ปาล์มน้ำมันไทย “ต้องเปลี่ยนเกม” จากตลาดแมส สู่ Green Product แห่งอนาคตโลก

คุณอัสนี มาลัมพุช
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎการค้าโลกใหม่ ทั้ง ESG, EUDR, ภาวะโลกร้อน และการแข่งขันจากน้ำมันพืชชนิดอื่น อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” ที่ไม่อาจเดินเกมแบบเดิมได้อีกต่อไป

นี่คือสารสำคัญจากปาฐกถาพิเศษของ “คุณอัสนี มาลัมพุช” นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ภายในงาน “งานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue) และ “งานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th RSPO Thailand Member Forum) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันที่ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย และขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันยั่งยืนในตลาดโลก”

ปาล์ม…พืชเศรษฐกิจที่โลกยังต้องการ

คุณอัสนี สะท้อนว่า แม้ปาล์มน้ำมันจะถูกโจมตีและเผชิญแรงกีดกันจากหลายประเทศ แต่ในความเป็นจริง “น้ำมันปาล์ม” ยังคงเป็นพืชน้ำมันที่มีศักยภาพสูงที่สุดของโลก

“เมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น ปาล์มให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุด ใช้ได้แทบทุกอุตสาหกรรม ทั้งอาหาร โอลิโอเคมิคอล และพลังงาน”

นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตของไทยยังแข่งขันได้ เนื่องจากอยู่ในภูมิภาคเอเชียที่ยังมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าหลายพื้นที่ของโลก ที่สำคัญ ปาล์มน้ำมัน ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ของประเทศ โดยเฉพาะการผลิตไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

“ถ้าเราไม่มีน้ำมันปาล์มไปทำไบโอดีเซล หรือน้ำมันเครื่องบิน เวลามีสงครามหรือวิกฤตพลังงาน เราจะขาดแคลนหนัก”

จาก “ตลาดล่าง” สู่ “ตลาดบน”

อย่างไรก็ตาม คุณอัสนี มองว่า โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วย “ปริมาณ” ได้อีกต่อไป

“อินโด มาเล ผลิตกันปีละ 50 ล้านตัน แต่ของไทยมีแค่ประมาณ 3 ล้านตัน เราไปสู้ตลาดล่างเขาไม่ไหว”

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย คือการสร้าง “Green Product Thailand Brand” หรือแบรนด์สินค้าสีเขียวจากประเทศไทย ที่ขาย “ความยั่งยืน” มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

เขาชี้ว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ การผลิตปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการบุกรุกป่า แต่เป็นการปลูกทดแทนพื้นที่เกษตรเดิม เช่น สวนยางพารา ซึ่งทำให้ไทยได้เปรียบด้านภาพลักษณ์สิ่งแวดล้อม

“เรามีโอกาสสร้างสินค้าไทยที่แตกต่างในเรื่องกรีน เรื่องคาร์บอน และความยั่งยืน เพื่อเข้าสู่ตลาดพรีเมียมของโลก”

RSPO กับโอกาสในยุค EUDR

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญ คือกฎระเบียบใหม่ของโลก โดยเฉพาะ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป แม้จะถูกเลื่อนบังคับใช้ออกไป แต่กำลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง

คุณอัสนี มองว่า ผู้ประกอบการไทยที่เตรียมพร้อมด้านมาตรฐานความยั่งยืนไว้แล้ว จะได้เปรียบทางการค้าในอนาคต

“ถ้าเราทำสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดยุโรปได้ เราจะขายได้ราคาดีกว่าคนอื่น”

โดยเฉพาะมาตรฐาน RSPO ซึ่งมีแนวทางใกล้เคียงกับข้อกำหนดของ EUDR อยู่แล้ว

“ใครได้มาตรฐาน RSPO ก็สบายใจได้ว่า สามารถส่งไปขายยุโรปได้เร็ว”

Small Holder หัวใจของอุตสาหกรรมไทย

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกย้ำอย่างหนัก คือการยกระดับ “เกษตรกรรายย่อย” หรือ Small Holder ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 90% ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

คุณอัสนี ระบุว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมจะเดินหน้าต่อไม่ได้ หากเกษตรกรรายย่อยไม่เข้าถึงองค์ความรู้ เงินทุน และมาตรฐานความยั่งยืน

“ค่าพรีเมียมจาก RSPO ควรกลับไปสู่เกษตรกร มากกว่ากลับไปที่บริษัท”

เขายังเสนอว่า ภาครัฐควรสนับสนุนการสร้างกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง มากกว่าการช่วยเหลือแบบระยะสั้น

“การสอนให้จับปลา ดีกว่าการให้ปลา”

โดยเฉพาะเรื่องการจัดการต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เกษตรกรควบคุมได้จริง ท่ามกลางต้นทุนแรงงานและปุ๋ยที่สูงขึ้นทุกปี

โลกใหม่…ต้องเพิ่มผลผลิตจากพื้นที่เดิม

หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ “Productivity” หรือประสิทธิภาพการผลิตของปาล์มน้ำมันไทย

ซึ่งคุณอัสนี ระบุว่า ต่างจากถั่วเหลืองที่พัฒนาพันธุ์และระบบเครื่องจักรจนผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ปาล์มน้ำมันกลับยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มผลผลิตอย่างชัดเจน ขณะที่สวนปาล์มจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ช่วงอายุมากกว่า 25 ปี ซึ่งผลผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็ว

“ถ้าเราไม่เริ่มปลูกทดแทนตั้งแต่วันนี้ ผลผลิตจะตกลงทันที”

เขาเสนอให้มีการปลูกทดแทนปีละ 5-10% อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้พันธุ์ปาล์มที่ดีขึ้น การจัดการปุ๋ยอย่างแม่นยำ และการพัฒนาเกษตรกรสู่ระบบ Smart Farmer

ความยั่งยืน” ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ในช่วงท้ายของปาฐกถา คุณอัสนี สรุปชัดว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ตลาด” และ “ผู้ซื้อ” จะเป็นผู้กำหนดกติกาใหม่ทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็น ESG ความเป็นธรรมด้านแรงงาน การลดคาร์บอน หรือการตรวจสอบย้อนกลับ ทุกอย่างจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้า

“เราไปบังคับผู้ซื้อไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ คือเตรียมตัวให้พร้อม”

และสำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย “RSPO” อาจไม่ใช่เพียงมาตรฐานรับรองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ใบผ่านทาง” สำคัญสู่การแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่

“โลกไม่ได้ต้องการพื้นที่ปลูกมากขึ้น แต่ต้องการความยั่งยืนมากขึ้น ทำอย่างไรให้ได้น้ำมันมากขึ้นจากพื้นที่เท่าเดิม” 

นี่คือโจทย์ใหม่ของปาล์มน้ำมันไทย ที่คุณอัสนี ฝากทิ้งท้ายไว้

คุณอัสนี มาลัมพุช

TASPO ได้ผู้นำคนรุ่นใหม่ “ศาณินทร์ ตริยานนท์” ชี้ ความยั่งยืน คือ แต้มต่อปาล์มน้ำมันไทย

พิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil: TASPO) จาก “คุณอัสนี มาลัมพุช” ไปสู่ “คุณศาณินทร์ ตริยานนท์” ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพมหานคร มีการจัดงาน “งานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The4th Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue) ควบคู่กับ “งานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th RSPO Thailand Member Forum) ภายใต้หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันที่ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย และขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันยั่งยืนในตลาดโลก”

หนึ่งในช่วงสำคัญของงาน คือพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil: TASPO) จาก “คุณอัสนี มาลัมพุช” นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ไปสู่ “คุณศาณินทร์ ตริยานนท์” นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย เพื่อสานต่อภารกิจขับเคลื่อนความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยในยุคใหม่

คุณอัสนี มาลัมพุช ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ส่งต่อ “คนรุ่นใหม่” สานพลังความยั่งยืน

คุณอัสนี กล่าวถึงการส่งมอบตำแหน่งว่า รู้สึกขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้โอกาสได้ทำหน้าที่ประธาน TASPO และเชื่อมั่นว่าการส่งต่อให้ผู้นำรุ่นใหม่ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับ RSPO มาอย่างยาวนาน จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้มากยิ่งขึ้น

“หลังจากนี้ TASPO จะได้คนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ร่วมกับ RSPO มานานมากแล้ว และหวังว่าจะนำพาทุกฝ่ายเติบโตไปได้อีกหลายเท่าตัว” คุณอัสนี กล่าว

ด้าน คุณศาณินทร์ สะท้อนว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยเดินทางมาไกลมากในเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ที่มาตรฐาน RSPO ค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในประเทศ ทั้งในมิติของความสำเร็จและความท้าทาย

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันอีกต่อไป  แต่กำลังขยายสู่ “การแข่งขันข้ามอุตสาหกรรม” ในเศรษฐกิจสีเขียวระดับโลก

เขายกตัวอย่างกรณี “SAF” หรือ Sustainable Aviation Fuel (น้ำมันอากาศยานยั่งยืน) ซึ่งกำลังเป็นตลาดอนาคตสำคัญของโลก โดยฝั่งปาล์มน้ำมันกำลังพยายามพัฒนาเชื้อเพลิง SAF เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเอทานอล

“อุตสาหกรรมเอทานอลก็สามารถผลิต SAF ได้เหมือนกัน แต่ผ่านคนละเทคโนโลยี และสิ่งที่เขาได้เปรียบเรามาก คือหลังจากกระบวนการผลิตทั้งหมดแล้ว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าปาล์มน้ำมันอย่างมีนัยยะ”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คุณศาณินทร์ มองว่า “จุดแข็ง” สำคัญของปาล์มน้ำมันไทย คือการมีระบบมาตรฐานความยั่งยืนที่เข้มแข็งและพัฒนามาต่อเนื่องมายาวนาน

“มาตรฐานอย่าง RSPO มีความเข้มแข็งต่อเนื่องเกือบยี่สิบปีแล้ว ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นอาจต้องเริ่มสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาเอง นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญของปาล์มน้ำมันไทย”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ชู 3เข็มทิศใหม่ TASPO

สำหรับทิศทางต่อจากนี้ ประธาน TASPO คนใหม่ เสนอแนวคิด 3C เป็นเข็มทิศสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ได้แก่ Commitment — ความมุ่งมั่นCollaboration — ความร่วมมือและ Communication — การสื่อสาร

โดยเขาระบุว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยมีผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่นับแสนคน ตั้งแต่เกษตรกร โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ และสิ่งสำคัญที่สุด คือการสร้าง “ความมุ่งมั่นร่วมกัน” ให้เกิดขึ้นมากขึ้นทั้งระบบ

“ประเทศไทยมีเสน่ห์บางอย่างในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ที่ทำให้ผู้ซื้อทั่วโลกยอมรับอยู่แล้ว เหลือแค่เราต่อยอดอีกนิดเดียว จะไปได้อีกมาก”

ในด้าน Collaboration หรือความร่วมมือ คุณศาณินทร์ มองว่า ภาพความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ที่ช่วยดูแลสมดุลโครงสร้างอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมที่ผลักดันอุตสาหกรรมปลายน้ำ กระทรวง อว. ที่สนับสนุนเรื่องแม่ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดต้นทุนเกษตรกร รวมถึงกระทรวงพลังงานที่ผลักดันการใช้ไบโอดีเซลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“ความร่วมมือเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่เกษตรกรจนถึงผู้ผลิตปลายน้ำ”

