“ความยั่งยืน” ต้องไม่ทิ้งใครข้างหลัง – RSPO ชี้ “เกษตรกรพร้อม” ความท้าทายอยู่ที่ “ปลายน้ำ”

ในขณะที่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั่วโลก กำลังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพจำเดิมที่ว่า “เกษตรกรรายย่อยยังไม่พร้อม” อาจไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป หากแต่เป็นตลาดที่ยังไม่สามารถก้าวให้ทันกับพัฒนาการของภาคการผลิตต้นน้ำ

และข้อมูลนับจากนี้ คือ สาระสำคัญจากปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Sustainability Without Delay: Unlocking Smallholder-Ready Supply Chains” โดย คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO) ในงานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 และการประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4 เมื่อเร็วๆนี้ ที่สะท้อนว่า ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย อาจไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไป เพราะเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากได้ก้าวข้ามจุดเริ่มต้นนั้นมาแล้ว

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำจำนวนไม่น้อย ยังคงมีข้อกังวลต่อการพึ่งพาวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายตัวของแหล่งผลิต ความสม่ำเสมอของคุณภาพผลผลิต ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รวมถึงต้นทุนค่า Premium ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดหาวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม คุณธิตินัย มองว่า มุมมองดังกล่าวอาจเป็นเพียง Perception Gap ระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ มากกว่าจะสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเกษตรกรรายย่อย

“ไม่อยากให้นำคำว่า เกษตรกรไม่พร้อม มาเป็นตัวตัดสิน เพราะอาจไม่ใช่ว่าเขาไม่พร้อม แต่เป็นเพราะศักยภาพของเขายังไม่ตรงตามที่เราคาดหวังหรือเปล่า” คุณธิตินัย กล่าว

และว่า ฐานรากที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทั้งระบบ ตัวเลขพิสูจน์ว่า RSPO สร้างผลลัพธ์จริง ไทยมี Supply พร้อม แต่ยังรอ Demand ดังข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ ประเทศไทย มีครัวเรือนผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 425,000 ครัวเรือน บนพื้นที่ปลูกรวม 6.55ล้านไร่ และกว่า 85% เป็นเกษตรกรรายย่อย นั้น สะท้อนว่า กำลังการผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศไทยกว่า 90% พึ่งพาเกษตรกรรายย่อยโดยตรง

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

และยิ่งเมื่อแนวโน้มพื้นที่สัมปทานของบริษัทขนาดใหญ่ทยอยหมดอายุลงในหลายพื้นที่ บทบาทของเกษตรกรรายย่อยจึงยิ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

“ฉะนั้นหากต้องการให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาเกษตรกรรายย่อยไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” คุณธิตินัย กล่าว

และบอกต่อ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างเกษตรกรที่เป็นสมาชิก RSPOกับเกษตรกรทั่วไป

ซึ่งผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน RSPO มีผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 34.1% ได้รับราคาผลผลิตสูงขึ้นเฉลี่ยกว่า 40 สตางค์ต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 5.5%ขณะที่ผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 50.9% และรายได้สุทธิต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 127.8%

ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนว่าการเข้าสู่ระบบมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่าเกษตรกรไม่ได้เพียงพูดเรื่องความยั่งยืน แต่ลงมือทำจริง มีผลลัพธ์จริง และมี Performance ที่พิสูจน์ได้” คุณธิตินัย กล่าว

ก่อนเผย ข้อมูล ACOP ล่าสุดของ RSPO ระบุ ประเทศไทยมีเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO แล้วมากกว่า 9,000 ราย ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มยั่งยืนที่ได้รับการรับรอง (CSPO) อยู่ที่ประมาณ 5% ของผลผลิตทั้งประเทศ

ที่สำคัญ ยังมีศักยภาพอีกกว่า 30% ที่สามารถเข้าสู่ระบบการรับรองได้ในอนาคต นั่นหมายความว่า ประเทศไทย มีฐานวัตถุดิบปาล์มน้ำมันยั่งยืนที่พร้อมรองรับความต้องการของตลาดในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคืออุปสงค์ (Demand) จากผู้ซื้อและผู้ใช้ปลายน้ำที่ชัดเจนเพียงพอ

“วันนี้สิ่งที่เกษตรกรต้องการ ไม่ใช่คำชื่นชมแต่คือโอกาสในการเข้าถึงตลาดจริง” คุณธิตินัย กล่าว

และภายใต้กระแสกฎระเบียบโลก ไม่ว่าจะเป็น EUDR ของสหภาพยุโรป หรือข้อกำหนดด้าน ESG ของบริษัทข้ามชาติ ผู้ประกอบการที่สามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันยั่งยืนได้ก่อน ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

คุณธิตินัย เรียกสิ่งนี้ว่า First-Mover Advantage หรือความได้เปรียบของผู้ที่ลงมือก่อน โดยมองว่าประเทศไทยมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนทั้งเกษตรกร กลุ่มผู้ผลิต โรงงานสกัด โรงกลั่น ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และภาคการส่งออก

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การสร้าง Supply เพิ่มเติมเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง Market Connection ให้ทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย คุณธิตินัย มองว่า ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเกษตรกรซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของระบบยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากมาตรฐานที่ตนเองลงทุนปฏิบัติตาม

“Smallholders are no longer the barrier. The barrier is whether the market chooses to move.”

ประโยคดังกล่าวอาจเป็นบทสรุปที่ชัดเจนที่สุดของเวทีเสวนาครั้งนี้ เพราะในวันที่เกษตรกรรายย่อยไทยพิสูจน์แล้วว่าพร้อมปรับตัว พร้อมพัฒนา และพร้อมเดินสู่มาตรฐานสากล คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเกษตรกรพร้อมหรือไม่ แต่เป็นว่าตลาดและผู้ซื้อพร้อมจะก้าวไปพร้อมกับพวกเขาหรือยัง

หากภาคอุตสาหกรรมสามารถเชื่อมโยงความต้องการของตลาดเข้ากับศักยภาพของเกษตรกรได้สำเร็จ ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายสำคัญของโลกเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านปาล์มน้ำมันยั่งยืนที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อยได้อย่างแท้จริง

บทเรียน “ปาล์มยั่งยืน” สู่การยกระดับเกษตรกรไทย เมื่อ “มาตรฐานสากล” ไม่ใช่ภาระ

ท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนอาจมองว่าแรงจูงใจหลักของเกษตรกรในการเข้าสู่มาตรฐานสากลอย่าง RSPO คือการได้รับ “ราคาพรีเมียม” จากตลาด แต่ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำเครือข่ายเกษตรกรกลับมองตรงกันว่า หัวใจสำคัญของความยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่เงินพิเศษที่ได้รับเพิ่ม หากแต่อยู่ที่การบริหารจัดการสวนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่ผลผลิตที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ลดลง และรายได้ที่มั่นคงกว่าในระยะยาว

ในเวทีเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 (Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue 2026) ผู้แทนจากภาควิชาการ ภาครัฐ และเครือข่ายเกษตรกรรายย่อย ต่างสะท้อนตรงกันว่า การพัฒนาเกษตรกรให้ก้าวสู่มาตรฐานความยั่งยืนไม่ควรหยุดอยู่ที่การรับรองมาตรฐาน แต่ต้องต่อยอดสู่การสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ และการเชื่อมโยงสู่ตลาดที่ให้คุณค่ากับปาล์มน้ำมันยั่งยืนอย่างแท้จริง

รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การจัดการสวน” จุดเริ่มต้นของกำไร

รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของเกษตรกรปาล์มน้ำมัน คือ “การจัดการสวน” แม้ตลาดโลกจะเริ่มให้ความสำคัญกับปาล์มน้ำมันยั่งยืนมากขึ้น แต่หากเกษตรกร ยังไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุน ปุ๋ย แรงงาน และการดูแลผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ยากที่จะได้รับประโยชน์จากโอกาสทางการตลาดที่กำลังเกิดขึ้น

เธอชี้ว่า หากห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงกันได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากตลาดส่งออกและตลาดปาล์มน้ำมันยั่งยืนระดับโลก จะช่วยส่งผ่านรายได้กลับไปยังเกษตรกร และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

คุณสุระ ตั๊นวิเศษ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปาล์มบูรพา
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เลิกวิ่งตาม “พรีเมียม” หันมาสร้างผลผลิต

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์จริงของ คุณสุระ ตั๊นวิเศษ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปาล์มบูรพา ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรรายย่อยมาอย่างต่อเนื่อง

เขาระบุว่า สิ่งที่เครือข่ายพยายามสื่อสารกับสมาชิกมาโดยตลอด คือ อย่ามุ่งหวังเพียงราคาพรีเมียมจากการรับรองมาตรฐาน แต่ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการผลิตก่อน

“เราทำให้สมาชิกในกลุ่มเชื่อมั่นว่าอย่าไปมุ่งที่ราคาพรีเมียม แต่ถ้าเราใส่ปุ๋ยถูกต้อง จัดการสวนถูกต้อง ผลผลิตที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เราทำผลผลิตได้มากไว้ก่อน แล้วราคาก็จะตามมาทีหลัง”

