RSPO จัดอบรม การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ถ้าสมาชิกกลุ่มเกิดความเข้าใจและเห็นประโยชน์แล้ว ขอให้ช่วยกันในการขยายกลุ่ม คือ ช่วยกันเป็นกระบอกเสียง บอกกล่าวว่า RSPO มีประโยชน์อย่างไร มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างไร

ระหว่างวันที่ วันที่ 9-11 มิถุนายน 2567 องค์กรเจรจาระหว่างประเทศเพื่อปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO-Roundtable on Sustainable Palm Oil) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยมี คุณชวลิต วุฒิพงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (SOPEG) เป็นวิทยากรให้ความรู้กับเกษตรกร RSPO น้องใหม่ โดยมีตัวแทนกลุ่มเกษตรกร RSPO ที่ผ่านการประเมินใหม่ 5 กลุ่ม เข้าร่วมอบรม

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถ้าสมาชิกกลุ่มเกิดความเข้าใจและเห็นประโยชน์แล้ว ขอให้ช่วยกันในการขยายกลุ่ม คือ ช่วยกันเป็นกระบอกเสียง บอกกล่าวว่า RSPO มีประโยชน์อย่างไร มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างไร ต้องช่วยกันเพื่อให้กลุ่มยั่งยืน แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ สมาชิกต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ ช่วยกันขยายฐานสมาชิก และตัวสมาชิกต้องถือปฏิบัติตามมาตรฐาน ข้อกำหนดให้เคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินการของกลุ่มเป็นไปอย่างราบรื่น”คุณชวลิต กล่าวตอนหนึ่ง

ทั้งนี้ ตลอดทั้ง 3 วัน ของการอบรม มีการอบรมเรื่องการคำนวณรายรับ-จ่ายของกลุ่ม หลักการบริหารเงิน  และการถอดบทเรียนการบริหารกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระอย่างยั่งยืน โดยสมาชิกกลุ่มเกษตรกร RSPO รุ่นพี่ จากวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (SOPEG)  และวิสาหกิจชุมชนยูนิวานิช-ปลายพระยา มาร่วมแชร์ประสบการณ์ การออกแบบการบริหารกลุ่มกับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้ามาใหม่สมาชิก 10 กลุ่ม และยังมีการระดมความคิดเห็นจัดทำแผน เพื่อช่วยเสริมความเข็มแข็ง เติมอาวุธในการกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง แผนการบริหารจัดการกลุ่มให้ได้รับความรู้การจัดการสวน การเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน ซึ่งจะทำให้เกิดเกษตรกรสมาชิกในกลุ่มมีรายได้มากขึ้น และทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมียุทธศาสตร์การบริหารจัดการกลุ่มที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ผอ.ยุทธศาสตร์การค้า เปรียบ มาตรฐาน RSPO เหมือน “เข็มทิศ” นำทางปาล์มน้ำมันไทยสู่อนาคตยั่งยืน

©TASPO/ปรวิทย์ ยศถา

การผลิตน้ำมันปาล์ม “แบบดั้งเดิม” มักเผชิญกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า มลพิษทางอากาศ และปัญหาทางสังคม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชน ดังนั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ได้ตามมาตรฐานสากล

เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ https://tpso.go.th/ ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค.กระทรวงพาณิชย์ ระบุคำให้สัมภาษณ์จาก นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เกี่ยวกับการปรับตัวสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ไว้อย่างน่าสนใจ

โดย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ให้ข้อมูลตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้าง ผู้บริโภคทั่วโลกต่างตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น การปรับตัวสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค เป็นต้น จึงมีบทบาทต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่ง ปาล์มน้ำมัน นับเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยไทย มีผลผลิตปาล์มน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ของโลก มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 4.49 ของผลผลิตปาล์มโลก รองจากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 60.49 และ 21.79 ตามลำดับ ไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มประมาณ 6 ล้านไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มกว่า 4 แสนครัวเรือน

ข้อมูลปี 2566 พบว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยมีจำนวน 18.27 ล้านตัน และสามารถผลิตเป็นน้ำมันปาล์มได้ 3.33 ล้านตัน โดยมีสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์ม แบ่งเป็น การใช้ในประเทศ เพื่อการบริโภคและใช้เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ร้อยละ 67.56 สำหรับส่งออก ร้อยละ 24.64 ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อินเดีย (ร้อยละ 86.78) เมียนมา (ร้อยละ 9.24) เคนยา (ร้อยละ 2.05) และจีน (ร้อยละ 0.70) ตามลำดับ และเป็นสต็อกในประเทศ ร้อยละ 7.80 

ซึ่งการผลิตน้ำมันปาล์ม “แบบดั้งเดิม” มักเผชิญกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า มลพิษทางอากาศ และปัญหาทางสังคม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชน ดังนั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ได้ตามมาตรฐานสากล

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรฐาน Roundtable on Sustainable Palm Oil หรือ RSPO เป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากที่สุด เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเติบโตและการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่ผ่านมาตรฐานสากลที่น่าเชื่อถือ สอดรับกับแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) เน้นความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

©TASPO

ทั้งยังจะมีบทบาทเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกฎเกณฑ์การค้าโลกที่มีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น สหภาพยุโรป (EU) กำหนดกฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) ที่ครอบคลุมสินค้าปาล์มน้ำมัน กำหนดให้ผลผลิตของสินค้าต้องไม่มาจากการบุกรุกพื้นที่ป่า และมีกระบวนการผลิตที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น

กล่าวสำหรับมาตรฐาน RSPO ในประเทศไทย นั้น ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า จากข้อมูลเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืน รายงานว่า เดือนมีนาคม 2567 ไทยมีสมาชิกผู้ปลูกปาล์มน้ำมันตามมาตรฐาน RSPO รวม 87 กลุ่ม ประกอบด้วย เกษตรกรรายย่อยอิสระ 83 กลุ่ม และรายใหญ่ (ที่มีสวนและโรงงาน) 4 กลุ่ม โดยสมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO จำนวน 25 กลุ่ม 9,261 ราย พื้นที่ได้รับการรับรอง 326,718.75 ไร่ คิดเป็นเพียงร้อยละ 5.12 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อย 246,902.44 ไร่ และบริษัทที่มีโรงสกัดน้ำมันปาล์ม 79,816.31 ไร่

“มาตรฐาน RSPO เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางสู่อนาคตที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทย ที่มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการผลิตน้ำมันปาล์มที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าว

และเผยทิ้งท้าย หากผู้ประกอบการมีความพร้อมในการตรวจสอบและยืนยันที่มาของผลิตภัณฑ์ ผ่านการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ การรวมกลุ่ม และด้านเงินทุน จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ก็จะเป็นโอกาสในการผลิตปาล์มที่มีคุณภาพตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในโลกปัจจุบัน รวมทั้งเป็นโอกาสในการรักษาความสามารถทางการแข่งขัน เพิ่มส่วนแบ่งการตลาด และการขยายสู่ตลาดใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

ประธานสภาอุตฯ ปาล์ม ชี้ ไทยต้องเร่งหาเจ้าภาพรับ EUDR เผย ความยั่งยืน คือ ดีมานด์ตลาดโลกวันนี้

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

EUDR ไม่ได้มีผลกระทบแค่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เพราะไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตร มีผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องเกี่ยวข้องกับ EUDR หลายส่วนมาก ทั้ง ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน

ตามที่สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศมาตรการกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EU Deforestation Regulation หรือเรียกง่ายๆเข้าใจตรงกันว่า “กฎหมาย EUDR” ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมกลุ่มสินค้าที่มีส่วนในการทำลายป่า โดยมีวัตถุประสงค์ห้ามการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าเข้าสู่ตลาดของสหภาพยุโรป

สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบ จาก EUDR นั้น มี 7 ประเภท ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เนื้อวัว ไม้ โกโก้ กาแฟ และถั่วเหลือง รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ผลิตจากสินค้าเหล่านี้ เช่น ช็อกโกแลต เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ถ่าน และสินค้าที่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบ

ส่วนช่วงวลาการใช้ EUDR นั้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2567 โดยมีผลในทางปฏิบัติ 18-24 เดือน หลังการบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อโฟกัสไปที่ “การส่งออกปาล์มน้ำมัน”ของไทยไปยังตลาด EU พบตัวเลขน่าสนใจ ระบุว่า ปี 2565 มีมูลค่า 22.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออก น้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันเมล็ดในปาล์ม น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม (กรดไขมันและแอลกอฮอล์ไขมัน)

ซึ่งประเทศที่ไทยส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มไป ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน อิตาลี กรีซ ฝรั่งเศส โปแลนด์ สเปน และสวีเดน

“ส่วนตัวเชื่อว่า EUDR เป็นนโยบายของจริง เกิดขึ้นจริงแล้ว และจะดำเนินต่อไปอย่างจริงจัง”

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย แสดงความเห็นประเด็น EUDR กับทีมข่าว TASPO ไว้อย่างนั้น

ก่อนฉายภาพ “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย” ให้เข้าใจมากขึ้น

“ตัวเลขการผลิตเพื่อส่งออกอยูที่ 1 ใน 3 ของประเทศ และส่งไปหลายที่ไม่ใช่แค่ยุโรป อย่าง ส่งไปอินเดีย ส่งไปจีน และถ้า 2 ประเทศนี้ส่งต่อไปยุโรป ทางยุโรปก็จะตรวจสอบจากต้นทางแหล่งผลิตจริงๆ ซึ่งไทย เอง ย่อมจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจาก EUDR  ส่วนระดับอุตสาหกรรมนั้น ได้รับผลกระทบทางตรงอยู่แล้ว”

ถามว่าประเทศไทย มีความพร้อมมาก-น้อย แค่ไหน ประเด็นนี้ คุณศาณินทร์ ยิ้มน้อยๆ ก่อนบอก

“ไทย ยังอยู่ในขั้นตอนแห่งการทำความเข้าใจว่าคืออะไรกันแน่ แล้วได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ต้องปรับตัวยังไง ต้องทำอะไร พูดตรงๆ คือ ไทยเพิ่งอยู่ใน Stage แรกๆ ของเรื่อง EUDR”

แล้วทิศทางเกี่ยวกับ EUDR วงการปาล์มน้ำมันไทย ควรไปต่ออย่างไร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แสดงทัศนะว่า เรื่องนี้ไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างตึงในเรื่องของเวลา แต่หากจะทำให้ทัน ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องมานั่งคุยกันจริงจัง กำหนดผู้รับผิดชอบโดยตรง กำหนด Action Plan เป้าหมายให้ชัด และมีหน่วยงานติดตามว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับการปฏิบัติตามเวลาที่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร

“EUDR ไม่ได้มีผลกระทบแค่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เพราะไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตร มีผลผลิตทางการเกษตรหลายตัวที่ต้องมาเกี่ยวของกับ EUDR หลายส่วนมาก ทั้ง ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน”

“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกคนอาจเพิ่งเริ่มรู้จัก เหมือนเห็ดเพิ่งเกิดเป็นดอกแต่ยังไม่มาลงตะกร้าร่วมกัน ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วใครต้องทำอะไร แต่ต่อไปเมื่ออุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ตื่นตัว ตระหนักว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ ก็จะเข้ากระบวนการเอง เพียงแต่ ณ วันนี้ เรื่องที่ต้องช่วยกัน คือทำให้คนรู้ แล้วมีเจ้าภาพเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน น่าจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญสุด”คุณศาณินทร์ อธิบาย

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ถ้าไทย “ตกขบวน” EUDR จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเราบ้าง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ให้ฟังว่า ในเชิงการค้า โอกาสประเทศเราย่อมจะน้อยลง เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือที่ไหนก็ตาม ต่างให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนและต้องการผลักดัน โดยผ่านกระบวนการการออกนโยบายขอความร่วมมือหรือเป็นกึ่งๆบังคับ ในโลกของคนที่จะเริ่มค้าขายกันต้องทำอะไรบ้าง นั่นหมายความว่า หากเราตกขบวน แปลว่าทำตามเขาไม่ทัน เราก็จะไม่เป็นตัวเลือกหนึ่งของเขา เขาจะไปหาประเทศที่สามารถทำได้ตามข้อกำหนดที่เขาต้องการ

ส่วนในมุมของประเทศเราเอง ถ้าไม่เริ่มเซ็ตกระบวนการแบบนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่าอาจจะเกิดการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อไปปลูกพืชเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปาล์มหรือตัวไหนก็ตาม แปลว่าเราไม่สามารถควบคุม หรือกำกับดูแลในเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าในประเทศได้ เลยคิดว่าการเริ่มต้นทำในเรื่องนี้ดีทั้งกับตัวเอง และดีทั้งการการค้าขายไปต่างประเทศด้วย

“ในอนาคตการค้าขาย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องมีของคุณภาพดี ราคาเหมาะสม แต่เป็นเรื่องของอื่นๆ โดยเฉพาะ ความยั่งยืน เดี๋ยวนี้พูดถึงการค้าขายโดยเฉพาะในตลาดโลก คำถามแรก ไม่ใช่ถามเรื่องคุณภาพและราคา ส่วนใหญ่เขาจะรู้แล้วว่าคุณมีของประมาณนี้ แต่คุณได้ดูแลเรื่องความยั่งยืน มากน้อยแค่ไหน” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าว

ก่อนฝากในประเด็นที่เขาตั้งคำถามไว้ อะไรคือสิ่งที่เราจะทำให้เกิดความมั่นคงในอนาคต

คุณศาณินทร์ บอก สิ่งแรก คือ ควรทำความเข้าใจกับ นโยบาย กฎหมาย ข้อบังคับ หรือเทรนด์ของโลก ว่าไปทางไหน จากนั้นจึงต้องพิสูจน์ตัวเอง เมื่อเขาต้องการแบบนี้ แล้วเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเขา เนื่องจากในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ จะมีห่วงโซ่อุปทาน ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาอาจต่างคนต่างทำได้ แต่เรื่องความยั่งยืน ต้องทำด้วยกันทั้งห่วงโซ่

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ยกตัวอย่าง เราเป็นคนดี แต่เพื่อนเราที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่เป็นคนส่งมอบวัตถุดิบมาให้เรา สมมติว่าเขาทำไม่ดี ผลิตภัณฑ์ของเราก็ถือว่าอยู่ในห่วงโซ่ไม่ดี สิ่งที่ผู้ซื้อทำได้ง่ายที่สุด คือ ไม่ซื้อของจากเรา เพื่อไม่ให้เราไปซื้อจากเด็กไม่ดี เป็นต้น