ส่วน Communication หรือการสื่อสาร คุณศาณินทร์ มองว่า แม้ TASPO และ RSPO จะสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารได้ดีระดับหนึ่งแล้ว แต่โจทย์สำคัญคือ “จะสื่อสารต่ออย่างไร” เพื่อทำให้ทั้งประเทศ และอุตสาหกรรมไทย สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การเปลี่ยนผ่านผู้นำ TASPO ครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวประธานองค์กร แต่สะท้อนถึงการเข้าสู่      “ยุคใหม่” ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ที่ต้องแข่งขันทั้งในมิติของตลาด เทคโนโลยี และมาตรฐานความยั่งยืน 

และโจทย์สำคัญต่อจากนี้ คือการทำให้ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงมาตรฐานบนกระดาษ แต่กลายเป็น “จุดแข็งเชิงแข่งขัน” ที่พาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เติบโตได้จริงในเวทีโลก

จัดการ “ปุ๋ย” แบบแม่นยำ หัวใจการยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

คุณศุภชัย จงจินตนาเลิศ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เผชิญคำถามซ้ำซาก 2 ข้อ คือ หนึ่ง ทำไมเปอร์เซ็นต์น้ำมันของไทยยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง และ สอง เกษตรกรจะอยู่รอดได้อย่างไรในภาวะต้นทุนสูงและความไม่แน่นอน ซึ่งคำตอบของปัญหานี้ อาจไม่ได้อยู่ที่พันธุ์ปาล์ม โรงงาน หรือเทคโนโลยีการสกัด แต่อยู่ที่ “วิธีคิดและวิธีจัดการปุ๋ย” ตั้งแต่ต้นน้ำของอุตสาหกรรม

คุณศุภชัย จงจินตนาเลิศ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี ให้มุมมองในประเด็นดังเกริ่นมานั้น ว่า ประเทศไทย ไม่ได้ขาดศักยภาพในการผลิตน้ำมันปาล์มคุณภาพสูง ตรงกันข้าม โรงงานปาล์มของไทยจำนวนมากพัฒนาไปไกลจนสามารถสกัดน้ำมันได้มากกว่า 20% แล้ว แต่ปัญหาคือ วัตถุดิบจากสวนยังไม่สม่ำเสมอและไม่เอื้อต่อประสิทธิภาพสูงสุดของโรงงาน

“คุณภาพของโรงงานในไทยดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราจำเป็นต้องชดเชยวัตถุดิบที่มีปัญหา” คุณศุภชัย กล่าว พร้อมชี้ว่า ประเด็นดังกล่าวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรกลุ่มปาล์มน้ำมัน แต่เกิดกับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปแทบทุกชนิดของประเทศ ซึ่งหัวใจของปัญหาอยู่ที่ “การจัดการปุ๋ย” ซึ่งถูกมองเป็นเพียงต้นทุนที่ต้องลด มากกว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับวัตถุดิบทั้งระบบ 

คุณศุภชัย จงจินตนาเลิศ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี

ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลจากการวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุอาหารในต้นและทะลายปาล์มพบว่า ธาตุอาหารจากปุ๋ยมีสัดส่วนเพียงประมาณ 3.5% ของผลผลิตทั้งหมด ที่เหลือกว่า 94% เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ ปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตที่มีอัตราทดสูง ใส่เพียงเล็กน้อย แต่ให้ผลลัพธ์ด้านผลผลิตและคุณภาพอย่างมหาศาล หากบริหารจัดการอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ เขายังเสนอแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ท้าทายกรอบเดิมของวงการ คือ การใส่ปุ๋ย “คืนตามผลผลิต” แทนการใส่ตามสูตรตายตัว กล่าวคือ ใส่ปุ๋ยในอัตราประมาณ 7% ของน้ำหนักผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จริง เพราะปุ๋ยเคมีโดยเฉลี่ยมีธาตุอาหารอยู่ราว 50%

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย คือ เกษตรกรจำนวนมากไม่รู้ผลผลิตที่แท้จริงของตนเองต่อไร่ ต่อต้น เมื่อไม่รู้ผลผลิต ก็ไม่สามารถคำนวณต้นทุนที่เหมาะสมได้ ส่งผลให้ทั้งระบบขาดข้อมูลพื้นฐานในการบริหารจัดการ

อีกประเด็นที่ คุณศุภชัย วิพากษ์อย่างตรงไปตรงมา คือ การสอนให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยปีละ 2–3 ครั้ง ทั้งที่ในทางวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างยูเรียหรือแอมโมเนียมอยู่ในดินได้เพียงราว 20 วัน และสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว หากใส่ปุ๋ยปีละไม่กี่ครั้ง เท่ากับว่าต้นปาล์มได้รับธาตุอาหารจริงเพียงไม่กี่สิบวันต่อปี

ตรงกันข้าม สวนที่ให้ผลผลิตสูงระดับ 6–8 ตันต่อไร่ กลับใช้วิธีใส่ปุ๋ยทุกเดือน ครั้งละน้อย แต่สม่ำเสมอ สอดคล้องกับธรรมชาติการดูดใช้ธาตุอาหารของพืชโดยไม่ต้องอาศัยตำราซับซ้อน

นอกจากนั้น ยังมีธาตุอาหารสำคัญที่ถูกมองข้ามในเชิงอุตสาหกรรม นั่นคือ แคลเซียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบโครงสร้างของต้นปาล์ม และมีบทบาทต่อสมดุลของดินอย่างยิ่ง คุณศุภชัย ชี้ว่า “โดโลไมท์” เป็นวัสดุที่ราคาถูกแต่มีคุณค่า หากใช้ในความละเอียดที่เหมาะสม และสามารถช่วยแก้ปัญหาดินเป็นกรดจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนต่อเนื่องได้ในระยะยาว

และในภาพใหญ่ คุณศุภชัย มองว่า หากประเทศไทยสามารถยกระดับการจัดการปุ๋ยและดินได้อย่างเป็นระบบ จะไม่เพียงช่วยลดต้นทุนเกษตรกร แต่ยังสามารถเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน เพิ่มคุณภาพวัตถุดิบ และสร้างความได้เปรียบให้กับอุตสาหกรรมโอลิโอเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่

“ปุ๋ยไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องลด แต่เป็นกลไกการแข่งขันที่ต้องใช้ให้ถูก” 

เราขอสรุปประเด็นข้อมูลทั้งหมด จากนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี อย่างนั้น 

และในวันที่การแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไม่ได้วัดกันแค่ปริมาณ แต่รวมถึงคุณภาพและประสิทธิภาพตลอดซัพพลายเชน การเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องปุ๋ย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นศักยภาพอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยได้ทั้งระบบ ที่ตลอดทั้งห่วงโซ่ในอุตสาหกรรมนี้ ต้องมาร่วมกันผลักดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น 

น้ำมันปาล์มยั่งยืน ทางเลือก-ทางรอด อุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลก 

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และ นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม

ในวันที่ผู้บริโภคทั่วโลก ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว “น้ำมันปาล์ม” ซึ่งเคยถูกมองเป็นผู้ร้ายด้านสิ่งแวดล้อม กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ว่าจะยังเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก หรือจะถูกยกระดับเป็นวัตถุดิบพรีเมียมของอุตสาหกรรมอาหารโลก

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และ นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ยอมรับว่า ภาพลักษณ์น้ำมันปาล์มในสายตาโลกนั้น มีทั้งด้านบวกและด้านลบ จากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในหลายประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ในกรณีของประเทศไทย สถานการณ์แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

“บ้านเราให้ความสำคัญกับเรื่อง Sustainable มานานแล้ว และการผลิตส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ไม่ได้บุกรุกป่าเหมือนที่โลกกังวล” คุณอัสนี บอกหนักแน่น

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และ นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของคีย์แมนสำคัญของวงการปาล์มน้ำมันประเทศไทย เขามองว่า “ความยั่งยืน”   ในมุมมองของตลาดโลกนั้น ไม่ใช่สิ่งที่โรงงานหรือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งจะทำได้ลำพัง หากแต่ต้องเกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่สวนปาล์ม โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหารและผู้บริโภคปลายทาง

นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม กล่าวต่อว่า โครงสร้างการผลิตน้ำมันปาล์มของไทยแตกต่างจากประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียอย่างชัดเจน โดยเกษตรกรส่วนใหญ่เป็น Smallholder ถือครองพื้นที่ 20–100 ไร่ การรวมกลุ่มและยกระดับมาตรฐานจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

“ถ้ารวบรวมเกษตรกรแล้วผลิตของดี แต่ไม่มีคนซื้อ สุดท้ายเขาก็เลิก” คุณอัสนี สะท้อนปัญหา พร้อมชี้ว่า การสร้างเครือข่ายหรือ Alliance ระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ คือหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายอย่าง TASPO หรือความร่วมมือระหว่างโรงกลั่นกับผู้ผลิตอาหารรายใหญ่

ซึ่งในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา บทบาทของประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ ไปสู่การเป็นผู้ส่งออกอย่างจริงจัง ซึ่งหมายความว่า การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ถ้าแข่งด้วยปริมาณ เราแข่งกับมาเลเซียและอินโดนีเซียไม่ได้ สิ่งที่เราต้องแข่งคือจุดขาย” คุณอัสนี กล่าว

และว่า สำหรับมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) นั้น นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทั้งคุณภาพและภาพลักษณ์น้ำมันปาล์มไทยในตลาดอาหารโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับและความโปร่งใสของแหล่งที่มา

“ถ้าเราไม่มีมาตรฐานพวกนี้ เราจะไปขายได้แค่แข่งราคา และสุดท้ายก็แพ้ เพราะวันดีคืนดีเขาดัมพ์ราคา เกษตรกรเราก็เดือดร้อน แต่ในทางกลับกัน หากไทย สามารถผลักดันให้การผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศเข้าสู่ระบบ Certified เช่น RSPO ได้ในสัดส่วนสูง จะช่วยเปิดประตูสู่ตลาดพรีเมียม ซึ่งยอมจ่ายแพงกว่า เพื่อแลกกับความมั่นใจด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอาหาร” ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย แสดงทรรศนะ

ก่อนบอกต่อ ไทยขายของน้อย จึงต้องขายของแพง เหมือนข้าวหอมมะลิ 

ขณะที่ “น้ำมันปาล์มยั่งยืน” นั้น สามารถเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของ Thailand Brand ได้ และในมุมมองของภาคธุรกิจ อย่างเขานั้น มองว่า  Thailand Brand ต้องมีความหมายมากกว่าการระบุแหล่งผลิต แต่ต้องสะท้อนถึงคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และความยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ซึ่งภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ต้องมีบทบาทสำคัญในการผลักดันยุทธศาสตร์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาการค้า การเปิดตลาด หรือการวางตำแหน่งสินค้าปาล์มน้ำมันไทยในตลาดโลก

“ประเทศไทยถูกจัดเป็นประเทศ Low Risk เรื่องการตัดไม้ทำลายป่าในกรอบ EUDR นับเป็นโอกาสที่เรามีแล้ว เหลือแค่ว่าเราจะทำของไปขายให้เขาได้หรือเปล่า” คุณอัสนี บอกจริงจัง

