไร่ แล้วขาดคนดูแล จึงตัดสินใจลาออกมา ตอนปี 2550 มาทำแบบจริงจัง ตั้งแต่นั้นมา พยายามศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับปาล์ม เกี่ยวกับการวิเคราะห์ดิน การให้ปุ๋ย การให้น้ำ และหลายๆเรื่องที่เขามีอบรมที่ไหนก็ไปหมด”คุณหมู ย้อนจุดเริ่ม

ก่อนเล่าต่อถึงการเข้ามาสมัครเป็นสมาชิก RSPO ว่า เมื่อก่อนไม่ได้สนใจอะไร แถมยังมองว่ามันยุ่งยากซับซ้อนหรือเปล่า แต่พอฟังจากคนที่เขาเป็นสมาชิก RSPO แล้ว ได้ความว่าแค่นำที่ดินเข้าไป มีที่ดินที่ไหนนำไปให้เขาดู มีจำนวนปาล์มกี่ต้น มีที่ดินที่ไหน ก็ถ่ายพวกโฉนด นส.3 หรือ สปก. ไปให้เขาดู เลยสนใจ

ส่วนการจดบันทึก ที่แม้ไม่เคยทำมาก่อน ก็เริ่มต้นได้ไม่ยาก แค่ทุกครั้งที่มีการตัดปาล์ม กลับไปบ้านจดบันทึกไว้เลย ได้มากี่ตัน ราคาเท่าไหร่ ตัดวันไหน ลูกน้องชื่ออะไร หักได้เงินรวมเท่าไหร่ มีรายจ่ายแต่ละรอบ ใช้ปุ๋ยเท่าไหร่ พอสิ้นปีจะรู้ว่ามีรายรับเท่าไหร่ จ่ายไปเท่าไหร่ มีกำไรเท่าไหร่ สุทธิเท่าไหร่ ได้ผลผลิตปาล์มต่อปีเท่าไหร่ ปีหน้าจะปรับอะไรอีก เพื่อเพิ่มผลผลิตอีกไหม

“ทำสวนปาล์มมาตรฐาน RSPO ไม่ยากอะไรเลย เพียงแต่เข้าระบบของเขาให้ได้ และไม่ไปฝืนกติกา มารยาท อย่าง เรื่องขยะ เก็บให้เป็นที่เป็นทาง แยกขวด แยกขยะ เก็บลูกร่วงให้เกลี้ยง ผมบอกลูกน้องเสมอไม่เผาขยะในสวน ให้นำไปใส่เตาเผาที่อื่น”คุณหมู บอกอย่างนั้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ลงทุนระบบน้ำ ด้วง ปัญหาใหญ่ แต่จัดการได้ทัน

เมื่อถามถึงแนวทาง “ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต” คุณหมู อธิบายว่า กระบวนการจัดการเรื่องปุ๋ย คือ การลดต้นทุนดีที่สุด ซึ่งก่อนที่เขามาทำสวน RSPO นั้น มักใส่ปุ๋ยแบบสะเปะสะปะ ใครบอกยี่ห้อนั้นดี ยี่ห้อนี้ดี ใส่ตามเขา ซึ่งไม่ได้ผล จึงต้องมาศึกษาเรียนรู้ใหม่  

“การใส่ปุ๋ยดีที่สุดต้องใส่กองทาง ไม่ควรจะใส่รอบโคน เพราะจะเสียเวลา แล้วรากปาล์มกินได้ไม่ดี การใส่ปุ๋ยที่กองทาง ใส่หน้าแล้ง หน้าฝน ได้หมด ถ้าฝนตกหนัก เขาจะไม่ชะล้างไปโดยเร็ว มันจะกองและชะลอไว้อยู่ที่กองทาง ซึ่งกองทางมีรากปาล์มอยู่เยอะมาก เป็นเทคนิคง่ายๆที่บอกให้หลายคนลองทำตามดู บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ แต่สำหรับเราพอทำแล้ว ผลผลผลิตดีขึ้น เพิ่มขึ้น”คุณหมู บอกอย่างนั้น

และว่า ถึงการลงทุนทำระบบน้ำในสวนปาล์ม นับว่ามีความสำคัญ โดยในส่วนของเขา ลงทุนเฟดแรกประมาณ 5 หมื่นบาท เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของปั๊มน้ำ ระบบตู้คอนโทรล ระบบไฟ ระบบท่อ พอเฟดที่ 2 จะลงทุนน้อยลงแล้ว ประมาณ 2 หมื่นบาท โดยใช้ท่อ Main แล้วปล่อยน้ำมาตามร่องปาล์ม ช่วยประหยัดเรื่องท่อไปได้เยอะ

“ก่อนหน้าที่ยังไม่มีระบบน้ำ ผลผลิตอยู่ที่ 4 – 5 ตัน ต่อรอบ พอทำระบบน้ำเสร็จ ขยับมาเป็น 8- 9 ตันกว่า ต่อรอบ”คุณหมู เผยตัวเลขน่าชื่นใจ

และบอก อีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ปาล์มดก ในแบบของเขา คือ ใส่ปุ๋ยให้เป็นระบบ ทุก 4 เดือน ต้องใส่ N P K แมกนีเซียม โบร่อน และแถม ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้วัว ขี้หมู เพราะการใส่อินทรีย์วัตถุในสวนปาล์ม เป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะเมื่อก่อนผมไม่ใส่มา 4-5  ปี ผลผลิตไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอใส่ ขี้หมู ขี้เป็ด เข้าไป ช่วยให้ดินมันมีชีวิตชีวาขึ้นจริง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ทั้งยังบอกอีกว่า “ความรู้” ที่ได้จากการเป็นสมาชิก RSPO นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะล่าสุด สวนปาล์มของเขา เกิดปัญหา “ด้วง” รบกวน ทำให้ปาล์มยอดหักแล้วล้มไป 2 ต้น เลยลงทุนไปประมาณ 6 พันบาท เพื่อนำ “ฟีโรโมน” มาล่อด้วงให้ตกลงมาในถังเขาวงกต 6 จุด รอบสวน กระทั่งกำจัดไปได้หลายร้อยตัว ทำให้ชะงักระบบการขยายพันธุ์ของด้วงน้อยลง หรือแทบไม่มีแล้ว

“ถ้าไม่รีบทำ อาจลามไปต้นอื่นๆ ความเสียหายเยอะแน่ ตอนแรกไม่รู้ว่ามีพีโรโมน ช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งถ้าไม่ได้ปรึกษา RSPO คงเจอปัญหาหนัก”คุณหมู บอก

และขอส่งท้ายไว้ด้วยว่า

“เป็นสมาชิก RSPO ก็ดีนะ สมมติเพื่อนได้ 5 บาท แต่เราได้ 5.20 บาท ได้เงินเพิ่มมาอีก 20 สตางค์ พอสิ้นปีจะมีรายรับที่เป็นเหมือนโบนัส เรียกว่า ได้ผลผลิตเยอะก็ได้ส่วนแบ่งเยอะ ส่วนต่างที่เป็นเงินปันผล สามารถแบ่งเบาลดต้นทุนเรื่องการขนส่งได้”

“ใครที่ยังลังเลว่าจะเข้ามเป็นเกษตรกร RSPO ดีหรือเปล่า ผมว่าลองคิดทบทวนดูใหม่ เพราะเข้ามาแล้ว ไม่มีอะไรที่เสียหาย มีแต่ได้”คุณหมู สรุปบทสนทนา แบบนั้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ความยั่งยืน ไม่ใช่ เทรนด์ แต่ ต้องทำ : ก้าวที่มั่นคงบนการเดินทางของ “ปาล์มน้ำมันไทย”

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

แม้บริบทความยั่งยืน จะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ แต่แก่นแท้ของความยั่งยืนก็ยังคงอยู่ และความยั่งยืน คือ แถวหน้าของเกษตรสีเขียว มาตรฐาน RSPO จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำไม่ใช่เทรนด์

