ระดมความคิด ความรับผิดชอบร่วม – ยกระดับปาล์มน้ำมันไทย สู่ความสำเร็จในตลาดโลก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากการเสวนา “ความรับผิดชอบร่วม – ยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ความสำเร็จในตลาดโลก” ในงานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568  โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย คุณเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี

คุณนุชนาถ สุขมงคล  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จํากัด (มหาชน) คุณไพรวัลย์ โต๊ะดํา  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จํากัด (มหาชน) และ คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)

คุณเชาวลิต กล่าวในฐานะ “ต้นน้ำ” ว่า น้ำมันปาล์มทุกหยดที่อยู่ในระบบความรับผิดชอบร่วมของเรา ในระยะต้นมักยากที่จะทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่า ทำไมถึงต้องรับผิดชอบอะไรนอกเหนือไปจากสิ่งที่ทำผลผลิตออกไปขายแล้วได้เงินมา 

“จำได้ว่าตอนแรกเริ่มที่มีการรวมกลุ่ม คุณศาณินทร์ บอกว่าตอนนี้มีผู้จะซื้อสินค้าเราแล้ว แต่เรายังไม่มีสินค้าจะขาย ผมเลยมาชวนคนมาผลิตสินค้าน้ำมันปาล์มให้เขา โดยมีเงื่อนไข คือ ความรับผิดชอบที่ต้องทำต่อมาตรฐานตามข้อกำหนดของ RSPO คือ ความรับผิดชอบในสิ่งแวดล้อม ในความยั่งยืน ในความเป็นอยู่ของลูกจ้างแรงงาน ความรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่เกษตรกรต้องร่วมกันในระบบการผลิตต้นน้ำ” 

คุณเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สมาชิกกลุ่มแต่ละคน ยังมีความรับผิดชอบร่วมในฐานะสมาชิกกลุ่มที่ต้องนำผลผลิตมาขายเข้าสู่ระบบเพื่อให้กลุ่มมีรายได้บริหารจัดการกลุ่ม ช่วยเหลือสมาชิก ต่อกลุ่ม มีความภัคดีต่อกลุ่ม เพื่อไปสู่ความยั่งยืน จุดอ่อนที่สุดของเกษตรกรก็คือความภัคดีต่อกลุ่ม ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็จะมีกฎหรือมาตรการต่างๆ คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ จะมีมาตรการตั้งแต่ตักเตือนดำเนินการแก้ไข จนสุดท้ายขอร้องให้ลาออกเพื่อไม่ให้ถูกแบล็กลิสต์ เพราะถ้ายังเพิกเฉยอยู่เราก็ไปต่อไม่ได้”ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ กล่าว

และบอกต่อ ถึงโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล ว่า ในฐานะเกษตรกรรายย่อย พบอุปสรรคอย่างหนึ่ง คือ เกษตรกรเสพข้อมูลอย่างเดียว แต่ไม่มี Information หรือ Knowledge แต่การจะทำให้เกษตรกรไปสู่สากลได้ ต้องให้ Information อย่าให้แต่ข้อมูล ต้องกลั่นสารสนเทศออกมาเป็นความรู้ เกษตรกรจึงจะสามารถไต่ระดับขึ้นมา

ซึ่งตอนนี้กลุ่มของตนกำลังให้ความรู้ ความเข้าใจสมาชิกว่า การทำสวนปาล์ม ไม่ใช่ทำเกษตรกรรมเหมือนที่ผ่านมา แต่กำลังทำธุรกิจการเกษตร ต้องรู้ต้นทุน ต้องรู้ค่าใช้จ่าย รู้กำไร และวางแผนนำกำไรไปเลี้ยงครอบครัวได้เท่าไหร่ นี่เป็นความคิดระดับสากลที่เป็นไปได้ในระดับผู้ผลิต ส่วนระดับสากลมาตรฐานที่ต้องทำให้โลกยอมรับ ต้องชี้ให้เห็นว่าโลกอยู่ในเทรนด์โลกสะอาด ฉะนั้นถ้าสินค้าของพวกเราสะอาด รวมตัวกันให้เข้ากับเทรนด์ที่โลกเขายอมรับได้ จึงจะเข้าไปสู่ระดับสากลได้ 

ถ้าเรามีแนวคิดพูดแต่เรื่องการขับเคลื่อนจะเป็นไปได้ยากมาก เพราะเกษตรกรมีแต่ข้อมูล ไม่เคยมีรายละเอียด ไม่มีความรู้ที่มากเพียงพอ เกษตรกรจะต้องมีการแปลข้อมูลมาเป็นสารสนเทศ เพื่อนำไปตกผลึกเป็นองค์ความรู้ และสร้างให้เกิดปัญญา  ซึ่งปัญญา คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะพาเราไปสู่ระดับสากล   การจะทำให้เกษตรกรเข้าถึงระดับสากลได้ คือ พาให้เข้าถึงความรู้ ถึงปัญญา 

ไล่เรียงมาถึงประเด็นแนวทางปฏิบัติที่สนับสนุนส่งเสริมความรับผิดชอบและความยั่งยืน  คุณเชาวลิต มองว่า ถ้าราคาทะลายปาล์มสด RSPO กับ ราคาปาล์มทั่วไป เท่ากันหรือใกล้เคียงกันก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเกษตรกรปลูกปาล์มต้องการรายได้ที่ดี การจะไปสืบทอดโลกสะอาดให้ลูกหลานนั้น อย่าไปพูดกับเขาเลย แต่ค่อยๆแทรกความคิดให้ดีกว่า

อันดับแรกที่ควรบอกกับเกษตรกร คือ ทันทีที่อนุมัติเป็นสมาชิก ยังไมได้ใบเซอร์ ราคปาล์มจะบวกเท่าไหร่ เมื่อได้ใบเซอร์แล้วบวกอีกเท่าไหร่ เหล่านี้คือสิ่งที่เกษตรกรต้องการ  ฉะนั้น ความท้าทายคือ ทำอย่างไรให้มีราคาบวก หรือพรีเมียม มาให้เกษตรกรเห็นชัดๆ

คุณเชาวลิต บอกต่อว่า ผู้บริโภค ยังเห็นคุณค่าของสินค้าประเภทนี้น้อย เพราะฉะนั้นแนวทางต้องขยายปลายน้ำก่อน ทำอย่างไรให้ทุกคน ผู้บริโภคเห็นว่า การบริโภคสินค้า RSPO ช่วยอะไรบ้าง และการจะไปเปิดปลายน้ำต่างประเทศ ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นควรทำปลายน้ำของประเทศไทยก่อน ผู้แทน RSPO และบริษัทปลายน้ำ จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเห็นว่า ทำอย่างนี้แล้วจะ “สะเทือนถึงดวงดาว”    การซื้อสินค้าหนึ่งชิ้น สร้างแสงสว่างสดใสขึ้นเลย ลูกหลานได้อยู่ในโลกสะอาดขึ้น คุณไม่ต้องวิ่งแจ้นหนีทุกฤดูฝุ่น คุณไม่ต้องร้อนรุมกลุ้มใจเรื่องภาวะเรือนกระจก

เพียงคุณซื้อสินค้า คนละชิ้นสองชิ้นนี่แหละ เจาะกลุ่มปลายน้ำผู้บริโภคระดับกลางขึ้นไป ผู้ผลิตเองก็จะเห็นทางสดใส มีกำลังใจที่จะทำต่อไป  ฉะนั้นปลายน้ำเท่านั้น ที่จะช่วยให้ต้นน้ำให้ขยับขยายและเห็นความสำคัญได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ ปากท้อง แล้วอุดมคติ อุดมการณ์ จะตามมาเอง ถ้าปากท้องอิ่ม ปัญญาเกิด แต่ถ้าปากท้องยังดิ้นรน คงลำบาก   

ด้าน คุณศุภชัย  หากพูดในนามโรงสกัด ตอนนี้ดูแลเกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิก RSPO หรือไม่ได้เป็นสมาชิก เมืองไทยาตอนนี้มีปัญหาหลัก คือ เรื่องแรงงาน บ้านเราเจ้าของไม่ได้ลงมือตัดปาล์มเอง ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเอง คนทำคือแรงงาน จะทำอย่างไรให้แรงงานเข้าใจการทำปาล์มยั่งยืนมากขึ้น ทำไมเราไม่อบรมคนตัดปาล์มมากขึ้น 