และว่า ปัจจุบันแม้ผู้บริโภคไทย ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “น้ำมันปาล์มยั่งยืน” มากนัก แต่แนวโน้มโลกกำลังเปลี่ยนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในยุโรป จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งเริ่มกำหนดนโยบายด้านความยั่งยืนกับ       ซัพพลายเออร์มากขึ้น หากอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สามารถปรับตัวได้ทัน น้ำมันปาล์มจะไม่ใช่ “ผู้ร้าย” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นวัตถุดิบที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว

“สุดท้ายมันไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและโลกที่เราจะทิ้งไว้ให้ลูกหลาน” คุณอัสนี ทิ้งท้ายอย่างนั้น

ตลาดหุ้นไทยกับการเร่งเครื่องความยั่งยืนของห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน : ถึงเวลาของบริษัทปลายน้ำ

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณวรางคณา ภัทรเสน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษ หัวข้อ “ตลาดหุ้นไทยกับการเร่งเครื่องความยั่งยืนของห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน : ถึงเวลาของบริษัทปลายน้ำ” ในงานเสวนาสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568 เมื่อเร็วๆนี้ว่า การทำเรื่อง Sustainable หรือ “ความยั่งยืน” นั้น สิ่งสำคัญคือ การให้การสนับสนุนผู้ผลิตบริษัทที่ทำเรื่อง Sustainable

เพราะถ้าเขาเหล่านั้นทำผลิตภัณฑ์ Sustainable ออกมาแล้ว แต่ไม่มีคนปลายน้ำนำไปใช้ต่อ คนทำก็ท้อและเหนื่อย ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงสนับสนุนให้มีหุ้นจากบริษัทที่ทำเรื่อง ESG การที่มีนักลงทุนซื้อหุ้น ESG เหมือนสนับสนุน Sustainable เช่นเดียวกับผู้ซื้อสินค้าที่มีส่วนผสมจากปาล์ม RSPO ก็เหมือนสนับสนุนการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืน RSPO 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า “ความยั่งยืน” คือเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง โดยมี 3 เสาหลัก และต้องมีฐานรากที่สำคัญคือ การจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ความซื่อสัตย์ ซึ่งเหล่านี้คือพื้นฐานของการทำทุกอย่าง  ส่วน 3 เสาหลักคือ E-Environmental , S-Social , G-Governance &E-Economic  3 เสาหลักต้องสมดุลกัน ต้องมีการทำให้ทุกเสาสมดุลกัน 

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประเด็นต่อมา การทำกล่าวต่อว่า การทำการค้ากับยุโรป ถ้าทำเรื่อง ESG ได้ก่อน ให้ทำไปตามความสามารถของแต่ละบริษัท สามารถค่อยๆ ทำไปทีละข้อ ไม่ต้องเร่งทำทีเดียวทั้งหมด  และไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ ย่อมมีเรื่องของ ESG เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด ESG จึงเป็นเรื่องสำคัญและต้องทำ 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ESG คือ สิ่งที่เราทำกันอยู่แล้ว แต่นึกไปไม่ถึง หรือ ไม่ได้นิยามให้ชัดลงไป หรือทำให้ลึกลงไป จนถึงการวัดผล ที่บางครั้งก็ไม่รู้จะวัดผลอย่างไร จนถึงเงินทุนที่อาจไม่เพียงพอ เหล่านี้คือความท้าทายของแต่ละองค์กรว่าจะทำ ESG ได้สำเร็จหรือไม่”คุณวรางคณา กล่าว

และย้ำว่า การทำเรื่องความยั่งยืน ไม่ว่าจะอยู่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คนที่อยู่ Tone at the Top หรือผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการต่างๆ ต้องให้ความสำคัญขับเคลื่อน และพนักงานในองค์กรต้องช่วยกันขับเคลื่อน เพราะเป็นเรื่องของทุกคนในองค์กร

“เรื่องความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกๆ คนในองค์กรที่ต้องให้ความสำคัญและลงมือทำ เช่นเดียวกับเรื่องของ RSPO เป็นหนึ่งในเทรนด์ความยั่งยืน ดังนั้นทุกคนต้องทำ” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุป

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ย้ำ ปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืน Keyword สำคัญ คือ ความรับผิดชอบร่วมกัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดงานประชุมสัมมนาสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “ความรับผิดชอบร่วมกัน : การพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโห่อุปทานต้นน้ำปาล์มน้ำมันประเทศไทย” เมื่อเร็วๆนี้ ว่า 

ช่วงสิบปีที่ผ่านมา ตลาดปาล์มน้ำมันโลกมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ กระทั่งปัจจุบัน มีความต้องการ “ปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืน” ที่ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย โดยมี Keyword สำคัญ คือ ความรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้น หากประเทศไทย ทำปาล์มที่ดี ปาล์มมีคุณภาพ อุตสาหกรรมปาล์ม ก็ยังจะเป็นธุรกิจที่มีอนาคต แต่ถ้าไม่ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง อาจไม่มีอนาคตได้เช่นกัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“อุตสาหกรรมปาล์ม เราไม่ได้อยู่เพียงตัวคนเดียว แต่ยังมีโรงสกัด โรงกลั่น ภาคโอลีโอเคมี ซึ่งจะทำอย่างไรให้เกิดความร่วมมือกันทุกภาคส่วนระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในทุกห่วงโซ่อุปทาน” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม กล่าว

และว่า สำหรับ RSPO  เป็นองค์กรเน้นเรื่องความยั่งยืน ที่พยายามผลักดันให้ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เป็นหนึ่งในเรื่องความยั่งยืน และตอบโจทย์ของผู้ซื้อและประชากรโลก และอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญในช่วงนี้ก็คือ ESG (Environmental, Social, Governance) ซึ่ง RSPO พยายามผลักดันให้พวกเรา ชาวปาล์มน้ำมันเป็นหนึ่งในเรื่องนี้เช่นกัน 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ระดมความคิด ความรับผิดชอบร่วม – ยกระดับปาล์มน้ำมันไทย สู่ความสำเร็จในตลาดโลก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากการเสวนา “ความรับผิดชอบร่วม – ยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ความสำเร็จในตลาดโลก” ในงานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568  โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย คุณเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี

คุณนุชนาถ สุขมงคล  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จํากัด (มหาชน) คุณไพรวัลย์ โต๊ะดํา  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จํากัด (มหาชน) และ คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)

คุณเชาวลิต กล่าวในฐานะ “ต้นน้ำ” ว่า น้ำมันปาล์มทุกหยดที่อยู่ในระบบความรับผิดชอบร่วมของเรา ในระยะต้นมักยากที่จะทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่า ทำไมถึงต้องรับผิดชอบอะไรนอกเหนือไปจากสิ่งที่ทำผลผลิตออกไปขายแล้วได้เงินมา 

“จำได้ว่าตอนแรกเริ่มที่มีการรวมกลุ่ม คุณศาณินทร์ บอกว่าตอนนี้มีผู้จะซื้อสินค้าเราแล้ว แต่เรายังไม่มีสินค้าจะขาย ผมเลยมาชวนคนมาผลิตสินค้าน้ำมันปาล์มให้เขา โดยมีเงื่อนไข คือ ความรับผิดชอบที่ต้องทำต่อมาตรฐานตามข้อกำหนดของ RSPO คือ ความรับผิดชอบในสิ่งแวดล้อม ในความยั่งยืน ในความเป็นอยู่ของลูกจ้างแรงงาน ความรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่เกษตรกรต้องร่วมกันในระบบการผลิตต้นน้ำ” 

คุณเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สมาชิกกลุ่มแต่ละคน ยังมีความรับผิดชอบร่วมในฐานะสมาชิกกลุ่มที่ต้องนำผลผลิตมาขายเข้าสู่ระบบเพื่อให้กลุ่มมีรายได้บริหารจัดการกลุ่ม ช่วยเหลือสมาชิก ต่อกลุ่ม มีความภัคดีต่อกลุ่ม เพื่อไปสู่ความยั่งยืน จุดอ่อนที่สุดของเกษตรกรก็คือความภัคดีต่อกลุ่ม ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็จะมีกฎหรือมาตรการต่างๆ คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ จะมีมาตรการตั้งแต่ตักเตือนดำเนินการแก้ไข จนสุดท้ายขอร้องให้ลาออกเพื่อไม่ให้ถูกแบล็กลิสต์ เพราะถ้ายังเพิกเฉยอยู่เราก็ไปต่อไม่ได้”ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ กล่าว

และบอกต่อ ถึงโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล ว่า ในฐานะเกษตรกรรายย่อย พบอุปสรรคอย่างหนึ่ง คือ เกษตรกรเสพข้อมูลอย่างเดียว แต่ไม่มี Information หรือ Knowledge แต่การจะทำให้เกษตรกรไปสู่สากลได้ ต้องให้ Information อย่าให้แต่ข้อมูล ต้องกลั่นสารสนเทศออกมาเป็นความรู้ เกษตรกรจึงจะสามารถไต่ระดับขึ้นมา

ซึ่งตอนนี้กลุ่มของตนกำลังให้ความรู้ ความเข้าใจสมาชิกว่า การทำสวนปาล์ม ไม่ใช่ทำเกษตรกรรมเหมือนที่ผ่านมา แต่กำลังทำธุรกิจการเกษตร ต้องรู้ต้นทุน ต้องรู้ค่าใช้จ่าย รู้กำไร และวางแผนนำกำไรไปเลี้ยงครอบครัวได้เท่าไหร่ นี่เป็นความคิดระดับสากลที่เป็นไปได้ในระดับผู้ผลิต ส่วนระดับสากลมาตรฐานที่ต้องทำให้โลกยอมรับ ต้องชี้ให้เห็นว่าโลกอยู่ในเทรนด์โลกสะอาด ฉะนั้นถ้าสินค้าของพวกเราสะอาด รวมตัวกันให้เข้ากับเทรนด์ที่โลกเขายอมรับได้ จึงจะเข้าไปสู่ระดับสากลได้ 

ถ้าเรามีแนวคิดพูดแต่เรื่องการขับเคลื่อนจะเป็นไปได้ยากมาก เพราะเกษตรกรมีแต่ข้อมูล ไม่เคยมีรายละเอียด ไม่มีความรู้ที่มากเพียงพอ เกษตรกรจะต้องมีการแปลข้อมูลมาเป็นสารสนเทศ เพื่อนำไปตกผลึกเป็นองค์ความรู้ และสร้างให้เกิดปัญญา  ซึ่งปัญญา คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะพาเราไปสู่ระดับสากล   การจะทำให้เกษตรกรเข้าถึงระดับสากลได้ คือ พาให้เข้าถึงความรู้ ถึงปัญญา 

ไล่เรียงมาถึงประเด็นแนวทางปฏิบัติที่สนับสนุนส่งเสริมความรับผิดชอบและความยั่งยืน  คุณเชาวลิต มองว่า ถ้าราคาทะลายปาล์มสด RSPO กับ ราคาปาล์มทั่วไป เท่ากันหรือใกล้เคียงกันก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเกษตรกรปลูกปาล์มต้องการรายได้ที่ดี การจะไปสืบทอดโลกสะอาดให้ลูกหลานนั้น อย่าไปพูดกับเขาเลย แต่ค่อยๆแทรกความคิดให้ดีกว่า