หลายครั้งที่มักมีคนสงสัยว่า “ความยั่งยืน” คืออะไร แล้วทำไมคนตัวเล็กๆอย่างเรา ต้องสนใจเรื่องความยั่งยืน และไปจนถึงที่สุดแล้ว ความยั่งยืน นั้น เป็นแค่กระแส หรือ เทรนด์ (Trend) ชั่วครั้ง ชั่วคราว หรือเป็น “ของจริง” ที่ต้องทำให้เกิดขึ้น

อีกทั้งเมื่อมองไปถึง อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน มักมีคำถาม ความยั่งยืน เป็นอย่างไร

หนึ่งในนิยามของ “ความยั่งยืน” หรือ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development) ที่อธิบายได้ชัดเจนที่สุด เห็นจะมาจาก คณะกรรมาธิการโลก ด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติที่ระบุ “การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ แนวทางการพัฒนา ที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ลิดรอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นหลัง”

และมีแก่นสำคัญ คือ “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งการจะบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ นั้น ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความครอบคลุมทางสังคม  และ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ในการประชุมสมัยสามัญ สมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 70 วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ 193 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้ร่วมลงนามรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development)

เพื่อประเทศต่าง ๆ สามารถนําไปปฏิบัติให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลา 15 ปี (กันยายน พ.ศ. 2558 – สิงหาคม พ.ศ. 2573)

โดยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป็นแนวทางให้แต่ละประเทศดำเนินการร่วมกัน โดยมีเป้าหมาย SDGs 17 ประการ ที่มีความเป็นสากล เชื่อมโยง และเกื้อหนุนกัน

ซึ่งกว่า 19 ปีที่ผ่านมา องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) ได้ทำงานเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม และนำมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดในโลกมาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันปาล์ม ตั้งแต่ต้นน้ำที่สวนปาล์ม กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ในการผลิตและใช้น้ำมันปาล์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐานมาเป็นส่วนประกอบสำคัญ

ซึ่งเมื่อพิจารณาตามหลัก SDGs แล้ว มาตรฐาน RSPO นับว่ามีองค์ประกอบ 3 ประการของการบรรลุซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างครบถ้วนทุกประการ คือ Prosperity –  การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันมีภูมิคุ้มกันและมีความยั่งยืน People – การมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ลดความยากจน ปกป้อง เคารพและมีการเยียวยาด้านสิทธิมนุษยชน Planet – อนุรักษ์ ปกป้อง และเสริมสร้างระบบนิเวศที่มีไว้สำหรับคนรุ่นต่อไป

ตัวแทน RSPO ประจำประเทศไทย ได้เล่าถึงหัวใจในการทำงานของ RSPO ว่า ทิศทางนี้ คือความยั่งยืน คนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มต้องอยู่ดีกินดี วิถีชีวิตดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ลดต้นทุนได้ เพิ่มผลผลิตได้ และปาล์มในกระบวนการทั้งกระบวนอยู่ในการตระหนักต่อการรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

สำหรับการเข้ามาประเทศไทย ของ RSPO ได้สร้างมาตรฐานและองค์ความรู้แก่เกษตรกรทั่วประเทศต้นน้ำทั่วประเทศ เกิดการรวมกลุ่มดูแลช่วยเหลือกันในการทำงาน เกิดเกษตรแปลงใหญ่ ไปจนถึงวิสาหกิจชุมชน ทั้งยังได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนที่ต้องการปาล์มน้ำมัน RSPO ในประเทศไทยมีมาตรฐานและคุณภาพ มีเครื่องมือการันตีความปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งยังแข่งขันได้ในเวทีโลก

เมื่อมาฟังเสียงสะท้อน ของหนึ่งในห่วงโซ่

“พอได้มาเป็นสมาชิก RSPO ก็เอาความรู้มาพัฒนาสวน ทำสวนปาล์ม ทำให้ยิ่งมีกำไร คุณจะหาได้ที่ไหนทำสวนมีรายได้เดือนละ 6-7 หมื่น ปีหนึ่งกำไรล้านกว่าบาท”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณอุดมศักดิ์ นัดดาศรีนะ สมาชิก RSPO กลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำกะแดะพัฒนาปาล์มน้ำมัน เล่าให้เราฟังถึงการเป็นสมาชิก RSPO

ก่อนบอก เขานำองค์ความรู้ในการพัฒนาสวนมาใช้บริหารจัดการสวน ซึ่งช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตอย่างชัดเจน เป็นแบบอย่างของ Smart Farmer

และสรุปแบบจริงจัง

“การเป็นเกษตรกรไม่ควรเป็นการทำสวนอย่างไร้ความรู้ เพราะจะไม่เห็นผลอะไร การทำสวนอย่างมีความรู้ต่างหากที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน”

การเป็นสมาชิก RSPO กิจกรรมกลุ่ม และการอบรมต่างๆ ทำให้เกษตรกรประกอบอาชีพด้วยองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และความเข้าใจ ทำให้ชีวิตของเกษตรกรดีขึ้นได้จริง หากแต่นี่เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของความยั่งยืนเฉพาะบุคคล

ทว่ามาตรฐาน RSPO ยังครอบคลุมการสร้างความยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคงอีกด้วย   

เคยมีผู้กล่าวว่า “การก้าวเดินเพียงลำพังแม้จะประสบความสำเร็จ ก็ไม่น่าภูมิใจเท่าการมีส่วนร่วมช่วยกันทำงานเป็นทีมและประสบกความสำเร็จไปด้วยกันทั้งตัวเรา ชุมชน และสังคม”

ซึ่งความคิดนี้ สะท้อนออกมาจากสมาชิก RSPO หลายครั้งในหลายโอกาส 

ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยความร่วมมือ ทำคนเดียวมองไม่เห็นผล แต่ถ้ามีกลุ่มร่วมกันทำจึงเป็นไปได้ ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นในพื้นที่ก่อน และขยายไประดับประเทศ”

คือเสียงสะท้อนจาก คุณเกื้อกูล เสี่ยงแทน ผู้จัดการกลุ่มยูนิวานิช – ปลายพระยา

และเพราะการเดินทางบนเส้นทางความยั่งยืน เป็นเรื่องสำคัญที่ “ต้องทำ” การจะก้าวเดินอย่างมั่นคงเครือข่ายต่างๆ จึงต้องเข้มแข็ง เพื่อมีแรงสนับสนุนกันทุกภาคส่วน ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด

นั่นนับเป็นที่มาของ เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance Sustainable Palm Oil -TASPO) ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อริเริ่มกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบห่วงโซ่คุณค่าปาล์มน้ำมันประเทศไทย และเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการผลิต และการบริโภค ในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สร้างวิถีความร่วมมือสู่ความยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ทั้งยังเป็นการการันตีว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย พร้อมที่จะเข้าสู่ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ตามเป้าหมายความยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs) วาระแห่งชาติ BCG (Bio – Circular – Green Economy) จนถึงกระแสโลกที่ปัจจุบันที่พยามยามผลักดัน การพัฒนาเพื่อสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

ยิ่งเมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ยุค “โลกเดือด” ที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างที่เราเห็นได้ทุกพื้นที่ทั่วโลก การเดินทางสู่ความยั่งยืนคล้ายยิ่งต้องวิ่งแข่งกับเวลา ปาล์มน้ำมัน แม้จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ต้องยอมรับว่ายังมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักเรื่องการทำลายพื้นที่ป่าไม้เพื่อขยายพื้นที่ปลูกปาล์มในหลายประเทศทั่วโลก

Planet หรือ การปกป้อง อนุรักษ์ เสริมสร้างระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นหลักหนึ่งที่ RSPO ให้ความสำคัญในการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืน โดยมีมาตรการควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ 

“มาตรฐาน RSPO เป็นมาตรฐานที่ต้องการความมั่นใจว่าการผลิตปาล์มเป็นกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นี่คือ หัวใจเริ่มต้นของ RSPO” ตัวแทน RSPO ประจำประเทศไทยท่านเดิม กล่าวไว้

การเป็นสมาชิก RSPO ของเกษตรกรรายย่อย กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรแปลงใหญ่ จนถึงภาคอื่นๆ ของห่วงโซ่ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์โลกเป็นอย่างยิ่ง

อีกทั้งเกษตรกรสมาชิก RSPO ยังมีความรู้และ Mindset ที่เข้าใจ และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อก้าวสู่ความความยั่งยืนในทุกมิติ

ดังที่ คุณชวลิต วุฒิพงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ศรีเจริญ (SOPEG) เคยกล่าวไว้ “ผู้บริโภค ต้องการเกษตรสีเขียว เทรนด์โลกร้อนและคาร์บอนเครดิต ทำให้เกษตรกรกรทุกประเภทต้องปรับตัวเพื่อเป็นเกษตรกรรมเพื่อความยั่งยืน และความยั่งยืน ก็คือ การกระทำที่ได้ผลอย่างต่อเนื่อง และมีพัฒนาต่อยอดไม่มีที่สิ้นสุด แม้บริบทความยั่งยืน จะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ แต่แก่นแท้ของความยั่งยืนก็ยังคงอยู่ และความยั่งยืน คือ แถวหน้าของเกษตรสีเขียว มาตรฐาน RSPO จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำไม่ใช่เทรนด์” 

สอดคล้องกับ คุณดุสิต บู่ทอง ผู้ดูแลระบบความยั่งยืน วิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันพังงา ที่กล่าวไปในทางเดียวกันว่า

“วันนี้ที่เราสัมผัส‘ปาล์มน้ำมันยั่งยืน ทราบทันทีว่าไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่มีความเกี่ยวข้องทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกันทั้งหมด และเป็นสิ่งที่ทุกคนที่ทำเรื่องปาล์มน้ำมัน ต้องปฏิบัติรับผิดชอบร่วมกัน”

มาถึงวันนี้ บนเส้นทางของของปาล์มน้ำมันไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า “ความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์แต่ต้องทำ” และสามารถทำให้เกิดขึ้นจริง หากแต่ต้องร่วมไม้ร่วมมือ และเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งองคพยพ                

เพราะ “โลก” ใบนี้ เป็นของเราทุกคน  

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

คณะ RSPO แลกเปลี่ยน เรียนรู้ “ลานเทจีรวรรณ” จิ๊กซอว์สำคัญ ห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เมื่อเร็วๆนี้ คณะผู้แทน RSPO จากประเทศมาเลเซีย นำโดย Mr. Muhammad Shazaley Bin Abdullah หัวหน้าส่วนงานการรับรอง RSPO พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ RSPO ประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าเยี่ยมชมกิจการ ลานเทจีรวรรณปาล์ม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

มี คุณสุราษฎร์ ทองโมถ่าย และ คุณจีรวรรณ ซัวต๋อ เจ้าของกิจการลานเทจีรวรรณปาล์ม ให้การต้อนรับ และช่วยกันบอกเล่าการทำงาน ให้คณะได้เรียนรู้รูปแบบการทำงานของลานเทจีรวรรณปาล์ม ซึ่ง มีทั้งลานเทรับซื้อปาล์มทะลาย และบริการตัดปาล์ม-ดูแลสวนปาล์ม แบบครบวงจร 

สำหรับ ลานเทจีรวรรณปาล์ม มีชุดตัดปาล์มประมาณ 20 ชุด แต่ละชุดมีคนตัดปาล์มซึ่งเป็นคนงานชาวเมียนมา 6 คน คนขับรถ เป็นหัวหน้าซึ่งเป็นคนไทย 1 คน แต่ละทีมจะมีสวนปาล์มในความดูแลประจำชุดละ 20 – 30 สวน

คนงานทุกคน ต้องผ่านการอบรมการตัดปาล์ม การดูแลสวนปาล์ม ตลอดจนถึงแนวการปฏิบัติตัวกับเจ้าของสวนปาล์ม โดยมีการอบรมเพิ่มเติมเดือนละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย

และในการตัดปาล์มแต่ละครั้ง คนตัดปาล์ม ต้องช่วยคัดปาล์มให้ได้คุณภาพด้วย ซึ่งคนงานแต่ละชุดสามารถตัดปาล์มได้วันละประมาณ 16-20 ตัน เมื่อขนปาล์มมาถึงลานเทแล้วจะมีการคัดปาล์มอีกครั้ง หากมีปาล์มไม่สุกต้องคัดออก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยปกติแล้ว แต่ละสวนจะทำการตัดปาล์มเดือนละ 2 ครั้ง หลังจากตัดครั้งแรก ทางลานเท จะแจ้งเจ้าของสวนปาล์มถึงรอบตัดครั้งถัดไป โดยก่อนถึงวันนัดเข้าตัดปาล์มโทรแจ้งล่วงหน้า 1 วัน และหากถึงรอบใส่ปุ๋ย ตัดทางใบก็ต้องแจ้งเจ้าของสวนล่วงหน้าเช่นกัน

“ชุดตัดปาล์มแต่ละทีมมีรถยนต์ประจำทีม โดยมีหมายเลขประจำรถ และชุดตัดปาล์มแต่ละคน เวลาทำงานต้องใส่เสื้อทำงานที่สกรีนชื่อ ลานเทจีรวรรณปาล์ม ด้วย เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของสวนปาล์ม”2 เจ้าของกิจการ ระบุ

ทั้งนี้ทางลานเทจีรวรรปาล์ม มีสวัสดิการให้กับคนงานที่อยู่ในความดูหลายรูปแบบ อาทิ มีบ้านพักให้ มีการดูแลการต่อใบอนุญาตทำงานกรณีที่เป็นคนงานต่างด้าว มีรถรับส่งลูกหลานคนงานไปโรงเรียน มีร้านค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด เป็นต้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

สำหรับค่าจ้างที่คนงานจะได้รับจากทางลานเทจีรวรรณปาล์มนั้น อยู่ที่ 500 – 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดปาล์ม

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่ห้ามพลาดสำหรับการทำงาน คือ คนตัดปาล์ม ต้องส่งภาพการทำงาน กลับมาที่ลานเท เพื่อให้ตรวจความเรียบร้อยในการทำงานผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ ทุกครั้ง

การศึกษาดูงานของคณะ RSPO จากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียครั้งนี้ เป็นการทำความเข้าใจถึงบริบทบทบาทของลานเท ในการเก็บเกี่ยว ดูแลจัดการสวนปาล์มน้ำมันและรับซื้อทะลายปาล์มสดจากเกษตรกรสวนปาล์มของประเทศไทย เพื่อพิจารณาถึงการปรับมาตรฐาน RSPO ให้ครอบคลุมและสอดคล้องเหมาะสมกับกระบวนการจริงของพื้นที่ในแต่ละประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตามมาตรฐานสากล

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ฝ่าพายุ สู้วิกฤต ก่อนมาเป็น “โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ”

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของสหกรณ์ แห่งแรก-แห่งเดียว ของไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน RSPO

สำหรับการจัดหาปาล์มเพื่อป้อนโรงงานสกัดฯ นั้น ได้มาจากปาล์มของสมาชิกสหกรณ์และคู่ค้า แต่ด้วยผลผลิตหลายครั้งคุณภาพไม่คงที่ จึงเกิดการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก “ปาล์มคุณภาพ” และนั่นเป็นที่มาของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ”

“เมื่อก่อนเราไม่มีโรงงาน คนขายปาล์มต้องไปติดคิวรอขายที่โรงงาน จอดรอที 3-4 คืน ทำให้ปาล์มเสียราคา จอดรถรอจนปาล์มน้ำมันหยด เหลือโลละ 1-2 บาท”

“ประมาณปี 50 เกิดปัญหาปาล์มติดคิวมาก โรงงานต่างๆ ไม่ยอมรับซื้อ ปิดโรงงาน เราค้างรถอยู่ 7 วัน 7 คืน ผมบรรทุกปาล์มไปขาย 3 ตัน ขายได้แค่ 1.5 ตัน”