คุณสุระ ยังมองว่า เกษตรกรยุคใหม่ ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และแสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มากกว่าพึ่งพาข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียว เพราะการตัดสินใจด้านการจัดการสวนมีผลต่อรายได้ในระยะยาว

คุณณัฐฐินันท์ จงไกรจักร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จาก “การจดบันทึก” สู่ บริหารธุรกิจ

หนึ่งในข้อกำหนดที่เกษตรกรหลายคนมองว่าเป็นภาระของมาตรฐาน RSPO คือ การจดบันทึกข้อมูลการผลิต แต่ในมุมของนักส่งเสริมการเกษตร กลับมองว่านี่คือเครื่องมือทางธุรกิจที่สำคัญ

คุณณัฐฐินันท์ จงไกรจักร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมมาตรฐาน RSPO จะเริ่มเข้าใจว่าการบันทึกข้อมูลไม่ได้ทำเพื่อตอบโจทย์โรงงานหรือหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรรู้ต้นทุนที่แท้จริงของตนเอง

เมื่อเกษตรกรสามารถติดตามต้นทุน ปริมาณผลผลิต และประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตได้ ก็จะสามารถวางแผนการผลิตและตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อรายได้และกำไรในระยะยาว

คุณสุกัญญา ศรีสุบัติ เครือข่ายพี่เลี้ยงเกษตรกรรายย่อยอิสระ RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

มาตรฐานสากล ไม่ใช่ภาระ

ด้าน คุณสุกัญญา ศรีสุบัติ เครือข่ายพี่เลี้ยงเกษตรกรรายย่อยอิสระ RSPO กล่าวว่า เกษตรกรควรมองมาตรฐาน RSPO ในฐานะเครื่องมือทางธุรกิจ มากกว่ามองเป็นเพียงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมหรือภาระด้านเอกสาร

“มาตรฐาน RSPO เป็นธุรกิจ เพราะฉะนั้นเมื่อมองอนาคตข้างหน้า อยากให้เกษตรกร มองการทำสวนปาล์มในรูปแบบธุรกิจ มีการวางแผนที่ดี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคการเกษตรไทย จากการผลิตเพื่อขายผลผลิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารจัดการสวนในฐานะกิจการทางเศรษฐกิจที่ต้องมีการวางแผน การวิเคราะห์ต้นทุน และการบริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ในวันที่ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตลาดมูลค่าสูงได้มากกว่าที่เคย 

แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากความยั่งยืนเป็นเพียงภาระที่ตกอยู่กับเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างกลไกตลาดที่สามารถส่งผ่านมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ ผู้แปรรูป และผู้ส่งออก กลับไปยังผู้ผลิตต้นทางได้อย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนด้านความยั่งยืน และมีกำลังใจในการพัฒนาต่อเนื่อง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนไม่ได้วัดจากจำนวนใบรับรองที่เพิ่มขึ้น แต่คือความสามารถในการทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น ธุรกิจเติบโตได้ และอุตสาหกรรมทั้งระบบแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จากสวนสู่ตลาดโลก: ถอดโจทย์ “ความยืดหยุ่น” ปาล์มน้ำมันไทย ยุคสงคราม-ความยั่งยืน

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อปัจจัยเสี่ยงจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ภัยแล้งจากเอลนีโญ กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ และปัญหาแรงงาน กำลังทดสอบ “ความยืดหยุ่น” ของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย โรงสกัด ผู้แปรรูป ไปจนถึงผู้ส่งออก

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ภาคส่วนต่าง ๆ กลับมองเห็นโอกาสใหม่ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนามาตรฐานความยั่งยืน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการขยายตลาดส่งออกที่กำลังเติบโต

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากงานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 และงานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทยครั้งที่ 4 เมื่อเร็ว ๆนี้ ที่ โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ กรุงเทพฯ มีเสวนาช่วงเช้า หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันภายใต้ภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลง – พลวัตรของตลาด พัฒนาการทางการค้า และกฎระเบียบด้านความยั่งยืน” 

โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย คุณเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คุณกฤชธนา  ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้า สินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน คุณศุภชัย  จินตนาเลิศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ คุณไพรวัลย์  โต๊ะดำ ประธานคณะทำงานด้านตีความมาตรฐาน RSPO ประเทศไทย (NITF-Thailand)  และผู้จัดการ อาวุโสฝ่ายสวน บมจ.ยูยิวานิช น้ำมันปาล์ม

คุณเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ปุ๋ย น้ำมัน ต้นทุนหลัก กดดันทั้งระบบ

คุณเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวตอนหนึ่งว่า ความยืดหยุ่น (Resilience) ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน หมายถึง ความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว

“คำถามสำคัญ ไม่ใช่ว่าเราจะเจอความเสี่ยงหรือไม่ แต่คือเราพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือ และปรับตัวได้เร็วเพียงใดเมื่อความเสี่ยงเหล่านั้นเกิดขึ้น”

สำหรับปี 2569 ปัจจัยท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญมีอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนปุ๋ย ราคาพลังงาน ภัยแล้งจากเอลนีโญ มาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรป และปัญหาแรงงานภาคเกษตร

ผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะสงครามในหลายภูมิภาค ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ซึ่งประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด

ทั้งนี้มี ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ต้นทุนปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนถึง 30-40%ของต้นทุนการผลิตในสวนปาล์มน้ำมัน ขณะที่ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็นอีก 8-9% เมื่อรวมกันแล้ว ปัจจัยทั้งสองมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของต้นทุนการผลิตทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีนี้

“ต้นทุนสูงขึ้นแน่นอน สิ่งที่ต้องทำ คือ หาวิธีบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช”

แนวทางหนึ่งที่ภาครัฐและภาคเอกชนกำลังผลักดัน คือ การเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และวัสดุปรับปรุงดินที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว

เอลนีโญ ความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึง อีกหนึ่งโจทย์สำคัญ คือ ภาวะเอลนีโญและความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิต ภาคการผลิต จึง จำเป็นต้องเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำ การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และการปรับตัวด้านเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อรักษาระดับผลผลิตในช่วงที่สภาพอากาศผันผวนมากขึ้น

สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม การลงทุนปลูกปาล์มเปรียบเสมือนการตัดสินใจระยะยาว เพราะหนึ่งรอบอายุการผลิตอาจยาวนานถึง 25 ปี ทำให้การเลือกพันธุ์ การจัดการสวน และการวางแผนรับมือความเสี่ยง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

และอีกประเด็น ที่ถูกจับตามอง คือ กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ในปลายปี 2569 แม้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งมองว่ากฎระเบียบใหม่จะเพิ่มภาระด้านเอกสารและต้นทุนการดำเนินงาน แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หากประเทศไทยสามารถปรับตัวได้ จะกลายเป็นโอกาสทางการแข่งขันที่สำคัญ

ทั้งนี้ คุณเอกราช มองว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเหนือประเทศผู้ผลิตรายใหญ่หลายประเทศ เนื่องจากไม่ได้มีภาพลักษณ์ของการขยายพื้นที่ปลูกด้วยการบุกรุกป่าในระดับเดียวกับบางประเทศคู่แข่ง

“ถ้าทำได้ มาตรฐานจะไม่ใช่อุปสรรค แต่จะเป็นแต้มต่อในการเข้าถึงตลาดโลก”ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กล่าว

ก่อนทิ้งท้าย ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งคิดเป็นกว่า 80% ของผู้ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งประเทศ และส่วนใหญ่ถือครองพื้นที่ไม่เกิน 25 ไร่ ปัญหาหลักคือค่าใช้จ่ายในการรับรองมาตรฐาน และภาระด้านการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งหลายคนยังไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนจากการลงทุน

คุณกฤชธนา ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้า สินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เพิ่มผลผลิตต่อไร่ โจทย์สำคัญ

คุณกฤชธนา ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้า สินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน ชี้ว่า แม้อุตสาหกรรมกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ศักยภาพการเติบโตยังคงแข็งแกร่ง ดังเห็นได้จาก ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10-11 ล้านตัน เป็นกว่า 21 ล้านตัน ขณะที่การส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลอุปทานของประเทศ

นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล B7 และ B20 ยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ และสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดในระยะต่อไป โดยภาคอุตสาหกรรมมองว่า หนึ่งในความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือ การยกระดับผลผลิตต่อไร่ให้แข่งขันได้ในระดับสากล

ปัจจุบันหลายพื้นที่ของไทย สามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้เกิน 20% ของน้ำหนักทะลายสด แต่เป้าหมายในอนาคตคือการยกระดับสู่ 22-24% เพื่อแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตชั้นนำ

ขณะเดียวกัน การจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ปลูก การผลักดันระบบ One Map และการจัดทำแผนที่แปลงเกษตรที่แม่นยำ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับทั้ง RSPO และEUDR ในอนาคต

คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ขณะที่ คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า สิ่งสำคัญเร่งด่วน คือ ความชัดเจนด้านข้อมูลและแผนที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันของประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรที่เข้าสู่ระบบ RSPO เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมด เพื่อให้ไทยมีฐานข้อมูลที่แม่นยำ รองรับการตรวจสอบย้อนกลับ และลดความเสี่ยงจากกฎระเบียบด้านการไม่ทำลายป่า

นอกจากนี้ เขายังมองว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ยังมีจุดอ่อนในระดับต้นน้ำและกลางน้ำ แม้จะมีเป้าหมายผลักดันสู่ปลายน้ำและแข่งขันในตลาดโลก แต่หากฐานการผลิตยังไม่แข็งแรง การแข่งขันจะทำได้ยาก โดยเฉพาะประสิทธิภาพการสกัดน้ำมันที่ไทยควรยกระดับให้ได้อย่างน้อย 20% และต่อยอดสู่ระดับ 22-24% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องนำองค์ความรู้จากประเทศผู้ผลิตชั้นนำมาปรับใช้กับบริบทเกษตรกรไทยอย่างจริงจัง

คุณไพรวัลย์ โต๊ะดำ ประธานคณะทำงานด้านตีความมาตรฐาน RSPO ประเทศไทย และผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสวน บมจ.ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ส่วน คุณไพรวัลย์ โต๊ะดำ ประธานคณะทำงานด้านตีความมาตรฐาน RSPO ประเทศไทย และผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสวน บมจ.ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มไทยเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง ทั้งราคาน้ำมันแพง ค่าขนส่งสูง ภัยแล้ง เอลนีโญ ปัญหาแรงงาน และราคาปุ๋ยที่ผันผวน การปลูกปาล์มเป็นการลงทุนระยะยาว 25 ปีหรือมากกว่านั้น การเลือกพันธุ์ การจัดการสวน และการวางแผนต้นทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากตัดสินใจผิดตั้งแต่ต้น จะกระทบต่อรายได้และความยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว

ทั้งนี้ ต้องยอมรับ การรวมกลุ่มเกษตรกรและการสนับสนุนองค์ความรู้ผ่านมาตรฐาน RSPOเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรมีระบบบริหารจัดการดีขึ้น ผลผลิตดีขึ้น และควบคุมต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการจัดการสวนปาล์ม 

ปุ๋ยเคมี ยังมีความจำเป็นต่อการทดแทนธาตุอาหารที่ถูกนำออกไปกับผลผลิต ขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ทลายเปล่า และตะกอนจากโรงงาน สามารถใช้เสริมเพื่อปรับปรุงดินและลดแรงกดดันด้านต้นทุนได้ แต่หัวใจสำคัญ คือ การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามข้อมูล ไม่ใช่ใส่มากเกินไปหรือพึ่งพาคำแนะนำจากตลาดเพียงอย่างเดียว

จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีดังกล่าว อาจสรุปความได้ว่า แม้เทคโนโลยีและมาตรฐานจะมีความสำคัญ แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หัวใจสำคัญที่สุดยังคงเป็น “คน” การรวมกลุ่มเกษตรกร การสร้างผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็ง การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ปาล์มน้ำมันยั่งยืน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยืดหยุ่นของอุตสาหกรรม ไม่ได้วัดจากความสามารถในการรับมือวิกฤตเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นโอกาส และสร้างคุณค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ปาล์มน้ำมันไทย “ต้องเปลี่ยนเกม” จากตลาดแมส สู่ Green Product แห่งอนาคตโลก

คุณอัสนี มาลัมพุช
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎการค้าโลกใหม่ ทั้ง ESG, EUDR, ภาวะโลกร้อน และการแข่งขันจากน้ำมันพืชชนิดอื่น อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” ที่ไม่อาจเดินเกมแบบเดิมได้อีกต่อไป

นี่คือสารสำคัญจากปาฐกถาพิเศษของ “คุณอัสนี มาลัมพุช” นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ภายในงาน “งานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue) และ “งานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th RSPO Thailand Member Forum) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันที่ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย และขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันยั่งยืนในตลาดโลก”

ปาล์ม…พืชเศรษฐกิจที่โลกยังต้องการ

คุณอัสนี สะท้อนว่า แม้ปาล์มน้ำมันจะถูกโจมตีและเผชิญแรงกีดกันจากหลายประเทศ แต่ในความเป็นจริง “น้ำมันปาล์ม” ยังคงเป็นพืชน้ำมันที่มีศักยภาพสูงที่สุดของโลก

“เมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น ปาล์มให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุด ใช้ได้แทบทุกอุตสาหกรรม ทั้งอาหาร โอลิโอเคมิคอล และพลังงาน”

นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตของไทยยังแข่งขันได้ เนื่องจากอยู่ในภูมิภาคเอเชียที่ยังมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าหลายพื้นที่ของโลก ที่สำคัญ ปาล์มน้ำมัน ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ของประเทศ โดยเฉพาะการผลิตไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

“ถ้าเราไม่มีน้ำมันปาล์มไปทำไบโอดีเซล หรือน้ำมันเครื่องบิน เวลามีสงครามหรือวิกฤตพลังงาน เราจะขาดแคลนหนัก”

จาก “ตลาดล่าง” สู่ “ตลาดบน”

อย่างไรก็ตาม คุณอัสนี มองว่า โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วย “ปริมาณ” ได้อีกต่อไป

“อินโด มาเล ผลิตกันปีละ 50 ล้านตัน แต่ของไทยมีแค่ประมาณ 3 ล้านตัน เราไปสู้ตลาดล่างเขาไม่ไหว”

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย คือการสร้าง “Green Product Thailand Brand” หรือแบรนด์สินค้าสีเขียวจากประเทศไทย ที่ขาย “ความยั่งยืน” มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

เขาชี้ว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ การผลิตปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการบุกรุกป่า แต่เป็นการปลูกทดแทนพื้นที่เกษตรเดิม เช่น สวนยางพารา ซึ่งทำให้ไทยได้เปรียบด้านภาพลักษณ์สิ่งแวดล้อม

“เรามีโอกาสสร้างสินค้าไทยที่แตกต่างในเรื่องกรีน เรื่องคาร์บอน และความยั่งยืน เพื่อเข้าสู่ตลาดพรีเมียมของโลก”

RSPO กับโอกาสในยุค EUDR

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญ คือกฎระเบียบใหม่ของโลก โดยเฉพาะ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป แม้จะถูกเลื่อนบังคับใช้ออกไป แต่กำลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง

คุณอัสนี มองว่า ผู้ประกอบการไทยที่เตรียมพร้อมด้านมาตรฐานความยั่งยืนไว้แล้ว จะได้เปรียบทางการค้าในอนาคต

“ถ้าเราทำสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดยุโรปได้ เราจะขายได้ราคาดีกว่าคนอื่น”

โดยเฉพาะมาตรฐาน RSPO ซึ่งมีแนวทางใกล้เคียงกับข้อกำหนดของ EUDR อยู่แล้ว

“ใครได้มาตรฐาน RSPO ก็สบายใจได้ว่า สามารถส่งไปขายยุโรปได้เร็ว”

Small Holder หัวใจของอุตสาหกรรมไทย

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกย้ำอย่างหนัก คือการยกระดับ “เกษตรกรรายย่อย” หรือ Small Holder ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 90% ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

คุณอัสนี ระบุว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมจะเดินหน้าต่อไม่ได้ หากเกษตรกรรายย่อยไม่เข้าถึงองค์ความรู้ เงินทุน และมาตรฐานความยั่งยืน

“ค่าพรีเมียมจาก RSPO ควรกลับไปสู่เกษตรกร มากกว่ากลับไปที่บริษัท”

เขายังเสนอว่า ภาครัฐควรสนับสนุนการสร้างกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง มากกว่าการช่วยเหลือแบบระยะสั้น

“การสอนให้จับปลา ดีกว่าการให้ปลา”

โดยเฉพาะเรื่องการจัดการต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เกษตรกรควบคุมได้จริง ท่ามกลางต้นทุนแรงงานและปุ๋ยที่สูงขึ้นทุกปี

โลกใหม่…ต้องเพิ่มผลผลิตจากพื้นที่เดิม

หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ “Productivity” หรือประสิทธิภาพการผลิตของปาล์มน้ำมันไทย

ซึ่งคุณอัสนี ระบุว่า ต่างจากถั่วเหลืองที่พัฒนาพันธุ์และระบบเครื่องจักรจนผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ปาล์มน้ำมันกลับยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มผลผลิตอย่างชัดเจน ขณะที่สวนปาล์มจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ช่วงอายุมากกว่า 25 ปี ซึ่งผลผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็ว

“ถ้าเราไม่เริ่มปลูกทดแทนตั้งแต่วันนี้ ผลผลิตจะตกลงทันที”

เขาเสนอให้มีการปลูกทดแทนปีละ 5-10% อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้พันธุ์ปาล์มที่ดีขึ้น การจัดการปุ๋ยอย่างแม่นยำ และการพัฒนาเกษตรกรสู่ระบบ Smart Farmer

ความยั่งยืน” ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ในช่วงท้ายของปาฐกถา คุณอัสนี สรุปชัดว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ตลาด” และ “ผู้ซื้อ” จะเป็นผู้กำหนดกติกาใหม่ทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็น ESG ความเป็นธรรมด้านแรงงาน การลดคาร์บอน หรือการตรวจสอบย้อนกลับ ทุกอย่างจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้า

“เราไปบังคับผู้ซื้อไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ คือเตรียมตัวให้พร้อม”

และสำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย “RSPO” อาจไม่ใช่เพียงมาตรฐานรับรองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ใบผ่านทาง” สำคัญสู่การแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่

“โลกไม่ได้ต้องการพื้นที่ปลูกมากขึ้น แต่ต้องการความยั่งยืนมากขึ้น ทำอย่างไรให้ได้น้ำมันมากขึ้นจากพื้นที่เท่าเดิม” 

นี่คือโจทย์ใหม่ของปาล์มน้ำมันไทย ที่คุณอัสนี ฝากทิ้งท้ายไว้

คุณอัสนี มาลัมพุช

TASPO ได้ผู้นำคนรุ่นใหม่ “ศาณินทร์ ตริยานนท์” ชี้ ความยั่งยืน คือ แต้มต่อปาล์มน้ำมันไทย

พิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil: TASPO) จาก “คุณอัสนี มาลัมพุช” ไปสู่ “คุณศาณินทร์ ตริยานนท์” ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพมหานคร มีการจัดงาน “งานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The4th Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue) ควบคู่กับ “งานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th RSPO Thailand Member Forum) ภายใต้หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันที่ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย และขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันยั่งยืนในตลาดโลก”

หนึ่งในช่วงสำคัญของงาน คือพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil: TASPO) จาก “คุณอัสนี มาลัมพุช” นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ไปสู่ “คุณศาณินทร์ ตริยานนท์” นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย เพื่อสานต่อภารกิจขับเคลื่อนความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยในยุคใหม่

คุณอัสนี มาลัมพุช ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ ©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ส่งต่อ “คนรุ่นใหม่” สานพลังความยั่งยืน

คุณอัสนี กล่าวถึงการส่งมอบตำแหน่งว่า รู้สึกขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้โอกาสได้ทำหน้าที่ประธาน TASPO และเชื่อมั่นว่าการส่งต่อให้ผู้นำรุ่นใหม่ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับ RSPO มาอย่างยาวนาน จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้มากยิ่งขึ้น

“หลังจากนี้ TASPO จะได้คนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ร่วมกับ RSPO มานานมากแล้ว และหวังว่าจะนำพาทุกฝ่ายเติบโตไปได้อีกหลายเท่าตัว” คุณอัสนี กล่าว

ด้าน คุณศาณินทร์ สะท้อนว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยเดินทางมาไกลมากในเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ที่มาตรฐาน RSPO ค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในประเทศ ทั้งในมิติของความสำเร็จและความท้าทาย

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันอีกต่อไป  แต่กำลังขยายสู่ “การแข่งขันข้ามอุตสาหกรรม” ในเศรษฐกิจสีเขียวระดับโลก

เขายกตัวอย่างกรณี “SAF” หรือ Sustainable Aviation Fuel (น้ำมันอากาศยานยั่งยืน) ซึ่งกำลังเป็นตลาดอนาคตสำคัญของโลก โดยฝั่งปาล์มน้ำมันกำลังพยายามพัฒนาเชื้อเพลิง SAF เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเอทานอล

“อุตสาหกรรมเอทานอลก็สามารถผลิต SAF ได้เหมือนกัน แต่ผ่านคนละเทคโนโลยี และสิ่งที่เขาได้เปรียบเรามาก คือหลังจากกระบวนการผลิตทั้งหมดแล้ว การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าปาล์มน้ำมันอย่างมีนัยยะ”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คุณศาณินทร์ มองว่า “จุดแข็ง” สำคัญของปาล์มน้ำมันไทย คือการมีระบบมาตรฐานความยั่งยืนที่เข้มแข็งและพัฒนามาต่อเนื่องมายาวนาน

“มาตรฐานอย่าง RSPO มีความเข้มแข็งต่อเนื่องเกือบยี่สิบปีแล้ว ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นอาจต้องเริ่มสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาเอง นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญของปาล์มน้ำมันไทย”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ชู 3เข็มทิศใหม่ TASPO

สำหรับทิศทางต่อจากนี้ ประธาน TASPO คนใหม่ เสนอแนวคิด 3C เป็นเข็มทิศสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ได้แก่ Commitment — ความมุ่งมั่นCollaboration — ความร่วมมือและ Communication — การสื่อสาร

โดยเขาระบุว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยมีผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่นับแสนคน ตั้งแต่เกษตรกร โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ และสิ่งสำคัญที่สุด คือการสร้าง “ความมุ่งมั่นร่วมกัน” ให้เกิดขึ้นมากขึ้นทั้งระบบ

“ประเทศไทยมีเสน่ห์บางอย่างในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ที่ทำให้ผู้ซื้อทั่วโลกยอมรับอยู่แล้ว เหลือแค่เราต่อยอดอีกนิดเดียว จะไปได้อีกมาก”

ในด้าน Collaboration หรือความร่วมมือ คุณศาณินทร์ มองว่า ภาพความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ที่ช่วยดูแลสมดุลโครงสร้างอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมที่ผลักดันอุตสาหกรรมปลายน้ำ กระทรวง อว. ที่สนับสนุนเรื่องแม่ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดต้นทุนเกษตรกร รวมถึงกระทรวงพลังงานที่ผลักดันการใช้ไบโอดีเซลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“ความร่วมมือเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่เกษตรกรจนถึงผู้ผลิตปลายน้ำ”

ส่วน Communication หรือการสื่อสาร คุณศาณินทร์ มองว่า แม้ TASPO และ RSPO จะสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารได้ดีระดับหนึ่งแล้ว แต่โจทย์สำคัญคือ “จะสื่อสารต่ออย่างไร” เพื่อทำให้ทั้งประเทศ และอุตสาหกรรมไทย สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การเปลี่ยนผ่านผู้นำ TASPO ครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวประธานองค์กร แต่สะท้อนถึงการเข้าสู่      “ยุคใหม่” ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ที่ต้องแข่งขันทั้งในมิติของตลาด เทคโนโลยี และมาตรฐานความยั่งยืน 

และโจทย์สำคัญต่อจากนี้ คือการทำให้ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงมาตรฐานบนกระดาษ แต่กลายเป็น “จุดแข็งเชิงแข่งขัน” ที่พาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เติบโตได้จริงในเวทีโลก

จัดการ “ปุ๋ย” แบบแม่นยำ หัวใจการยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

คุณศุภชัย จงจินตนาเลิศ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เผชิญคำถามซ้ำซาก 2 ข้อ คือ หนึ่ง ทำไมเปอร์เซ็นต์น้ำมันของไทยยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง และ สอง เกษตรกรจะอยู่รอดได้อย่างไรในภาวะต้นทุนสูงและความไม่แน่นอน ซึ่งคำตอบของปัญหานี้ อาจไม่ได้อยู่ที่พันธุ์ปาล์ม โรงงาน หรือเทคโนโลยีการสกัด แต่อยู่ที่ “วิธีคิดและวิธีจัดการปุ๋ย” ตั้งแต่ต้นน้ำของอุตสาหกรรม

คุณศุภชัย จงจินตนาเลิศ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี ให้มุมมองในประเด็นดังเกริ่นมานั้น ว่า ประเทศไทย ไม่ได้ขาดศักยภาพในการผลิตน้ำมันปาล์มคุณภาพสูง ตรงกันข้าม โรงงานปาล์มของไทยจำนวนมากพัฒนาไปไกลจนสามารถสกัดน้ำมันได้มากกว่า 20% แล้ว แต่ปัญหาคือ วัตถุดิบจากสวนยังไม่สม่ำเสมอและไม่เอื้อต่อประสิทธิภาพสูงสุดของโรงงาน

“คุณภาพของโรงงานในไทยดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราจำเป็นต้องชดเชยวัตถุดิบที่มีปัญหา” คุณศุภชัย กล่าว พร้อมชี้ว่า ประเด็นดังกล่าวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรกลุ่มปาล์มน้ำมัน แต่เกิดกับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปแทบทุกชนิดของประเทศ ซึ่งหัวใจของปัญหาอยู่ที่ “การจัดการปุ๋ย” ซึ่งถูกมองเป็นเพียงต้นทุนที่ต้องลด มากกว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับวัตถุดิบทั้งระบบ 

คุณศุภชัย จงจินตนาเลิศ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี

ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลจากการวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุอาหารในต้นและทะลายปาล์มพบว่า ธาตุอาหารจากปุ๋ยมีสัดส่วนเพียงประมาณ 3.5% ของผลผลิตทั้งหมด ที่เหลือกว่า 94% เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ ปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตที่มีอัตราทดสูง ใส่เพียงเล็กน้อย แต่ให้ผลลัพธ์ด้านผลผลิตและคุณภาพอย่างมหาศาล หากบริหารจัดการอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ เขายังเสนอแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ท้าทายกรอบเดิมของวงการ คือ การใส่ปุ๋ย “คืนตามผลผลิต” แทนการใส่ตามสูตรตายตัว กล่าวคือ ใส่ปุ๋ยในอัตราประมาณ 7% ของน้ำหนักผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จริง เพราะปุ๋ยเคมีโดยเฉลี่ยมีธาตุอาหารอยู่ราว 50%

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย คือ เกษตรกรจำนวนมากไม่รู้ผลผลิตที่แท้จริงของตนเองต่อไร่ ต่อต้น เมื่อไม่รู้ผลผลิต ก็ไม่สามารถคำนวณต้นทุนที่เหมาะสมได้ ส่งผลให้ทั้งระบบขาดข้อมูลพื้นฐานในการบริหารจัดการ

อีกประเด็นที่ คุณศุภชัย วิพากษ์อย่างตรงไปตรงมา คือ การสอนให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยปีละ 2–3 ครั้ง ทั้งที่ในทางวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างยูเรียหรือแอมโมเนียมอยู่ในดินได้เพียงราว 20 วัน และสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว หากใส่ปุ๋ยปีละไม่กี่ครั้ง เท่ากับว่าต้นปาล์มได้รับธาตุอาหารจริงเพียงไม่กี่สิบวันต่อปี

ตรงกันข้าม สวนที่ให้ผลผลิตสูงระดับ 6–8 ตันต่อไร่ กลับใช้วิธีใส่ปุ๋ยทุกเดือน ครั้งละน้อย แต่สม่ำเสมอ สอดคล้องกับธรรมชาติการดูดใช้ธาตุอาหารของพืชโดยไม่ต้องอาศัยตำราซับซ้อน

นอกจากนั้น ยังมีธาตุอาหารสำคัญที่ถูกมองข้ามในเชิงอุตสาหกรรม นั่นคือ แคลเซียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบโครงสร้างของต้นปาล์ม และมีบทบาทต่อสมดุลของดินอย่างยิ่ง คุณศุภชัย ชี้ว่า “โดโลไมท์” เป็นวัสดุที่ราคาถูกแต่มีคุณค่า หากใช้ในความละเอียดที่เหมาะสม และสามารถช่วยแก้ปัญหาดินเป็นกรดจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนต่อเนื่องได้ในระยะยาว

และในภาพใหญ่ คุณศุภชัย มองว่า หากประเทศไทยสามารถยกระดับการจัดการปุ๋ยและดินได้อย่างเป็นระบบ จะไม่เพียงช่วยลดต้นทุนเกษตรกร แต่ยังสามารถเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน เพิ่มคุณภาพวัตถุดิบ และสร้างความได้เปรียบให้กับอุตสาหกรรมโอลิโอเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่

“ปุ๋ยไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องลด แต่เป็นกลไกการแข่งขันที่ต้องใช้ให้ถูก” 

เราขอสรุปประเด็นข้อมูลทั้งหมด จากนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี อย่างนั้น 

และในวันที่การแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไม่ได้วัดกันแค่ปริมาณ แต่รวมถึงคุณภาพและประสิทธิภาพตลอดซัพพลายเชน การเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องปุ๋ย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นศักยภาพอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยได้ทั้งระบบ ที่ตลอดทั้งห่วงโซ่ในอุตสาหกรรมนี้ ต้องมาร่วมกันผลักดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น 

น้ำมันปาล์มยั่งยืน ทางเลือก-ทางรอด อุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลก 

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และ นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม

ในวันที่ผู้บริโภคทั่วโลก ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว “น้ำมันปาล์ม” ซึ่งเคยถูกมองเป็นผู้ร้ายด้านสิ่งแวดล้อม กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ว่าจะยังเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก หรือจะถูกยกระดับเป็นวัตถุดิบพรีเมียมของอุตสาหกรรมอาหารโลก

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และ นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ยอมรับว่า ภาพลักษณ์น้ำมันปาล์มในสายตาโลกนั้น มีทั้งด้านบวกและด้านลบ จากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในหลายประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ในกรณีของประเทศไทย สถานการณ์แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

“บ้านเราให้ความสำคัญกับเรื่อง Sustainable มานานแล้ว และการผลิตส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ไม่ได้บุกรุกป่าเหมือนที่โลกกังวล” คุณอัสนี บอกหนักแน่น

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และ นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของคีย์แมนสำคัญของวงการปาล์มน้ำมันประเทศไทย เขามองว่า “ความยั่งยืน”   ในมุมมองของตลาดโลกนั้น ไม่ใช่สิ่งที่โรงงานหรือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งจะทำได้ลำพัง หากแต่ต้องเกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่สวนปาล์ม โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหารและผู้บริโภคปลายทาง

นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม กล่าวต่อว่า โครงสร้างการผลิตน้ำมันปาล์มของไทยแตกต่างจากประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียอย่างชัดเจน โดยเกษตรกรส่วนใหญ่เป็น Smallholder ถือครองพื้นที่ 20–100 ไร่ การรวมกลุ่มและยกระดับมาตรฐานจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

“ถ้ารวบรวมเกษตรกรแล้วผลิตของดี แต่ไม่มีคนซื้อ สุดท้ายเขาก็เลิก” คุณอัสนี สะท้อนปัญหา พร้อมชี้ว่า การสร้างเครือข่ายหรือ Alliance ระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ คือหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายอย่าง TASPO หรือความร่วมมือระหว่างโรงกลั่นกับผู้ผลิตอาหารรายใหญ่

ซึ่งในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา บทบาทของประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อใช้ในประเทศ ไปสู่การเป็นผู้ส่งออกอย่างจริงจัง ซึ่งหมายความว่า การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ถ้าแข่งด้วยปริมาณ เราแข่งกับมาเลเซียและอินโดนีเซียไม่ได้ สิ่งที่เราต้องแข่งคือจุดขาย” คุณอัสนี กล่าว

และว่า สำหรับมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) นั้น นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทั้งคุณภาพและภาพลักษณ์น้ำมันปาล์มไทยในตลาดอาหารโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับและความโปร่งใสของแหล่งที่มา

“ถ้าเราไม่มีมาตรฐานพวกนี้ เราจะไปขายได้แค่แข่งราคา และสุดท้ายก็แพ้ เพราะวันดีคืนดีเขาดัมพ์ราคา เกษตรกรเราก็เดือดร้อน แต่ในทางกลับกัน หากไทย สามารถผลักดันให้การผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศเข้าสู่ระบบ Certified เช่น RSPO ได้ในสัดส่วนสูง จะช่วยเปิดประตูสู่ตลาดพรีเมียม ซึ่งยอมจ่ายแพงกว่า เพื่อแลกกับความมั่นใจด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอาหาร” ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย แสดงทรรศนะ

ก่อนบอกต่อ ไทยขายของน้อย จึงต้องขายของแพง เหมือนข้าวหอมมะลิ 

ขณะที่ “น้ำมันปาล์มยั่งยืน” นั้น สามารถเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของ Thailand Brand ได้ และในมุมมองของภาคธุรกิจ อย่างเขานั้น มองว่า  Thailand Brand ต้องมีความหมายมากกว่าการระบุแหล่งผลิต แต่ต้องสะท้อนถึงคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และความยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ซึ่งภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ต้องมีบทบาทสำคัญในการผลักดันยุทธศาสตร์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาการค้า การเปิดตลาด หรือการวางตำแหน่งสินค้าปาล์มน้ำมันไทยในตลาดโลก

“ประเทศไทยถูกจัดเป็นประเทศ Low Risk เรื่องการตัดไม้ทำลายป่าในกรอบ EUDR นับเป็นโอกาสที่เรามีแล้ว เหลือแค่ว่าเราจะทำของไปขายให้เขาได้หรือเปล่า” คุณอัสนี บอกจริงจัง

และว่า ปัจจุบันแม้ผู้บริโภคไทย ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “น้ำมันปาล์มยั่งยืน” มากนัก แต่แนวโน้มโลกกำลังเปลี่ยนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในยุโรป จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งเริ่มกำหนดนโยบายด้านความยั่งยืนกับ       ซัพพลายเออร์มากขึ้น หากอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สามารถปรับตัวได้ทัน น้ำมันปาล์มจะไม่ใช่ “ผู้ร้าย” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นวัตถุดิบที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว

“สุดท้ายมันไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและโลกที่เราจะทิ้งไว้ให้ลูกหลาน” คุณอัสนี ทิ้งท้ายอย่างนั้น

ตลาดหุ้นไทยกับการเร่งเครื่องความยั่งยืนของห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน : ถึงเวลาของบริษัทปลายน้ำ

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณวรางคณา ภัทรเสน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษ หัวข้อ “ตลาดหุ้นไทยกับการเร่งเครื่องความยั่งยืนของห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน : ถึงเวลาของบริษัทปลายน้ำ” ในงานเสวนาสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568 เมื่อเร็วๆนี้ว่า การทำเรื่อง Sustainable หรือ “ความยั่งยืน” นั้น สิ่งสำคัญคือ การให้การสนับสนุนผู้ผลิตบริษัทที่ทำเรื่อง Sustainable

เพราะถ้าเขาเหล่านั้นทำผลิตภัณฑ์ Sustainable ออกมาแล้ว แต่ไม่มีคนปลายน้ำนำไปใช้ต่อ คนทำก็ท้อและเหนื่อย ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงสนับสนุนให้มีหุ้นจากบริษัทที่ทำเรื่อง ESG การที่มีนักลงทุนซื้อหุ้น ESG เหมือนสนับสนุน Sustainable เช่นเดียวกับผู้ซื้อสินค้าที่มีส่วนผสมจากปาล์ม RSPO ก็เหมือนสนับสนุนการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืน RSPO 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า “ความยั่งยืน” คือเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง โดยมี 3 เสาหลัก และต้องมีฐานรากที่สำคัญคือ การจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ความซื่อสัตย์ ซึ่งเหล่านี้คือพื้นฐานของการทำทุกอย่าง  ส่วน 3 เสาหลักคือ E-Environmental , S-Social , G-Governance &E-Economic  3 เสาหลักต้องสมดุลกัน ต้องมีการทำให้ทุกเสาสมดุลกัน 

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประเด็นต่อมา การทำกล่าวต่อว่า การทำการค้ากับยุโรป ถ้าทำเรื่อง ESG ได้ก่อน ให้ทำไปตามความสามารถของแต่ละบริษัท สามารถค่อยๆ ทำไปทีละข้อ ไม่ต้องเร่งทำทีเดียวทั้งหมด  และไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ ย่อมมีเรื่องของ ESG เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด ESG จึงเป็นเรื่องสำคัญและต้องทำ 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ESG คือ สิ่งที่เราทำกันอยู่แล้ว แต่นึกไปไม่ถึง หรือ ไม่ได้นิยามให้ชัดลงไป หรือทำให้ลึกลงไป จนถึงการวัดผล ที่บางครั้งก็ไม่รู้จะวัดผลอย่างไร จนถึงเงินทุนที่อาจไม่เพียงพอ เหล่านี้คือความท้าทายของแต่ละองค์กรว่าจะทำ ESG ได้สำเร็จหรือไม่”คุณวรางคณา กล่าว

และย้ำว่า การทำเรื่องความยั่งยืน ไม่ว่าจะอยู่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คนที่อยู่ Tone at the Top หรือผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการต่างๆ ต้องให้ความสำคัญขับเคลื่อน และพนักงานในองค์กรต้องช่วยกันขับเคลื่อน เพราะเป็นเรื่องของทุกคนในองค์กร

“เรื่องความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกๆ คนในองค์กรที่ต้องให้ความสำคัญและลงมือทำ เช่นเดียวกับเรื่องของ RSPO เป็นหนึ่งในเทรนด์ความยั่งยืน ดังนั้นทุกคนต้องทำ” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุป

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ย้ำ ปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืน Keyword สำคัญ คือ ความรับผิดชอบร่วมกัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดงานประชุมสัมมนาสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “ความรับผิดชอบร่วมกัน : การพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโห่อุปทานต้นน้ำปาล์มน้ำมันประเทศไทย” เมื่อเร็วๆนี้ ว่า 

ช่วงสิบปีที่ผ่านมา ตลาดปาล์มน้ำมันโลกมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ กระทั่งปัจจุบัน มีความต้องการ “ปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืน” ที่ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย โดยมี Keyword สำคัญ คือ ความรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้น หากประเทศไทย ทำปาล์มที่ดี ปาล์มมีคุณภาพ อุตสาหกรรมปาล์ม ก็ยังจะเป็นธุรกิจที่มีอนาคต แต่ถ้าไม่ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง อาจไม่มีอนาคตได้เช่นกัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“อุตสาหกรรมปาล์ม เราไม่ได้อยู่เพียงตัวคนเดียว แต่ยังมีโรงสกัด โรงกลั่น ภาคโอลีโอเคมี ซึ่งจะทำอย่างไรให้เกิดความร่วมมือกันทุกภาคส่วนระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในทุกห่วงโซ่อุปทาน” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม กล่าว

และว่า สำหรับ RSPO  เป็นองค์กรเน้นเรื่องความยั่งยืน ที่พยายามผลักดันให้ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เป็นหนึ่งในเรื่องความยั่งยืน และตอบโจทย์ของผู้ซื้อและประชากรโลก และอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญในช่วงนี้ก็คือ ESG (Environmental, Social, Governance) ซึ่ง RSPO พยายามผลักดันให้พวกเรา ชาวปาล์มน้ำมันเป็นหนึ่งในเรื่องนี้เช่นกัน 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ระดมความคิด ความรับผิดชอบร่วม – ยกระดับปาล์มน้ำมันไทย สู่ความสำเร็จในตลาดโลก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากการเสวนา “ความรับผิดชอบร่วม – ยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ความสำเร็จในตลาดโลก” ในงานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568  โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย คุณเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี

คุณนุชนาถ สุขมงคล  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จํากัด (มหาชน) คุณไพรวัลย์ โต๊ะดํา  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จํากัด (มหาชน) และ คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)

คุณเชาวลิต กล่าวในฐานะ “ต้นน้ำ” ว่า น้ำมันปาล์มทุกหยดที่อยู่ในระบบความรับผิดชอบร่วมของเรา ในระยะต้นมักยากที่จะทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่า ทำไมถึงต้องรับผิดชอบอะไรนอกเหนือไปจากสิ่งที่ทำผลผลิตออกไปขายแล้วได้เงินมา 

“จำได้ว่าตอนแรกเริ่มที่มีการรวมกลุ่ม คุณศาณินทร์ บอกว่าตอนนี้มีผู้จะซื้อสินค้าเราแล้ว แต่เรายังไม่มีสินค้าจะขาย ผมเลยมาชวนคนมาผลิตสินค้าน้ำมันปาล์มให้เขา โดยมีเงื่อนไข คือ ความรับผิดชอบที่ต้องทำต่อมาตรฐานตามข้อกำหนดของ RSPO คือ ความรับผิดชอบในสิ่งแวดล้อม ในความยั่งยืน ในความเป็นอยู่ของลูกจ้างแรงงาน ความรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่เกษตรกรต้องร่วมกันในระบบการผลิตต้นน้ำ” 

คุณเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สมาชิกกลุ่มแต่ละคน ยังมีความรับผิดชอบร่วมในฐานะสมาชิกกลุ่มที่ต้องนำผลผลิตมาขายเข้าสู่ระบบเพื่อให้กลุ่มมีรายได้บริหารจัดการกลุ่ม ช่วยเหลือสมาชิก ต่อกลุ่ม มีความภัคดีต่อกลุ่ม เพื่อไปสู่ความยั่งยืน จุดอ่อนที่สุดของเกษตรกรก็คือความภัคดีต่อกลุ่ม ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็จะมีกฎหรือมาตรการต่างๆ คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ จะมีมาตรการตั้งแต่ตักเตือนดำเนินการแก้ไข จนสุดท้ายขอร้องให้ลาออกเพื่อไม่ให้ถูกแบล็กลิสต์ เพราะถ้ายังเพิกเฉยอยู่เราก็ไปต่อไม่ได้”ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ กล่าว

และบอกต่อ ถึงโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล ว่า ในฐานะเกษตรกรรายย่อย พบอุปสรรคอย่างหนึ่ง คือ เกษตรกรเสพข้อมูลอย่างเดียว แต่ไม่มี Information หรือ Knowledge แต่การจะทำให้เกษตรกรไปสู่สากลได้ ต้องให้ Information อย่าให้แต่ข้อมูล ต้องกลั่นสารสนเทศออกมาเป็นความรู้ เกษตรกรจึงจะสามารถไต่ระดับขึ้นมา

ซึ่งตอนนี้กลุ่มของตนกำลังให้ความรู้ ความเข้าใจสมาชิกว่า การทำสวนปาล์ม ไม่ใช่ทำเกษตรกรรมเหมือนที่ผ่านมา แต่กำลังทำธุรกิจการเกษตร ต้องรู้ต้นทุน ต้องรู้ค่าใช้จ่าย รู้กำไร และวางแผนนำกำไรไปเลี้ยงครอบครัวได้เท่าไหร่ นี่เป็นความคิดระดับสากลที่เป็นไปได้ในระดับผู้ผลิต ส่วนระดับสากลมาตรฐานที่ต้องทำให้โลกยอมรับ ต้องชี้ให้เห็นว่าโลกอยู่ในเทรนด์โลกสะอาด ฉะนั้นถ้าสินค้าของพวกเราสะอาด รวมตัวกันให้เข้ากับเทรนด์ที่โลกเขายอมรับได้ จึงจะเข้าไปสู่ระดับสากลได้ 

ถ้าเรามีแนวคิดพูดแต่เรื่องการขับเคลื่อนจะเป็นไปได้ยากมาก เพราะเกษตรกรมีแต่ข้อมูล ไม่เคยมีรายละเอียด ไม่มีความรู้ที่มากเพียงพอ เกษตรกรจะต้องมีการแปลข้อมูลมาเป็นสารสนเทศ เพื่อนำไปตกผลึกเป็นองค์ความรู้ และสร้างให้เกิดปัญญา  ซึ่งปัญญา คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะพาเราไปสู่ระดับสากล   การจะทำให้เกษตรกรเข้าถึงระดับสากลได้ คือ พาให้เข้าถึงความรู้ ถึงปัญญา 

ไล่เรียงมาถึงประเด็นแนวทางปฏิบัติที่สนับสนุนส่งเสริมความรับผิดชอบและความยั่งยืน  คุณเชาวลิต มองว่า ถ้าราคาทะลายปาล์มสด RSPO กับ ราคาปาล์มทั่วไป เท่ากันหรือใกล้เคียงกันก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเกษตรกรปลูกปาล์มต้องการรายได้ที่ดี การจะไปสืบทอดโลกสะอาดให้ลูกหลานนั้น อย่าไปพูดกับเขาเลย แต่ค่อยๆแทรกความคิดให้ดีกว่า

อันดับแรกที่ควรบอกกับเกษตรกร คือ ทันทีที่อนุมัติเป็นสมาชิก ยังไมได้ใบเซอร์ ราคปาล์มจะบวกเท่าไหร่ เมื่อได้ใบเซอร์แล้วบวกอีกเท่าไหร่ เหล่านี้คือสิ่งที่เกษตรกรต้องการ  ฉะนั้น ความท้าทายคือ ทำอย่างไรให้มีราคาบวก หรือพรีเมียม มาให้เกษตรกรเห็นชัดๆ

คุณเชาวลิต บอกต่อว่า ผู้บริโภค ยังเห็นคุณค่าของสินค้าประเภทนี้น้อย เพราะฉะนั้นแนวทางต้องขยายปลายน้ำก่อน ทำอย่างไรให้ทุกคน ผู้บริโภคเห็นว่า การบริโภคสินค้า RSPO ช่วยอะไรบ้าง และการจะไปเปิดปลายน้ำต่างประเทศ ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นควรทำปลายน้ำของประเทศไทยก่อน ผู้แทน RSPO และบริษัทปลายน้ำ จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเห็นว่า ทำอย่างนี้แล้วจะ “สะเทือนถึงดวงดาว”    การซื้อสินค้าหนึ่งชิ้น สร้างแสงสว่างสดใสขึ้นเลย ลูกหลานได้อยู่ในโลกสะอาดขึ้น คุณไม่ต้องวิ่งแจ้นหนีทุกฤดูฝุ่น คุณไม่ต้องร้อนรุมกลุ้มใจเรื่องภาวะเรือนกระจก

เพียงคุณซื้อสินค้า คนละชิ้นสองชิ้นนี่แหละ เจาะกลุ่มปลายน้ำผู้บริโภคระดับกลางขึ้นไป ผู้ผลิตเองก็จะเห็นทางสดใส มีกำลังใจที่จะทำต่อไป  ฉะนั้นปลายน้ำเท่านั้น ที่จะช่วยให้ต้นน้ำให้ขยับขยายและเห็นความสำคัญได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ ปากท้อง แล้วอุดมคติ อุดมการณ์ จะตามมาเอง ถ้าปากท้องอิ่ม ปัญญาเกิด แต่ถ้าปากท้องยังดิ้นรน คงลำบาก   

ด้าน คุณศุภชัย  หากพูดในนามโรงสกัด ตอนนี้ดูแลเกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิก RSPO หรือไม่ได้เป็นสมาชิก เมืองไทยาตอนนี้มีปัญหาหลัก คือ เรื่องแรงงาน บ้านเราเจ้าของไม่ได้ลงมือตัดปาล์มเอง ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเอง คนทำคือแรงงาน จะทำอย่างไรให้แรงงานเข้าใจการทำปาล์มยั่งยืนมากขึ้น ทำไมเราไม่อบรมคนตัดปาล์มมากขึ้น 

เพราะหัวใจสำคัญของการทำปาล์ม คือ แรงงาน มาเลเซียใช้คน 70 ไร่/คน ไทยใช้แรงงาน 30 ไร่/คน เราต้องลดแรงงานลงให้ใช้แรงงานให้ได้ 110 – 120 ไร่/คน เพราะในอนาคตจะเจอปัญหาอะไรไม่รู้ ตอนนี้ที่สวนของกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ ใช้แรงงานอยู่ที่ 150 ไร่/คน Know how เหล่านี้เราจะนำไปสู่สมาชิกเกษตรกร RSPO ได้อย่างไร 

สำหรับปัจจัยการผลิตที่สอง คือ ปุ๋ย ลองไปถามเกษตรกร ที่ได้ผลผลิต 4 – 7 ตัน ว่ามีใครใส่ปุ๋ยตามกระทรวงเกษตรฯ กรมวิชาการ หรือทางมาเลเซียแนะนำไหม ที่ให้ใส่ปุ๋ยปีหนึ่ง 2 – 3 ครั้ง ไม่มีหรอกเขาใส่ปุ๋ยกันปีหนึ่ง 8-9 ครั้ง คำถามตามมาคือ องค์ความรู้ ที่ให้กับเกษตรกรถูกต้องหรือเปล่า เกษตรกรจะใส่ปุ๋ยเท่าไรถึงจะเหมาะสม มีการอบรมเกษตรกรมาตั้งนาน แต่เกษตรกรยังจับจุดไม่ได้เลยว่าจะใส่อย่างไร และเท่าไหร่  จึงคิดว่าตรงนี้ต้องมาหาข้อสรุปกันได้แล้ว

คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การให้องค์ความรู้กับเกษตรกรเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องปุ๋ย โรงสกัดควรเข้ามาช่วย เพราะไม่มีใครอยากขายแม่ปุ๋ยให้เกษตรกร เพราะกำไรน้อย”  คุณศุภชัย ระบุอย่างนั้น

เมื่อกล่าวถึงประเด็นโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล คุณศุภชัย บอก ตอนนี้กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ กำลังทำการเก็บทะลายปาล์มมาวิเคราะห์ทุกวัน ซึ่งต้องทำให้ครบ 3 ปี ตอนนี้ได้ข้อมูลคร่าวๆ แล้วว่า ทะลายต้นเป็นอย่างไร ทะลายปลายเป็นอย่างไร เหล่านี้จะเป็นข้อมูลไปสู่เกษตรกร รวมถึงการวิเคราะห์ใบ การยกระดับเกษตรกร การยกระดับได้จะทำอย่างไร 

และเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ควรมีการซื้อขายปาล์มโดยตรงจากสวนถึงโรงงาน ตอนนี้เจ้าของลานเทคือ คนตัดปาล์มตัดเสร็จเข้าลาน จากลานเข้าโรงงาน ทุกขั้นตอนคือ ค่าใช้จ่าย เขาก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย  โรงงานจึงควรไปเก็บปาล์มถึงสวน เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากการขนส่ง ทำไมไม่ทำตรงนี้กับเกษตรกรเพื่อเป็นตัวอย่าง

ส่วนแนวทางปฏิบัติที่ทั้งสนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน  คุณศุภชัย บอก ปัจจุบันเราเสียเวลากับสิ่งที่คอนโทรลไม่ได้ เช่น เรื่องราคาปาล์ม ราคาน้ำมัน มากไปหรือเปล่า แต่สิ่งที่เราคอลโทรลได้ เช่น การจัดการสวน ไม่ได้ให้ความสำคัญเลย ทั้งที่สามารถมาช่วยกันได้ 

ด้าน คุณนุชนาถ กล่าวว่า ทั้งหมดของห่วงโซ่อุปทาน คือ ความรับผิดชอบร่วมกันทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่เกษตรกร ทุกๆ ภาคส่วนต้องเห็นคุณค่าร่วมกันว่าทำอย่างไร ให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มให้มีความยั่งยืน เพราะถ้าต้นน้ำทำอย่างเดียว แต่ปลายน้ำไม่เปิด ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบร่วมกัน 

“บ้านเรา 95 เปอร์เซ็นต์คือเกษตรกรรายย่อยมากๆ ตั้งแต่ 5 – 25 ไร่ ต่างจากในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ที่รายย่อยของเขายังขนาดใหญ่กว่าเมืองไทยมากๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่างกัน การบริหารจัดการต้นทุนต่างกันมาก และเป็นหนึ่งใน Challenge ของไทย สิ่งหนึ่งที่เห็นเวลาพาลูกค้าชาวต่างชาติมาชมธุรกิจปาล์มในประเทศ การทำธุรกิจกับเกษตรกรรายย่อยของไทย เป็นสิ่งที่ลูกค้าชื่นชม คือสิ่งที่เขาอยากได้ เพราะทุกอย่างที่ลูกค้าจ่ายมาคือสิ่งที่ลงสู่คุณภาพชีวิตของเกษตรกรจริงๆ”คุณนุชนาถ กล่าว

และบอกต่อถึงประเด็น  สนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน ว่า

“เราทำงานครบ Loop ช่วยเกษตรกรขายน้ำมัน RSPO และอีกฝั่งคือ เชื่อมโยงให้เห็นว่าตลาดมีอยู่จริง   การทำงานในแง่รูปธรรม คือ ไปหาเกษตรกรและโรงสกัด และบอกว่าจะรับซื้อปริมาณเท่าไร พรีเมียมจ่ายอย่างไร มีการเซ็น MOU เราเป็นโรงงานกลั่นที่ทำงานครบลูปกับเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง SG เจ้าแรกของไทย ตั้งแต่ปี 2019  ทุกอย่างต้องเกิดจากความมั่นใจว่า ตลาดนี้มีอยู่จริงๆ เวลาที่ลงไปพบเกษตรกร เราพบว่าทุกคนมีความสุขที่ได้ทำ RSPO เขามีรายได้ดีขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น และเจอกันมาสิบปีก็ยังคงอยู่” 

คุณนุชนาถ สุขมงคล  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จํากัด (มหาชน)  
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สิ่งที่เราทำเป็นส่วนเล็ก ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย ต้องบอกว่าเพราะง่ายๆ สมมติเราผลิต 3 ล้านตัน ส่งออก 1 ล้านตัน ส่วนใหญ่ตลาดที่เราส่งออกส่วนใหญ่ ไม่สนใจ RSPO แง่น้ำมันดิบเราไปอินเดีย อีกหนึ่งล้านไปไบโอดีเซล ก็ไม่ได้เป็นหลัก อีกหนึ่งล้านก็ตลาดในประเทศ ซึ่งในหนึ่งล้านนี้ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นตลาดน้ำมันธรรมดา เพราะผู้บริโภคในประเทศไทย  70 เปอร์เซ็นต์ ผู้บริโภค คนไทยรู้และรักษ์โลก แต่มีเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ที่พร้อมที่จะซื้อสินค้ารักษ์โลก แต่ 25 เปอร์เซ็นต์นี้ไม่รู้เรื่อง RSPO เลย  การซื้อน้ำมันปาล์มของประเทศไทย คือ ดูจากราคา คุณภาพ และแบรนด์ แต่ไม่มีเรื่อง RSPO  ตอนนี้ควรมีความรวมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ของภาครัฐ หรือ ธนาคาร มาช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ เรื่อง RSPO”คุณนุชนาถ กล่าว 

ขณะที่ คุณไพรวัลย์  กล่าวว่า ในฐานะที่ทำ RSPO มาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกของประเทศไทยปี 2009 กลุ่มเกษตรกรรายย่อยของ ยูนิวานิช ถือเป็น เกษตรกร ไพรอต โปรเจ็ก กลุ่มแรกของ GIZ บริษัทยังคงดูแลเกษตรกรในพื้นที่ของตนเอง สนับสนุนเกษตรกรเรื่องต่างๆ และมีการประมูลปุ๋ยจากซัพพลายเออร์เป็นประจำทุกปี

และมีการรับโควต้าจากเกษตรกรว่าต้องการปุ๋ยเท่าไหร่ บริษัทก็จะได้ปุ๋ยราคาถูกมาให้เกษตรกร ซึ่งอาจไม่ถูกใจซัพพลายเอ่อร์หรือผู้ค้าปุ๋ย มากนัก แต่บริษัทได้ปุ๋ยราคาถูกมาให้เกษตรกร โดยมีการจัดการสต็อกให้ด้วย เป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรได้ปุ๋ยราคาถูก ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทุนหลักของการจัดการสวนปาล์มน้ำมัน จัดอบรมเรื่องปัจจัยการผลิต มีการสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ 

แต่ปัจจุบันมีปัญหายากลำบากมากขึ้น มีอุปสรรคมากขึ้น ผลผลิตมาก ราคาต่ำ เกษตรกรกล่าวโทษโรงสกัด โรงกลั่นที่เป็นปลายน้ำก็ไม่เห็น ซึ่งจริงๆ ต้องแชร์ความรับผิดชอบร่วมกัน

ส่วนโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล  คุณไพรวัลย์ บอกว่า ธรรมชาติของบ้านเราเป็นเกษตรกรรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ และแนวโน้มในอนาคตก็จะเป็นเกษตรกรรายย่อยมากยิ่งขึ้น เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่น้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากพื้นที่สัมปทานหมดอายุ พื้นที่เช่าหมดอายุ สวนขนาดใหญ่จึงจะน้อยลง เป็นสวนเกษตรกรรายย่อยมากขึ้น  ความท้าทายคือ เกษตรกรรายย่อยจะมากขึ้น ทำอย่างไรจะทำให้ต้นทุนน้อยที่สุด เรื่องปุ๋ย เรื่องการจัดการการขนส่ง

คุณไพรวัลย์ โต๊ะดํา  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จํากัด (มหาชน)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

อีกเรื่องคือ เรามีจุดเด่นเรื่องการเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่บุกรุกทำลายป่า  การจะร่วมมือกันได้ เราต้องแชร์ข้อมูลกันทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รู้และเข้าใจว่าทำอย่างไรเกษตรกรถึงได้ผลผลิตปาล์มมาให้เรา เวทีเสวนาเช่นนี้คือความร่วมมือที่แนวทางปฏิบัติที่ทั้งสนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน  

“ที่ผ่านมา ภาครัฐยังไม่มีความต่อเนื่องในการสนับสนุนเรื่อง RSPO เท่าที่ควร สิ่งที่พวกเราทำได้คือ ภาคเอกชนต้องช่วยกัน ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคคนปลายน้ำ เห็นความสำคัญ และตระหนักถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ RSPO เราเดินในห้างสรรพสินค้า เห็นแบรนด์สินค้าที่มีเครื่องหมาย RSPO น้อยมาก ต่างจากมาเลเซีย หรือ ยุโรป  ส่วนผู้อยู่ปลายน้ำ ตั้งแต่โรงกลั่น เรื่องพรีเมียม ถ้าไม่มีพรีเมียมย้อนกลับมาหาเกษตรกรก็ยากที่จะขับเคลื่อนไปได้”คุณไพรวัลย์ กล่าว 

ส่วน คุณอิทธิพล  กล่าวว่า ในแง่นักลงทุน หรือสถาบัน มีหลักของ UN อยู่เรื่องหนึ่ง คือ UNPRI คือการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ สิ่งนี้แบ่งเป็น 2 กิ่ง คือ Do – ที่ต้องทำ & Don’t – สิ่งที่ต้องไม่ทำ

Don’t คือ ไม่ทำสิ่งที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม สิ่งที่กระทบต่อ Human right ทุกธนาคารเริ่มมีกลุ่มเป้าหมาย ที่ EXIM เซตเป้าหมายว่า จะเปลี่ยน Portfolio เป็น Sustainable มากขึ้น บริษัทที่เป็นสมาชิก RSPO ธนาคา EXIM ลดดอกเบี้ยให้ และน่าจะเป็นธนาคารแรกที่มีความร่วมมือกับ RSPO โดยสร้างทางเดิน เป็นโมเดลให้ ซึ่งไม่จำเป็นว่า RSPO ต้องทำกับ EXIM ที่เดียว 

คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถ้าประเทศไทยจะเอาผลผลิตปาล์มไปแข่งระดับโลก สิ่งที่เรามีดี คือ เราไม่มีข่าวภาพลักษณ์ที่ไม่ดี อย่างอินโดก็ยังมีข่าวที่ไม่ดี เรื่องการเผาป่า 15 เปอร์เซ็นต์มาจากการเผาป่า  ขณะที่ในฝั่งของภาคการเงิน สิ่งที่ต้องการคือ DATA “ คุณอิทธิพล กล่าว

ก่อนอธิบายในแง่ของการเงินสำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันยั่งยืน ต้องมีข้อปฏิบัติอย่างยั่งยืนอย่างไร ว่า  ถ้าจะเพิ่มราคาแล้วเพิ่มไม่ได้ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ของเท่าเดิม แต่ขายได้มากขึ้น การเพิ่ม Value added ให้ลูกค้ารู้สึกได้มูลค่าอะไรเพิ่มขึ้น จนตัดสินใจซื้อสินค้าเรา

ยกตัวอย่าง ชาลิปตัน ที่ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการทำชาที่ีส่วนในการรักษาสิ่งแวดล้อม แม้ปีแรกจะขายสินค้าได้น้อยลง แต่ต่อมาขายดีขึ้น ด้วยการนำตราสัญลักษณ์การอนุรักษณ์ไปติดข้างผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคได้รู้ว่า การซื้อผลิตภัณฑ์ลิปตัน มีส่วนในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม หลายผลิตภัณฑ์ทางการเงินวันนี้ ยังไม่มีตัวไหนไปจับกับมาตรฐาน RSPO หรือ มาตรฐานการรับรองตัวใดๆ เกี่ยวกับ Rainforest Alliance โดยตรง  จริงๆ ต้องบอกว่า ธนาคารก็คือ ธนาคาร สิ่งที่ทำได้ คือ Joy Hand กับคนอื่น และทำสิ่งที่ไม่เคยมีให้มีขึ้น กำไรอาจลดลงนิดหน่อย แต่ต้นทุนของธนาคารก็จะลดลงด้วยเหมือนกัน 

รายงาน / ทีมข่าว TASPO