เพราะหัวใจสำคัญของการทำปาล์ม คือ แรงงาน มาเลเซียใช้คน 70 ไร่/คน ไทยใช้แรงงาน 30 ไร่/คน เราต้องลดแรงงานลงให้ใช้แรงงานให้ได้ 110 – 120 ไร่/คน เพราะในอนาคตจะเจอปัญหาอะไรไม่รู้ ตอนนี้ที่สวนของกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ ใช้แรงงานอยู่ที่ 150 ไร่/คน Know how เหล่านี้เราจะนำไปสู่สมาชิกเกษตรกร RSPO ได้อย่างไร 

สำหรับปัจจัยการผลิตที่สอง คือ ปุ๋ย ลองไปถามเกษตรกร ที่ได้ผลผลิต 4 – 7 ตัน ว่ามีใครใส่ปุ๋ยตามกระทรวงเกษตรฯ กรมวิชาการ หรือทางมาเลเซียแนะนำไหม ที่ให้ใส่ปุ๋ยปีหนึ่ง 2 – 3 ครั้ง ไม่มีหรอกเขาใส่ปุ๋ยกันปีหนึ่ง 8-9 ครั้ง คำถามตามมาคือ องค์ความรู้ ที่ให้กับเกษตรกรถูกต้องหรือเปล่า เกษตรกรจะใส่ปุ๋ยเท่าไรถึงจะเหมาะสม มีการอบรมเกษตรกรมาตั้งนาน แต่เกษตรกรยังจับจุดไม่ได้เลยว่าจะใส่อย่างไร และเท่าไหร่  จึงคิดว่าตรงนี้ต้องมาหาข้อสรุปกันได้แล้ว

คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การให้องค์ความรู้กับเกษตรกรเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องปุ๋ย โรงสกัดควรเข้ามาช่วย เพราะไม่มีใครอยากขายแม่ปุ๋ยให้เกษตรกร เพราะกำไรน้อย”  คุณศุภชัย ระบุอย่างนั้น

เมื่อกล่าวถึงประเด็นโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล คุณศุภชัย บอก ตอนนี้กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ กำลังทำการเก็บทะลายปาล์มมาวิเคราะห์ทุกวัน ซึ่งต้องทำให้ครบ 3 ปี ตอนนี้ได้ข้อมูลคร่าวๆ แล้วว่า ทะลายต้นเป็นอย่างไร ทะลายปลายเป็นอย่างไร เหล่านี้จะเป็นข้อมูลไปสู่เกษตรกร รวมถึงการวิเคราะห์ใบ การยกระดับเกษตรกร การยกระดับได้จะทำอย่างไร 

และเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ควรมีการซื้อขายปาล์มโดยตรงจากสวนถึงโรงงาน ตอนนี้เจ้าของลานเทคือ คนตัดปาล์มตัดเสร็จเข้าลาน จากลานเข้าโรงงาน ทุกขั้นตอนคือ ค่าใช้จ่าย เขาก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย  โรงงานจึงควรไปเก็บปาล์มถึงสวน เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากการขนส่ง ทำไมไม่ทำตรงนี้กับเกษตรกรเพื่อเป็นตัวอย่าง

ส่วนแนวทางปฏิบัติที่ทั้งสนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน  คุณศุภชัย บอก ปัจจุบันเราเสียเวลากับสิ่งที่คอนโทรลไม่ได้ เช่น เรื่องราคาปาล์ม ราคาน้ำมัน มากไปหรือเปล่า แต่สิ่งที่เราคอลโทรลได้ เช่น การจัดการสวน ไม่ได้ให้ความสำคัญเลย ทั้งที่สามารถมาช่วยกันได้ 

ด้าน คุณนุชนาถ กล่าวว่า ทั้งหมดของห่วงโซ่อุปทาน คือ ความรับผิดชอบร่วมกันทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่เกษตรกร ทุกๆ ภาคส่วนต้องเห็นคุณค่าร่วมกันว่าทำอย่างไร ให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มให้มีความยั่งยืน เพราะถ้าต้นน้ำทำอย่างเดียว แต่ปลายน้ำไม่เปิด ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบร่วมกัน 

“บ้านเรา 95 เปอร์เซ็นต์คือเกษตรกรรายย่อยมากๆ ตั้งแต่ 5 – 25 ไร่ ต่างจากในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ที่รายย่อยของเขายังขนาดใหญ่กว่าเมืองไทยมากๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่างกัน การบริหารจัดการต้นทุนต่างกันมาก และเป็นหนึ่งใน Challenge ของไทย สิ่งหนึ่งที่เห็นเวลาพาลูกค้าชาวต่างชาติมาชมธุรกิจปาล์มในประเทศ การทำธุรกิจกับเกษตรกรรายย่อยของไทย เป็นสิ่งที่ลูกค้าชื่นชม คือสิ่งที่เขาอยากได้ เพราะทุกอย่างที่ลูกค้าจ่ายมาคือสิ่งที่ลงสู่คุณภาพชีวิตของเกษตรกรจริงๆ”คุณนุชนาถ กล่าว

และบอกต่อถึงประเด็น  สนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน ว่า

“เราทำงานครบ Loop ช่วยเกษตรกรขายน้ำมัน RSPO และอีกฝั่งคือ เชื่อมโยงให้เห็นว่าตลาดมีอยู่จริง   การทำงานในแง่รูปธรรม คือ ไปหาเกษตรกรและโรงสกัด และบอกว่าจะรับซื้อปริมาณเท่าไร พรีเมียมจ่ายอย่างไร มีการเซ็น MOU เราเป็นโรงงานกลั่นที่ทำงานครบลูปกับเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง SG เจ้าแรกของไทย ตั้งแต่ปี 2019  ทุกอย่างต้องเกิดจากความมั่นใจว่า ตลาดนี้มีอยู่จริงๆ เวลาที่ลงไปพบเกษตรกร เราพบว่าทุกคนมีความสุขที่ได้ทำ RSPO เขามีรายได้ดีขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น และเจอกันมาสิบปีก็ยังคงอยู่” 

คุณนุชนาถ สุขมงคล  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จํากัด (มหาชน)  
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สิ่งที่เราทำเป็นส่วนเล็ก ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย ต้องบอกว่าเพราะง่ายๆ สมมติเราผลิต 3 ล้านตัน ส่งออก 1 ล้านตัน ส่วนใหญ่ตลาดที่เราส่งออกส่วนใหญ่ ไม่สนใจ RSPO แง่น้ำมันดิบเราไปอินเดีย อีกหนึ่งล้านไปไบโอดีเซล ก็ไม่ได้เป็นหลัก อีกหนึ่งล้านก็ตลาดในประเทศ ซึ่งในหนึ่งล้านนี้ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นตลาดน้ำมันธรรมดา เพราะผู้บริโภคในประเทศไทย  70 เปอร์เซ็นต์ ผู้บริโภค คนไทยรู้และรักษ์โลก แต่มีเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ที่พร้อมที่จะซื้อสินค้ารักษ์โลก แต่ 25 เปอร์เซ็นต์นี้ไม่รู้เรื่อง RSPO เลย  การซื้อน้ำมันปาล์มของประเทศไทย คือ ดูจากราคา คุณภาพ และแบรนด์ แต่ไม่มีเรื่อง RSPO  ตอนนี้ควรมีความรวมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ของภาครัฐ หรือ ธนาคาร มาช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ เรื่อง RSPO”คุณนุชนาถ กล่าว 

ขณะที่ คุณไพรวัลย์  กล่าวว่า ในฐานะที่ทำ RSPO มาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกของประเทศไทยปี 2009 กลุ่มเกษตรกรรายย่อยของ ยูนิวานิช ถือเป็น เกษตรกร ไพรอต โปรเจ็ก กลุ่มแรกของ GIZ บริษัทยังคงดูแลเกษตรกรในพื้นที่ของตนเอง สนับสนุนเกษตรกรเรื่องต่างๆ และมีการประมูลปุ๋ยจากซัพพลายเออร์เป็นประจำทุกปี