“ถ้าจะทำให้เกิดความยั่งยืนได้จริงๆ ตลอดทั้งห่วงโซ่ ต้องร่วมมือกัน เราต้องช่วยเพื่อน เพื่อนต้องช่วยเรา ใครเก่งเรื่องไหนก็ไปช่วยเพื่อนเพื่ออุ้มให้ทั้งโครงสร้างมีความยั่งยืนมากขึ้น” คุณศาณินทร์ บอกจริงจัง

ก่อนทิ้งท้ายไว้น่าสนใจ

“นับจากนี้การทำเรื่อง Sustainability จะไม่ใช่แค่ใบเซอร์ จะไม่ใช่แค่กระดาษ อีกต่อไป แต่ต้องปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติบางอย่างที่จะสร้างความยั่งยืนได้จริง ให้กับอุตสาหกรรม ให้กับสังคม ให้กับสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้กับโลกใบนี้ด้วย”

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สัมมนาออนไลน์ BSI Thailand “การท้าทายและโอกาสของธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมันต่อกฎระเบียบ EUDR”

ชวน-เตรียมความพร้อมรับ EUDR!

พบกับฟรีสัมมนาออนไลน์ ของ BSI Thailand “การท้าทายและโอกาสของธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมันต่อกฎระเบียบ EUDR”
.
ก่อน EUDR จะเริ่มมีผลในทางปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 จึงขอประชาสัมพันธ์มาร่วมรับฟังการบรรยายกับเราเพื่อเตรียมความพร้อมและปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ EUDR

ผู้ประกอบการที่ทำระบบมาตรฐาน RSPO ต้องเตรียมตัว และปรับตัวอย่างไร

ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ทำระบบมาตรฐาน RSPO ต้องเริ่มต้นอย่างไร

สามารถเข้าร่วมผ่าน Zoom ลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/4ctMqOe
ติดตามสัมมนาอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ https://bit.ly/3Da34kJ

สารคดีภาพ | รถทุกปาล์ม

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ปาล์มทั้งทะลายมีน้ำหนักอยู่ประมาณ 3-50 กิโลกรัม การขนส่งลำเลียงจากสวนจนถึงลานเทมีการใช้พาหนะที่หลากหลาย นับตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซต์พ่วงข้าง มอเตอร์ไซต์พ่วงหลัง รถไถ รถกระบะ รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ไปจนถึงรถบรรทุกขนาดเล็กและรถพ่วงขนาดใหญ่ ฯลฯ

สารคดีภาพ | รถทุกปาล์ม ได้รวบรวมภาพพาหนะอันหลากหลายบางส่วนที่ใช้ลำเลียงทะลายปาล์มและพบเห็นอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนับเป็นบริเวณที่มีการทำสวนปาล์มน้ำมันมากที่สุดของประเทศไทย บ้างวิ่งช้าเรื่อยๆ บ้างวิ่งเร็วรีบเร่ง บ้างอัดแน่นด้วยทะลายปาล์มเต็มพื้นที่ บ้างหยิบฉวยทะลายเดียวใส่ซ้อนหลังมอเตอร์ไซค์ โดยต่างมีจุดหมายอยู่ที่แท่นชั่งน้ำหนักในลานเท… ที่ซึ่งจะแปรเปลี่ยนน้ำพักน้ำแรงของชาวสวนปาล์มให้เป็นมูลค่าหล่อเลี้ยงชีวิตต่อๆ ไป

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

กระทรวงเกษตรฯ หารือร่วมกับ RSPO มุ่งส่งเสริมยกระดับมาตรฐานปาล์มน้ำมันไทย

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรก บนเว็บไซต์ thaigov.go.th

ภาพจาก thaigov.go.th

กระทรวงเกษตรฯ หารือร่วมกับ RSPO มุ่งส่งเสริมยกระดับมาตรฐานปาล์มน้ำมันไทย

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ Ms. Su Ming Chuah , Head of Government Affairs-Asia Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) พร้อมด้วย ดร. บุรินทร์ สุขพิศาล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับการหารือในวันนี้ ประเทศไทยนับเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับสามของโลก การพัฒนาศักยภาพเพื่อให้ได้การรับรองน้ำมันปาล์มยั่งยืนเป็นเรื่องที่สำคัญ รวมถึงการมีเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืน จะเป็นการส่งเสริมและผลักดันทั้งระบบห่วงโซ่การผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขี้น และจะเพิ่มความเชื่อมั่นในการผลิตปาล์มน้ำมันและเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยินดีสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับ RSPO พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานเพื่อขับเคลื่อนด้านปาล์มน้ำมันของไทยให้ได้ตามมาตรฐาน RSPO โดยเป็นที่ยอมรับในตลาดสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดโอกาสสำหรับตลาดใหม่ของน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์แปรรูปด้วย 

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอให้ RSPO ให้การสนับสนุนในการขับเคลื่อนเพื่อเชื่อมโยงตลาด และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน RSPO ที่มีราคาดีกว่าน้ำมันปาล์มทั่วไป รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต

“คนปลายน้ำ” มั่นใจ ปาล์ม RSPO ไม่ว่าห่วงโซ่ไหน ส่งออกไปตลาด EU ได้แน่นอน

การเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR” ในการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO  เพราะทราบว่ากระบวนการที่จะได้มาของน้ำมัน RSPO จะถูกตรวจสอบ มีการควบคุม และได้มาตรฐานอย่างดี ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้น่าจะสอดรับกับกฎหมาย EUDR

จากการเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญ   ในการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

คุณวันสาด ศรีสุวรรณ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึงปัญหาข้อกังวลใจที่อาจเกิดขึ้นและทำให้ปาล์มน้ำมันไทยติดข้อกำหนดของ EUDR ว่า เรื่องปัญหาการบุกรุกทำลายป่าเพื่อเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มในปัจจุบันนั้นแทบไม่มีแล้ว พื้นที่ปลูกปาล์มส่วนมาก คือ พื้นที่เกษตรเดิม อย่าง ข้าว ยางพารา ส่วนปัญหาการใช้แรงงานเด็กนั้นไม่มีอย่างแน่นอน คนงานเป็นแรงงานต่างด้าวเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

วันสาด ศรีสุวรรณ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

หากสิ่งที่ยังอาจเป็นข้อจำกัดอยู่คือ เรื่องลานเท การซื้อลูกร่วง จนทำให้น้ำมันปาล์มไม่ได้คุณภาพ ซึ่งปัญหานี้ต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับลานเท เกษตรกร และโรงงานที่รับซื้อต่อไป อย่างไรก็ตาม ปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนเพื่อทำความเข้าใจ และจำกัดข้อด้อยในการทำงานเป็นทีมของคนไทย ที่อาจยังไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร

ด้าน คุณประพิณ ลาวัลย์ประเสริฐ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทเปรียบเหมือน “คนปลายน้ำ” การเข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO  เพราะทราบว่ากระบวนการที่จะได้มาของน้ำมัน RSPO จะถูกตรวจสอบ มีการควบคุม และได้มาตรฐานอย่างดี ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้น่าจะสอดรับกับกฎหมาย EUDR

ประพิณ ลาวัลย์ประเสริฐ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

หากผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปาล์ม ได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการของ RSPO  ไม่ว่าจะอยู่ตรงห่วงโซ่จุดไหน และไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันปาล์ม ย่อมสามารถผลิตส่งออกไป EU ได้อย่างแน่นอน

ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด ยังกล่าวถึง แนวทางทำให้ราคาน้ำมัน RSPO ราคาดี และเกษตรกรไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO มากขึ้น ว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ หากจะให้สิทธิพิเศษบางอย่างกับเกษตรกร RSPO เช่น เวลาไปขายปาล์มที่โรงงาน มีช่องทางด่วนสามารถขายได้ก่อนโดยไม่ต้องรอคิว และควรมีแนวทางสนับสนุนให้คนไทยรู้จักและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำมัน RSPO เหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันปาล์ม RSPO ดีขึ้นอีก

ส่วน คุณวรรโณบล ควรอาจ Project Advisor GIZ Thailand  กล่าวตอนหนึ่งว่า GIZ เป็นตัวแทน EUDR Engagement Project ในประเทศไทย ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจให้กับภาครัฐ เอกชน จนถึงเกษตรกร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR

วรรโณบล ควรอาจ Project Advisor GIZ Thailand
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยกิจกรรมหลักของโครงการ มี 3 ขั้นตอน คือ ทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม นำการศึกษาที่ได้มาปรึกษาประเมินผลการศึกษา และสื่อสารไปยังกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงเกษตรกร ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนเตรียมข้อมูลและจะจัดให้มีการฝึกอบรมต่อไปในอนาคต

ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน นั้น  GIZ ต้องการให้ทาง RSPO เป็นผู้จัดการอบรมความรู้เกี่ยวกับ EUDR เนื่องจาก RSPO มีหลักเกณฑ์ต่างๆ เป็นมาตรฐานที่สามารถการันตีคุณภาพปาล์มน้ำมันตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจากสวนปาล์มไปจนถึงปลายน้ำ แม้ RSPO จะไม่ใช่ Green Lane สำหรับ EUDR ที่จะการันตีว่าสามารถนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายได้ทันที แต่สามารถทำให้ Risk Assessment ประเมินได้ง่ายขึ้น

และส่งผลให้สมาชิกของ RSPO ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือ SME สามารถเตรียมความพร้อมต่อกฎหมาย EUDR ง่ายขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปเตรียมอะไรใหม่ และเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่มีกฎหมาย EUDR เพราะเมื่อรวมกับมาตฐาน RSPO จะทำให้โอกาสของเกษตรกรรายย่อยดีขึ้น และอาจขยายตลาดใน EU ได้มากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม คุณวรรโณบล มองว่า การรับรู้ของผู้บริโภคเกี่ยวกับปาล์มน้ำมันยั่งยืนยังน้อยอยู่ จะทำอย่างไรให้ชื่อ RSPO เป็นที่ตระหนักและผู้บริโภคเลือกเป็นอันดับแรก เหมือนสินค้าโลว์คาร์บอน หรือ สินค้าออร์แกนิก ที่ผู้บริโภคทราบว่าควรเลือกเป็นอันดับต้นๆ

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ปลื้ม อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย พร้อมปรับตัว รับ EUDR ชี้ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เป็นเทรนด์โลกที่ต้องส่งเสริมความยั่งยืน

สมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณสมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดงานเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เมื่อเร็วๆนี้ ว่า สหภาพยุโรป ถือเป็นทุนที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดกติกาการค้าของโลก เป็นผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน “การเปลี่ยนผ่านสีเขียว”

สหภาพยุโรป นับเป็นผู้นำในการนำนโยบายต่างๆมาใช้ สาเหตุที่สหภาพยุโรป สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะมีการรวมตัวของกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญๆ 27 ประเทศ อำนาจต่อรอง อำนาจการค้า การลงทุน กับประเทศคู่ค้าต่างๆ จึงมีสูงมาก

กล่าวสำหรับ ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีการค้า-การลงทุน กับสหภาพยุโรปอยู่ในอันดับต้นๆ คือ สหภาพยุโรป ถือเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย การที่ไทยประสงค์จะค้าขายกับทางสหภาพยุโรป คงจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามมาตรการที่ทางสหภาพยุโรป ตั้งเป็นแนวทางเอาไว้

สมคิด ดำน้อย ผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร กรมวิชาการเกษตร
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
รศ.ดร.วีระภาศ คุณรัตนสิริ ภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สหภาพยุโรป มีการเชื่อมโยงเรื่องของการค้ายั่งยืนกับประเด็นอื่นๆ เมื่อก่อนเขาพูดเรื่องการค้ากับความถูกต้อง ตอนนี้มาเป็นเรื่องของการค้ายั่งยืนที่รวมไปถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่องแรงงาน เรื่องสิทธิมนุษยชน ประไทศไทย จำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้สามารถรักษาตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม เทรนด์ความยั่งยืน คงไม่ได้เกิดเฉพาะสหภาพยุโรป แต่อาจรวมถึงประเทศอื่นๆที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย อย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ”รองอธิบดีกรมยุโรป กล่าว

และว่า ไทย กับ สหภาพยุโรป มีความร่วมมือในเรื่อง “การเปลี่ยนผ่านสีเขียว” มาตั้งแต่ 2553 มีการเจรจาความตกลงว่าด้วยหุ้นส่วนความสมัครใจในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาลและการค้า เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของกฎหมายด้านผลิตภัณฑ์ไม้ สมัยก่อน หากสหภาพยุโรปจะนำเข้าสินค้าไม้จากไทย ต้องมีการตรวจสอบในแง่กฎหมาย แต่ปัจจุบันไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว แต่จะพิจารณาในเรื่องของความยั่งยืนด้วย

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด บรรยายพิเศษหัวข้อ ผลผลิตน้ำมันปาล์มไทยกับความต้องการของตลาดโลก
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยลงลึกว่า ผลผลิต อย่าง ยางพารา หรือ ปาล์มน้ำมัน ล็อตนั้นๆ มาจากป่าหรือแปลงที่มาจากแปลงที่มีความเสื่อมโทรม มาจากแปลงป่าที่มีการแปลงมาจากป่าที่สมบูรณ์แล้วมาแปลงเพื่อทำการเกษตร หรือไม่ กระทั่งปี 2566 สหภาพยุโรป จึงออกกฎหมาย EUDR  หรือกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป ซึ่งไม่ได้บังคับใช้กับสินค้าไม้เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ถั่วเหลือง เนื้อวัว โกโก้ กาแฟ ยาพารา และปาล์มน้ำมัน

กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้แล้ว แต่จะมีช่วงเปลี่ยนผ่านประมาณ 18 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 จึงเหลือเวลาอีกไม่มากนัก การจัดเสวนาในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างการรับรู้ และสร้างโอกาสได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้า สำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย

เวทีเสวนาหัวข้อ ”ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR”
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
เวทีเสวนาหัวข้อ ”ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR”
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“แม้การผลิตปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 75 จะเป็นการผลิตเพื่อในประเทศ แต่ถือว่าปาล์มน้ำมันเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสินค้าอื่นๆ เพราะไทย เป็นผู้ส่งออกปาล์มน้ำมัน อันดับ 3 ของโลก หรือคิดเป็นร้อยละ 3.8  รองจาก อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ฉะนั้นด้วยความสำคัญของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน การออกกฎหมาย EUDR ย่อมส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทยไม่มากก็น้อย”รองอธิบดีกรมยุโรป กล่าว

ก่อนบอกต่อ ที่ผ่านมา ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ มีโอกาสติดตามพูดคุยกับทางสหภาพยุโรปเป็นประจำ และมีข้อความที่ส่งไปอยู่ 2 เรื่อง สำคัญ

เรื่องแรก – EUDR จำเป็นต้องคำนึงถึงความพร้อมและผลกระทบกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะในส่วนของเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการรายย่อย เพราะการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น ควรต้องไปพร้อมกับความยั่งยืนของอาชีพ และวิถีชีวิตของชาวบ้านด้วย

เรื่องที่สอง –  EUDR เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ ไทย ไม่ได้ปฏิเสธกับการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับตัว ฉะนั้นสหภาพยุโรป ก็ควรต้องสนับสนุนเครื่องมือ และเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการรายย่อยด้วย

บรรยากาศการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
บรรยากาศการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สหภาพยุโรป ยืนยันเดินหน้า EUDR เพราะถือเป็นกฎหมายแล้ว แต่ไทย อาจมีข้อเสนอแนะ ความห่วงกังวล ที่สามารถส่งไปทางสหภาพยุโรป เพื่อจะได้นำไปรับใช้ในเรื่องของเครื่องมือและขั้นตอนรูปแบบมากยิ่งขึ้น แต่ถ้ามีผู้ไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมากก็อาจเกิดกการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต  แต่ขณะนี้ ในเมื่อยังเดินหน้าอยู่ ในส่วนของไทยคงต้องเตรียมความพร้อม รับทราบข้อมูล และร่วมมือกันไปก่อน”รองอธิบดีกรมยุโรป ระบุ

ก่อนทิ้งท้าย ปัจจุบันอาจยังมีบางภาคส่วนไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ EUDR จึงนับเป็นโอกาสดีที่ทาง RSPO ในฐานะที่เป็นองค์กรหลักเรื่องของการส่งเสริมความยั่งยืนของปาล์มน้ำมัน จัดงานสัมมนาประชาสัมพันธ์ความรู้ให้กับสมาชิก ตนรู้สึกยินดีที่เห็นภาคอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย แสดงความพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อเข้าสู่ในเรื่องของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกคนทราบดีว่าเป็นเทรนด์ของโลกที่จะต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

RSPO ส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันคุณภาพผลผลิตต่อไร่สูง สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรก บนเว็บไซต์ เทคโนโลยีชาวบ้าน

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ปาล์มน้ำมันถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เพราะไทยเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยในบรรดาผู้นำระดับโลกด้านการผลิตน้ำมันปาล์มนั้น ประเทศไทยมีตำแหน่งที่ไม่เหมือนใคร สิ่งที่ทำให้มีความแตกต่างนั้น เกิดจากการที่เกษตรกรรายย่อย มีบทบาทสำคัญในขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งเกษตรกรรายย่อยนับเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของประเทศ มีผู้ปลูกปาล์มรายย่อยคิดเป็นร้อยละ 70 เปอร์เซ็นต์ ของการผลิตน้ำมันปาล์ม ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกในโลก ที่มีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองจาก RSPO 4 กลุ่ม ในปี 2555 เมื่อมาถึงวันนี้ ในปี 2566 ทั้ง 4 กลุ่ม ได้เติบโตจนมีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่ผ่านการรับรองกว่า 80 กลุ่ม ใน 6 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง และ ชลบุรี

รศ.ดร สุธัญญา ทองรักษ์ นักวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า การพัฒนาเกษตรกรรายไปสู่มาตรฐาน RSPO ของประเทศไทย มีสมาชิกมากกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ เมื่อเข้ามาสู่การรับรองมาตรฐานของ RSPO เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้ช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ปาล์มน้ำมันของประเทศไทยจะต้องเจอสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือเผชิญกับราคาตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกปาล์มน้ำมันก็มีการพัฒนาอยู่เสมอจนได้ผลผลิตที่ดี

“จากการประเมินผลงานวิจัยออกมาค่อนข้างน่าสนใจมาก ซึ่งเกษตรกรที่เข้ามารวมกลุ่มของ RSPO ออกมาค่อนข้างดี เนื่องจากปัญหาของเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากในประเทศไทย มีพื้นที่ต่ำกว่า 50 ไร่ ส่วนใหญ่ปัญหาของเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ คือเริ่มตั้งแต่ขาดความรู้ ขาดความเชื่อมโยงทางการตลาด ต่างคนต่างทำ เพราะฉะนั้นก็จะลงมือทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่เมื่อเข้าสู่การรวมกลุ่มและทำมาตรฐาน RSPO เกษตรกรได้ประโยชน์มาก ปัญหาเรื่องความรู้ก็ได้รับการแก้ไข ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวโยงกับอาชีพมากขึ้น เห็นแนวทางปรับปรุงสวนของตนเอง ปัญหาหลายเรื่องก็ถูกแก้ด้วยกระบวนการกลุ่ม ทำให้เกษตรกรนำสิ่งที่กลุ่มหรือทีมวิทยากรแนะนำไปปฏิบัติ” รศ.ดร สุธัญญา กล่าว

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ด้าน คุณเกื้อกูล เสี่ยงแทน ผู้จัดการกลุ่มยูนิวานิช-ปลายพระยา กล่าวว่า จากการที่ได้เข้าร่วมกลุ่มเป็น 1 ใน 4 กลุ่มแรก เมื่อ 11 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO เมื่อปี 2555 จากเดิมที่มีการปลูกปาล์มแบบผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการปลูกปาล์มมากนัก ทำให้ผลผลิตต่อไร่ไม่ได้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่เมื่อมีพี่เลี้ยงอย่าง RSPO เข้ามาดูแลในเรื่องของการปลูกที่มีระบบและเป็นแนวทางมากขึ้น จึงทำให้เห็นว่าการทำสวนปาล์มที่ดีควรทำอย่างไร และมองเห็นถึงความยั่งยืนของการสร้างรายได้จากอาชีพนี้มากขึ้น

“เมื่อมีการรวมกลุ่ม RSPO กลุ่มก็นำความรู้ที่ได้มาเสริมความสามารถมากขึ้น เพราะเราได้ทั้งทักษะวิชาการต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่เข้ามาอบรม จากนั้นทางกลุ่มจึงได้ต่อยอดการผลิตได้เป็นอย่างดี ทำให้กลุ่มยกระดับมากขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่งว่าจะทำสวนปาล์มโดยที่มีองค์ความรู้ มีความเข้าใจมากขึ้น จะขอเชิญชวนสมาชิกที่กำลังเข้าสู่มาตรฐาน RSPO เข้ามารวมกลุ่มกัน เพื่อที่เราจะสร้างมาตรฐานใหม่ เราไม่ต้องทำสวนแบบตัวใครตัวมัน แต่เราสามารถทำสวนปาล์มที่มีมาตรฐานเดียวกันไปสู่ความั่งยืน” คุณเกื้อกูล กล่าว

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

จากความสำเร็จของ RSPO จึงถือเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันมีชีวิตที่ดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัดเหมือนอย่างเช่น คุณโสฬส เดชมณี ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งตำบลศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากเกษตรกรผู้ที่ปลูกปาล์มน้ำมันแบบไม่มีหลักการมากนัก ทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องของการผลิตเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้นอกจากจะไม่ได้คุณภาพแล้ว ในเรื่องของปริมาณต่อไร่ก็ลดลงเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

หลังจากที่มีเพื่อนเกษตรกรชักชวนให้เป็นสมาชิกกลุ่ม RSPO ของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มยั่งยืนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำให้หลังจากที่เป็นสมาชิกและผ่านการเข้าอบรมอย่างต่อเนื่อง คุณโสฬสได้รับองค์ความรู้ในเรื่องของการปลูกปาล์มในทุกด้าน จนมีหลักการผลิตที่ถูกต้องมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนนั้นเป็นยุคแรก ๆ ที่ผมเข้าร่วมของ RSPO ผมได้รับการอบรมต่อเนื่องและบ่อยมาก เพราะ RSPO ให้ความรู้แก่เกษตรกรในทุก ๆ ด้าน ที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนด RSPO ซึ่งในเนื้อหาเหล่านั้น มีเรื่องการจัดการสวนปาล์ม เมื่อเข้าไปอบรม ผมพยายามศึกษาและจับหลักว่าหลักของการผลิตปาล์มให้ได้ผลผลิตดี คืออะไร การที่เราจะนำมาใช้และปรับให้เข้ากับพื้นที่ของเรา มันเป็นเรื่องของหน้างานต่าง ๆ ที่จะต้องปรับ จึงทำให้การผลิตปาล์มของผมมีคุณภาพและปริมาณต่อไร่สูงตามไปด้วย” คุณโสฬส กล่าว

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

จากความมุ่งมั่นและความตั้งใจของ RSPO ที่ต้องการให้การผลิตปาล์มน้ำมันมีความยั่งยืน และผลผลิตได้คุณภาพและปริมาณต่อไร่สูงนี้เอง จึงทำให้ปัจจุบันการพัฒนาของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่เข้าร่วมกลุ่ม RSPO ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เกษตรกรที่เข้าร่วมกับ RSPO ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่มีจำนวนถึง 84 กลุ่ม โดยกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับมาตรฐาน RSPO จำนวน 21 กลุ่ม 6,814 คน มีพื้นที่ที่ได้รับการรับรอง 265,377.56 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 4.36 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งหมดของประเทศไทย

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

‘RSPO’ ยกระดับผู้ผลิตปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานสากล ตอกย้ำเกษตรกรสวนปาล์มกว่า 5 ล้านไร่สร้างผลผลิตที่ยั่งยืน

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรก บนเว็บไซต์ www.bangkokbanksme.com

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

น้ำมันปาล์มเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่เราใช้ในชีวิตประจำวันทั้งอุปโภคและบริโภค ดังนั้นการผลิตน้ำมันปาล์มให้เกิด ‘ความยั่งยืน’ จึงเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และในประเทศไทยก็เช่นกัน ซึ่งน้ำมันปาล์มเป็นพืชน้ำมันที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งของโลก 

โดยประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้เอง และปลูกปาล์มมากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งมีพื้นที่ในการปลูกปาล์มมากกว่า 5 ล้านไร่ ทั้งยังมีแนวโน้มในการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศสูงขึ้นทุกปี สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก

เพราะนอกจากเราจะใช้ในการบริโภคในชีวิตประจำวันแล้ว ยังนำไปใช้ในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร เครื่องสำอาง และต่อยอดไปอีกในหลาย ๆ ผลิตภัณฑ์ เรียกได้ว่า ตื่นเช้ามาทุกคนจะต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์ม ตั้งแต่สบู่ ยาสีฟัน แชมพู และเครื่องสำอางที่ใช้ทุกวัน หรือขนมขบเคี้ยวและของทอด ก็อาจมีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ยังไม่นับการนำน้ำมันปาล์มไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน ไอศกรีม และเนยเทียม หรืออุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค เช่น น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก ไปจนถึงน้ำมันรถยนต์ 

แต่มากไปกว่านั้น คือการที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ได้ตระหนักถึงที่มาของปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นต้นทางของการผลิตเหล่านี้ ทำให้ยังไม่เห็นข้อแตกต่างระหว่างการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มาจากน้ำมันปาล์มแต่ละแหล่ง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากเข้าใจข้อแตกต่างก็จะเข้าใจเหตุผลและมองเห็นวิธีการที่จะช่วยสนับสนุนเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันด้วยวิธีการที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้นการทำให้น้ำมันปาล์มเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมากขึ้น จึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจจะต้องใส่ใจกับสังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน วันนี้ความยั่งยืนจึงกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ายอมรับ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม ไม่เพียงแค่สร้างการยอมรับในตลาดโลก แต่ยังเป็นการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในการปลูกปาล์มที่เกิดขึ้นทั่วโลก มาตรฐาน RSPO จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในการปลูกปาล์มที่เกิดขึ้นทั่วโลก

©TASPO/ปรวิทย์ ยศถา

RSPO คืออะไร

Roundtable on Sustainable Palm Oil หรือ RSPO เป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากที่สุดขณะนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเติบโตและการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่ผ่านมาตรฐานสากลที่น่าเชื่อถือ ที่สอดรับกับแนวทาง ESG ที่เน้นความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 

แม้มาตรฐานจะได้รับการพัฒนาในขั้นต้นโดย RSPO แต่สถาบันมาตรฐานอังกฤษ (bsi.) ในสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ได้รับการอนุมัติและให้อำนาจในการตรวจประเมินและรับรององค์กรที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปาล์ม

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

สถานการณ์ปาล์มน้ำมันทั่วโลก

ความต้องการน้ำมันพืชที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมามีการผลิตน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากย้องไปในปี 1970 ทั่วโลกผลิตน้ำมันปาล์มได้เพียง 2 ล้านตันเท่านั้น แต่ปัจจุบันทั่วโลกสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้ 72.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 36.45 เท่า โดยมี 3 ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลก คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย 

ทั้งนี้ ปาล์มน้ำมันมีข้อดีหลายประการ เป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูงสุด มีประสิทธิภาพมาก ทั้งยังใช้ที่ดินน้อยกว่าครึ่งที่พืชอื่นต้องการเพื่อผลิตน้ำมันในปริมาณเท่ากัน ด้วยความที่มีราคาถูกและมีประสิทธิภาพ ทำให้น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันพืชที่ใช้กันมากที่สุดในโลก 

ประกอบกับการที่น้ำมันปาล์มเป็นผลิตภัณฑ์อเนกประสงค์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั่วโลก จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จากการที่มีสารกันบูดตามธรรมชาติซึ่งช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหาร ส่วนใหญ่จึงใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 หรือ 68% 

ไม่ว่าจะเป็นมาการีน ช็อกโกแลต พิซซ่า ขนมปัง และน้ำมันประกอบอาหาร ที่สำคัญสามารถนำไปใช้ในการผลิตสินค้าในชีวิตประจำวันถึง 27% เช่น สบู่ ผงซักฟอก เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่าง ๆ  ส่วนที่เหลือใช้เป็นพลังงานชีวภาพ 5% ได้แก่ เชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับการขนส่ง ไฟฟ้า และพลังงานความร้อน เป็นต้น

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ความต้องการ RSPO ในประเทศไทย และปัญหาที่เกิดขึ้น

แม้ว่า RSPO จะเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 แต่สำหรับในประเทศไทย ยังถือเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ แม้ RSPO จะถือเป็นมาตรฐานที่ดีที่สุด และถือเป็นวิธีที่จะรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาทรัพยากรได้ แต่ยังมีข้อจำกัดสำหรับเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย ซึ่งมีมากกว่า 95 % ของจำนวนผู้ผลิตปาล์มทั้งหมด เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยที่ได้มาตรฐาน RSPO จะต้องเป็นเกษตรกรที่มีพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ แต่ในประเทศไทยเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ มีพื้นที่เพียง 10 -15 ไร่ต่อรายเท่านั้น ดังนั้นการรับรองมาตรฐานนี้ให้กับเกษตรกร 1 ราย จึงค่อนข้างยาก ต้องมีการรวมกลุ่มกันจำนวนเยอะ ๆ เพื่อให้มีพื้นที่แปลงใหญ่ขึ้น

ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยมีน้ำมันปาล์มที่ได้รับการรับรอง RSPO อยู่ไม่มาก คือมีการเติบโตขึ้น แต่อาจไม่รวดเร็วเท่ากับประเทศอินโดนิเซียและมาเลเซีย ที่อยู่ภายใต้การผลิตของบริษัทใหญ่ ๆ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ปี ก็สามารถรับการรับรองมาตรฐานได้แล้ว

ทั้งนี้จากข้อมูลเดือนมิถุนายน 2566 RSPO ในไทยมีสมาชิกผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ทั้งเกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่ จำนวน 84 กลุ่ม โดยแบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน RSPO มีจำนวน 6,814 ราย มีพื้นที่ที่ได้รับการรับรอง 265,377.56 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 4.36 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งหมดของประเทศไทย และอยู่ระหว่างการตรวจรับรองอีก 2,955 ราย 67,782.00 ไร่ คาดว่าภายในปลายปี พ.ศ.2566 ประเทศไทย จะมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ได้รับการรับรองจาก RSPO จำนวน 333,159.56  ไร่ คิดเป็นร้อยละ 5.48 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งหมดของประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีสมาชิก RSPO ที่เป็นผู้ผลิตกลางน้ำ ผู้ผลิตสินค้าบริโภค (Consumer Goods Manufactures) อีก 11 บริษัท ผู้ค้า ผู้ผลิตแปรรูป (Processors and Traders) 33 บริษัท ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำมันปาล์มรายย่อย (Supply Chain Associated) 40 บริษัทและบริษัทเกี่ยวข้องอีก 1 แห่ง รวมทั้งสิ้น 169 แห่ง

ดังนั้น การมีเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย จะเป็นการส่งเสริมฐานกำลังให้แข็งแกร่งต่อการผลักดันทั้งระบบห่วงโซ่การผลิตที่มีประสิทธิภาพของทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น และ RSPO มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดการขยายตลาดปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน ให้เป็นบรรทัดฐานของประเทศไทยสู่เวทีโลก 

ซึ่งการรวมตัวกันของภาคีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนี้ จะเป็นพลังความร่วมมือในการส่งเสริมและเพิ่มความเชื่อมั่นในการผลิตปาล์มน้ำมันและเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เกิดการขับเคลื่อนและการปฏิบัติร่วมกันทั้งระบบเพื่อบรรลุเป้าหมายหลักของ RSPO พร้อมกับสร้างการรับรู้และความตระหนักในการผลิตและการใช้ประโยชน์ปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน บริโภคสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเทียบกับมาตรฐานสากลต่อไป

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ผลกระทบจากการปลูกปาล์มน้ำมันแบบไม่ยั่งยืน

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกปาล์ม คือตัวอย่างหนึ่งของการปลูกปาล์มน้ำมันที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากจะเป็นการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์แล้ว ยังเป็นการทำลายแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย

แม้ในปัจจุบัน เกษตรกรไทยจะมีปัญหาเรื่องนี้ไม่มากเท่ากับประเทศที่เป็นแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งมีสัตว์ป่าบางชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์เพราะบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อใช้ปลูกปาล์มน้ำมัน แต่เกษตรกรไทยที่เข้าใจเรื่องการผลิตอย่างยั่งยืนยังมีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนเกษตรกรปาล์มน้ำมันทั้งหมด หลายคนยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการปลูกที่ลดการพังทลายของดินและการปกป้องแหล่งน้ำ 

ดังนั้นเพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ในฐานะประเทศที่มีผลผลิตน้ำมันปาล์มสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งมีพื้นที่ปลูกปาล์มมากกว่า 5 ล้านไร่ ทั้งยังมีแนวโน้มในการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศสูงขึ้นทุกปี องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประเทศไทย จึงทำ ‘โครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ ตั้งแต่ปี 2561 โดยร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

ซึ่งปัจจุบันโครงการนี้อยู่ในระหว่างขยายแผนงานที่วางไว้ไปสู่การทำงานร่วมกับเกษตรกรและโรงงานโดยตรง โดยใช้เกณฑ์ชี้วัดจาก Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) มาเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างมาตรฐานให้กับเกษตรกรไทย นำไปสู่การผลิตที่ยั่งยืน เพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญและใส่ใจกับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มาจากระบบการผลิตแบบนี้มากขึ้น ซึ่งต่อจากนี้ไป มาตรฐาน RSPO จะมีบทบาทเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) มากขึ้นจากกฎการค้าโลกที่กดดันเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทุกขณะ 

อย่างเช่น มาตรการการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) โดยเฉพาะการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป หนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันปาล์มหลักของโลก ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกทยอยลดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชที่มีความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดการสร้างคาร์บอนสูง 

โดยตั้งเป้าหมายยุติการใช้ภายในปี 2573 ส่งผลให้เกิดกระแส ‘Zero Palm Oil’ ในภาคอุตสาหกรรมของยุโรป นอกจากนี้การให้ความสำคัญกับสุขภาพยังทำให้เกิดกระแส ‘Palm Oil Free’ สำหรับสินค้าอาหารต่าง ๆ ในยุโรป เนื่องจากน้ำมันปาล์มถูกมองว่าเป็นแหล่งไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) และมีสารก่อมะเร็งในปริมาณมากเมื่อเทียบกับพืชน้ำมันอื่น ๆ

ทั้งนี้โครงการแรกได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้ให้มากขึ้น และขยายไปถึงการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืนครบทั้งวงจร ตั้งแต่ตัวเกษตรกร โรงงานน้ำมันปาล์ม ธุรกิจที่ใช้น้ำมันปาล์ม ไปจนถึงผู้บริโภคในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มด้วย

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

RSPO มีประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างไร? ทำไมผู้ประกอบการธุรกิจปาล์มน้ำมันต้องให้ความสำคัญ

จากการสำรวจเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ‘พัฒนาการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน RSPO’ พบว่าความรู้ที่ได้รับ เช่น วิธีการคัดเลือกพันธุ์ปาล์มน้ำมันให้เหมาะสมกับสภาพดินและการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันต้นใหม่แทนที่ต้นเก่าเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อหน่วย สามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรบางรายได้ถึง 50 % เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขความเสียหายจากดินเสื่อมคุณภาพและพื้นที่เพาะปลูกที่ต้องเพิ่มหรือเคลื่อนย้ายบ่อย

โดย RSPO ได้กำหนดหลักการ 8 ข้อ เพื่อเป็นกรอบสำหรับการผลิตปาล์มที่ยั่งยืน โดยครอบคลุมถึงการบริหารจัดการและดำเนินงานด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐกิจ ความเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม และความเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยมีหลักการดังนี้

1. ความมุ่งมั่นให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้
2. การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ
3. การปฏิบัติตามแบบแผนในด้านเศรษฐกิจและการเงิน
4. การใช้วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปลูกน้ำมันปาล์มและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
5. ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
6. ความรับผิดชอบต่อบุคลากรและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากผู้ปลูกปาล์มและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
7. ความรับผิดชอบต่อการพัฒนาการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ใหม่
8. การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมที่สำคัญ

ปัจจุบันประเทศที่ได้รับการรับรองเกณฑ์กำหนดและตัวชี้วัดตามกรอบ RSPO ได้แก่ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ขณะที่ปาปัวนิวกินีอยู่ระหว่างการนำเสนอหลักการระดับชาติต่อ RSPO ส่วนไทยเริ่มต้นให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่มีการตั้งกลุ่มกันผ่านโรงงานรับซื้อปาล์มสกัดน้ำมัน 

โดยได้จัดตั้งคณะทำงาน หลังจากตีความหลักการและเกณฑ์กำหนด ตามกรอบ RSPO (Generic P&C) และภาคเอกชนภายในประเทศก็ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในการขอใบรับรองว่าสินค้าของตนเป็นไปตามหลักการและเกณฑ์กำหนดของ RSPO โดยประเทศไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO ในประเภทกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่ประเทศอื่นเป็นการรวมกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ผ่านโรงงานอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันขนาดใหญ่

SME ต้องพร้อมปรับตัวสู่ BCG เพื่อไปต่ออย่างยั่งยืน

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบจัดเป็นเศรษฐกิจชีวภาพที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวได้เป็นอย่างดี ตามแนวทาง BCG Economy ซึ่งนอกจากการเพาะปลูกตามมาตรฐาน RSPO แล้ว ยังสามารถนำกระบวนการรีไซเคิลมาใช้ในโรงงาน ด้วยการนำส่วนต่าง ๆ ที่เหลือมาใช้ประโยชน์จากผลปาล์มให้ได้มากที่สุด 

เช่น เส้นใย นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตไฟฟ้า น้ำที่ผ่านการบำบัดกลั่นตะกอน เกิดเป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) ก็นำไปผลิตไฟฟ้าได้ ส่วนกากที่เหลือนำมาใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพให้กับชาวสวนปาล์มที่อยู่ในพื้นที่ได้ใช้กัน โดยต่อท่อลำเลียงออกจากโรงงาน โดยจะมีทั้งน้ำและปุ๋ย ทำให้ชาวสวนปาล์มลดต้นทุนจากการใช้น้ำ 

ในขณะเดียวกันก็มีส่วนผสมของปุ๋ยชีวภาพอยู่ด้วย จึงไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเยอะเหมือนที่ผ่านมา ส่วนกะลาก็จำหน่ายให้โรงงานอุตสาหกรรมอื่น ๆ นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

ที่กล่าวมานี้สะท้อนให้เห็นว่า การทำธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย ต้องไปตามเทรนด์ของโลกที่มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพราะโลกร้อน ไม่ว่าสินค้าอะไร จะโดนบังคับให้ต้องลดคาร์บอน หากผลิตสินค้าที่ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้จะไปต่อยาก ดังนั้น ถ้าเราเริ่มก่อนจะได้เปรียบ เพราะเจาะตลาดได้ก่อนเข้าถึงผู้บริโภคได้ก่อนนั่นเอง 

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

โรงงานปาล์มครบวงจร สู่ Zero Waste

ยกตัวอย่าง บริษัท เอส.พี.โอ.อะโกรอินดัสตรี้ส์ จำกัด ผู้ผลิต ‘ปาล์มน้ำมัน’ ครอบคลุมทุกพื้นที่ในภาคใต้ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม หีบน้ำมันปาล์ม และผลิตพลังงานไฟฟ้าจากวัสดุชีวมวลและ ก๊าซชีวภาพ นอกจากนี้ ยังได้รับมาตรฐานการผลิตปาล์มคุณภาพ ระดับสากลจาก RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) เป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (Sustainability) ที่ สามารถสร้างรายได้ที่ดีกว่าและสามารถลดต้นทุนการผลิต เชื่อมโยงเกษตรกรสู่มาตรฐานระดับโลก

อีกหนึ่งผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน ที่ใช้มาตรฐาน RSPO เพื่อการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน บริษัท สุขสมบูรณ์ น้ำมันปาล์ม จำกัด โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม Oleochemical ที่มีการจัดการแบบ Zero Waste โดยใช้ปาล์มผลิตเป็นพลังงาน ก่อนที่จะนำพลังงานไปกลั่นน้ำมันพืช ที่ต่อยอดไปสู่โรงไฟฟ้าชีวมวล (Biomass) และโรงไฟฟ้าชีวภาพ (Biogas) ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล เป็นการนำพลังงานมาหมุนเวียนใช้ในโรงงานทั้งหมด

นอกจากนี้ยังพัฒนาแอปพลิเคชัน ‘สุขสมบูรณ์’ แพลตฟอร์มอัจฉริยะในการบริหารจัดการสวนปาล์มที่มีประสิทธิภาพมาก จะช่วยให้ต่อไปเกษตรกรจะขายวัตถุดิบให้สุขสมบูรณ์ จะสามารถทราบข้อมูลและรู้ได้ทันทีว่าปาล์มมาจากแหล่งปลูกที่ไหน ปลูกในช่วงเวลาไหน น้ำมันปาล์มที่ได้มาจากที่ไหน 

เป็นโครงการระบบบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมัน RSPO และการขนส่งอัจฉริยะ Digital Platform : Smart RSPO Palm Oil Plantation and Logistic Management ซึ่งการระบุที่มาของปาล์มได้ เป็นการสร้างความมั่นใจให้ ผู้ซื้อ หรือลูกค้า ว่าน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์จากปาล์มไม่ได้มาจากการบุกรุกป่า และยังสามารถประมาณการผลผลิตในแต่ละช่วงได้ด้วย   

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยที่มุ่งหวังในอนาคต

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย สิ่งที่มุ่งหวังจึงอยากให้เกิดความยั่งยืนในการทำเกษตรสวนปาล์ม ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม ด้านรายได้และราคาผลผลิต ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มที่มีมากกว่า 4 แสนครัวเรือน ควรหันมาให้ความสำคัญการทำเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงให้กับเกษตรกร เคียงคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน

อ้างอิง 
https://www.thai-german-cooperation.info/en_US/morakot/
https://www.bsigroup.com/th-TH/RSPO-for-Sustainable-Palm-Oil/
https://www.ditp.go.th/contents_attach/69456/55002012.pdf
https://themomentum.co/branded-content-giz-rspo/
https://shorturl.asia/osApl
https://www.facebook.com/gizthailandagrifood/photos/a.174759813099264/541163259792249/?type=3
https://www.greennetworkthailand.com/rspo-tei/
https://www.tei.or.th/en/environment_news_detail.php?eid=2308