“ปริมาณปาล์มล้นตลาด สมาชิกและคณะกรรมการหลายท่านลงความเห็นว่า พวกเราควรมีโรงสกัด เพื่อไม่ให้โรงงานกดราคาเพราะปาล์มล้น โรงงานเคยกดราคาเหลือกิโลละบาทหรือบางทีไม่ถึงบาทก็มี”

เสียงเหล่านี้ สะท้อนมาจากคณะกรรมการสหกรณ์นิคมท่าแซะ ที่เล่าย้อนกลับไปถึงวันซึ่งเกิดเหตุการณ์ปาล์มล้นตลาด โรงงานสกัดปาล์มชะลอการซื้อปาล์มเมื่อช่วงปี 2550 จนเกิดความเสียหายกับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม และสมาชิกสหกรณ์เป็นจำนวนมาก

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ซึ่งเป็นที่มาทำให้สมาชิกสหกรณ์นิคมท่าแซะ เห็นพ้องและสนับสนุนให้ มีการสร้าง “โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ” เพื่อรับซื้อผลผลิตปาล์มของสมาชิกฯ เข้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและขายน้ำมันไปยังผู้ประกอบการอีกทอดหนึ่ง

จากวันแรก ที่โรงสกัดเดินเครื่องผลิตน้ำมันเมื่อปี 2554 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 13 ปี แล้ว เครื่องจักรยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เป็น “โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของสหกรณ์”แห่งแรก และแห่งเดียวของประเทศไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน RSPO

แม้จะเป็นโรงสกัดขนาดเล็ก ทว่าได้ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ และพี่น้องชาวสวนปาล์มในเขตจังหวัดชุมพร ให้มีที่ขายทะลายปาล์มในราคาสูง และยังผลิตน้ำมันคุณภาพดีมาตรฐาน RSPO สร้างความยั่งยืนทั้งต่อเกษตรกร ชุมชน และสังคม

พายุถล่ม ผลผลิตล้น วิกฤตที่ต้องเจอ

คุณนพพร ขาวสอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เล่าถึงความเป็นมาของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ให้ทีมข่าว TASPO ฟังว่า สหกรณ์นิคมท่าแซะ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากนิคมสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้ามาจัดสรรที่ดินตั้งแต่ประมาณปี 2509 ในพื้นที่ท่าแซะ ประมาณ 60,000 ไร่ แบ่งให้เกษตรกรล็อคละ 40 ไร่ ซึ่งมีประชาชนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศทั้งจากเหนือ กลาง อีสาน ใต้ เข้ามาอาศัยและขอพื้นที่ทำกิน

นพพร ขาวสอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ในตอนนั้น นิคมท่าแซะ ถือว่าจัดสรรที่ดินได้ใหญ่ที่สุด ปริมาณพื้นที่มากถึง 40 ไร่/แปลง/คน เมื่อจัดสรรพื้นที่ให้ประชาชนแล้ว มีข้อกำหนดว่า เมื่อได้พื้นที่จัดสรรเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ ต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์ท่าแซะด้วย จึงเกิดกระบวนการเริ่มต้นของสหกรณ์นิคมท่าแซะ

มีกิจการ เช่น ธุรกิจลานเท รวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันไปขายโรงงาน ธุรกิจปั๊มน้ำมัน 4 สาขา (สำนักงานใหญ่, ปากด่าน ท่าลานทอง และดินก้อง) ธุรกิจมินิมาร์ท 4 สาขาที่เดียวกับธุรกิจปั๊มน้ำมัน  ธุรกิจรับฝากเงินและสินเชื่อ ธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร เช่น จำหน่ายปุ๋ย พันธุ์ปาล์ม

กระทั่งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2532 “ไต้ฝุ่นเกย์” พัดถล่มภาคใต้ และจุดศูนย์กลางพายุ อยู่ที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

“ตอนพายุมา ต้นไม้หักโค่น บ้างก็ถอนขึ้นมาทั้งต้น บ้านพัง จนต้องหนีไปอยู่ในรถ เห็นแต่ฝุ่นผงปลิวกระจัดกระจายจนกระจกรถขาวไปหมด”

คุณนิพนธ์ เทศรัตน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ย้อนอดีตในวันที่วาตภัยเคลื่อนผ่านอำเภอท่าแซะ เพียงหนึ่งวัน-หนึ่งคืน ทุกอย่างถูกทำลายราบ ส่งผลให้ภาครัฐ มีแนวทางเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกปาล์มน้ำมันมากขึ้น

นิพนธ์ เทศรัตน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ซึ่งพื้นที่ของนิคมสหกรณ์นั้น เหมาะกับการปลูกปาล์มน้ำมัน บรรดาสมาชิกของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ซึ่งเวลานั้น มีจำนวนเกือบๆ 4,000 คน แบ่งเป็นสมาชิกสามัญประมาณ 3,800 ส่วนที่เหลือเป็นสมาชิกสมทบ จึงพร้อมใจกันปลูก “ปาล์มน้ำมัน” เพิ่มมากขึ้นกว่า 5 หมื่นไร่ จากพื้นที่ 6 หมื่นกว่าไร่ของสมาชิกสหกรณ์ฯ

กระทั่งเวลาไล่เรียงมาถึงปี 2550 เกิดวิกฤตส่งผลกระทบต่อชาวสวนปาล์มท่าแซะอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ “ปาล์มล้นตลาด” ทำให้โรงสกัดน้ำมันปาล์ม ชะลอการซื้อผลผลิตจนถึงขั้นงดรับซื้อ ทำให้ราคาปาล์มตกต่ำ เกษตรกรที่ไปจอดรถรอขายปาล์มหน้าโรงงานต่างๆ ติดคิวขายปาล์มไม่ได้ข้ามวัน ข้ามคืน บางรายติดคิวเป็นอาทิตย์ ราคาปาล์มจากกิโลกรัมละ 4 บาท ตกไปจนไม่ถึง 1 บาท สร้างผลกระทบให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มเป็นวงกว้าง

“ปี 2550 มีปัญหาปาล์มติดคิวมาก โรงงานต่างๆ ไม่ยอมรับซื้อ ปิดโรงงาน เราค้างรถอยู่ 7 วัน 7 คืน ผมบรรทุกปาล์มไปขาย 3 ตัน ขายได้แค่ 1.5 ตัน” คุณดาวุธ แสนสุข คณะกรรมการสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ย้อนความทรงจำ แววตาหม่น

ดาวุธ แสนสุข คณะกรรมการสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

เกิดกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น คณะกรรมการและสมาชิกสหกรณ์นิคมท่าชนะ จำกัด จึงสนับสนุนให้มีการสร้างโรงสกัดน้ำมัน เป็นของกลุ่มตนเอง

“ปริมาณปาล์มล้นตลาด สมาชิกและคณะกรรมการหลายท่านลงความเห็นว่า เราควรมีโรงสกัด เพื่อไม่ให้โรงงานกดราคาเพราะปาล์มล้นมาก โรงงานกดราคาเหลือบาทหรือไม่ถึงบาท” คุณนพพร ขาวสอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เผยจุดเริ่มนับหนึ่ง

โดย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556

โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ถูกสร้างขึ้นจากเงินก้อนแรก ด้วยวิธี Turn Key คือ มีบริษัทออกทุนสร้างโรงงานให้ แล้วสหกรณ์ฯ ทยอยจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

หลังจากโรงงานสกัดฯ ดำเนินการได้ 1 ปี และมีกำไรเป็นที่น่าพอใจ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. จึงเข้ามาให้เงินกู้กับสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เพื่อไปชำระหนี้การ Turn Key และเข้ามาเป็นเจ้าหนี้แทน

สำหรับการจัดหาปาล์มเพื่อป้อนโรงงานสกัดฯ นั้น ได้มาจากปาล์มของสมาชิกสหกรณ์และคู่ค้า แต่ด้วยผลผลิตหลายครั้งคุณภาพไม่คงที่ จึงเกิดการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก “ปาล์มคุณภาพ” และนั่นเป็นที่มาของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ”

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ก็คือ สมาชิกสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ที่ทำปาล์มน้ำมันมาตรฐาน RSPO โดยถ่ายโอนมาจากโครงการเกษตรแปลงใหญ่ มาเป็นโครงการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน RSPO เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2561 แต่ติดช่วงสถานการณ์โควิด 19  จึงสามารถตรวจประเมินแล้วเสร็จ มีผู้ผ่านการรับรองเป็นสมาชิก RSPO รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2565 จำนวน 422 ราย มีพื้นที่ 9,140.75 ไร่

ไม่มองแต่ค่าพรีเมี่ยม เห็นผลดีจริง จึงบอกต่อ

คุณนิพนธ์ เทศรัตน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ เล่าถึงการทำงานของวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ว่า ที่ผ่านมา ต้องอำนวยความสะดวกให้สมาชิกมากพอสมควร เนื่องจากเกษตรกรส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งคนจะเป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจ ต้องมีที่ดินของตัวเองและมีเอกสารสิทธิ์เท่านั้น และปัจจุบันทุกคนมาจากสมาชิกสหกรณ์นิคมท่าแซะ ทั้งหมด ยังไม่มีสมาชิกกลุ่มอื่น

“สำหรับการทำงานกับเกษตรกร เราให้คำแนะนำในสิ่งที่ปฏิบัติได้ เชื้อเชิญโดยไม่บังคับใจกัน พอเขาเห็นประโยชน์ จะทำตามเอง” คือหลักการทำงานที่ คุณนิพนธ์ บอกก่อนเล่าต่อ

“สมาชิกฯ มักชินกับการที่สมัครอะไรแล้วได้เลย พอมาสมัครเป็นสมาชิก RSPO ต้องใช้เวลา ทำให้ช่วงแรก เกษตรกรไม่เข้าใจ ต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจ มีการอบรมกันตลอด เราไม่ได้เน้นให้เกษตรกรมองแต่ค่าพรีเมี่ยมที่จะได้รับ แต่แนะนำว่าถ้าคุณทำปาล์มปริมาณเท่านี้ แล้วขายผลผลิตได้มากขึ้นจะเป็นอย่างไร และยังมีค่า    พรีเมี่ยมไปอีก ได้ผลประโยชน์หลายต่อ รวมถึงค่าคาร์บอนเครดิต เมื่อเขาทำแล้วเห็นผลได้จริง เขาบอกต่อ คนอื่นอยากเข้าร่วมเพิ่ม”

สำหรับผลผลิตปาล์มที่ได้ สมาชิกจะส่งขายให้กับ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ซึ่งมีข้อกำหนดว่า “ต้องขายรวมทั้งทะลายปาล์มและลูกร่วง” เพื่อให้ได้ค่าเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

โดยสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด มีจุดรวบรวมผลผลิต 9 แห่ง สมาชิกอยู่ใกล้จุดไหนสามารถไปส่งที่จุดนั้น และจะมีรถบรรทุกมาส่งที่ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัดแต่หากสมาชิกฯ มาส่งที่ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จะได้บวกเงินค่าขนส่งเพิ่มด้วย

คุณนิพนธ์ เล่าถึงราคาขายปาล์มของสมาชิกว่า ที่นี่ให้ราคาพรีเมี่ยมกับสมาชิกสูง คือ บวกราคาพรีเมี่ยม 20 สตางค์ ถ้าการตัดได้มาตรฐานเพิ่มอีก 30 สตางค์ หักเข้ากลุ่มฯ 5 สตางค์ เหลือให้สมาชิก 45 สตางค์ จากราคาขายหน้าป้ายเป็นราคาที่ให้กับสมาชิก RSPO ค่อนข้างเยอะกว่าที่อื่น แต่มีเงื่อนไข คือ ต้องตัดสุก สีต้องส้ม ขั้วทะลายสั้น ขายรวมหมดไม่แยกขายเม็ดร่วง หรือชั่งขายรวม เพราะจะทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันขึ้นได้เยอะ

อยากได้น้ำมันปาล์ม RSPO ต้องมาหาเรา คือ สิ่งที่คาดหวัง

คุณไกรฤกษ์ ดวงคงทอง ผู้จัดการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด กล่าว ถึงการทำปาล์ม RSPO ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ให้ฟังว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่เกษตรกรได้ทำระบบ RSPO เพราะโดยปกติ เกษตรกร เขาไม่มีระบบในการทำอาชีพ แต่ระบบนี้ จะทำให้พวกเขาดำเนินอาชีพได้อย่างยั่งยืน และลดความเสี่ยง ลดต้นทุน วันนี้ RSPO ทำในเรื่องการลดต้นทุนมากกว่า เราลดต้นทุนที่มองไม่เห็น ถ้าไม่จด ไม่เขียน จะไม่รู้เลย

ไกรฤกษ์ ดวงคงทอง ผู้จัดการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สำหรับโรงงานสกัดฯ ต้องเพิ่มกำลังการผลิต เพราะเมื่อเพิ่มประสิทธิภาพของต้นน้ำ ปรับสายพันธุ์ จนเป็นสมาชิก RSPO แล้ว มีผลผลิตมากขึ้น โรงงานสกัดฯ ที่เป็นกลางน้ำต้องปรับตัว เปลี่ยนเครื่องจักร ต้องเป็น Automation – การทำงานที่ใช้เทคโนโลยี มีคอมพิวเตอร์เข้ามาทำงานมากขึ้น เพื่อปรับลดคน ลดค่าใช้จ่าย และไปต่อยอดว่าเมื่อปาล์มเป็นน้ำมันแล้วจะไปไหน ไปสู่บริโภค ไปสู่พลังงาน หรือเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่กำลังศึกษาอยู่จากผลพลอยได้ คือน้ำมันปาล์มแดง ที่ตอนนี้ มีการส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น” ผู้จัดการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด บอกอย่างนั้น

ปัจจุบัน โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เป็นโรงงานมาตรฐาน RSPO Supply Chain แบบ Mass Balance ที่ต้องการปาล์มป้อนเข้าโรงสกัดจำนวน 500 ตัน/วัน โดยรับปาล์มจากสมาชิกสกรณ์ทั้งจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ สมาชิกทั่วไปของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด และคู่ค้า ซึ่งจะขายปาล์มได้ในราคาที่มากกว่าสมาชิกสหกรณ์เล็กน้อย แต่ไม่มีค่าขนส่ง และต้องคัดคุณภาพปาล์มก่อน

หากมองด้วยสายตาคนนอก การทำน้ำมันในระบบ Mass Balance ที่คละปาล์มจากสวนเกษตรกร RSPO และ ปาล์มทั่วไป อาจเป็นเรื่องยากมาก

ประเด็นนี้ คุณพุทธิพงษ์ ขวัญเมือง รองผู้จัดการฝ่ายโรงงาน บอกว่า สิ่งที่โรงงานสกัด ทุกแห่งเป็นเหมือนกันหมด คือ ไม่สามารถกำหนดวัตถุดิบได้ ถ้าเป็นอุตสาหกรรมอื่น กำหนดได้เลย ฤดูกาล สายพันธุ์ พื้นที่ก็ไม่เหมือน ความต่างไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเดือนหน้าจะเจออะไร ต้นทางควบคุมไม่ได้ แต่ปลายทางต้องการให้เป็นแบบนี้ สิ่งนี้คือความยาก แต่ละช่วงต้องมีวิธีการที่แตกต่างกันไป ซึ่งทุกที่ในอุตสาหกรรมปาล์มต้องพยายามให้เหมือนกันให้มากที่สุด

พุทธิพงษ์ ขวัญเมือง รองผู้จัดการฝ่ายโรงงาน
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การทำปาล์มคุณภาพมีรายละเอียดเยอะ เวลารับปาล์มจากสมาชิกทั่วไป พยายามใช้เกณฑ์เดียวกับของ RSPO แต่อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ที่สำคัญปาล์มต้องสุก 100 เปอร์เซ็นต์ และมีลูกร่วง ซึ่งช่วงหนึ่งเปอร์เซ็นต์น้ำมันได้ถึง 19 เปอร์เซ็นต์ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย อย่างที่ผ่านมาเป็นช่วงเอลนินโญ่ ปาล์ม RSPO ก็ดึงไม่ขึ้น เพราะมันเกี่ยวกับหลายปัจจัยด้วย” คุณพุทธิพงษ์ บอก

และว่า วันหนึ่งโรงงานเราจะเป็นโรงงาน RSPO ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปาล์มที่เข้าสู่กระบวนการของเราทั้งหมดเป็นปาล์ม RSPO ทั้งหมด ถ้าถึงวันนั้นเชื่อว่าการบริหารจัดการจะง่ายกว่านี้ ในแง่การตลาด ใครที่อยากได้ น้ำมัน RSPO ต้องมาหาเรา นี่คือสิ่งที่คาดหวังในอนาคต และคิดว่าน่าจะเป็นไปได้

RSPO ปัจจัยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ช่วยเรื่องการอนุรักษ์

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับ กระบวนการรับซื้อปาล์ม เพื่อเข้าสู่กระบวนการสกัดน้ำมันของโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ทาง คุณนพพร ขาวสะอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด อธิบายให้ฟัง

เริ่มจาก เมื่อมีคนมาขายปาล์ม จะมีการแยกบัญชี โดยสมาชิกวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ มีบัตรสมาชิก เวลามาขายปาล์มนำเข้าห้องชั่ง จดบันทึก และมีตั๋วส่งไปยังสำนักงานของวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ด้วย

ส่วนสมาชิกอื่นๆ ที่ไม่ใช่ RSPO จะทำการบันทึกอีกแบบ มีความแตกต่างกันชัดเจน แต่ทางโรงงานสามารถตรวจสอบไปยังต้นทางไปถึงสวนได้ว่า ปาล์มที่นำมาขายนั้นมาจากสวนไหน

ทั้งนี้ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ยังมีข้อมูลสมาชิกด้วยว่า แต่ละวันสวนไหนจะมีการตัดปาล์ม ทั้งสมาชิกสวน RSPO และสวนทั่วไป จึงทำให้ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ สามารถประเมินได้ว่าจะมีผลผลิตเข้าเท่าไหร่ และต้องหาซื้อผลผลิตจากคู่ค้าเพิ่มอีกเท่าไหร่ เหมือนเป็นการการันตีว่าโรงงานสกัดฯ ต้องมีผลผลิตทุกวัน ส่วนเกษตรกร มีที่ขายผลผลิตแน่นอน เป็น “สัญญาใจ”ที่สหกรณ์ช่วยสมาชิก สมาชิกช่วยสหกรณ์เช่นกัน

“สมาชิกวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ เป็นสมาชิกสหกรณ์อยู่แล้ว เราได้ช่วยสหกรณ์ในการขับเคลื่อนโรงกลั่น การที่สหกรณ์สร้างโรงงานสกัด เพราะต้องการปริมาณปาล์ม ถ้าสมาชิกไปขายที่อื่น ก็ขัดกับหน้าที่ของสมาชิก ดังนั้นการขายให้สหกรณ์ทำให้สหกรณ์มีปริมาณปาล์มที่เพียงพอ” คุณนพพร บอก

และว่าต่อ เมื่อปาล์มเข้าสู่กระบวนการสกัด ผลิตภัณฑ์ที่ได้หลักๆ คือ น้ำมันปาล์ม โดย โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ ขายอยู่ 2 แบบ คือ ขายผ่านคนกลาง เรียกว่า ขายสดหน้าโรง ผู้ซื้อจะนำรถมารับน้ำมันและจ่ายเงินให้โรงสกัดทันที และการขายผ่าน RSPO ไปยัง บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จำกัด (มหาชน) หรือ ไซม์ ดาร์บี้ ออยส์ มรกต เป็นการขาย Refine Processing ใช้เวลารอ 15 วันถึงจะได้รับเงิน

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ส่วนผลผลิตอื่นๆ นอกเหนือจากน้ำมันปาล์ม นับตั้งแต่ ทะลายเปล่า ขายให้สมาชิกสหกรณ์นำไปเพาะเห็ดฟาง หรือส่งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า เมล็ดในปาล์ม ส่วนใหญ่ผู้ซื้อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ โอเลโอเคมีคอล กะลา ขายให้โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า เส้นใย ขายให้สมาชิก ไปทำอาหารสัตว์

น้ำเสีย จากโรงงานทั้งหมดส่งไปโรงงานไบโอแก๊ส เพื่อผลิตแก๊สมีเทน ปั่นกระแสไฟฟ้าขายการไฟฟ้า ซึ่ง โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ ทำสัญญากับทางการไฟฟ้า ไว้ที่ 1.6 เมกะวัตต์ ตะกอนจากบ่อน้ำเสีย ขายทำปุ๋ยชีวภาพ และสุดท้าย คือ ขี้เถ้า แจกให้กับสมาชิก

“RSPO เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้มูลค่าในการขายผลิตภัณฑ์ของเราเพิ่มขึ้น ช่วยเรื่องอนุรักษ์ได้อีกทาง และต่อไปจะมีเรื่องของคาร์บอนเครดิตอีก ในฐานะเกษตรกร มองว่า RSPO เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมาชิกได้ผลประโยชน์จากการขายปาล์มเพิ่มขึ้น จึงหวังว่าในอนาคต สมาชิกของเราทุกคนจะเป็น RSPO ทั้งหมด และเราเองจะกลายเป็นโรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน RSPO แบบเต็มตัว” รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด สรุปทิ้งท้าย

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สารคดีภาพ | แรงงานข้ามชาติ ฟันเฟืองห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

เรื่องใหญ่ ไม่อาจมองข้าม! สวัสดิการ แรงงานต่างชาติ ฟันเฟืองห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน

“พ่อแม่ของพวกเขาอยู่กับเรามานาน แล้วก็มาคลอดลูกในเมืองไทย เลยอยากให้ลูกพวกเขาได้เรียนที่เมืองไทย รู้ภาษาไทย จะได้พูดคุยสื่อสารกันรู้เรื่อง”

สาเหตุทำให้เกษตรกรสวนปาล์มของไทย ไม่สามารถพึ่งพา “แรงงานครัวเรือน” ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นั้น มาจากหลายปัจจัย นับตั้งแต่ อายุของเกษตรกรที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย เกษตรกรหลายสวนเป็นผู้หญิง พื้นที่เพาะปลูกเข้าออกลำบาก หรือแม้แต่ความสูงของต้นปาล์ม ขณะที่งานตัดปาล์มนั้นเป็นงานหนักและต้องใช้ทักษะความชำนาญด้วย

จากข้อเท็จจริงข้างต้น นับเป็นจุดก่อเกิด “ธุรกิจบริการ” หนึ่งในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันบ้านเราในนามของ “ลานเท” มีบทบาทหลัก คือรับซื้อปาล์มน้ำมันจากสวน โดยมี “ทีม”จากลานเท เข้าไป “ตัดปาล์ม” ให้ถึงสวนของเกษตรกรตามที่ตกลงกัน

“เกษตรกรสวนปาล์ม ยังมีความต้องการพึ่งแรงงานไทย ร้อยละ 85 ส่วนอีกร้อยละ 15 ยอมรับการใช้แรงงานข้ามชาติ โดย แรงงานพม่า เป็นที่ต้องการมากที่สุด”คือ ข้อมูลส่วนหนึ่งได้มาจากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เมื่อจำเป็นต้องมี “แรงงานข้ามชาติ”เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ ที่ผ่านมา องค์กรระหว่างประเทศ อย่าง องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization – ILO) จึงเข้ามามีบทบาท ที่ผ่านมามีการระบุถึงปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในภาคเกษตรกรรม คือ กรณีค่าจ้างค้างจ่าย และ การจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ขณะที่ องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil – RSPO) ก็มีแนวปฏิบัติสำหรับสมาชิก RSPO เกี่ยวกับการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ในหลายประเด็น เช่น การใช้แรงงานเด็ก สิทธิร้องเรียน ค่าแรงที่เป็นธรรม สวัสดิการพื้นฐาน เป็นต้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

“จีรวรรณ ปาล์ม” คือ ชื่อของผู้ประกอบการลานเทปาล์มน้ำมัน อยู่ที่อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มี คุณจีรวรรณ ซัวต๋อ เป็นผู้ดูแล  และแม้จะไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO แต่ว่ากันว่า การดูแล “แรงงาน” ของลานเทปาล์มน้ำมันแห่งนี้ อยู่ในระดับมาตรฐานน่าเรียนรู้

“ทำลานเท มาตั้งแต่ปี 2549 รับงานหลายอย่าง นอกจากมีทีมตัดปาล์มแล้ว ยังมีบริการเครื่องย่อยทางปาล์มในสวน และบริการรถแบ็กโฮ ไปลอกคู-คลอง ในสวนปาล์ม”คุณจีรวรรณ ให้ข้อมูลเริ่มต้น

ก่อนเผยให้ฟังต่อ ปัจจุบันมีทีมแรงงานประจำลานเท ประมาณ 120 คน แบ่งเป็นคนไทย 30 คน ทำหน้าที่คนคุมทีมตัดและขับรถ ที่เหลือเป็นแรงงานสัญชาติพม่า

“แรกๆ รับเข้ามาเฉพาะผู้ชายมาทำงาน พออยู่นานๆ เข้า เขาอยากมีเมีย มาบอกจะขอแต่งงาน เราก็ไม่มีปัญหา พอมีเมีย-มีลูก ตามมา เลยต้องอยู่เป็นครอบครัว พอเด็กๆ โต เราเลยส่งให้เรียน เพราะเด็กเกิดที่เมืองไทย” คุณจีรวรรณ เล่าอย่างนั้น

ก่อนเผยถึงสวัสดิการที่ทางลานเทของเธอ จัดสรรให้กับแรงงานพม่า คือ มีบ้านพักให้อยู่ฟรี มีสวัสดิการให้ลูกพวกเขาเรียนฟรี มีรถรับ-ส่งเด็กๆ 22 คน ไปโรงเรียน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

“พ่อแม่ของพวกเขาอยู่กับเรามานาน แล้วก็มาคลอดลูกในเมืองไทย เลยอยากให้ลูกพวกเขาได้เรียนที่เมืองไทย รู้ภาษาไทย จะได้พูดคุยสื่อสารกันรู้เรื่อง”คุณจีรวรรณ เผยเหตุผล

ก่อนบอกสวัสดิการที่ให้กับลูกๆของแรงงานพม่า นั้น บรรดาพ่อแม่ของพวกเขาก็ชอบ เพราะอย่างน้อย ลูกๆ เขามีโอกาสได้อบรมบ่มนิสัย รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เจอผู้หลักผู้ใหญ่ยกมือไหว้ เหมือนเด็กไทยทั่วๆ ไป

นอกจากนี้ ยังมีสวัสดิการช่วยลดค่าครองชีพ คือ เปิดร้านของชำราคาย่อมเยาให้กับครอบครัวแรงงาน ทั้งกว่า 100 ชีวิต

“แต่เดิมเราเปิดร้านขายของชำอยู่แล้ว กระทั่งเร็วๆนี้ ทางแมคโคร มาติดต่อ ขอตกแต่งทำร้านให้เหมือน     แมคโครย่อยๆ มาส่งของ และกำหนดราคามาให้เราขาย ในราคาไม่แพง พูดตรงๆ ราคาถูกกว่า 7 – 11 เยอะ เราก็วิน-วิน คนงานได้ซื้อของถูกด้วย” เจ้าของลานเทจีรวรรณ บอก

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

ถามถึงการดูแลแรงงานข้ามชาติจำนวนนับร้อย มีปัญหาหนักใจอะไรบ้างหรือไม่ คุณจีรวรรณ บอกตรงๆ มีบ้างเล็กๆ น้อยๆ แก้ไขได้ไม่ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างซื่อสัตย์ต่อกัน เราซื่อสัตย์ต่อเขา เช่น จ่ายค่าแรงงานตามตกลง ไม่ผิดเพี้ยน ไม่บิดเบี้ยว วันและเวลาที่จ่ายค่าแรงก็ตรง ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดราชการ เสาร์/อาทิตย์ นักขัตฤกษ์ อะไรก็แล้วแต่ไม่เกี่ยว

สัญญากันว่าเดือนหนึ่ง เงินเดือนพวกเขาออก 2 ครั้ง วันที่ 2 หนึ่งครั้ง วันที่ 17 หนึ่งครั้ง เราจ่ายตรงตามนั้น พวกเขาก็ตรงกับเรา ทำงานตรงๆ ไม่มีมีปัญหาอะไร ต่างฝ่ายต่างซื่อสัตย์ต่อกัน

ที่ผ่านมาประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานบ้างหรือไม่ คุณจีรวรรณ บอกส่งท้าย

“ไม่เคยมีปัญหานี้ เพราะที่นี่มี กฎ-กติกากลับบ้านต้องลาล่วงหน้า พวกเขาก็มาลาล่วงหน้าขอกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ล่วงหน้า 1 เดือน บางคน 10 วัน บางคน 20 วัน ก็แล้วแต่ แต่ขั้นต่ำส่วนใหญ่ 20 วัน แล้วเขาก็กลับมาทำงานตามปกติ ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาไม่ได้ลากลับกันบ่อย 2-3 ปี จะลากันซักที แบบปีหนึ่งลากลับ ไม่มี”

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

จากสวนปาล์มถึงลานเท: เส้นทางความยั่งยืน เชื่อมโยง เข้มแข็ง ไม่ขาดสาย

ไทย เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกปาล์มน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ล่าสุดมีพื้นที่ปลูกรวมกัน ทั่วประเทศกว่า 6 ล้านไร่ และมีพื้นที่ปลูกปาล์มในภาคใต้มากที่สุดกว่า 86 เปอร์เซ็นต์

หากเปรียบเทียบระหว่างการใช้พื้นที่ปลูกพืชน้ำมันชนิดต่างๆ ปาล์มน้ำมันจะผลิตน้ำมันได้ถึงร้อยละ 35

โดยใช้พื้นที่ปลูกน้อยกว่าพืชชนิดอื่นๆ มากกว่าร้อยละ 10 นั่นหมายถึง ปาล์มน้ำมันใช้พื้นที่ในการปลูกน้อยกว่าแต่ได้ผลผลิตที่มากกว่านนั่นนเอง

สำหรับบริบทของไทย นั้น “เส้นทางปาล์มน้ำมัน” อาจมีความแตกต่างจากประเทศอื่น เนื่องด้วยการมีผู้ทำหน้าที่ รับซื้อผลปาล์มสุกเพื่อนำไปขายต่อยังโรงสกัดหรือโรงงาน ที่เรียกว่า “ลานเท” นั้น เปรียบได้กับเป็น “ข้อต่อ” สำคัญ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกร ลำเลียงผลผลิตไปยังโรงงาน จนถึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่จะทำให้ได้มาซึ่ง “น้ำมันคุณภาพ” และมีส่วนกำหนดราคาปาล์มน้ำมันในบ้านเรา

มีข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า เมื่อสิ้นปี 2566 มี ลานเททั่วประเทศ ที่แจ้งต่อกองชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 3,308 แห่ง อยู่ในภาคใต้ 3,147 แห่ง ภาคเหนือ 7 แห่ง ภาคกลาง 28 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 35 แห่ง และอื่น ๆ 91 แห่ง

เส้นทางจาก “สวนปาล์มถึงลานเท” จึงเป็นเรื่องสำคัญมองข้ามไม่ได้ เพราะบทบาทของลานเท นั้น คือ  ผู้รับเหมาเก็บ เกี่ยวผลผลิต ตัดแต่ง ตลอดไปจนถึงจัดหาคนดูแลสวนให้กับเจ้าของสวนปาล์ม

“ลานเท” จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการเป็นส่วนหนึ่งของ “เส้นทางปาล์มน้ำมันยั่งยืน”ที่เข้มแข็งของประเทศไทย  

©TASPO

เส้นทางปาล์มน้ำมันจากสวนปาล์มถึงลานเท ที่นำเสนอในครั้งนี้ ทีมข่าว TASPO ได้รับการบอกเล่า จาก คุณเล็ก-สุมาตร อินทรมณี เจ้าของลานเทคลองน้อยปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประธานกลุ่ม RSPO คลองน้อย ศูนย์เรียนรู้ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรกิจกรรมปาล์มน้ำมัน ในฐานะนายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัด สุราษฎร์ธานี และประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ภาคใต้

คุณเล็ก เล่าให้ฟังว่า ทุกๆ เช้า คนตัดปาล์มจะเดินทางไปยังสวนปาล์มที่ว่าจ้างตัดปาล์ม ซึ่งโดยทั่วไปจะมีคนตัดปาล์ม 2 แบบ คือ ทีมตัดอิสระ และ ทีมตัดของลานเท หากเป็นทีมตัดของลานเท จะมีการบริหารจัดการให้ลงรอบพอดี คนตัดปาล์มจะมีงานทำทุกวัน พูดง่ายคือ เป็นอาชีพที่มีรายได้ทุกวัน ชาวสวนเอง ก็จะมีคนตัดปาล์มทุกรอบไม่ต้อง เที่ยวหาคนตัดปาล์มทุกๆ ครั้ง

ซึ่งทีมตัดแต่ละทีม จะมีสวนที่จะเข้าตัดประจำ เพื่อความสบายใจกันทั้งเจ้าของสวนและคนตัดปาล์ม เพราะส่วนใหญ่ เจ้าของสวน ไม่ได้มาดูแลเวลาเข้าตัดปาล์ม แต่จะไปรอชั่งผลผลิต และรับเงินที่ลานเท

ส่วนคนตัดปาล์ม จะมีงานทำประจำ โดยมีรายรับตามแต่กำหนดของแต่ละลานเท เช่น รับเงินเป็นรายวัน หรือ ทุก 15 วัน

©TASPO

เมื่อทีมตัดไปถึงสวนปาล์ม ต้องเริ่มเดินสำรวจไลน์ วางแผน สำรวจปาล์มสุก ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยทีมตัด จะได้รับการอบรมเรื่องการตัดปาล์ม ความปลอดภัยในการทำงาน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสม่ำเสมอ

©TASPO

เกี่ยวกับสีผลสุกของปาล์มน้ำมัน นั้น แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

  •  ผลดิบสีดำ เมื่อสุกผลเป็น สีแดง (Nigrescens)
  •  ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกผลเป็น สีส้ม (Virescence)
  •  สีผิวเปลือก เมื่อสุกเป็น สีเหลืองซีด (Albescens) (มีน้อยมาก)

ส่วน เกณฑ์พิจารณาความสุกของผลปาล์มต้องดูองค์ประกอบต่างๆ ประกอบกัน เช่น จำนวนลูกร่วงตามธรรมชาติ สีผลปาล์มที่เปลี่ยน 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความชำนาญของคนตัดปาล์มในการดูปาล์มสุก โดยรอบ ตัดปาล์มแต่ละสวนของทีมตัดคลองน้อยจะอยู่ที่ 20 วัน และวนไปตามสวนต่างๆ

©TASPO

ทีมตัดแต่ละชุด อาจใช้คนเพียง 2-3 คน ไปจนถึง 5-6 คน ตามความเหมาะสม สำหรับทีมคนตัดปาล์มของลานเท คลองน้อยปาล์ม

คุณเล็ก บอก มี 40 คน เช่น ชุดตัดปาล์มของ คุณสง่า พรมเกิด และคุณจันทิมา เคี่ยมการ สองสามีภรรยา ที่เริ่มเข้าสวน 9 โมงเช้า และเลิกงานบ่าย 3 โมง

©TASPO

แม้จะทำงานกันเพียง 2 คน ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะที่ผ่านมา ได้ผ่านการอบรมการตัดปาล์มมา บวกกับประสบการณ์กว่า 10 ปี ทำให้ก่อนลงมือตัดปาล์ม ต้องมีการวางแผนก่อน

โดยคุณสง่า เป็นคนตัด ยกลำเลียง ส่วนคุณจันทิมา ช่วยลำเลียงนำปาล์มใส่รถเข็น เก็บลูกร่วง จนถึงเรียงทางใบให้สวน เรียบร้อย และโดยทั่วไปจะใช้เวลาตัดปาล์มแต่ละสวนวันเดียวให้เสร็จ แต่ถ้าเป็นสวนใหญ่หรือตัดไม่เสร็จ จะมาตัดกันต่อในวันต่อไป

©TASPO

ลูกร่วง คือ ผลปาล์มสุกจัดที่มีปริมาณน้ำมันสูง ขายได้ราคาดีกว่าปาล์มทะลาย ความซื่อสัตย์ของคนตัดปาล์ม และ ลานเท จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะเก็บลูกร่วงใส่กระสอบเพื่อนำไปส่งลานเทให้เจ้าของสวน 

©TASPO

อาชีพคนตัดปาล์มเป็นอาชีพที่สามารถทำได้ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คุณจันทิมา เล่าว่า แม้จะเป็นงานหนักแต่เหนื่อยก็พักได้ และเป็นงานอิสระ ซึ่งเธอและครอบครัวสามารถจัดสรรเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่จำเป็นได้ หรือ หากเหนื่อยล้าสะสม สามารถบอกเถ้าแก่เพื่อขอหยุดพักได้

©TASPO

รายได้ของคนตัดปาล์มจะอยู่ที่ 500 – 800 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับแต่ละลานเท สภาพภูมิประเทศ พื้นที่ ความยากง่าย ในการเข้าตัดปาล์ม เช่น ความสูงของต้นปาล์ม พื้นที่เนินสูงต่ำ ไม่ราบเรียบเสมอกัน หรือน้ำท่วมสวนหรือไม่ เป็นต้น

©TASPO

เมื่อตัดปาล์มเสร็จ ขนย้ายมาลำเลียงขึ้นรถและเตรียมส่งลานเท คนตัดปาล์ม จะโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าของสวนไปรอที่ ลานเท เพื่อดูการชั่งน้ำหนักปาล์มและรับเงิน สำหรับราคารับซื้อ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงและบริการของแต่ละลานเท เป็นหลัก

©TASPO

เมื่อชั่งน้ำหนักเรียบร้อย ทะลายปาล์มจะถูกลำเลียงมากองรวมกัน โดยมีคนลงปาล์มและดูความสุก-ดิบ ตรวจคุณภาพ ทะลายปาล์มอีกครั้ง ถ้ามีปาล์มดิบหลงมา ต้องคัดออก และขนปาล์มคุณภาพ ขึ้นรถพ่วงเตรียมส่งโรงงานภายใน 24 ชั่วโมง

©TASPO

ลูกร่วงที่เก็บมาจะถูกแยกชั่ง เนื่องจากราคาสูงกว่าราคาปาล์มทะลาย เช่น ราคาปาล์มทะลาย กิโลกรัมละ 4.30 บาท ลูกร่วง อาจได้ราคา กิโลกรัมละ 5 บาท

©TASPO

ผลผลิตปาล์มจากลานเทคลองน้อยปาล์ม ทั้งปาล์มทะลายและลูกร่วง ถูกส่งให้โรงสกัดภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ร่อน ปาล์มให้เป็นลูกร่วง หรือรดน้ำเพื่อบ่มปาล์ม

©TASPO

ปัจจุบันแม้ลานเทต่างๆ ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO โดยตรง หากทาง RSPO มีการอบรมการตัดปาล์มทั้ง เจ้าของสวน คนตัดปาล์ม และลานเท เพื่อให้เข้าใจตรงกัน เวลาตัดปาล์ม จะทำให้ได้ปาล์มที่มีคุณภาพ เป็นการลด ปัญหาตัดปาล์มดิบ ปัญหาเปอร์เซ็นต์น้ำมัน และราคาที่ไม่เป็นธรรม

รายงาน / ทีมข่าว TASPO