และมีการรับโควต้าจากเกษตรกรว่าต้องการปุ๋ยเท่าไหร่ บริษัทก็จะได้ปุ๋ยราคาถูกมาให้เกษตรกร ซึ่งอาจไม่ถูกใจซัพพลายเอ่อร์หรือผู้ค้าปุ๋ย มากนัก แต่บริษัทได้ปุ๋ยราคาถูกมาให้เกษตรกร โดยมีการจัดการสต็อกให้ด้วย เป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรได้ปุ๋ยราคาถูก ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทุนหลักของการจัดการสวนปาล์มน้ำมัน จัดอบรมเรื่องปัจจัยการผลิต มีการสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ 

แต่ปัจจุบันมีปัญหายากลำบากมากขึ้น มีอุปสรรคมากขึ้น ผลผลิตมาก ราคาต่ำ เกษตรกรกล่าวโทษโรงสกัด โรงกลั่นที่เป็นปลายน้ำก็ไม่เห็น ซึ่งจริงๆ ต้องแชร์ความรับผิดชอบร่วมกัน

ส่วนโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล  คุณไพรวัลย์ บอกว่า ธรรมชาติของบ้านเราเป็นเกษตรกรรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ และแนวโน้มในอนาคตก็จะเป็นเกษตรกรรายย่อยมากยิ่งขึ้น เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่น้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากพื้นที่สัมปทานหมดอายุ พื้นที่เช่าหมดอายุ สวนขนาดใหญ่จึงจะน้อยลง เป็นสวนเกษตรกรรายย่อยมากขึ้น  ความท้าทายคือ เกษตรกรรายย่อยจะมากขึ้น ทำอย่างไรจะทำให้ต้นทุนน้อยที่สุด เรื่องปุ๋ย เรื่องการจัดการการขนส่ง

คุณไพรวัลย์ โต๊ะดํา  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จํากัด (มหาชน)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

อีกเรื่องคือ เรามีจุดเด่นเรื่องการเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่บุกรุกทำลายป่า  การจะร่วมมือกันได้ เราต้องแชร์ข้อมูลกันทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รู้และเข้าใจว่าทำอย่างไรเกษตรกรถึงได้ผลผลิตปาล์มมาให้เรา เวทีเสวนาเช่นนี้คือความร่วมมือที่แนวทางปฏิบัติที่ทั้งสนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน  

“ที่ผ่านมา ภาครัฐยังไม่มีความต่อเนื่องในการสนับสนุนเรื่อง RSPO เท่าที่ควร สิ่งที่พวกเราทำได้คือ ภาคเอกชนต้องช่วยกัน ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคคนปลายน้ำ เห็นความสำคัญ และตระหนักถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ RSPO เราเดินในห้างสรรพสินค้า เห็นแบรนด์สินค้าที่มีเครื่องหมาย RSPO น้อยมาก ต่างจากมาเลเซีย หรือ ยุโรป  ส่วนผู้อยู่ปลายน้ำ ตั้งแต่โรงกลั่น เรื่องพรีเมียม ถ้าไม่มีพรีเมียมย้อนกลับมาหาเกษตรกรก็ยากที่จะขับเคลื่อนไปได้”คุณไพรวัลย์ กล่าว 

ส่วน คุณอิทธิพล  กล่าวว่า ในแง่นักลงทุน หรือสถาบัน มีหลักของ UN อยู่เรื่องหนึ่ง คือ UNPRI คือการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ สิ่งนี้แบ่งเป็น 2 กิ่ง คือ Do – ที่ต้องทำ & Don’t – สิ่งที่ต้องไม่ทำ

Don’t คือ ไม่ทำสิ่งที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม สิ่งที่กระทบต่อ Human right ทุกธนาคารเริ่มมีกลุ่มเป้าหมาย ที่ EXIM เซตเป้าหมายว่า จะเปลี่ยน Portfolio เป็น Sustainable มากขึ้น บริษัทที่เป็นสมาชิก RSPO ธนาคา EXIM ลดดอกเบี้ยให้ และน่าจะเป็นธนาคารแรกที่มีความร่วมมือกับ RSPO โดยสร้างทางเดิน เป็นโมเดลให้ ซึ่งไม่จำเป็นว่า RSPO ต้องทำกับ EXIM ที่เดียว 

คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถ้าประเทศไทยจะเอาผลผลิตปาล์มไปแข่งระดับโลก สิ่งที่เรามีดี คือ เราไม่มีข่าวภาพลักษณ์ที่ไม่ดี อย่างอินโดก็ยังมีข่าวที่ไม่ดี เรื่องการเผาป่า 15 เปอร์เซ็นต์มาจากการเผาป่า  ขณะที่ในฝั่งของภาคการเงิน สิ่งที่ต้องการคือ DATA “ คุณอิทธิพล กล่าว

ก่อนอธิบายในแง่ของการเงินสำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันยั่งยืน ต้องมีข้อปฏิบัติอย่างยั่งยืนอย่างไร ว่า  ถ้าจะเพิ่มราคาแล้วเพิ่มไม่ได้ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ของเท่าเดิม แต่ขายได้มากขึ้น การเพิ่ม Value added ให้ลูกค้ารู้สึกได้มูลค่าอะไรเพิ่มขึ้น จนตัดสินใจซื้อสินค้าเรา

ยกตัวอย่าง ชาลิปตัน ที่ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการทำชาที่ีส่วนในการรักษาสิ่งแวดล้อม แม้ปีแรกจะขายสินค้าได้น้อยลง แต่ต่อมาขายดีขึ้น ด้วยการนำตราสัญลักษณ์การอนุรักษณ์ไปติดข้างผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคได้รู้ว่า การซื้อผลิตภัณฑ์ลิปตัน มีส่วนในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม หลายผลิตภัณฑ์ทางการเงินวันนี้ ยังไม่มีตัวไหนไปจับกับมาตรฐาน RSPO หรือ มาตรฐานการรับรองตัวใดๆ เกี่ยวกับ Rainforest Alliance โดยตรง  จริงๆ ต้องบอกว่า ธนาคารก็คือ ธนาคาร สิ่งที่ทำได้ คือ Joy Hand กับคนอื่น และทำสิ่งที่ไม่เคยมีให้มีขึ้น กำไรอาจลดลงนิดหน่อย แต่ต้นทุนของธนาคารก็จะลดลงด้วยเหมือนกัน 

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

RSPO ประเทศไทย สร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรฐาน P&C ฉบับใหม่ ปี 2024

การอบรม “2024 P&C Standard Update Workshop”ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาตรฐานเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน

สุราษฎร์ธานี, 2 กรกฎาคม 2568 – RSPO ประเทศไทย ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “2024 P&C Standard Update Workshop” ณ ห้องประชุมบุษราคัม โรงแรมไดม่อน พลาซ่า โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมแก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันขนาดกลางและขนาดใหญ่เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้มาตรฐาน Principles and Criteria (P&C) ฉบับปี 2024 ในการดำเนินงานด้านการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามแนวทางของ RSPO นอกจากนี้ การอบรมยังเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการจัดทำเอกสารการตีความมาตรฐานระดับประเทศ (National Interpretation – NI) ต่อไป ผู้เข้าร่วมการอบรมประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรผู้เพาะปลูกปาล์มน้ำมันขนาดกลางและขนาดใหญ่ในประเทศไทยเข้าร่วมจำนวน 20 คน

การอบรมเริ่มต้นด้วยการบรรยายจาก คุณรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการฝ่าย Technical and Market Transformation, RSPO ประเทศไทย ท่านได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ (ร่าง) มาตรฐาน P&C ฉบับใหม่ ซึ่งมีกำหนดประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 รวมถึงรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัด เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงมาตรฐานอย่างลึกซึ้ง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เข้ารับการอบรมยังได้มีโอกาสศึกษาและอภิปรายรายละเอียดของตัวชี้วัดทั้ง 7 หลักการภายใต้มาตรฐานฉบับใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และร่วมกันพิจารณาแนวทางการปรับใช้ให้เข้ากับบริบทเฉพาะของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดทำเอกสารการตีความระดับประเทศ ภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานพิเศษ National Interpretation Task Force (NITF) ของประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดจัดตั้งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนี้ ยังมีการหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้แทนจากเกษตรกรขนาดกลางและขนาดใหญ่เพื่อเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน NITF อีกด้วย