อันดับแรกที่ควรบอกกับเกษตรกร คือ ทันทีที่อนุมัติเป็นสมาชิก ยังไมได้ใบเซอร์ ราคปาล์มจะบวกเท่าไหร่ เมื่อได้ใบเซอร์แล้วบวกอีกเท่าไหร่ เหล่านี้คือสิ่งที่เกษตรกรต้องการ  ฉะนั้น ความท้าทายคือ ทำอย่างไรให้มีราคาบวก หรือพรีเมียม มาให้เกษตรกรเห็นชัดๆ

คุณเชาวลิต บอกต่อว่า ผู้บริโภค ยังเห็นคุณค่าของสินค้าประเภทนี้น้อย เพราะฉะนั้นแนวทางต้องขยายปลายน้ำก่อน ทำอย่างไรให้ทุกคน ผู้บริโภคเห็นว่า การบริโภคสินค้า RSPO ช่วยอะไรบ้าง และการจะไปเปิดปลายน้ำต่างประเทศ ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นควรทำปลายน้ำของประเทศไทยก่อน ผู้แทน RSPO และบริษัทปลายน้ำ จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเห็นว่า ทำอย่างนี้แล้วจะ “สะเทือนถึงดวงดาว”    การซื้อสินค้าหนึ่งชิ้น สร้างแสงสว่างสดใสขึ้นเลย ลูกหลานได้อยู่ในโลกสะอาดขึ้น คุณไม่ต้องวิ่งแจ้นหนีทุกฤดูฝุ่น คุณไม่ต้องร้อนรุมกลุ้มใจเรื่องภาวะเรือนกระจก

เพียงคุณซื้อสินค้า คนละชิ้นสองชิ้นนี่แหละ เจาะกลุ่มปลายน้ำผู้บริโภคระดับกลางขึ้นไป ผู้ผลิตเองก็จะเห็นทางสดใส มีกำลังใจที่จะทำต่อไป  ฉะนั้นปลายน้ำเท่านั้น ที่จะช่วยให้ต้นน้ำให้ขยับขยายและเห็นความสำคัญได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ ปากท้อง แล้วอุดมคติ อุดมการณ์ จะตามมาเอง ถ้าปากท้องอิ่ม ปัญญาเกิด แต่ถ้าปากท้องยังดิ้นรน คงลำบาก   

ด้าน คุณศุภชัย  หากพูดในนามโรงสกัด ตอนนี้ดูแลเกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิก RSPO หรือไม่ได้เป็นสมาชิก เมืองไทยาตอนนี้มีปัญหาหลัก คือ เรื่องแรงงาน บ้านเราเจ้าของไม่ได้ลงมือตัดปาล์มเอง ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเอง คนทำคือแรงงาน จะทำอย่างไรให้แรงงานเข้าใจการทำปาล์มยั่งยืนมากขึ้น ทำไมเราไม่อบรมคนตัดปาล์มมากขึ้น 

เพราะหัวใจสำคัญของการทำปาล์ม คือ แรงงาน มาเลเซียใช้คน 70 ไร่/คน ไทยใช้แรงงาน 30 ไร่/คน เราต้องลดแรงงานลงให้ใช้แรงงานให้ได้ 110 – 120 ไร่/คน เพราะในอนาคตจะเจอปัญหาอะไรไม่รู้ ตอนนี้ที่สวนของกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ ใช้แรงงานอยู่ที่ 150 ไร่/คน Know how เหล่านี้เราจะนำไปสู่สมาชิกเกษตรกร RSPO ได้อย่างไร 

สำหรับปัจจัยการผลิตที่สอง คือ ปุ๋ย ลองไปถามเกษตรกร ที่ได้ผลผลิต 4 – 7 ตัน ว่ามีใครใส่ปุ๋ยตามกระทรวงเกษตรฯ กรมวิชาการ หรือทางมาเลเซียแนะนำไหม ที่ให้ใส่ปุ๋ยปีหนึ่ง 2 – 3 ครั้ง ไม่มีหรอกเขาใส่ปุ๋ยกันปีหนึ่ง 8-9 ครั้ง คำถามตามมาคือ องค์ความรู้ ที่ให้กับเกษตรกรถูกต้องหรือเปล่า เกษตรกรจะใส่ปุ๋ยเท่าไรถึงจะเหมาะสม มีการอบรมเกษตรกรมาตั้งนาน แต่เกษตรกรยังจับจุดไม่ได้เลยว่าจะใส่อย่างไร และเท่าไหร่  จึงคิดว่าตรงนี้ต้องมาหาข้อสรุปกันได้แล้ว

คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การให้องค์ความรู้กับเกษตรกรเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องปุ๋ย โรงสกัดควรเข้ามาช่วย เพราะไม่มีใครอยากขายแม่ปุ๋ยให้เกษตรกร เพราะกำไรน้อย”  คุณศุภชัย ระบุอย่างนั้น

เมื่อกล่าวถึงประเด็นโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล คุณศุภชัย บอก ตอนนี้กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ กำลังทำการเก็บทะลายปาล์มมาวิเคราะห์ทุกวัน ซึ่งต้องทำให้ครบ 3 ปี ตอนนี้ได้ข้อมูลคร่าวๆ แล้วว่า ทะลายต้นเป็นอย่างไร ทะลายปลายเป็นอย่างไร เหล่านี้จะเป็นข้อมูลไปสู่เกษตรกร รวมถึงการวิเคราะห์ใบ การยกระดับเกษตรกร การยกระดับได้จะทำอย่างไร 

และเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ควรมีการซื้อขายปาล์มโดยตรงจากสวนถึงโรงงาน ตอนนี้เจ้าของลานเทคือ คนตัดปาล์มตัดเสร็จเข้าลาน จากลานเข้าโรงงาน ทุกขั้นตอนคือ ค่าใช้จ่าย เขาก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย  โรงงานจึงควรไปเก็บปาล์มถึงสวน เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากการขนส่ง ทำไมไม่ทำตรงนี้กับเกษตรกรเพื่อเป็นตัวอย่าง

ส่วนแนวทางปฏิบัติที่ทั้งสนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน  คุณศุภชัย บอก ปัจจุบันเราเสียเวลากับสิ่งที่คอนโทรลไม่ได้ เช่น เรื่องราคาปาล์ม ราคาน้ำมัน มากไปหรือเปล่า แต่สิ่งที่เราคอลโทรลได้ เช่น การจัดการสวน ไม่ได้ให้ความสำคัญเลย ทั้งที่สามารถมาช่วยกันได้ 

ด้าน คุณนุชนาถ กล่าวว่า ทั้งหมดของห่วงโซ่อุปทาน คือ ความรับผิดชอบร่วมกันทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่เกษตรกร ทุกๆ ภาคส่วนต้องเห็นคุณค่าร่วมกันว่าทำอย่างไร ให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มให้มีความยั่งยืน เพราะถ้าต้นน้ำทำอย่างเดียว แต่ปลายน้ำไม่เปิด ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบร่วมกัน 

“บ้านเรา 95 เปอร์เซ็นต์คือเกษตรกรรายย่อยมากๆ ตั้งแต่ 5 – 25 ไร่ ต่างจากในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ที่รายย่อยของเขายังขนาดใหญ่กว่าเมืองไทยมากๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่างกัน การบริหารจัดการต้นทุนต่างกันมาก และเป็นหนึ่งใน Challenge ของไทย สิ่งหนึ่งที่เห็นเวลาพาลูกค้าชาวต่างชาติมาชมธุรกิจปาล์มในประเทศ การทำธุรกิจกับเกษตรกรรายย่อยของไทย เป็นสิ่งที่ลูกค้าชื่นชม คือสิ่งที่เขาอยากได้ เพราะทุกอย่างที่ลูกค้าจ่ายมาคือสิ่งที่ลงสู่คุณภาพชีวิตของเกษตรกรจริงๆ”คุณนุชนาถ กล่าว

และบอกต่อถึงประเด็น  สนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน ว่า

“เราทำงานครบ Loop ช่วยเกษตรกรขายน้ำมัน RSPO และอีกฝั่งคือ เชื่อมโยงให้เห็นว่าตลาดมีอยู่จริง   การทำงานในแง่รูปธรรม คือ ไปหาเกษตรกรและโรงสกัด และบอกว่าจะรับซื้อปริมาณเท่าไร พรีเมียมจ่ายอย่างไร มีการเซ็น MOU เราเป็นโรงงานกลั่นที่ทำงานครบลูปกับเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง SG เจ้าแรกของไทย ตั้งแต่ปี 2019  ทุกอย่างต้องเกิดจากความมั่นใจว่า ตลาดนี้มีอยู่จริงๆ เวลาที่ลงไปพบเกษตรกร เราพบว่าทุกคนมีความสุขที่ได้ทำ RSPO เขามีรายได้ดีขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น และเจอกันมาสิบปีก็ยังคงอยู่” 

คุณนุชนาถ สุขมงคล  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จํากัด (มหาชน)  
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สิ่งที่เราทำเป็นส่วนเล็ก ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย ต้องบอกว่าเพราะง่ายๆ สมมติเราผลิต 3 ล้านตัน ส่งออก 1 ล้านตัน ส่วนใหญ่ตลาดที่เราส่งออกส่วนใหญ่ ไม่สนใจ RSPO แง่น้ำมันดิบเราไปอินเดีย อีกหนึ่งล้านไปไบโอดีเซล ก็ไม่ได้เป็นหลัก อีกหนึ่งล้านก็ตลาดในประเทศ ซึ่งในหนึ่งล้านนี้ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นตลาดน้ำมันธรรมดา เพราะผู้บริโภคในประเทศไทย  70 เปอร์เซ็นต์ ผู้บริโภค คนไทยรู้และรักษ์โลก แต่มีเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ที่พร้อมที่จะซื้อสินค้ารักษ์โลก แต่ 25 เปอร์เซ็นต์นี้ไม่รู้เรื่อง RSPO เลย  การซื้อน้ำมันปาล์มของประเทศไทย คือ ดูจากราคา คุณภาพ และแบรนด์ แต่ไม่มีเรื่อง RSPO  ตอนนี้ควรมีความรวมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ของภาครัฐ หรือ ธนาคาร มาช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ เรื่อง RSPO”คุณนุชนาถ กล่าว 

ขณะที่ คุณไพรวัลย์  กล่าวว่า ในฐานะที่ทำ RSPO มาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกของประเทศไทยปี 2009 กลุ่มเกษตรกรรายย่อยของ ยูนิวานิช ถือเป็น เกษตรกร ไพรอต โปรเจ็ก กลุ่มแรกของ GIZ บริษัทยังคงดูแลเกษตรกรในพื้นที่ของตนเอง สนับสนุนเกษตรกรเรื่องต่างๆ และมีการประมูลปุ๋ยจากซัพพลายเออร์เป็นประจำทุกปี

และมีการรับโควต้าจากเกษตรกรว่าต้องการปุ๋ยเท่าไหร่ บริษัทก็จะได้ปุ๋ยราคาถูกมาให้เกษตรกร ซึ่งอาจไม่ถูกใจซัพพลายเอ่อร์หรือผู้ค้าปุ๋ย มากนัก แต่บริษัทได้ปุ๋ยราคาถูกมาให้เกษตรกร โดยมีการจัดการสต็อกให้ด้วย เป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรได้ปุ๋ยราคาถูก ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทุนหลักของการจัดการสวนปาล์มน้ำมัน จัดอบรมเรื่องปัจจัยการผลิต มีการสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ 

แต่ปัจจุบันมีปัญหายากลำบากมากขึ้น มีอุปสรรคมากขึ้น ผลผลิตมาก ราคาต่ำ เกษตรกรกล่าวโทษโรงสกัด โรงกลั่นที่เป็นปลายน้ำก็ไม่เห็น ซึ่งจริงๆ ต้องแชร์ความรับผิดชอบร่วมกัน

ส่วนโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล  คุณไพรวัลย์ บอกว่า ธรรมชาติของบ้านเราเป็นเกษตรกรรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ และแนวโน้มในอนาคตก็จะเป็นเกษตรกรรายย่อยมากยิ่งขึ้น เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่น้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากพื้นที่สัมปทานหมดอายุ พื้นที่เช่าหมดอายุ สวนขนาดใหญ่จึงจะน้อยลง เป็นสวนเกษตรกรรายย่อยมากขึ้น  ความท้าทายคือ เกษตรกรรายย่อยจะมากขึ้น ทำอย่างไรจะทำให้ต้นทุนน้อยที่สุด เรื่องปุ๋ย เรื่องการจัดการการขนส่ง

คุณไพรวัลย์ โต๊ะดํา  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จํากัด (มหาชน)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

อีกเรื่องคือ เรามีจุดเด่นเรื่องการเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่บุกรุกทำลายป่า  การจะร่วมมือกันได้ เราต้องแชร์ข้อมูลกันทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รู้และเข้าใจว่าทำอย่างไรเกษตรกรถึงได้ผลผลิตปาล์มมาให้เรา เวทีเสวนาเช่นนี้คือความร่วมมือที่แนวทางปฏิบัติที่ทั้งสนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน  

“ที่ผ่านมา ภาครัฐยังไม่มีความต่อเนื่องในการสนับสนุนเรื่อง RSPO เท่าที่ควร สิ่งที่พวกเราทำได้คือ ภาคเอกชนต้องช่วยกัน ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคคนปลายน้ำ เห็นความสำคัญ และตระหนักถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ RSPO เราเดินในห้างสรรพสินค้า เห็นแบรนด์สินค้าที่มีเครื่องหมาย RSPO น้อยมาก ต่างจากมาเลเซีย หรือ ยุโรป  ส่วนผู้อยู่ปลายน้ำ ตั้งแต่โรงกลั่น เรื่องพรีเมียม ถ้าไม่มีพรีเมียมย้อนกลับมาหาเกษตรกรก็ยากที่จะขับเคลื่อนไปได้”คุณไพรวัลย์ กล่าว 

ส่วน คุณอิทธิพล  กล่าวว่า ในแง่นักลงทุน หรือสถาบัน มีหลักของ UN อยู่เรื่องหนึ่ง คือ UNPRI คือการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ สิ่งนี้แบ่งเป็น 2 กิ่ง คือ Do – ที่ต้องทำ & Don’t – สิ่งที่ต้องไม่ทำ

Don’t คือ ไม่ทำสิ่งที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม สิ่งที่กระทบต่อ Human right ทุกธนาคารเริ่มมีกลุ่มเป้าหมาย ที่ EXIM เซตเป้าหมายว่า จะเปลี่ยน Portfolio เป็น Sustainable มากขึ้น บริษัทที่เป็นสมาชิก RSPO ธนาคา EXIM ลดดอกเบี้ยให้ และน่าจะเป็นธนาคารแรกที่มีความร่วมมือกับ RSPO โดยสร้างทางเดิน เป็นโมเดลให้ ซึ่งไม่จำเป็นว่า RSPO ต้องทำกับ EXIM ที่เดียว 

คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถ้าประเทศไทยจะเอาผลผลิตปาล์มไปแข่งระดับโลก สิ่งที่เรามีดี คือ เราไม่มีข่าวภาพลักษณ์ที่ไม่ดี อย่างอินโดก็ยังมีข่าวที่ไม่ดี เรื่องการเผาป่า 15 เปอร์เซ็นต์มาจากการเผาป่า  ขณะที่ในฝั่งของภาคการเงิน สิ่งที่ต้องการคือ DATA “ คุณอิทธิพล กล่าว

ก่อนอธิบายในแง่ของการเงินสำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันยั่งยืน ต้องมีข้อปฏิบัติอย่างยั่งยืนอย่างไร ว่า  ถ้าจะเพิ่มราคาแล้วเพิ่มไม่ได้ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ของเท่าเดิม แต่ขายได้มากขึ้น การเพิ่ม Value added ให้ลูกค้ารู้สึกได้มูลค่าอะไรเพิ่มขึ้น จนตัดสินใจซื้อสินค้าเรา

ยกตัวอย่าง ชาลิปตัน ที่ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการทำชาที่ีส่วนในการรักษาสิ่งแวดล้อม แม้ปีแรกจะขายสินค้าได้น้อยลง แต่ต่อมาขายดีขึ้น ด้วยการนำตราสัญลักษณ์การอนุรักษณ์ไปติดข้างผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคได้รู้ว่า การซื้อผลิตภัณฑ์ลิปตัน มีส่วนในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม หลายผลิตภัณฑ์ทางการเงินวันนี้ ยังไม่มีตัวไหนไปจับกับมาตรฐาน RSPO หรือ มาตรฐานการรับรองตัวใดๆ เกี่ยวกับ Rainforest Alliance โดยตรง  จริงๆ ต้องบอกว่า ธนาคารก็คือ ธนาคาร สิ่งที่ทำได้ คือ Joy Hand กับคนอื่น และทำสิ่งที่ไม่เคยมีให้มีขึ้น กำไรอาจลดลงนิดหน่อย แต่ต้นทุนของธนาคารก็จะลดลงด้วยเหมือนกัน 

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ปาล์มน้ำมันไทยยั่งยืน มีพื้นที่บนเวทีโลก: เป้าหมายใหญ่ที่ “ไม่ง่าย” แต่ “ต้องทำ”

©TASPO/อัตถพงษ์ เพ็ชรพรั่ง

“ปัจจุบัน โรงงานไบโอดีเซล ใช้กำลังการผลิตอยู่แค่ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ทั้งเดือนเดินเครื่องจักร แค่ 9 วัน 10 วัน ที่เหลือว่างกันเลย ทำให้ต้นทุน Fixed Cost กินหมด ฉะนั้นการแข่งขันของไทยกับตลาดโลกจึงยากมาก”

เมื่อ “โลก” ปัจจุบัน หมุนวนมาถึงวาระแห่งการเรียกร้อง ถึง “ความยั่งยืน” จากทุกองคาพยพ ที่เป็นส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ดวงนี้

และแน่นอนว่า “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน”ย่อมไม่ได้รับการยกเว้น

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า แต่ละแผ่นดินบนแผนที่โลก ในนาม “ประเทศ” จะมีความพร้อม “รับมือ”กับวาระดังกล่าวได้เสมอหน้ากัน

ต้องสร้างกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ขับเคลื่อนทั้ง Value Chain

“การดำเนินการเพื่อให้ปาล์มน้ำมันไทยมีความยั่งยืน ตอนนนี้ทำไปได้ประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันเท่านั้นเอง ดังนั้นมีอีกตั้ง 94 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นพื้นที่อีก 6 ล้านกว่าไร่ ที่ต้องดำเนินการต่อ”

คือ ข้อมูลอัพเดท จากฝ่ายการเมือง อย่าง ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล ในฐานะคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคพลังประชารัฐ

ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคพลังประชารัฐ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

และเขายังบอกด้วยว่า เรื่องของ “ความยั่งยืน” ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ตลอดทั้ง Value Chain เป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐหารือกับฝ่ายบริหารมาตลอด และได้ข้อสรุปตรงกันว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แต่บางครั้ง คนภายนอก อาจมองว่าเป็นเรื่องที่ “ต่างชาติ” พยายามสร้างแรงกดดัน มาให้บ้านเราปฏิบัติ ขณะที่ฝ่ายบริหาร กลับมองว่าเป็นเรื่องดี ที่ต้องรู้จักเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

กับคำถาม การทำให้ปาล์มน้ำมันของไทย ได้มาตรฐาน “ความยั่งยืน” สากล อย่าง RSPO  ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นไปได้แค่ไหน ตัวแทนฝ่ายการเมือง ท่านเดิม ตอบกลับแบบไม่ลังเล

“เป็นไปได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอยู่ที่บุคลากรและงบประมาณ Certified Body ที่ต้องไปทำหน้าที่เป็น Auditor และ  Certified ซึ่ง RSPO จะมีขั้นตอนของระบบที่เป็นสากลมาให้ แต่การเร่งเวลาในการทำคงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างการทำ RSPO ให้เต็มรูปแบบ ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี ในการเดินไปที่ละขั้นจนกว่าจะได้ Certified ก็พยายามคุยต่อรองว่า มีขั้นตอนอะไรทำให้สามารถเดินได้เร็วขึ้น ลดเวลาเหลือ 2 ปี ลดเวลาเหลือปีครึ่ง แต่นั่นหมายความว่า ต้องดำเนินการในฝั่งของเราเองให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น”

ดร.บุรินทร์ บอกด้วยว่า นอกจากจะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ในระยะเวลาอันสั้นแล้ว ทุกฝ่ายคงต้องร่วมกัน หา “กลไก” ให้เกษตรกรได้รับราคาผลปาล์มที่ดีขึ้นด้วย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ “กลไกทางเศรษฐศาสตร์” ทำงานได้สมบูรณ์ เรื่องของความยั่งยืน ย่อมจะเดินหน้าไปได้โดยอัตโนมัติ  

“ปาล์มน้ำมันของบ้านเราปัจจุบัน เกษตรกรได้รับมูลค่ารวมของทั้งสวนปาล์มทั้งหมด 6 ล้านกว่าไร่ เคยสูงถึง 1.74 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 ราคาหล่นลงมา เดิมฉลี่ยอยู่ที่ 7.89 บาท ปีที่แล้วลงมาไม่ถึง 6 บาท ปีนี้ทรงๆ ไม่ถึง 6 บาท โดยเฉลี่ย บางช่วงอาจต่ำกว่า บางช่วงอาจสูงกว่า ทำให้ผลตอบแทนทั้งระบบอยู่ที่ประมาณแสนล้าน แต่ถ้าได้การรับรองมาตรฐาน RSPO แล้ว ได้รับค่าพรีเมี่ยมขยับขึ้นมา 5 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเม็ดเงินถึง  5 พันล้านบาทแล้ว”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ซึ่งผลตอบแทน 5 พันล้านบาท นี้ จะตกไปอยู่กับเกษตรกร ซึ่งสามารถครอบคลุมในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ต้องดำเนินการในการทำ RSPO และเหลือบางส่วนนับว่าน่าพอใจแล้ว หากทำได้แบบนี้ ระบบจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ทั้ง Value Chain และที่สำคัญเกษตรกร ซึ่งอยู่ในระบบของปาล์มน้ำมัน มีจำนวนหลายล้านคน เป็นกลุ่มที่ต้องดูแล จึงมีความจำเป็นที่ต้องเดินหน้า in line ไปกับนโยบายระดับโลก เพื่อความอยู่รอดของตัวเราเองด้วย”ดร.บุรินทร์ ย้ำอย่างนั้น

แนะ รัฐบาล สร้างแบรนด์น้ำมันปาล์มไทย ผลประโยชน์ตกถึงเกษตรกร

เพราะด้วยตระหนักว่า การผลักดันอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มสู่วิถีแห่งความยั่งยืนในระดับสากล ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ เกษตรกรสวนปาล์ม โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ตลอดจนโรงงานโอลีโอเคมี โรงงานไบโอดีเซล รวมไปถึงผู้บริโภค

“เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย” (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil : TASPO) จึงถือกำเนิดขึ้น และมีบทบาทมาอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่ TASPO  พยายามทำมาตลอด คือ สร้างลิงก์ให้เกิดขึ้น เช่น โรงกลั่น จับคู่-จับกลุ่ม กับ โรงสกัด กับ ชาวสวน แล้วทำลิงก์ขึ้นมาว่าคุณขายให้คนนี้รับซื้อต่อ เพราะถ้าทำปาล์มน้ำมันมาตรฐานความยั่งยืน ออกมาแล้วไม่มีคนซื้อก็ไม่ได้ จึงต้องทำให้ครบวงจร”

“โรงสกัดไปซื้อจากเกษตรกรที่ทำสวนมาตรฐานความยั่งยืน โรงกลั่นไปซื้อน้ำมันมาตรฐานความยั่งยืนจากโรงสกัด โรงงานอุตสาหกรรมก็ซื้อจากโรงกลั่นนั้น เนื่องจากเป็นน้ำมันปาล์มทำออกมาด้วยวิธีการที่ดี สุดท้ายเงินที่ได้เพิ่มหรือค่าพรเมี่ยม ก็กลับไปสู่เกษตรกรรายย่อย”

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) เผยอย่างนั้น

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ก่อนฉายภาพสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน ในบ้านเรา ให้เข้าใจตรงกัน 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา ไทย ผลิตน้ำมันปาล์มดิบเกินกว่าความต้องการในประเทศ กลายเป็นผู้ส่งออก มีการส่งออก CPO หรือน้ำมันปาล์มดิบ ประมาณล้านกว่าตันต่อปี โดยไม่มีการมูลค่าเพิ่มใดๆเลย

“TASPO พยายามคิด ทำอย่างไรน้ำมันปาล์มดิบล้านกว่าตันที่ส่งออกไปนั้น จะขายได้ราคาดีที่สุด ตลาดหรูอยู่ที่ไหน เหมือนกับสินค้าแบรนด์หรู ที่สามารถขายราคาแพง จับตลาดคนรวย กลุ่มที่สนใจคนถือแบรนด์นั้นแล้วแล้วเท่ เรื่องปาล์มนี่ก็เหมือนกัน จะทำยังไงให้คนใช้น้ำมันปาล์มแบรนด์ไทยแลนด์ แล้วดูดี”ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพก่อนเสนอแนะไปยังฝ่ายบริหาร

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การสร้างแบรนด์ให้กับปาล์มน้ำมันของบ้านเรา นี้ รัฐบาล ช่วยได้นะ เหมือนไทยแลนด์แบรนด์ ที่เคยทำอยู่ แต่ ไทยแลนด์ แบรนด์ สำหรับปาล์มน้ำมัน นี้ ต้องเป็นมากกว่าแค่สินค้ามาจากประเทศไทย แต่ต้อง Sustainable ต้อง Low Carbon และต้องมีการแบ่งปันในสัดส่วนที่สมเหตุสมผล  มีเงินแบ่งให้เกษตรกรในเปอร์เซ็นต์ที่ควรจะได้ ไม่ใช่กดรราคาเกษตรกร แต่เอกชนได้กำไร” 

หลายโครงสร้างยังมีปัญหา อุปสรรค ความท้ายทาย รอการแก้ไข

และท่ามกลางความต้องการ “ปาล์มน้ำมัน” ซึ่งได้การรับรอง “มาตรฐานความยั่งยืน” ของตลาดโลก มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ คงต้องยอมรับ วงการปาล์มน้ำมันของไทย ยังมีอุปสรรคปัญหาและความ ท้าทายอยู่หลายประเด็น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางคุณศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมไบโอดีเซลไทย ชี้ว่า  หนึ่งในองค์ประกอบของความยั่งยืน คือ เรื่องของประสิทธิภาพ ส่วนอีก 2 องค์ประกอบ เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และ เรื่องสังคม แต่ “องค์ประกอบแรก” หรือ “ประสิทธิภาพ” นับเป็นประเด็นที่ต้องปรับแก้ก่อน

คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมไบโอดีเซลไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพของปาล์มน้ำมันไทย ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น กำลังการผลิตของแต่ละช่วงห่วงโซ่การผลิต เช่น โรงสกัด โรงกลั่นน้ำมันบริโภค โรงไบโอดีเซล มีกำลังการผลิตที่มากเกินไป ซึ่งแม้เป็นการค้าเสรี ที่แข่งขันกันนั้น เป็นสิ่งที่ดี แต่สภาพในประเทศไทยนั้น ไม่สมดุล กระทั่งกำลังการผลิตส่วนเกินเยอะเกินไป ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยปริยาย

“ปัจจุบัน โรงงานไบโอดีเซล ใช้กำลังการผลิตอยู่แค่ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ทั้งเดือนเดินเครื่องจักร แค่ 9 วัน 10 วัน ที่เหลือว่างกันเลย ทำให้ต้นทุน Fixed Cost กินหมด ฉะนั้นการแข่งขันของไทยกับตลาดโลกจึงยากมาก” นายกสมาคมไบโอดีเซลไทย เผย ก่อนยกตัวอย่าง อีกว่า

“ประสิทธิภาพของเกษตรกรเอง ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งหลายอย่างจะไปโทษพวกเขาไม่ได้ เช่น ราคาปุ๋ยแพง ทำให้ต้นทุนสูง อีกทั้ง โครงสร้างของอุตสาหกรรมที่ไม่สมดุล เช่น สถานที่ตั้งโรงสกัด ซึ่งควรจะเป็นลักษณะ  ไข่ดาว โรงสกัดเป็นไข่แดง ตั้งอยู่ตรงกลาง และล้อมไปด้วยสวนปาล์มที่ส่งผลผผลิตเข้าหาโรงสกัด ทำให้ระยะทางในการขนส่งสั้นที่สุด ต้นทุนขนส่งต่ำที่สุด แต่ของไทยไม่ได้ Set up ขึ้นมาแบบนั้น โรงสกัดไปตั้งอยู่ริมทางหลวง สวนก็อยู่กระจัดกระจาย การส่งมาที่โรงสกัดจึงมีต้นทุนที่สูง เหล่านี้คือปัญหาโครงสร้างของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่เป็นอยู่ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงแก้ไข”

คุณศาณินทร์ บอกต่อว่า กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมัน มีตั้งแต่ เกษตรฯ พาณิชย์ พลังงาน อุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละกระทรวงมักมีบทบาทในคนละมุมมอง หากแต่การบูรณาการเชื่อมโยงนโยบายต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้การกำหนดนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการปรับ

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถามว่าปรับยากไหม ผมว่ายากมาก แต่เชื่อว่าทำได้ เพียงแต่ว่าประเด็น คือ ต้องร่วมกันตั้งเป้าเดียวกันก่อน หมายความว่าตั้งแต่เกษตรกร กลางน้ำ ไปถึงปลายน้ำ รวมถึงภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องมองว่าประเทศเราเมื่อเทียบกับตลาดโลกแล้ว Trend มันเป็นแบบนี้ นี่คือที่ที่เราจะไปในอีก 5 ปี 10 ปี มันต้องปักธงก่อน”คุณศาณินทร์ ระบุทิ้งท้าย

เมื่อทุกฝ่ายสะท้อนถึงเป้าหมายตรงกัน ในการ ยกระดับ “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย” ให้ก้าวสู่ “ความยั่งยืน” ที่ตรงกันจากทุกฝ่าย

แม้จะเป็นงานยากและต้องเดินอีกนาน แต่ก็ขอให้พากัน “เดินหน้าต่อไป” ในทิศทางที่ตั้งใจ

และที่สำคัญ ต้องมี Action Plan เป็นรูปธรรม เดินตามแผนนั้นด้วย!!

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สัมภาษณ์พิเศษ  ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO

ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ (Dr. Inke Van Der Sluijs) ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จุดแข็งของเกษตรกรปาล์มน้ำมันไทย มีลักษณะเฉพาะที่พิเศษมากจริงๆ”

เมื่อเร็วๆ นี้ หลังงานสัมมนาประจำปี RT2024 ของ RSPO ที่กรุงเทพ ทางทีมข่าว TASPO ได้มีโอกาสร่วมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงาน รากฐานของความยั่งยืน (Roots of Sustainability: Palm Oil Tour) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี  และพูดคุยกับ ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ (Dr. Inke Van Der Sluijs) ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO (Director, Market Transformation) ถึงจุดแข็งและลักษณะเฉพาะของเกษตรกรไทยในมุมมองของผู้คร่ำหวอดอยู่ในตลาดปาล์มน้ำมันยั่งยืนของโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์

 การลงพื้นที่ศึกษาดูงานในจังหวัดสุราษฎร์ธานีครั้งนี้ให้อะไรบ้าง

“การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมีผู้เข้าร่วมมาจากหลายประเทศและหลากหลายองค์กร ทั้งสื่อมวลชน เกษตรกร เจ้าของธุรกิจรายใหม่ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น WWF และเจ้าหน้าที่ RSPO จากประเทศต่างๆ มาเรียนรู้เรื่องการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนในประเทศไทย ทำอย่างไรให้มีผลผลิตมากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน เพราะเหล่านี้คือ หัวใจของ RSPO”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสั่งสมความรู้มากมายเกี่ยวกับการปลูกปาล์มและการกำจัดศัตรูพืชแบบไม่ทำลาย สิ่งแวดล้อม เพราะแม้การทำอย่างไรให้เกษตรกรมีผลกำไรที่มากขึ้นจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับ RSPO การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็เป็นเรื่องสำคัญด้วยเช่นกัน เราจึงชอบที่จะทำงานร่วมกับ ประเทศไทย และเป็นที่มาของการลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การสนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา”

“นับเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมาก และยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้เพราะการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย มีเครือข่ายที่ดี เช่น TASPO ซึ่งสามารถสร้างโอกาสให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน รวมถึงการสนับสนุนจากภาค รัฐ และหน่วยงานท้องถิ่นด้วย”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

มุมมองต่ออุตสากรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย

“โมเดลของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย มีลักษณะเฉพาะตัวมากๆ ประเทศไทย สามารถนำมาตรฐาน RSPO มาปรับใช้ให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะทางธุรกิจของประเทศได้ สำหรับ RSPO รู้สึกยินดีมากที่ได้ทำงานร่วมกับ ผู้ประกอบการในประเทศไทย ซึ่งสามารถประยุกต์มาตรฐาน RSPO ให้เหมาะกับวัฒนธรรมการทำธุรกิจปาล์มภายใน ประเทศได้อย่างเหมาะสม”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

แนวทางปาล์มน้ำมันยั่งยืนของไทย สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศอื่นได้มากน้อยแค่ไหน

“ดิฉันทำงานกับพื้นที่ต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลายวัฒนธรรมทั้งการบริโภคและการผลิตปาล์มน้ำมัน อย่างหนึ่งที่เห็น ได้ชัด คือ โมเดลการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย สามารถให้ผลประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงมาก และยังได้รับการสนับสนุนผลักดันจากภาครัฐเป็นอย่างดี แต่ก็อาจจะยากในการนำไปปฏิบัติกับประเทศอื่นๆ เนื่องจาก ปัจจัยหลายๆ อย่างที่ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน

“จึงคิดว่า แต่ละประเทศมีโจทย์ที่ยากในการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนแตกต่างกันไป ในประเทศไทยเองก็คงไม่ง่ายนัก การที่รัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุน และเกษตรกรรายย่อยมีผู้สนับสนุนที่ดีเป็นสิ่งที่ดี แต่ประเทศไทย มีเกษตรกร รายย่อยเยอะมากๆ จะทำอย่างไรที่จะมั่นใจได้ว่า เขาเหล่านั้นมีความรู้เรื่องแนวทางเกษตรยั่งยืนอย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสพิเศษมากๆ ที่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ จะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จุดแข็งของปาล์มน้ำมันยั่งยืนในประเทศไทย มีหรือไม่และอย่างไรบ้าง

“จุดแข็งของเกษตรกรในประเทศไทย ที่มีลักษณะเฉพาะพิเศษมากๆ คือ ยินดีที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กัน จริงๆ แล้ว องค์ความรู้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีมูลค่าสูงมาก บางครั้งเมื่อคุณมีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุณคงอยากจะเป็นคนเก่งที่สุด ไม่อยากแบ่งปันความรู้เรื่องนี้ให้ใคร แต่เกษตรกรในประเทศไทย ไม่หวงองค์ความรู้กันเลย พร้อมจะแนะนำว่าทำอย่างไรถึงจะได้ผลผลิตสูงแบบนั้นด้วย นี่เป็นลักษณะเฉพาะที่มีความพิเศษมากจริงๆ”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

“ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต” ใช่แค่อุดมคติ ชาวสวนปาล์มน้ำมัน RSPO มีหลักฐานยืนยัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูก ที่อยากให้ลูกเป็นคนดีทุกคน แต่ว่าคนหนึ่งอาจจะเกเร คนหนึ่งอาจจะดี ทำสวน RSPO ก็เหมือนกัน ถ้าคุณดูแลดี คุณจะได้ผลผลิตที่ดี แต่ถ้าคุณดูแลไม่ดี คุณก็ได้ผลผลิตที่ไม่ดี แล้วคุณก็บ่นว่า ไม่เหลือตังค์ ขาดทุน

การมี “กำไรคุ้มเหนื่อย”จากการขาย เพราะได้ผลผลิตมีคุณภาพจำนวนมาก ขณะต้นทุนในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก สามารถจ่ายได้แบบไม่เดือดร้อน นั้น อาจนับเป็น “เป้าหมายดีงามสูงสุด” ที่เกษตรกรแทบทุกคนใฝ่ฝันถึง

หากแต่ในโลกแห่งความเป็นจริง แทบจะสวนทางกับ “อุดมคติ” ดังว่า อย่างสิ้นเชิง

ได้ความรู้มากมาย ปรับการจัดการใหม่จนเห็นผล

“สมัยก่อน ผลผลิตสวนผมไม่ดีเท่าไหร่ ได้ประมาณปีละ 2.8 – 3 ตันต่อไร่ อาจเพราะไม่ค่อยได้รดน้ำ ส่วนปุ๋ย นึกอยากจะใส่ก็ใส่ ไม่นึกอยากก็ไม่ใส่ ไม่อยากเสียเงินมาก คิดแค่ตัวเงินเป็นหลัก”

คุณอู๊ด – อุดมศักดิ์ นัดดาเสนะ เกษตรกรราย่อย ในฐานะสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มนํ้ากะแดะพัฒนาปาล์มนํ้ามัน สุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณอู๊ด – อุดมศักดิ์ นัดดาเสนะ เกษตรกรราย่อย ในฐานะสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มนํ้ากะแดะพัฒนาปาล์มนํ้ามัน สุราษฎร์ธานี เล่าให้ทีมข่าว TASPO ฟังอย่างนั้น

และยังบอกด้วยว่า ก่อนที่จะเข้าเป็นสมาชิก RSPO เขาไม่ได้ใส่รายละเอียดในสวนมากนัก ปล่อยหญ้ารกขึ้นสูงมาก ถ้าจะถางทำแค่โคนให้เตียนเท่านั้นเ เพื่อที่เวลาตัดปาล์มจะได้เก็บลูกร่วงได้ง่ายขึ้น หรือถ้าจำเป็นต้องเอาหญ้าลง จะใช้ลูกกลิ้งบดลงไป เพื่อให้หญ้าล้มหรือไม่ก็ใช้ยาฆ่าหญ้าเป็นครั้งคราว

แล้วผลตอบแทนจำนวนต่อไร่ต่อปีไม่เกิน 3 ตัน สักทีนั้น มันคุ้มกับเงินที่ลงทุนไปหรือไม่-อย่างไร  ประเด็นสงสัยนี้ คุณอู๊ด ไขข้อข้องใจ ทำสวนปาล์มน้ำมัน ถ้ามีที่ดิน 30 ไร่ขึ้นไป โอกาสที่จะเหลือเงินมีความเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับ “การจัดการ” ของเกษตรกรแต่ละคน

และเมื่อราวปี 2561 หลังจากได้รู้จักและสมัครเข้าเป็นสมาชิก RSPO แนวคิดเกี่ยวกับ “การจัดการ” ในสวนปาล์มน้ำมันของเกษตรกรวัย 60 กว่า ท่านนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่าสิ้นเชิง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยเขายอมรับ ไม่เคยรู้จัก RSPO มาก่อน แต่สมัครเป็นสมาชิกเพราะได้รับข้อมูลมา ถ้าสมัคร RSPO จะขายปาล์มได้เพิ่มขึ้นอีก 20 สตางค์จากรายได้ปกติ แต่สิ่งที่เป็น “ประโยชน์”มากมายที่ “ซ่อนอยู่”ไม่เคยรู้เลย

ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการอบรมความรู้ในเรื่องต่างๆ นับตั้งแต่ การวิเคราะห์ดิน การวัดค่า pH ของดิน การใช้ปุ๋ย การตัดทางใบ การขุดดิน ไปวิเคราะห์ หาธาตุอาหาร หากทราบว่าในดินหรือทางใบ มีธาตุอาหารอะไรบ้าง จะได้ใส่สูตรปุ๋ยที่ถูก สามารถช่วยประหยัดการใช้ปุ๋ยได้เป็นอย่างดี  

“ความรู้หลายอย่าง บอกตรงๆ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย และทำไม่เป็นด้วย แต่พอเข้าเป็นสมาชิก  RSPO เขามีอาจารย์มาสอน เรื่องปุ๋ย เรื่องโรค เรื่องแมลง เรื่องการให้น้ำ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มาก”คุณอู๊ด บอกจริงจัง

แบ่งปัน How to เพิ่มผลิต จาก 3 เป็น 6 ตัน ต่อไร่ต่อปี

จากจุดเริ่ม 2.8 – 3 ตัน ต่อไร่ต่อปี ครั้นผ่านไปราว 6 ปีกว่า ผลผลผลิตปาล์มน้ำมัน ภายใต้มาตรฐาน RSPO จากสวนคุณอู๊ด เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขบันทึกไว้ล่าสุดอยู่ที่ 5.7 – 6 ตัน ต่อไร่ต่อปี 

เมื่อถามถึงเทคนิค How to เพิ่มผลผลิต ได้เป็นเท่าตัว เกษตรกรท่านเดิม เผยให้ฟังแบบไม่หวงวิชา เริ่มต้นจากการตรวจค่าดิน ควรตรวจทุกเดือน ซึ่งค่า pH ของดินที่เหมาะสมอยู่ที่  5.5  หรือ 6 จะทำให้พืชกินอาหารหรือปุ๋ยที่ใส่ลงไปได้ดี แต่ถ้าดินเป็นกรด พืชไม่กินอาหาร ใส่ปุ๋ยไปเท่าไหร่ก็ทิ้งเสียเปล่า

แต่ถ้าค่า pH ดินสูงไปถึง 8 หรือ 9 ต้องรีบปรับด้วยการใส่ยิปซั่ม และเมื่อถึงช่วงปลายผลผลิต ต้องตรวจสอบค่าดินดูอีกครั้ง ถ้าค่า pH เป็น 3 หรือ 4 ต้องรีบใส่ โดโรไมต์ เพื่อปรับสภาพดินก่อนใส่ปุ๋ยจริง ซึ่ง โดโรไมต์ นี้ ควรใส่ทุกปี

ถัดจากเรื่องการรู้จักค่าดินที่เหมะสมแล้ว การทำระบบน้ำ นับเป็นเรื่องสำคัญมากในการทำสวนปาล์มน้ำมัน เพราะหากไม่มีการรดน้ำหรือรดน้ำไม่ถึง ดอกที่ออกมาเป็นตัวเมียซึ่งจะกลายเป็นผลปาล์ม อาจฝ่อหมดเมื่อถึงหน้าแล้ง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณอู๊ด เล่าให้ฟังด้วยว่า สวนปาล์มแปลงนี้ของเขา โชคดีมีคลองธรรมชาติ อยู่ 2 คลอง จึงดูดน้ำจากคลองธรรมชาติมารดน้ำปาล์มผ่านระบบสปริงเกอร์ แต่ถ้าพื้นที่ไหนไม่มีคลองธรรมชาติ ต้องขุดสระหรือเจาะน้ำบาดาล เพื่อเติมน้ำลงสระนำไปใช้ในการรดต้นปาล์มแต่ละวันในช่วงหน้าแล้ง

“ต้นทุนทำระบบน้ำในสวนของผม ตกไร่ละ 2 หมื่นบาท แต่ไม่ได้ลงทุนทีเดียว พอมีเงินเหลือ จึงทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ถ้ามีทุนก้อนที่หนึ่ง เดิน Main ก่อน พอเดิน Main เสร็จ ค่อยมาทำระบบสปริงเกอร์ ปีนี้ทำได้ไร่หนึ่ง ทำไร่เดียว ปีหน้าทำได้ 2 ไร่ ทำ 2 ไร่ ถ้ามีเงินเยอะ ค่อยทำทีเดียวเสร็จ ถ้ามีเงินไม่เยอะ ค่อยๆทำไปทีละนิด สุดท้ายเต็มสวนอยู่ดี แต่สิ่งสำคัญแหล่งน้ำต้องมี”เจ้าของสวนปาล์ม RSPO ท่านเดิม อธิบาย  

ทั้งยังบอกเทคนิค การกองทางปาล์มเป็นแนวยาวอยู่ระหว่างแนวต้นปาล์ม เพื่อให้ผล 2 อย่าง เกี่ยวกับการรดน้ำ และการใส่ปุ๋ย

“หลังตัดทลายปาล์มไปขายแต่ละครั้ง ควรนำทางปาล์มมากองสุมกันให้เป็นแนวยาว จะทำให้มีรากปาล์ม เลื้อยมาอยู่ใต้ทางปาล์มเยอะมาก ซึ่งมองภายนอกมองแทบไม่เห็น แต่ถ้าแหวกทางปาล์มดู จะเห็นรากขึ้นอยู่ใต้ทางปาล์มเต็มไปหมด เวลาใส่ปุ๋ยจึงควรใส่ในทางปาล์มที่กองไว้ด้วย หลังใส่ปุ๋ยแล้ว รดน้ำตามเลย ปุ๋ยละลาย ความชื้นยังอยู่ พูดง่ายๆ ต้นปาล์มได้ทั้งปุ๋ย ทั้งน้ำ เต็มๆ ไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้นเลย”คุณอู๊ด แนะ

เทคนิคง่ายๆ ใส่ใจ อย่างเดียว ผลตอบแทนคุ้มค่า

แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันกลางสวน ได้สาระหลากหลาย ขอตั้งประเด็นคำถามต่อ ทำสวนปาล์ม RSPO ยากง่ายอย่างไร คุณอู๊ด ตอบทันที แทบไม่ต้องคิด

“ใช้คำว่า ใส่ใจ คำเดียวเลย เมื่อได้รับการเรียนรู้จาก RSPO มา ได้รับการอบรมจากครูบาอาจารย์ มาแล้ว ที่เหลืออยู่ที่การปฏิบัติตาม เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูก ที่อยากให้ลูกเป็นคนดีทุกคน แต่ว่าคนหนึ่งอาจจะเกเร คนหนึ่งอาจจะดี ทำสวน RSPO ก็เหมือนกัน ถ้าคุณดูแลดี คุณจะได้ผลผลิตที่ดี แต่ถ้าคุณดูแลไม่ดี คุณได้ผลผลิตที่ไม่ดี แล้วคุณก็บ่นว่า ไม่เหลือตังค์ ขาดทุน”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน RSPO ท่านเดิม บอกอีกว่า เขามีกำไรทุกดือน มีเงินเข้ากระเป๋าทุกเดือน มีเงินใส่ปุ๋ยทุกเดือน ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินใครมาซื้อปุ๋ย เพราะถ้ามีเงินน้อย ก็ใส่ปุ๋ยน้อย จากหนึ่งกิโลเหลือครึ่งกิโล ถ้าน้อยลงไปอีกเหลือครึ่งของครึ่งกิโล แต่ต้องใส่ เพราะปาล์มขาดปุ๋ยไม่ได้ ปาล์มจะเลือกเพศต่อเมื่อมีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น ถ้าไม่อุดมสมบูรณ์เมื่อไหร่ ปาล์มจะเลือกเป็นเพศผู้

นอกจากนี้ ยังแนะอีกหนึ่งเทคนิคสำคัญ เน้นเลย คือ เมื่อตัดปาล์มเสร็จ หลังขายผลผลิตแล้ว ต้องนำรายได้มาหาร 2  แบ่งคนละครึ่งกับต้นปาล์ม คือ จ่ายค่าแรง กับ ซื้อปุ๋ย มีงบน้อยใส่น้อย มีงบมากใส่มาก แต่ต้องใส่ให้ครบ  ทั้ง N P K แมกนีเซียม โบร่อน ต้องให้ครบ

“พอใจมากที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิก RSPO บอกเลยว่า ถ้าปฏิบัติตามที่ RSPO แนะนำมา จะได้สิ่งตอบแทนที่คุ้มค่าแน่นอน”คุณอู๊ด ทิ้งท้ายจริงจัง

สวนปาล์ม RSPO ทำได้ไม่ยาก เริ่มจากไม่ฝืนกติกา

คุณหมู – วรพรรณ เลขพล สมาชิกวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน(ท่าชนะ-ไชยา) สุราษฎร์ธานี คือ อีกหนึ่งในสมาชิกสวนปาล์ม RSPO ที่กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลกับทีมข่าว TASPO ด้วยความยินดี โดยแนะนตัวให้รู้จักพอสังเขป เรียนจบมาด้านช่างไฟฟ้า และทำงานอยู่ในสายงานช่างเทคนิคมาตลอด ก่อนจะหันเหมาทำสวนปาล์มน้ำมัน เป็นของทางครอบครัวภรรยาซึ่งเป็นสวนยางมาก่อน

คุณหมู – วรพรรณ เลขพล สมาชิกวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน(ท่าชนะ-ไชยา) สุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“บ้านแฟนเขามีสวนเป็นหลายร้อยไร่ แล้วขาดคนดูแล จึงตัดสินใจลาออกมา ตอนปี 2550 มาทำแบบจริงจัง ตั้งแต่นั้นมา พยายามศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับปาล์ม เกี่ยวกับการวิเคราะห์ดิน การให้ปุ๋ย การให้น้ำ และหลายๆเรื่องที่เขามีอบรมที่ไหนก็ไปหมด”คุณหมู ย้อนจุดเริ่ม

ก่อนเล่าต่อถึงการเข้ามาสมัครเป็นสมาชิก RSPO ว่า เมื่อก่อนไม่ได้สนใจอะไร แถมยังมองว่ามันยุ่งยากซับซ้อนหรือเปล่า แต่พอฟังจากคนที่เขาเป็นสมาชิก RSPO แล้ว ได้ความว่าแค่นำที่ดินเข้าไป มีที่ดินที่ไหนนำไปให้เขาดู มีจำนวนปาล์มกี่ต้น มีที่ดินที่ไหน ก็ถ่ายพวกโฉนด นส.3 หรือ สปก. ไปให้เขาดู เลยสนใจ

ส่วนการจดบันทึก ที่แม้ไม่เคยทำมาก่อน ก็เริ่มต้นได้ไม่ยาก แค่ทุกครั้งที่มีการตัดปาล์ม กลับไปบ้านจดบันทึกไว้เลย ได้มากี่ตัน ราคาเท่าไหร่ ตัดวันไหน ลูกน้องชื่ออะไร หักได้เงินรวมเท่าไหร่ มีรายจ่ายแต่ละรอบ ใช้ปุ๋ยเท่าไหร่ พอสิ้นปีจะรู้ว่ามีรายรับเท่าไหร่ จ่ายไปเท่าไหร่ มีกำไรเท่าไหร่ สุทธิเท่าไหร่ ได้ผลผลิตปาล์มต่อปีเท่าไหร่ ปีหน้าจะปรับอะไรอีก เพื่อเพิ่มผลผลิตอีกไหม

“ทำสวนปาล์มมาตรฐาน RSPO ไม่ยากอะไรเลย เพียงแต่เข้าระบบของเขาให้ได้ และไม่ไปฝืนกติกา มารยาท อย่าง เรื่องขยะ เก็บให้เป็นที่เป็นทาง แยกขวด แยกขยะ เก็บลูกร่วงให้เกลี้ยง ผมบอกลูกน้องเสมอไม่เผาขยะในสวน ให้นำไปใส่เตาเผาที่อื่น”คุณหมู บอกอย่างนั้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ลงทุนระบบน้ำ ด้วง ปัญหาใหญ่ แต่จัดการได้ทัน

เมื่อถามถึงแนวทาง “ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต” คุณหมู อธิบายว่า กระบวนการจัดการเรื่องปุ๋ย คือ การลดต้นทุนดีที่สุด ซึ่งก่อนที่เขามาทำสวน RSPO นั้น มักใส่ปุ๋ยแบบสะเปะสะปะ ใครบอกยี่ห้อนั้นดี ยี่ห้อนี้ดี ใส่ตามเขา ซึ่งไม่ได้ผล จึงต้องมาศึกษาเรียนรู้ใหม่  

“การใส่ปุ๋ยดีที่สุดต้องใส่กองทาง ไม่ควรจะใส่รอบโคน เพราะจะเสียเวลา แล้วรากปาล์มกินได้ไม่ดี การใส่ปุ๋ยที่กองทาง ใส่หน้าแล้ง หน้าฝน ได้หมด ถ้าฝนตกหนัก เขาจะไม่ชะล้างไปโดยเร็ว มันจะกองและชะลอไว้อยู่ที่กองทาง ซึ่งกองทางมีรากปาล์มอยู่เยอะมาก เป็นเทคนิคง่ายๆที่บอกให้หลายคนลองทำตามดู บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ แต่สำหรับเราพอทำแล้ว ผลผลผลิตดีขึ้น เพิ่มขึ้น”คุณหมู บอกอย่างนั้น

และว่า ถึงการลงทุนทำระบบน้ำในสวนปาล์ม นับว่ามีความสำคัญ โดยในส่วนของเขา ลงทุนเฟดแรกประมาณ 5 หมื่นบาท เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของปั๊มน้ำ ระบบตู้คอนโทรล ระบบไฟ ระบบท่อ พอเฟดที่ 2 จะลงทุนน้อยลงแล้ว ประมาณ 2 หมื่นบาท โดยใช้ท่อ Main แล้วปล่อยน้ำมาตามร่องปาล์ม ช่วยประหยัดเรื่องท่อไปได้เยอะ

“ก่อนหน้าที่ยังไม่มีระบบน้ำ ผลผลิตอยู่ที่ 4 – 5 ตัน ต่อรอบ พอทำระบบน้ำเสร็จ ขยับมาเป็น 8- 9 ตันกว่า ต่อรอบ”คุณหมู เผยตัวเลขน่าชื่นใจ

และบอก อีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ปาล์มดก ในแบบของเขา คือ ใส่ปุ๋ยให้เป็นระบบ ทุก 4 เดือน ต้องใส่ N P K แมกนีเซียม โบร่อน และแถม ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้วัว ขี้หมู เพราะการใส่อินทรีย์วัตถุในสวนปาล์ม เป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะเมื่อก่อนผมไม่ใส่มา 4-5  ปี ผลผลิตไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอใส่ ขี้หมู ขี้เป็ด เข้าไป ช่วยให้ดินมันมีชีวิตชีวาขึ้นจริง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ทั้งยังบอกอีกว่า “ความรู้” ที่ได้จากการเป็นสมาชิก RSPO นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะล่าสุด สวนปาล์มของเขา เกิดปัญหา “ด้วง” รบกวน ทำให้ปาล์มยอดหักแล้วล้มไป 2 ต้น เลยลงทุนไปประมาณ 6 พันบาท เพื่อนำ “ฟีโรโมน” มาล่อด้วงให้ตกลงมาในถังเขาวงกต 6 จุด รอบสวน กระทั่งกำจัดไปได้หลายร้อยตัว ทำให้ชะงักระบบการขยายพันธุ์ของด้วงน้อยลง หรือแทบไม่มีแล้ว

“ถ้าไม่รีบทำ อาจลามไปต้นอื่นๆ ความเสียหายเยอะแน่ ตอนแรกไม่รู้ว่ามีพีโรโมน ช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งถ้าไม่ได้ปรึกษา RSPO คงเจอปัญหาหนัก”คุณหมู บอก

และขอส่งท้ายไว้ด้วยว่า

“เป็นสมาชิก RSPO ก็ดีนะ สมมติเพื่อนได้ 5 บาท แต่เราได้ 5.20 บาท ได้เงินเพิ่มมาอีก 20 สตางค์ พอสิ้นปีจะมีรายรับที่เป็นเหมือนโบนัส เรียกว่า ได้ผลผลิตเยอะก็ได้ส่วนแบ่งเยอะ ส่วนต่างที่เป็นเงินปันผล สามารถแบ่งเบาลดต้นทุนเรื่องการขนส่งได้”

“ใครที่ยังลังเลว่าจะเข้ามเป็นเกษตรกร RSPO ดีหรือเปล่า ผมว่าลองคิดทบทวนดูใหม่ เพราะเข้ามาแล้ว ไม่มีอะไรที่เสียหาย มีแต่ได้”คุณหมู สรุปบทสนทนา แบบนั้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO