น้ำมันปาล์มยั่งยืน ทางเลือก-ทางรอด อุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลก 

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และ นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม

ในวันที่ผู้บริโภคทั่วโลก ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว “น้ำมันปาล์ม” ซึ่งเคยถูกมองเป็นผู้ร้ายด้านสิ่งแวดล้อม กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ว่าจะยังเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก หรือจะถูกยกระดับเป็นวัตถุดิบพรีเมียมของอุตสาหกรรมอาหารโลก

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และ นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ยอมรับว่า ภาพลักษณ์น้ำมันปาล์มในสายตาโลกนั้น มีทั้งด้านบวกและด้านลบ จากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในหลายประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ในกรณีของประเทศไทย สถานการณ์แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

“บ้านเราให้ความสำคัญกับเรื่อง Sustainable มานานแล้ว และการผลิตส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ไม่ได้บุกรุกป่าเหมือนที่โลกกังวล” คุณอัสนี บอกหนักแน่น

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และ นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของคีย์แมนสำคัญของวงการปาล์มน้ำมันประเทศไทย เขามองว่า “ความยั่งยืน”   ในมุมมองของตลาดโลกนั้น ไม่ใช่สิ่งที่โรงงานหรือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งจะทำได้ลำพัง หากแต่ต้องเกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่สวนปาล์ม โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหารและผู้บริโภคปลายทาง

นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม กล่าวต่อว่า โครงสร้างการผลิตน้ำมันปาล์มของไทยแตกต่างจากประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียอย่างชัดเจน โดยเกษตรกรส่วนใหญ่เป็น Smallholder ถือครองพื้นที่ 20–100 ไร่ การรวมกลุ่มและยกระดับมาตรฐานจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

“ถ้ารวบรวมเกษตรกรแล้วผลิตของดี แต่ไม่มีคนซื้อ สุดท้ายเขาก็เลิก” คุณอัสนี สะท้อนปัญหา พร้อมชี้ว่า การสร้างเครือข่ายหรือ Alliance ระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ คือหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายอย่าง TASPO หรือความร่วมมือระหว่างโรงกลั่นกับผู้ผลิตอาหารรายใหญ่

ซึ่งในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา บทบาทของประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ ไปสู่การเป็นผู้ส่งออกอย่างจริงจัง ซึ่งหมายความว่า การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ถ้าแข่งด้วยปริมาณ เราแข่งกับมาเลเซียและอินโดนีเซียไม่ได้ สิ่งที่เราต้องแข่งคือจุดขาย” คุณอัสนี กล่าว

และว่า สำหรับมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) นั้น นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทั้งคุณภาพและภาพลักษณ์น้ำมันปาล์มไทยในตลาดอาหารโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับและความโปร่งใสของแหล่งที่มา

“ถ้าเราไม่มีมาตรฐานพวกนี้ เราจะไปขายได้แค่แข่งราคา และสุดท้ายก็แพ้ เพราะวันดีคืนดีเขาดัมพ์ราคา เกษตรกรเราก็เดือดร้อน แต่ในทางกลับกัน หากไทย สามารถผลักดันให้การผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศเข้าสู่ระบบ Certified เช่น RSPO ได้ในสัดส่วนสูง จะช่วยเปิดประตูสู่ตลาดพรีเมียม ซึ่งยอมจ่ายแพงกว่า เพื่อแลกกับความมั่นใจด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอาหาร” ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย แสดงทรรศนะ

ก่อนบอกต่อ ไทยขายของน้อย จึงต้องขายของแพง เหมือนข้าวหอมมะลิ 

ขณะที่ “น้ำมันปาล์มยั่งยืน” นั้น สามารถเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของ Thailand Brand ได้ และในมุมมองของภาคธุรกิจ อย่างเขานั้น มองว่า  Thailand Brand ต้องมีความหมายมากกว่าการระบุแหล่งผลิต แต่ต้องสะท้อนถึงคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และความยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ซึ่งภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ต้องมีบทบาทสำคัญในการผลักดันยุทธศาสตร์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาการค้า การเปิดตลาด หรือการวางตำแหน่งสินค้าปาล์มน้ำมันไทยในตลาดโลก

“ประเทศไทยถูกจัดเป็นประเทศ Low Risk เรื่องการตัดไม้ทำลายป่าในกรอบ EUDR นับเป็นโอกาสที่เรามีแล้ว เหลือแค่ว่าเราจะทำของไปขายให้เขาได้หรือเปล่า” คุณอัสนี บอกจริงจัง

และว่า ปัจจุบันแม้ผู้บริโภคไทย ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “น้ำมันปาล์มยั่งยืน” มากนัก แต่แนวโน้มโลกกำลังเปลี่ยนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในยุโรป จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งเริ่มกำหนดนโยบายด้านความยั่งยืนกับ       ซัพพลายเออร์มากขึ้น หากอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สามารถปรับตัวได้ทัน น้ำมันปาล์มจะไม่ใช่ “ผู้ร้าย” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นวัตถุดิบที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว

“สุดท้ายมันไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและโลกที่เราจะทิ้งไว้ให้ลูกหลาน” คุณอัสนี ทิ้งท้ายอย่างนั้น