ภายหลังจากการอบรมครั้งนี้ RSPO ประเทศไทยจะยังคงประสานการดำเนินงานกับกลุ่มเกษตรกรขนาดกลางและขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันส่งเสริมและยกระดับคุณค่าของปาล์มน้ำมันยั่งยืนของไทยให้มีคุณภาพระดับโลก โดยครอบคลุมทั้งการสนับสนุนการดำเนินงาน การสร้างองค์ความรู้ และการประสานความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมัน ทั้งในระดับประเทศและระดับตลาดโลกต่อไป

“2024 P&C Standard Update Workshop” Fosters Knowledge Exchange on New Sustainable Palm Oil Standard

SURAT THANI, Thailand – 2 July 2025 – RSPO Thailand successfully held a workshop titled “2024 P&C Standard Update Workshop” at the Busarakam Meeting Room, Diamond Plaza Hotel. The primary objective of this event was to cultivate understanding and readiness among medium and large-scale palm oil growers regarding the forthcoming 2024 Principles and Criteria (P&C) Standard. The aim is to enable these growers to effectively implement the updated standard for sustainable palm oil cultivation in accordance with RSPO guidelines. Furthermore, the workshop served as a crucial forum for exchanging experiences and feedback on the new standard, establishing a vital foundation for the subsequent National Interpretation (NI) process. The assembly included representatives from prominent medium and large-scale palm oil growing organisations across Thailand.

The workshop commenced with a presentation by Radda Larpnun, Technical and Market Transformation Manager of RSPO Thailand. She provided comprehensive information on the draft of the new P&C Standard, which is scheduled for official implementation on 13 November 2025. This included detailed explanations of changes to key indicators, ensuring participants fully grasped the rationale behind these revisions. Moreover, attendees were given the opportunity to delve into the specifics of the indicators across all seven principles of the new standard. This fostered a thorough understanding and facilitated robust discussions on the practicalities of implementation within the Thai context. These discussions are particularly significant as they will directly inform the National Interpretation process, set to be undertaken by Thailand’s dedicated National Interpretation Task Force (NITF) in the near future. Preliminary discussions also took place regarding the selection of representatives from medium and large-scale growers to join this crucial NITF.

Following this workshop, RSPO Thailand will maintain close collaboration with medium and large-scale farmer groups. This sustained engagement aims to jointly enhance the value of Thailand’s sustainable palm oil, ensuring it meets world-class quality standards. This commitment encompasses providing operational support, fostering knowledge creation, and coordinating collaborative efforts throughout Thailand’s palm oil supply chain and the global market.

RSPO ประเทศไทย ผนึกกำลังนักวิชาการและเกษตรกรต้นแบบ ยกระดับความยั่งยืนทางการเงินแก่เกษตรกรรายย่อย

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การอบรมเชิงปฏิบัติการ “การบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืน”
สร้างรากฐานเพื่ออนาคตที่มั่นคง

สุราษฎร์ธานี, 1 กรกฎาคม 2568 – RSPO ประเทศไทย ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “การบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืน” ณ ห้องประชุมท่าวัง 2 โรงแรมวังใต้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการทางการเงินอย่างยั่งยืนให้แก่กลุ่มเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างการรับรู้ถึงต้นแบบของกลุ่มเกษตรกรอิสระและกลุ่มภายใต้การบริหารจัดการของโรงงานที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการการเงินอย่างยั่งยืน รวมถึงการระดมความคิดเห็นเพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการจัดทำคู่มือการบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืน ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งการอบรมได้รับความสนใจจากกลุ่มเกษตรกรกว่า 10 กลุ่ม ครอบคลุมทั้งกลุ่มเกษตรกรเก่าและกลุ่มใหม่ รวมถึงทุกรูปแบบการดำเนินงาน ตลอดจนผู้แทนจากภาครัฐ นับเป็นการรวมตัวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญในส่วนต้นน้ำของอุตสากรรมปาล์มน้ำมัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การอบรมเริ่มต้นด้วยการบรรยายจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพ์พา คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ท่านได้นำเสนอแนวคิดเชิงวิชาการและแบ่งปันประสบการณ์จากการให้คำปรึกษาแก่กลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการการเงินอย่างยั่งยืน ต่อมา อาจารย์เชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนศรีเจริญ ได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรอิสระ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความเข้มแข็งของกลุ่ม และการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตผ่านฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ ด้านคุณวีระยุทธ วิโรจน์วรรณกุล ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนเทพพิทักษ์ปาล์ม ได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรภายใต้การสนับสนุนของโรงงาน ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาและประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างเกษตรกรภายในกลุ่มและโรงงานในช่วงบ่าย ผู้เข้ารับการอบรมได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและความท้าทายในการบริหารจัดการการเงินของกลุ่ม แนวโน้มในอนาคต รวมถึงแนวทางและประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้น ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อ RSPO ประเทศไทย ในการนำไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดทำโครงร่างคู่มือการบริหารจัดการการเงินของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืนต่อไป

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การอบรมในครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากวิทยากรเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมข้อมูล แนวคิด และวิสัยทัศน์จากผู้เข้าร่วมอบรม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดทำคู่มือการบริหารจัดการการเงินสำหรับเกษตรกรรายย่อยในอนาคต การผนวกรวมแนวคิดเชิงวิชาการ ประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานจริง และความต้องการของผู้ใช้งานคู่มือ จะนำไปสู่การสร้างสรรค์คู่มือที่มีความครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้งานจริง เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนทางการเงินของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย

2024 P&C Standard Update Workshop” Fosters Knowledge Exchange on New Sustainable Palm Oil Standard

SURAT THANI, Thailand – 2 July 2025 – RSPO Thailand successfully held a workshop titled “2024 P&C Standard Update Workshop” at the Busarakam Meeting Room, Diamond Plaza Hotel. The primary objective of this event was to cultivate understanding and readiness among medium and large-scale palm oil growers regarding the forthcoming 2024 Principles and Criteria (P&C) Standard. The aim is to enable these growers to effectively implement the updated standard for sustainable palm oil cultivation in accordance with RSPO guidelines. Furthermore, the workshop served as a crucial forum for exchanging experiences and feedback on the new standard, establishing a vital foundation for the subsequent National Interpretation (NI) process. The assembly included representatives from prominent medium and large-scale palm oil growing organisations across Thailand.

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

The workshop commenced with a presentation by Radda Larpnun, Technical and Market Transformation Manager of RSPO Thailand. She provided comprehensive information on the draft of the new P&C Standard, which is scheduled for official implementation on 13 November 2025. This included detailed explanations of changes to key indicators, ensuring participants fully grasped the rationale behind these revisions. Moreover, attendees were given the opportunity to delve into the specifics of the indicators across all seven principles of the new standard. This fostered a thorough understanding and facilitated robust discussions on the practicalities of implementation within the Thai context. These discussions are particularly significant as they will directly inform the National Interpretation process, set to be undertaken by Thailand’s dedicated National Interpretation Task Force (NITF) in the near future. Preliminary discussions also took place regarding the selection of representatives from medium and large-scale growers to join this crucial NITF.

Following this workshop, RSPO Thailand will maintain close collaboration with medium and large-scale farmer groups. This sustained engagement aims to jointly enhance the value of Thailand’s sustainable palm oil, ensuring it meets world-class quality standards. This commitment encompasses providing operational support, fostering knowledge creation, and coordinating collaborative efforts throughout Thailand’s palm oil supply chain and the global market.

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

RSPO ร่วมกับ มอ. ม.วลัยลักษณ์ จับมือจัดสัมมนาวิชาการปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ประจำปี 2568

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

RSPO ร่วมกับ มอ. ม.วลัยลักษณ์ จับมือจัดสัมมนาวิชาการปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ประจำปี 2568
“เชื่อมความยั่งยืน: เส้นทางความร่วมมือในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย”

30 มิถุนายน 2568  โรงแรมวังใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี: อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันถือเป็นกำลังสำคัญของภาคการเกษตรไทย ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความมั่นคงทางอาหาร ในยุคที่ความยั่งยืนและมาตรฐานสากลมีบทบาทสำคัญต่อการค้าโลก RSPO เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และภาคีเครือข่าย ได้จัดงาน สัมมนาวิชาการปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ประจำปี 2568 (Thailand Sustainable Palm Oil Symposium 2025) ภายใต้แนวคิด “เชื่อมความยั่งยืน: เส้นทางความร่วมมือในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

งานสัมมนาครั้งนี้ มุ่งเป็นเวทีระดับชาติในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดนวัตกรรม และร่วมกันผลักดันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า และตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคทั้งในประเทศและตลาดส่งออกทั่วโลก

เริ่มจากการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พูดถึง การเชื่อมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเอเชีย โดย Mr. Kamal Prakash Seth ผู้อำนวยการด้านปาล์มน้ำมันโลก จาก WWF คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ต่อด้วยการเวทีเสวนาหัวข้อ “จับตาแนวโน้มปาล์มน้ำมันยั่งยืนของไทย” โดยได้รับเกียรติจาก คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย ผศ.ดร.ไชยยะ คงมณี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนวัตกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม มหาวิทยาลัยสงขลา- นครินทร์ และคุณชุมพล ลีละศุภพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ร่วมแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายเรื่อง การวิเคราะห์การมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อย นวัตกรรม โอลิโอเคมีเคิล เพื่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน และเวทีเสวนาเรื่อง แนวปฏิบัติที่ดีสู่การเป็นปาล์มน้ำมันยั่งยืน ความท้าทายการขับเคลื่อนโอลิโอเคมีเคิลเพื่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาทิ รศ.ดร.ธีรศักดิ์ ปั้นวิชัย คุณศุภชัย จินตนาเลิศ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ

พร้อมทั้งบรรยายพิเศษ หัวข้อ “จากธุรกิจฐานราก สู่เวทีโลก: ศักยภาพน้ำมันปาล์มยั่งยืนไทย” โดย คุณประกิต ประสิทธิ์ศุภผล นายกสมาคมผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มประเทศไทย

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน จากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม เกษตรกรรายย่อย นักวิจัย นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำด้านน้ำมันปาล์มยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

EXIM BANK จับมือ RSPO ยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ความยั่งยืน

By Chick_Curry
เผยแพร่ครั้งแรก ใน https://kinyupen.co/2025/05/22/eximbank-mou-rspo/ May 22, 2025

ปาล์มน้ำมันนับเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และโอเลโอเคมิคอล รวมทั้งมาตรการภาครัฐในการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลโดยผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันมากกว่า 30 ล้านเฮกตาร์ เกาะกลุ่มอยู่ในบริเวณแนวเส้นศูนย์สูตร 3 ประเทศคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ ส่งผลให้ประเด็นความยั่งยืนจึงถูกหยิบยกมาพูดถึงกันมากขึ้นในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมส่งผลต่อการขยายพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งอาจจะเกิดการบุกรุกพื้นที่ป่า

ปัจจุบันไทยป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับ 3 ของโลก รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย ด้วยพื้นที่ปลูกกว่า 6.3 ล้านไร่ ทำให้ไทยถูกจัดให้เป็นหนึ่งในชาติที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันของโลกสู่ความยั่งยืน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) จึงได้ร่วมมือกับองค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil: RSPO) ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนในภาคธุรกิจปาล์มน้ำมันของไทย พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่มาตรฐานสากลและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยให้มุ่งสู่มาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน ช่วยสร้างการจ้างงานและนำไปสู่รายได้ทั้งในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป และส่งออกตลอดต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ภาคธุรกิจต้องดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environmental, Social, and Governance: ESG) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมในโลกยุคใหม่

“การปรับตัวสู่ความยั่งยืนจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ที่ยังมีอีกมากในโลกการค้ายุคใหม่ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น EXIM BANK จึงจับมือกับ RSPO เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและองค์กรระดับโลกภายใต้กรอบ ISEAL Alliance ที่สนับสนุนมาตรฐานความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรม ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ รองรับเทรนด์การค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” นายบัณฑิต กล่าว

ภายใต้ MOU ดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อสนับสนุนระบบการตรวจสอบแบบย้อนกลับ (Traceability) สืบย้อนกลับได้ถึงแหล่งกำเนิดตั้งแต่ต้นจนถึงมือผู้บริโภค อาทิ การลดการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-free) การลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) รวมถึงการยกระดับด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights) ของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ยกระดับความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรไทย เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดการค้าโลก โดยเฉพาะการรุกตลาดที่มีข้อกำหนดเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวให้กับอุตสาหกรรมการเกษตรไทย ในฐานะที่ EXIM BANK เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังที่มีพันธกิจในการขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และ RSPO เป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานความยั่งยืนปาล์มน้ำมันระดับนานาชาติ

นายมูฮัมหมัด ชาซาลีย์ Head of Certification ของ RSPO กล่าวว่า การสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไม่ใช่เพียงหน้าที่ของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อให้สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันให้เติบโตอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ด้านนายอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK บรรยายในการเสวนาหัวข้อ “ความรับผิดชอบร่วม-ยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ความสำเร็จในตลาดโลก” แก่สมาชิก RSPO ว่า ในฐานะตัวแทนจากภาคการเงินในการส่งเสริมความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย และแนวทางการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน EXIM BANK พร้อมดำเนินบทบาทส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทยผ่านยุทธศาสตร์ “Sustainable Growth Escalator (ยกระดับธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจที่เป็น ESG)” โดยสอดคล้องกับพันธกิจในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคสู่ความยั่งยืนของธนาคาร โดยอาศัยข้อได้เปรียบของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย คือ ไม่มีข่าวด้านลบ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การเผาทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ต่างจากในหลายประเทศ ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาต่างชาติ หากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม ไทยจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมนี้ และขยายตลาดในระดับสากลได้มากยิ่งขึ้น

EXIM BANK เป็นกลไกของภาครัฐที่มุ่งดำเนินบทบาทอย่างแข็งขันในการสนับสนุน Climate Finance ของไทย นำผู้ประกอบการไทยสยายปีกสู่ธุรกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนภาคธุรกิจของไทยให้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ส่งผลให้ ESG Portfolio ของ EXIM BANK เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับ 40% ของ Portfolio ทั้งหมดในปัจจุบัน และมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2570

เผยแพร่ครั้งแรก ใน https://kinyupen.co/2025/05/22/eximbank-mou-rspo/ May 22, 2025

RSPO ประเทศไทย ร่วมมือกับคณะวิจัย ม.วลัยลักษณ์จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 
ณ ห้องประชุมท่าวัง 2 โรงแรมวังใต้ จ.สุราษฎร์ธานี

องค์การเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil: RSPO) ร่วมกับคณะวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อนำเสนอผลการศึกษาขั้นต้น เรื่อง “การยกระดับลานเทรับซื้อผลปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืนของ RSPO” โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษา จำนวน 20 คน เพื่อร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนา และขยายผลการศึกษาสู่การปฏิบัติจริง ในการยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืน ของ RSPO

ผศ.ดร.สมใจ หนูผึ้ง อาจารย์จากสำนักวิชาการบัญชีและการเงิน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้นำเสนอวัตถุประสงค์ กรอบการวิจัย ผลการศึกษาเบื้องต้น และข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าลานเทปาล์มน้ำมันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรรายย่อยและโรงสกัดปาล์มน้ำมัน แต่ลานเทปาล์มน้ำส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืนของ RSPO ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณปาล์มน้ำมันยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และคุณภาพของปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้มีการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ชี้ให้เห็นรูปแบบการรวมกลุ่มของลานเทปาล์มน้ำมันที่มีศักยภาพในการรวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนโอกาสในการพัฒนากลยุทธ์ในการยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันของไทยให้ได้รับมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืน

การวิจัยนี้ยังได้ระบุช่องว่างด้านกฎหมายและนโยบายของไทย และได้เสนอแนวทางในการจัดการช่องว่างดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันไทย เช่น

  • การจัดทำมาตรฐานความยั่งยืนเฉพาะสำหรับลานเทผลปาล์มน้ำมัน
  • การพัฒนารูปแบบการรับรองกลุ่มสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กอิสระ
  • การยกระดับระบบการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  • การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างโรงงานสกัดและลานเท เพื่อรักษาความแยกแยะของผลผลิตที่ผ่านการรับรอง

นอกจากนี้ ประชุมได้อภิปรายผลการศึกษา โดยมีผู้ประกอบการแสดงความสนใจที่จะดำเนินการขอรับรองมาตรฐาน RSPO และได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น รวมทั้ง เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคการเงิน ในการมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันของไทย นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมแนะนำให้มีการศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์เพิ่มเติม โดยเฉพาะผ่านการวิจัยร่วมกันระหว่าง RSPO และสถาบันการศึกษา เพื่อประเมินต้นทุนและผลตอบแทนจากการรับรองมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืน และพัฒนารูปแบบธุรกิจที่สามารถขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายนี้ คณะวิจวิจัยจะนำข้อเสนอแนะจากการประชุมไปปรับปรุงรายงานฉบับสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำร่องและริเริ่มกิจการยกระดับ โดยโครงการนี้มีเป้าหมายที่จะยกระดับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความยั่งยืนในการรับซื้อผลปาล์มน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มยั่งยืนที่ผ่านการรับรองของประเทศไทย และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

การรับรอง RSPO เพิ่มมูลค่าทางการเงินให้เกษตรกรปาล์มน้ำมันไทย

©TASPO.co

การศึกษาใหม่ล่าสุดที่เผยแพร่ใน TEM Journal เรื่อง ผลประโยชน์ทางการเงินที่จับต้องได้ของสวนปาล์มน้ำมันในประเทศไทย: เปรียบเทียบระหว่างสวนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO และสวนที่ไม่ได้รับการรับรอง โดย ผศ.ดร.อนุมาน จันทวงศ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และคณะ ชี้ให้เห็นว่า เกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO สามารถสร้างผลตอบแทนทางการเงินที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับเกษตรกรที่ไม่ได้รับการรับรอง โดยผลวิจัยพบว่า กลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมีผลตอบแทนสุทธิมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับรองตั้งแต่ 0.13 – 1.10 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดการของกลุ่มเกษตรกร

งานวิจัยนี้วิเคราะห์เกษตรกร 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
✅ กลุ่มที่มีพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ – ได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 0.34 บาท/กก.
✅ กลุ่มสหกรณ์ – มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 0.70 บาท/กก.
✅ กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากโรงงานสกัด – ได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.13 – 1.10 บาท/กก.

งานวิจัยยังเสนอแนะให้ภาครัฐและภาคเอกชนให้การสนับสนุนด้านการเงิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือเงินช่วยเหลือค่าธรรมเนียมการรับรอง เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงมาตรฐาน RSPO พร้อมทั้งส่งเสริมความรู้ด้านเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนของเกษตรกร

รวมพลังสร้างปาล์มน้ำมันไทย ก้าวไกลสู่มาตรฐาน RSPO

©ประชาสัมพันธ์ สสจ.

กรมส่งเสริมการเกษตร จัด Kick off การขับเคลื่อนปาล์มน้ำมัน “รวมพลังสร้างปาล์มน้ำมันไทย ก้าวไกลสู่มาตรฐาน RSPO” ณ โรงแรมแก้วสมุย รีสอร์ท จังหวัดสุราษฎร์ธานี

วันที่ 15 มกราคม 2568 นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยนายวุฒิชัย ชิณวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร เข้าร่วม งาน Kick off การขับเคลื่อนปาล์มน้ำมัน “รวมพลังสร้างปาล์มน้ำมันไทย ก้าวไกลสู่มาตรฐาน RSPO” โดยมี นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด Kick off ฯ พร้อมมอบนโยบายการขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันของไทย เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งเสริมการผลิตที่มีมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก สอดคล้องกับนโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ ความรู้ ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสู่การใช้มาตรฐาน RSPO ฉบับใหม่ ปี ๒๕๖๗ และ Prisma : ระบบการรับรอง การค้า และตรวจสอบย้อนกลับ การจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนและจัดการสวนปาล์มน้ำมันที่เป็นเลิศ และเพื่อสร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนปาล์มน้ำมัน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ให้ก้าวไกลไปในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีเจ้าหน้าที่ เกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO และเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน องค์กรเจรจาระหว่างประเทศ ว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน RSPO และบริษัทเอกชน เข้าร่วมงาน จำนวนทั้งสิ้น 250 ราย

©ประชาสัมพันธ์ สสจ.
©ประชาสัมพันธ์ สสจ.
©ประชาสัมพันธ์ สสจ.
©ประชาสัมพันธ์ สสจ.

ทั้งนี้ได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การสนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรรายย่อยของสุราษฎร์ธานีให้ได้รับการรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO ระหว่าง บริษัทเพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันยั่งยืนสุราษฎร์ธานี

Photo: ©ประชาสัมพันธ์ สสจ.

ปาล์มน้ำมันไทยยั่งยืน มีพื้นที่บนเวทีโลก: เป้าหมายใหญ่ที่ “ไม่ง่าย” แต่ “ต้องทำ”

©TASPO/อัตถพงษ์ เพ็ชรพรั่ง

“ปัจจุบัน โรงงานไบโอดีเซล ใช้กำลังการผลิตอยู่แค่ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ทั้งเดือนเดินเครื่องจักร แค่ 9 วัน 10 วัน ที่เหลือว่างกันเลย ทำให้ต้นทุน Fixed Cost กินหมด ฉะนั้นการแข่งขันของไทยกับตลาดโลกจึงยากมาก”

เมื่อ “โลก” ปัจจุบัน หมุนวนมาถึงวาระแห่งการเรียกร้อง ถึง “ความยั่งยืน” จากทุกองคาพยพ ที่เป็นส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ดวงนี้

และแน่นอนว่า “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน”ย่อมไม่ได้รับการยกเว้น

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า แต่ละแผ่นดินบนแผนที่โลก ในนาม “ประเทศ” จะมีความพร้อม “รับมือ”กับวาระดังกล่าวได้เสมอหน้ากัน

ต้องสร้างกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ขับเคลื่อนทั้ง Value Chain

“การดำเนินการเพื่อให้ปาล์มน้ำมันไทยมีความยั่งยืน ตอนนนี้ทำไปได้ประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันเท่านั้นเอง ดังนั้นมีอีกตั้ง 94 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นพื้นที่อีก 6 ล้านกว่าไร่ ที่ต้องดำเนินการต่อ”

คือ ข้อมูลอัพเดท จากฝ่ายการเมือง อย่าง ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล ในฐานะคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคพลังประชารัฐ

ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคพลังประชารัฐ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

และเขายังบอกด้วยว่า เรื่องของ “ความยั่งยืน” ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ตลอดทั้ง Value Chain เป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐหารือกับฝ่ายบริหารมาตลอด และได้ข้อสรุปตรงกันว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แต่บางครั้ง คนภายนอก อาจมองว่าเป็นเรื่องที่ “ต่างชาติ” พยายามสร้างแรงกดดัน มาให้บ้านเราปฏิบัติ ขณะที่ฝ่ายบริหาร กลับมองว่าเป็นเรื่องดี ที่ต้องรู้จักเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

กับคำถาม การทำให้ปาล์มน้ำมันของไทย ได้มาตรฐาน “ความยั่งยืน” สากล อย่าง RSPO  ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นไปได้แค่ไหน ตัวแทนฝ่ายการเมือง ท่านเดิม ตอบกลับแบบไม่ลังเล

“เป็นไปได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอยู่ที่บุคลากรและงบประมาณ Certified Body ที่ต้องไปทำหน้าที่เป็น Auditor และ  Certified ซึ่ง RSPO จะมีขั้นตอนของระบบที่เป็นสากลมาให้ แต่การเร่งเวลาในการทำคงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างการทำ RSPO ให้เต็มรูปแบบ ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี ในการเดินไปที่ละขั้นจนกว่าจะได้ Certified ก็พยายามคุยต่อรองว่า มีขั้นตอนอะไรทำให้สามารถเดินได้เร็วขึ้น ลดเวลาเหลือ 2 ปี ลดเวลาเหลือปีครึ่ง แต่นั่นหมายความว่า ต้องดำเนินการในฝั่งของเราเองให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น”

ดร.บุรินทร์ บอกด้วยว่า นอกจากจะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ในระยะเวลาอันสั้นแล้ว ทุกฝ่ายคงต้องร่วมกัน หา “กลไก” ให้เกษตรกรได้รับราคาผลปาล์มที่ดีขึ้นด้วย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ “กลไกทางเศรษฐศาสตร์” ทำงานได้สมบูรณ์ เรื่องของความยั่งยืน ย่อมจะเดินหน้าไปได้โดยอัตโนมัติ  

“ปาล์มน้ำมันของบ้านเราปัจจุบัน เกษตรกรได้รับมูลค่ารวมของทั้งสวนปาล์มทั้งหมด 6 ล้านกว่าไร่ เคยสูงถึง 1.74 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 ราคาหล่นลงมา เดิมฉลี่ยอยู่ที่ 7.89 บาท ปีที่แล้วลงมาไม่ถึง 6 บาท ปีนี้ทรงๆ ไม่ถึง 6 บาท โดยเฉลี่ย บางช่วงอาจต่ำกว่า บางช่วงอาจสูงกว่า ทำให้ผลตอบแทนทั้งระบบอยู่ที่ประมาณแสนล้าน แต่ถ้าได้การรับรองมาตรฐาน RSPO แล้ว ได้รับค่าพรีเมี่ยมขยับขึ้นมา 5 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเม็ดเงินถึง  5 พันล้านบาทแล้ว”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ซึ่งผลตอบแทน 5 พันล้านบาท นี้ จะตกไปอยู่กับเกษตรกร ซึ่งสามารถครอบคลุมในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ต้องดำเนินการในการทำ RSPO และเหลือบางส่วนนับว่าน่าพอใจแล้ว หากทำได้แบบนี้ ระบบจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ทั้ง Value Chain และที่สำคัญเกษตรกร ซึ่งอยู่ในระบบของปาล์มน้ำมัน มีจำนวนหลายล้านคน เป็นกลุ่มที่ต้องดูแล จึงมีความจำเป็นที่ต้องเดินหน้า in line ไปกับนโยบายระดับโลก เพื่อความอยู่รอดของตัวเราเองด้วย”ดร.บุรินทร์ ย้ำอย่างนั้น

แนะ รัฐบาล สร้างแบรนด์น้ำมันปาล์มไทย ผลประโยชน์ตกถึงเกษตรกร

เพราะด้วยตระหนักว่า การผลักดันอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มสู่วิถีแห่งความยั่งยืนในระดับสากล ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ เกษตรกรสวนปาล์ม โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ตลอดจนโรงงานโอลีโอเคมี โรงงานไบโอดีเซล รวมไปถึงผู้บริโภค

“เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย” (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil : TASPO) จึงถือกำเนิดขึ้น และมีบทบาทมาอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่ TASPO  พยายามทำมาตลอด คือ สร้างลิงก์ให้เกิดขึ้น เช่น โรงกลั่น จับคู่-จับกลุ่ม กับ โรงสกัด กับ ชาวสวน แล้วทำลิงก์ขึ้นมาว่าคุณขายให้คนนี้รับซื้อต่อ เพราะถ้าทำปาล์มน้ำมันมาตรฐานความยั่งยืน ออกมาแล้วไม่มีคนซื้อก็ไม่ได้ จึงต้องทำให้ครบวงจร”

“โรงสกัดไปซื้อจากเกษตรกรที่ทำสวนมาตรฐานความยั่งยืน โรงกลั่นไปซื้อน้ำมันมาตรฐานความยั่งยืนจากโรงสกัด โรงงานอุตสาหกรรมก็ซื้อจากโรงกลั่นนั้น เนื่องจากเป็นน้ำมันปาล์มทำออกมาด้วยวิธีการที่ดี สุดท้ายเงินที่ได้เพิ่มหรือค่าพรเมี่ยม ก็กลับไปสู่เกษตรกรรายย่อย”

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) เผยอย่างนั้น

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ก่อนฉายภาพสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน ในบ้านเรา ให้เข้าใจตรงกัน 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา ไทย ผลิตน้ำมันปาล์มดิบเกินกว่าความต้องการในประเทศ กลายเป็นผู้ส่งออก มีการส่งออก CPO หรือน้ำมันปาล์มดิบ ประมาณล้านกว่าตันต่อปี โดยไม่มีการมูลค่าเพิ่มใดๆเลย

“TASPO พยายามคิด ทำอย่างไรน้ำมันปาล์มดิบล้านกว่าตันที่ส่งออกไปนั้น จะขายได้ราคาดีที่สุด ตลาดหรูอยู่ที่ไหน เหมือนกับสินค้าแบรนด์หรู ที่สามารถขายราคาแพง จับตลาดคนรวย กลุ่มที่สนใจคนถือแบรนด์นั้นแล้วแล้วเท่ เรื่องปาล์มนี่ก็เหมือนกัน จะทำยังไงให้คนใช้น้ำมันปาล์มแบรนด์ไทยแลนด์ แล้วดูดี”ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพก่อนเสนอแนะไปยังฝ่ายบริหาร

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การสร้างแบรนด์ให้กับปาล์มน้ำมันของบ้านเรา นี้ รัฐบาล ช่วยได้นะ เหมือนไทยแลนด์แบรนด์ ที่เคยทำอยู่ แต่ ไทยแลนด์ แบรนด์ สำหรับปาล์มน้ำมัน นี้ ต้องเป็นมากกว่าแค่สินค้ามาจากประเทศไทย แต่ต้อง Sustainable ต้อง Low Carbon และต้องมีการแบ่งปันในสัดส่วนที่สมเหตุสมผล  มีเงินแบ่งให้เกษตรกรในเปอร์เซ็นต์ที่ควรจะได้ ไม่ใช่กดรราคาเกษตรกร แต่เอกชนได้กำไร” 

หลายโครงสร้างยังมีปัญหา อุปสรรค ความท้ายทาย รอการแก้ไข

และท่ามกลางความต้องการ “ปาล์มน้ำมัน” ซึ่งได้การรับรอง “มาตรฐานความยั่งยืน” ของตลาดโลก มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ คงต้องยอมรับ วงการปาล์มน้ำมันของไทย ยังมีอุปสรรคปัญหาและความ ท้าทายอยู่หลายประเด็น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางคุณศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมไบโอดีเซลไทย ชี้ว่า  หนึ่งในองค์ประกอบของความยั่งยืน คือ เรื่องของประสิทธิภาพ ส่วนอีก 2 องค์ประกอบ เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และ เรื่องสังคม แต่ “องค์ประกอบแรก” หรือ “ประสิทธิภาพ” นับเป็นประเด็นที่ต้องปรับแก้ก่อน

คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมไบโอดีเซลไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพของปาล์มน้ำมันไทย ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น กำลังการผลิตของแต่ละช่วงห่วงโซ่การผลิต เช่น โรงสกัด โรงกลั่นน้ำมันบริโภค โรงไบโอดีเซล มีกำลังการผลิตที่มากเกินไป ซึ่งแม้เป็นการค้าเสรี ที่แข่งขันกันนั้น เป็นสิ่งที่ดี แต่สภาพในประเทศไทยนั้น ไม่สมดุล กระทั่งกำลังการผลิตส่วนเกินเยอะเกินไป ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยปริยาย

“ปัจจุบัน โรงงานไบโอดีเซล ใช้กำลังการผลิตอยู่แค่ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ทั้งเดือนเดินเครื่องจักร แค่ 9 วัน 10 วัน ที่เหลือว่างกันเลย ทำให้ต้นทุน Fixed Cost กินหมด ฉะนั้นการแข่งขันของไทยกับตลาดโลกจึงยากมาก” นายกสมาคมไบโอดีเซลไทย เผย ก่อนยกตัวอย่าง อีกว่า

“ประสิทธิภาพของเกษตรกรเอง ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งหลายอย่างจะไปโทษพวกเขาไม่ได้ เช่น ราคาปุ๋ยแพง ทำให้ต้นทุนสูง อีกทั้ง โครงสร้างของอุตสาหกรรมที่ไม่สมดุล เช่น สถานที่ตั้งโรงสกัด ซึ่งควรจะเป็นลักษณะ  ไข่ดาว โรงสกัดเป็นไข่แดง ตั้งอยู่ตรงกลาง และล้อมไปด้วยสวนปาล์มที่ส่งผลผผลิตเข้าหาโรงสกัด ทำให้ระยะทางในการขนส่งสั้นที่สุด ต้นทุนขนส่งต่ำที่สุด แต่ของไทยไม่ได้ Set up ขึ้นมาแบบนั้น โรงสกัดไปตั้งอยู่ริมทางหลวง สวนก็อยู่กระจัดกระจาย การส่งมาที่โรงสกัดจึงมีต้นทุนที่สูง เหล่านี้คือปัญหาโครงสร้างของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่เป็นอยู่ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงแก้ไข”

คุณศาณินทร์ บอกต่อว่า กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมัน มีตั้งแต่ เกษตรฯ พาณิชย์ พลังงาน อุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละกระทรวงมักมีบทบาทในคนละมุมมอง หากแต่การบูรณาการเชื่อมโยงนโยบายต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้การกำหนดนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการปรับ

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถามว่าปรับยากไหม ผมว่ายากมาก แต่เชื่อว่าทำได้ เพียงแต่ว่าประเด็น คือ ต้องร่วมกันตั้งเป้าเดียวกันก่อน หมายความว่าตั้งแต่เกษตรกร กลางน้ำ ไปถึงปลายน้ำ รวมถึงภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องมองว่าประเทศเราเมื่อเทียบกับตลาดโลกแล้ว Trend มันเป็นแบบนี้ นี่คือที่ที่เราจะไปในอีก 5 ปี 10 ปี มันต้องปักธงก่อน”คุณศาณินทร์ ระบุทิ้งท้าย

เมื่อทุกฝ่ายสะท้อนถึงเป้าหมายตรงกัน ในการ ยกระดับ “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย” ให้ก้าวสู่ “ความยั่งยืน” ที่ตรงกันจากทุกฝ่าย

แม้จะเป็นงานยากและต้องเดินอีกนาน แต่ก็ขอให้พากัน “เดินหน้าต่อไป” ในทิศทางที่ตั้งใจ

และที่สำคัญ ต้องมี Action Plan เป็นรูปธรรม เดินตามแผนนั้นด้วย!!

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สัมภาษณ์พิเศษ  ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO

ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ (Dr. Inke Van Der Sluijs) ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จุดแข็งของเกษตรกรปาล์มน้ำมันไทย มีลักษณะเฉพาะที่พิเศษมากจริงๆ”

เมื่อเร็วๆ นี้ หลังงานสัมมนาประจำปี RT2024 ของ RSPO ที่กรุงเทพ ทางทีมข่าว TASPO ได้มีโอกาสร่วมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงาน รากฐานของความยั่งยืน (Roots of Sustainability: Palm Oil Tour) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี  และพูดคุยกับ ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ (Dr. Inke Van Der Sluijs) ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO (Director, Market Transformation) ถึงจุดแข็งและลักษณะเฉพาะของเกษตรกรไทยในมุมมองของผู้คร่ำหวอดอยู่ในตลาดปาล์มน้ำมันยั่งยืนของโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์

 การลงพื้นที่ศึกษาดูงานในจังหวัดสุราษฎร์ธานีครั้งนี้ให้อะไรบ้าง

“การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมีผู้เข้าร่วมมาจากหลายประเทศและหลากหลายองค์กร ทั้งสื่อมวลชน เกษตรกร เจ้าของธุรกิจรายใหม่ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น WWF และเจ้าหน้าที่ RSPO จากประเทศต่างๆ มาเรียนรู้เรื่องการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนในประเทศไทย ทำอย่างไรให้มีผลผลิตมากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน เพราะเหล่านี้คือ หัวใจของ RSPO”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสั่งสมความรู้มากมายเกี่ยวกับการปลูกปาล์มและการกำจัดศัตรูพืชแบบไม่ทำลาย สิ่งแวดล้อม เพราะแม้การทำอย่างไรให้เกษตรกรมีผลกำไรที่มากขึ้นจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับ RSPO การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็เป็นเรื่องสำคัญด้วยเช่นกัน เราจึงชอบที่จะทำงานร่วมกับ ประเทศไทย และเป็นที่มาของการลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การสนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา”

“นับเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมาก และยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้เพราะการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย มีเครือข่ายที่ดี เช่น TASPO ซึ่งสามารถสร้างโอกาสให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน รวมถึงการสนับสนุนจากภาค รัฐ และหน่วยงานท้องถิ่นด้วย”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

มุมมองต่ออุตสากรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย

“โมเดลของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย มีลักษณะเฉพาะตัวมากๆ ประเทศไทย สามารถนำมาตรฐาน RSPO มาปรับใช้ให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะทางธุรกิจของประเทศได้ สำหรับ RSPO รู้สึกยินดีมากที่ได้ทำงานร่วมกับ ผู้ประกอบการในประเทศไทย ซึ่งสามารถประยุกต์มาตรฐาน RSPO ให้เหมาะกับวัฒนธรรมการทำธุรกิจปาล์มภายใน ประเทศได้อย่างเหมาะสม”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

แนวทางปาล์มน้ำมันยั่งยืนของไทย สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศอื่นได้มากน้อยแค่ไหน

“ดิฉันทำงานกับพื้นที่ต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลายวัฒนธรรมทั้งการบริโภคและการผลิตปาล์มน้ำมัน อย่างหนึ่งที่เห็น ได้ชัด คือ โมเดลการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย สามารถให้ผลประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงมาก และยังได้รับการสนับสนุนผลักดันจากภาครัฐเป็นอย่างดี แต่ก็อาจจะยากในการนำไปปฏิบัติกับประเทศอื่นๆ เนื่องจาก ปัจจัยหลายๆ อย่างที่ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน

“จึงคิดว่า แต่ละประเทศมีโจทย์ที่ยากในการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนแตกต่างกันไป ในประเทศไทยเองก็คงไม่ง่ายนัก การที่รัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุน และเกษตรกรรายย่อยมีผู้สนับสนุนที่ดีเป็นสิ่งที่ดี แต่ประเทศไทย มีเกษตรกร รายย่อยเยอะมากๆ จะทำอย่างไรที่จะมั่นใจได้ว่า เขาเหล่านั้นมีความรู้เรื่องแนวทางเกษตรยั่งยืนอย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสพิเศษมากๆ ที่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ จะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จุดแข็งของปาล์มน้ำมันยั่งยืนในประเทศไทย มีหรือไม่และอย่างไรบ้าง

“จุดแข็งของเกษตรกรในประเทศไทย ที่มีลักษณะเฉพาะพิเศษมากๆ คือ ยินดีที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กัน จริงๆ แล้ว องค์ความรู้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีมูลค่าสูงมาก บางครั้งเมื่อคุณมีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุณคงอยากจะเป็นคนเก่งที่สุด ไม่อยากแบ่งปันความรู้เรื่องนี้ให้ใคร แต่เกษตรกรในประเทศไทย ไม่หวงองค์ความรู้กันเลย พร้อมจะแนะนำว่าทำอย่างไรถึงจะได้ผลผลิตสูงแบบนั้นด้วย นี่เป็นลักษณะเฉพาะที่มีความพิเศษมากจริงๆ”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO