ความยั่งยืน ไม่ใช่ เทรนด์ แต่ ต้องทำ : ก้าวที่มั่นคงบนการเดินทางของ “ปาล์มน้ำมันไทย”

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

แม้บริบทความยั่งยืน จะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ แต่แก่นแท้ของความยั่งยืนก็ยังคงอยู่ และความยั่งยืน คือ แถวหน้าของเกษตรสีเขียว มาตรฐาน RSPO จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำไม่ใช่เทรนด์

หลายครั้งที่มักมีคนสงสัยว่า “ความยั่งยืน” คืออะไร แล้วทำไมคนตัวเล็กๆอย่างเรา ต้องสนใจเรื่องความยั่งยืน และไปจนถึงที่สุดแล้ว ความยั่งยืน นั้น เป็นแค่กระแส หรือ เทรนด์ (Trend) ชั่วครั้ง ชั่วคราว หรือเป็น “ของจริง” ที่ต้องทำให้เกิดขึ้น

อีกทั้งเมื่อมองไปถึง อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน มักมีคำถาม ความยั่งยืน เป็นอย่างไร

หนึ่งในนิยามของ “ความยั่งยืน” หรือ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development) ที่อธิบายได้ชัดเจนที่สุด เห็นจะมาจาก คณะกรรมาธิการโลก ด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติที่ระบุ “การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ แนวทางการพัฒนา ที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ลิดรอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นหลัง”

และมีแก่นสำคัญ คือ “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งการจะบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ นั้น ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความครอบคลุมทางสังคม  และ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ในการประชุมสมัยสามัญ สมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 70 วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ 193 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้ร่วมลงนามรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development)

เพื่อประเทศต่าง ๆ สามารถนําไปปฏิบัติให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลา 15 ปี (กันยายน พ.ศ. 2558 – สิงหาคม พ.ศ. 2573)

โดยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป็นแนวทางให้แต่ละประเทศดำเนินการร่วมกัน โดยมีเป้าหมาย SDGs 17 ประการ ที่มีความเป็นสากล เชื่อมโยง และเกื้อหนุนกัน

ซึ่งกว่า 19 ปีที่ผ่านมา องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) ได้ทำงานเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม และนำมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดในโลกมาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันปาล์ม ตั้งแต่ต้นน้ำที่สวนปาล์ม กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ในการผลิตและใช้น้ำมันปาล์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐานมาเป็นส่วนประกอบสำคัญ

ซึ่งเมื่อพิจารณาตามหลัก SDGs แล้ว มาตรฐาน RSPO นับว่ามีองค์ประกอบ 3 ประการของการบรรลุซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างครบถ้วนทุกประการ คือ Prosperity –  การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันมีภูมิคุ้มกันและมีความยั่งยืน People – การมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ลดความยากจน ปกป้อง เคารพและมีการเยียวยาด้านสิทธิมนุษยชน Planet – อนุรักษ์ ปกป้อง และเสริมสร้างระบบนิเวศที่มีไว้สำหรับคนรุ่นต่อไป

ตัวแทน RSPO ประจำประเทศไทย ได้เล่าถึงหัวใจในการทำงานของ RSPO ว่า ทิศทางนี้ คือความยั่งยืน คนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มต้องอยู่ดีกินดี วิถีชีวิตดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ลดต้นทุนได้ เพิ่มผลผลิตได้ และปาล์มในกระบวนการทั้งกระบวนอยู่ในการตระหนักต่อการรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

สำหรับการเข้ามาประเทศไทย ของ RSPO ได้สร้างมาตรฐานและองค์ความรู้แก่เกษตรกรทั่วประเทศต้นน้ำทั่วประเทศ เกิดการรวมกลุ่มดูแลช่วยเหลือกันในการทำงาน เกิดเกษตรแปลงใหญ่ ไปจนถึงวิสาหกิจชุมชน ทั้งยังได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนที่ต้องการปาล์มน้ำมัน RSPO ในประเทศไทยมีมาตรฐานและคุณภาพ มีเครื่องมือการันตีความปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งยังแข่งขันได้ในเวทีโลก

เมื่อมาฟังเสียงสะท้อน ของหนึ่งในห่วงโซ่

“พอได้มาเป็นสมาชิก RSPO ก็เอาความรู้มาพัฒนาสวน ทำสวนปาล์ม ทำให้ยิ่งมีกำไร คุณจะหาได้ที่ไหนทำสวนมีรายได้เดือนละ 6-7 หมื่น ปีหนึ่งกำไรล้านกว่าบาท”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณอุดมศักดิ์ นัดดาศรีนะ สมาชิก RSPO กลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำกะแดะพัฒนาปาล์มน้ำมัน เล่าให้เราฟังถึงการเป็นสมาชิก RSPO

ก่อนบอก เขานำองค์ความรู้ในการพัฒนาสวนมาใช้บริหารจัดการสวน ซึ่งช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตอย่างชัดเจน เป็นแบบอย่างของ Smart Farmer

และสรุปแบบจริงจัง

“การเป็นเกษตรกรไม่ควรเป็นการทำสวนอย่างไร้ความรู้ เพราะจะไม่เห็นผลอะไร การทำสวนอย่างมีความรู้ต่างหากที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน”

การเป็นสมาชิก RSPO กิจกรรมกลุ่ม และการอบรมต่างๆ ทำให้เกษตรกรประกอบอาชีพด้วยองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และความเข้าใจ ทำให้ชีวิตของเกษตรกรดีขึ้นได้จริง หากแต่นี่เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของความยั่งยืนเฉพาะบุคคล

ทว่ามาตรฐาน RSPO ยังครอบคลุมการสร้างความยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคงอีกด้วย   

เคยมีผู้กล่าวว่า “การก้าวเดินเพียงลำพังแม้จะประสบความสำเร็จ ก็ไม่น่าภูมิใจเท่าการมีส่วนร่วมช่วยกันทำงานเป็นทีมและประสบกความสำเร็จไปด้วยกันทั้งตัวเรา ชุมชน และสังคม”

ซึ่งความคิดนี้ สะท้อนออกมาจากสมาชิก RSPO หลายครั้งในหลายโอกาส 

ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยความร่วมมือ ทำคนเดียวมองไม่เห็นผล แต่ถ้ามีกลุ่มร่วมกันทำจึงเป็นไปได้ ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นในพื้นที่ก่อน และขยายไประดับประเทศ”

คือเสียงสะท้อนจาก คุณเกื้อกูล เสี่ยงแทน ผู้จัดการกลุ่มยูนิวานิช – ปลายพระยา

และเพราะการเดินทางบนเส้นทางความยั่งยืน เป็นเรื่องสำคัญที่ “ต้องทำ” การจะก้าวเดินอย่างมั่นคงเครือข่ายต่างๆ จึงต้องเข้มแข็ง เพื่อมีแรงสนับสนุนกันทุกภาคส่วน ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด

นั่นนับเป็นที่มาของ เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance Sustainable Palm Oil -TASPO) ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อริเริ่มกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบห่วงโซ่คุณค่าปาล์มน้ำมันประเทศไทย และเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการผลิต และการบริโภค ในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สร้างวิถีความร่วมมือสู่ความยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ทั้งยังเป็นการการันตีว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย พร้อมที่จะเข้าสู่ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ตามเป้าหมายความยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs) วาระแห่งชาติ BCG (Bio – Circular – Green Economy) จนถึงกระแสโลกที่ปัจจุบันที่พยามยามผลักดัน การพัฒนาเพื่อสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

ยิ่งเมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ยุค “โลกเดือด” ที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างที่เราเห็นได้ทุกพื้นที่ทั่วโลก การเดินทางสู่ความยั่งยืนคล้ายยิ่งต้องวิ่งแข่งกับเวลา ปาล์มน้ำมัน แม้จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ต้องยอมรับว่ายังมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักเรื่องการทำลายพื้นที่ป่าไม้เพื่อขยายพื้นที่ปลูกปาล์มในหลายประเทศทั่วโลก

Planet หรือ การปกป้อง อนุรักษ์ เสริมสร้างระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นหลักหนึ่งที่ RSPO ให้ความสำคัญในการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืน โดยมีมาตรการควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ 

“มาตรฐาน RSPO เป็นมาตรฐานที่ต้องการความมั่นใจว่าการผลิตปาล์มเป็นกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นี่คือ หัวใจเริ่มต้นของ RSPO” ตัวแทน RSPO ประจำประเทศไทยท่านเดิม กล่าวไว้

การเป็นสมาชิก RSPO ของเกษตรกรรายย่อย กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรแปลงใหญ่ จนถึงภาคอื่นๆ ของห่วงโซ่ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์โลกเป็นอย่างยิ่ง

อีกทั้งเกษตรกรสมาชิก RSPO ยังมีความรู้และ Mindset ที่เข้าใจ และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อก้าวสู่ความความยั่งยืนในทุกมิติ

ดังที่ คุณชวลิต วุฒิพงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ศรีเจริญ (SOPEG) เคยกล่าวไว้ “ผู้บริโภค ต้องการเกษตรสีเขียว เทรนด์โลกร้อนและคาร์บอนเครดิต ทำให้เกษตรกรกรทุกประเภทต้องปรับตัวเพื่อเป็นเกษตรกรรมเพื่อความยั่งยืน และความยั่งยืน ก็คือ การกระทำที่ได้ผลอย่างต่อเนื่อง และมีพัฒนาต่อยอดไม่มีที่สิ้นสุด แม้บริบทความยั่งยืน จะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ แต่แก่นแท้ของความยั่งยืนก็ยังคงอยู่ และความยั่งยืน คือ แถวหน้าของเกษตรสีเขียว มาตรฐาน RSPO จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำไม่ใช่เทรนด์” 

สอดคล้องกับ คุณดุสิต บู่ทอง ผู้ดูแลระบบความยั่งยืน วิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันพังงา ที่กล่าวไปในทางเดียวกันว่า

“วันนี้ที่เราสัมผัส‘ปาล์มน้ำมันยั่งยืน ทราบทันทีว่าไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่มีความเกี่ยวข้องทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกันทั้งหมด และเป็นสิ่งที่ทุกคนที่ทำเรื่องปาล์มน้ำมัน ต้องปฏิบัติรับผิดชอบร่วมกัน”

มาถึงวันนี้ บนเส้นทางของของปาล์มน้ำมันไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า “ความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์แต่ต้องทำ” และสามารถทำให้เกิดขึ้นจริง หากแต่ต้องร่วมไม้ร่วมมือ และเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งองคพยพ                

เพราะ “โลก” ใบนี้ เป็นของเราทุกคน  

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ฝ่าพายุ สู้วิกฤต ก่อนมาเป็น “โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ”

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของสหกรณ์ แห่งแรก-แห่งเดียว ของไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน RSPO

สำหรับการจัดหาปาล์มเพื่อป้อนโรงงานสกัดฯ นั้น ได้มาจากปาล์มของสมาชิกสหกรณ์และคู่ค้า แต่ด้วยผลผลิตหลายครั้งคุณภาพไม่คงที่ จึงเกิดการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก “ปาล์มคุณภาพ” และนั่นเป็นที่มาของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ”

“เมื่อก่อนเราไม่มีโรงงาน คนขายปาล์มต้องไปติดคิวรอขายที่โรงงาน จอดรอที 3-4 คืน ทำให้ปาล์มเสียราคา จอดรถรอจนปาล์มน้ำมันหยด เหลือโลละ 1-2 บาท”

“ประมาณปี 50 เกิดปัญหาปาล์มติดคิวมาก โรงงานต่างๆ ไม่ยอมรับซื้อ ปิดโรงงาน เราค้างรถอยู่ 7 วัน 7 คืน ผมบรรทุกปาล์มไปขาย 3 ตัน ขายได้แค่ 1.5 ตัน”

“ปริมาณปาล์มล้นตลาด สมาชิกและคณะกรรมการหลายท่านลงความเห็นว่า พวกเราควรมีโรงสกัด เพื่อไม่ให้โรงงานกดราคาเพราะปาล์มล้น โรงงานเคยกดราคาเหลือกิโลละบาทหรือบางทีไม่ถึงบาทก็มี”

เสียงเหล่านี้ สะท้อนมาจากคณะกรรมการสหกรณ์นิคมท่าแซะ ที่เล่าย้อนกลับไปถึงวันซึ่งเกิดเหตุการณ์ปาล์มล้นตลาด โรงงานสกัดปาล์มชะลอการซื้อปาล์มเมื่อช่วงปี 2550 จนเกิดความเสียหายกับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม และสมาชิกสหกรณ์เป็นจำนวนมาก

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ซึ่งเป็นที่มาทำให้สมาชิกสหกรณ์นิคมท่าแซะ เห็นพ้องและสนับสนุนให้ มีการสร้าง “โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ” เพื่อรับซื้อผลผลิตปาล์มของสมาชิกฯ เข้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและขายน้ำมันไปยังผู้ประกอบการอีกทอดหนึ่ง

จากวันแรก ที่โรงสกัดเดินเครื่องผลิตน้ำมันเมื่อปี 2554 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 13 ปี แล้ว เครื่องจักรยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เป็น “โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของสหกรณ์”แห่งแรก และแห่งเดียวของประเทศไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน RSPO

แม้จะเป็นโรงสกัดขนาดเล็ก ทว่าได้ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ และพี่น้องชาวสวนปาล์มในเขตจังหวัดชุมพร ให้มีที่ขายทะลายปาล์มในราคาสูง และยังผลิตน้ำมันคุณภาพดีมาตรฐาน RSPO สร้างความยั่งยืนทั้งต่อเกษตรกร ชุมชน และสังคม

พายุถล่ม ผลผลิตล้น วิกฤตที่ต้องเจอ

คุณนพพร ขาวสอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เล่าถึงความเป็นมาของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ให้ทีมข่าว TASPO ฟังว่า สหกรณ์นิคมท่าแซะ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากนิคมสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้ามาจัดสรรที่ดินตั้งแต่ประมาณปี 2509 ในพื้นที่ท่าแซะ ประมาณ 60,000 ไร่ แบ่งให้เกษตรกรล็อคละ 40 ไร่ ซึ่งมีประชาชนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศทั้งจากเหนือ กลาง อีสาน ใต้ เข้ามาอาศัยและขอพื้นที่ทำกิน

นพพร ขาวสอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ในตอนนั้น นิคมท่าแซะ ถือว่าจัดสรรที่ดินได้ใหญ่ที่สุด ปริมาณพื้นที่มากถึง 40 ไร่/แปลง/คน เมื่อจัดสรรพื้นที่ให้ประชาชนแล้ว มีข้อกำหนดว่า เมื่อได้พื้นที่จัดสรรเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ ต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์ท่าแซะด้วย จึงเกิดกระบวนการเริ่มต้นของสหกรณ์นิคมท่าแซะ

มีกิจการ เช่น ธุรกิจลานเท รวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันไปขายโรงงาน ธุรกิจปั๊มน้ำมัน 4 สาขา (สำนักงานใหญ่, ปากด่าน ท่าลานทอง และดินก้อง) ธุรกิจมินิมาร์ท 4 สาขาที่เดียวกับธุรกิจปั๊มน้ำมัน  ธุรกิจรับฝากเงินและสินเชื่อ ธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร เช่น จำหน่ายปุ๋ย พันธุ์ปาล์ม

กระทั่งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2532 “ไต้ฝุ่นเกย์” พัดถล่มภาคใต้ และจุดศูนย์กลางพายุ อยู่ที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

“ตอนพายุมา ต้นไม้หักโค่น บ้างก็ถอนขึ้นมาทั้งต้น บ้านพัง จนต้องหนีไปอยู่ในรถ เห็นแต่ฝุ่นผงปลิวกระจัดกระจายจนกระจกรถขาวไปหมด”

คุณนิพนธ์ เทศรัตน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ย้อนอดีตในวันที่วาตภัยเคลื่อนผ่านอำเภอท่าแซะ เพียงหนึ่งวัน-หนึ่งคืน ทุกอย่างถูกทำลายราบ ส่งผลให้ภาครัฐ มีแนวทางเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกปาล์มน้ำมันมากขึ้น

นิพนธ์ เทศรัตน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ซึ่งพื้นที่ของนิคมสหกรณ์นั้น เหมาะกับการปลูกปาล์มน้ำมัน บรรดาสมาชิกของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ซึ่งเวลานั้น มีจำนวนเกือบๆ 4,000 คน แบ่งเป็นสมาชิกสามัญประมาณ 3,800 ส่วนที่เหลือเป็นสมาชิกสมทบ จึงพร้อมใจกันปลูก “ปาล์มน้ำมัน” เพิ่มมากขึ้นกว่า 5 หมื่นไร่ จากพื้นที่ 6 หมื่นกว่าไร่ของสมาชิกสหกรณ์ฯ

กระทั่งเวลาไล่เรียงมาถึงปี 2550 เกิดวิกฤตส่งผลกระทบต่อชาวสวนปาล์มท่าแซะอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ “ปาล์มล้นตลาด” ทำให้โรงสกัดน้ำมันปาล์ม ชะลอการซื้อผลผลิตจนถึงขั้นงดรับซื้อ ทำให้ราคาปาล์มตกต่ำ เกษตรกรที่ไปจอดรถรอขายปาล์มหน้าโรงงานต่างๆ ติดคิวขายปาล์มไม่ได้ข้ามวัน ข้ามคืน บางรายติดคิวเป็นอาทิตย์ ราคาปาล์มจากกิโลกรัมละ 4 บาท ตกไปจนไม่ถึง 1 บาท สร้างผลกระทบให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มเป็นวงกว้าง

“ปี 2550 มีปัญหาปาล์มติดคิวมาก โรงงานต่างๆ ไม่ยอมรับซื้อ ปิดโรงงาน เราค้างรถอยู่ 7 วัน 7 คืน ผมบรรทุกปาล์มไปขาย 3 ตัน ขายได้แค่ 1.5 ตัน” คุณดาวุธ แสนสุข คณะกรรมการสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ย้อนความทรงจำ แววตาหม่น

ดาวุธ แสนสุข คณะกรรมการสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

เกิดกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น คณะกรรมการและสมาชิกสหกรณ์นิคมท่าชนะ จำกัด จึงสนับสนุนให้มีการสร้างโรงสกัดน้ำมัน เป็นของกลุ่มตนเอง

“ปริมาณปาล์มล้นตลาด สมาชิกและคณะกรรมการหลายท่านลงความเห็นว่า เราควรมีโรงสกัด เพื่อไม่ให้โรงงานกดราคาเพราะปาล์มล้นมาก โรงงานกดราคาเหลือบาทหรือไม่ถึงบาท” คุณนพพร ขาวสอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เผยจุดเริ่มนับหนึ่ง

โดย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556

โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ถูกสร้างขึ้นจากเงินก้อนแรก ด้วยวิธี Turn Key คือ มีบริษัทออกทุนสร้างโรงงานให้ แล้วสหกรณ์ฯ ทยอยจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

หลังจากโรงงานสกัดฯ ดำเนินการได้ 1 ปี และมีกำไรเป็นที่น่าพอใจ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. จึงเข้ามาให้เงินกู้กับสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เพื่อไปชำระหนี้การ Turn Key และเข้ามาเป็นเจ้าหนี้แทน

สำหรับการจัดหาปาล์มเพื่อป้อนโรงงานสกัดฯ นั้น ได้มาจากปาล์มของสมาชิกสหกรณ์และคู่ค้า แต่ด้วยผลผลิตหลายครั้งคุณภาพไม่คงที่ จึงเกิดการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก “ปาล์มคุณภาพ” และนั่นเป็นที่มาของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ”

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ก็คือ สมาชิกสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ที่ทำปาล์มน้ำมันมาตรฐาน RSPO โดยถ่ายโอนมาจากโครงการเกษตรแปลงใหญ่ มาเป็นโครงการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน RSPO เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2561 แต่ติดช่วงสถานการณ์โควิด 19  จึงสามารถตรวจประเมินแล้วเสร็จ มีผู้ผ่านการรับรองเป็นสมาชิก RSPO รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2565 จำนวน 422 ราย มีพื้นที่ 9,140.75 ไร่

ไม่มองแต่ค่าพรีเมี่ยม เห็นผลดีจริง จึงบอกต่อ

คุณนิพนธ์ เทศรัตน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ เล่าถึงการทำงานของวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ว่า ที่ผ่านมา ต้องอำนวยความสะดวกให้สมาชิกมากพอสมควร เนื่องจากเกษตรกรส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งคนจะเป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจ ต้องมีที่ดินของตัวเองและมีเอกสารสิทธิ์เท่านั้น และปัจจุบันทุกคนมาจากสมาชิกสหกรณ์นิคมท่าแซะ ทั้งหมด ยังไม่มีสมาชิกกลุ่มอื่น

“สำหรับการทำงานกับเกษตรกร เราให้คำแนะนำในสิ่งที่ปฏิบัติได้ เชื้อเชิญโดยไม่บังคับใจกัน พอเขาเห็นประโยชน์ จะทำตามเอง” คือหลักการทำงานที่ คุณนิพนธ์ บอกก่อนเล่าต่อ

“สมาชิกฯ มักชินกับการที่สมัครอะไรแล้วได้เลย พอมาสมัครเป็นสมาชิก RSPO ต้องใช้เวลา ทำให้ช่วงแรก เกษตรกรไม่เข้าใจ ต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจ มีการอบรมกันตลอด เราไม่ได้เน้นให้เกษตรกรมองแต่ค่าพรีเมี่ยมที่จะได้รับ แต่แนะนำว่าถ้าคุณทำปาล์มปริมาณเท่านี้ แล้วขายผลผลิตได้มากขึ้นจะเป็นอย่างไร และยังมีค่า    พรีเมี่ยมไปอีก ได้ผลประโยชน์หลายต่อ รวมถึงค่าคาร์บอนเครดิต เมื่อเขาทำแล้วเห็นผลได้จริง เขาบอกต่อ คนอื่นอยากเข้าร่วมเพิ่ม”

สำหรับผลผลิตปาล์มที่ได้ สมาชิกจะส่งขายให้กับ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ซึ่งมีข้อกำหนดว่า “ต้องขายรวมทั้งทะลายปาล์มและลูกร่วง” เพื่อให้ได้ค่าเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

โดยสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด มีจุดรวบรวมผลผลิต 9 แห่ง สมาชิกอยู่ใกล้จุดไหนสามารถไปส่งที่จุดนั้น และจะมีรถบรรทุกมาส่งที่ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัดแต่หากสมาชิกฯ มาส่งที่ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จะได้บวกเงินค่าขนส่งเพิ่มด้วย

คุณนิพนธ์ เล่าถึงราคาขายปาล์มของสมาชิกว่า ที่นี่ให้ราคาพรีเมี่ยมกับสมาชิกสูง คือ บวกราคาพรีเมี่ยม 20 สตางค์ ถ้าการตัดได้มาตรฐานเพิ่มอีก 30 สตางค์ หักเข้ากลุ่มฯ 5 สตางค์ เหลือให้สมาชิก 45 สตางค์ จากราคาขายหน้าป้ายเป็นราคาที่ให้กับสมาชิก RSPO ค่อนข้างเยอะกว่าที่อื่น แต่มีเงื่อนไข คือ ต้องตัดสุก สีต้องส้ม ขั้วทะลายสั้น ขายรวมหมดไม่แยกขายเม็ดร่วง หรือชั่งขายรวม เพราะจะทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันขึ้นได้เยอะ

อยากได้น้ำมันปาล์ม RSPO ต้องมาหาเรา คือ สิ่งที่คาดหวัง

คุณไกรฤกษ์ ดวงคงทอง ผู้จัดการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด กล่าว ถึงการทำปาล์ม RSPO ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ให้ฟังว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่เกษตรกรได้ทำระบบ RSPO เพราะโดยปกติ เกษตรกร เขาไม่มีระบบในการทำอาชีพ แต่ระบบนี้ จะทำให้พวกเขาดำเนินอาชีพได้อย่างยั่งยืน และลดความเสี่ยง ลดต้นทุน วันนี้ RSPO ทำในเรื่องการลดต้นทุนมากกว่า เราลดต้นทุนที่มองไม่เห็น ถ้าไม่จด ไม่เขียน จะไม่รู้เลย

ไกรฤกษ์ ดวงคงทอง ผู้จัดการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สำหรับโรงงานสกัดฯ ต้องเพิ่มกำลังการผลิต เพราะเมื่อเพิ่มประสิทธิภาพของต้นน้ำ ปรับสายพันธุ์ จนเป็นสมาชิก RSPO แล้ว มีผลผลิตมากขึ้น โรงงานสกัดฯ ที่เป็นกลางน้ำต้องปรับตัว เปลี่ยนเครื่องจักร ต้องเป็น Automation – การทำงานที่ใช้เทคโนโลยี มีคอมพิวเตอร์เข้ามาทำงานมากขึ้น เพื่อปรับลดคน ลดค่าใช้จ่าย และไปต่อยอดว่าเมื่อปาล์มเป็นน้ำมันแล้วจะไปไหน ไปสู่บริโภค ไปสู่พลังงาน หรือเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่กำลังศึกษาอยู่จากผลพลอยได้ คือน้ำมันปาล์มแดง ที่ตอนนี้ มีการส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น” ผู้จัดการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด บอกอย่างนั้น

ปัจจุบัน โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เป็นโรงงานมาตรฐาน RSPO Supply Chain แบบ Mass Balance ที่ต้องการปาล์มป้อนเข้าโรงสกัดจำนวน 500 ตัน/วัน โดยรับปาล์มจากสมาชิกสกรณ์ทั้งจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ สมาชิกทั่วไปของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด และคู่ค้า ซึ่งจะขายปาล์มได้ในราคาที่มากกว่าสมาชิกสหกรณ์เล็กน้อย แต่ไม่มีค่าขนส่ง และต้องคัดคุณภาพปาล์มก่อน

หากมองด้วยสายตาคนนอก การทำน้ำมันในระบบ Mass Balance ที่คละปาล์มจากสวนเกษตรกร RSPO และ ปาล์มทั่วไป อาจเป็นเรื่องยากมาก

ประเด็นนี้ คุณพุทธิพงษ์ ขวัญเมือง รองผู้จัดการฝ่ายโรงงาน บอกว่า สิ่งที่โรงงานสกัด ทุกแห่งเป็นเหมือนกันหมด คือ ไม่สามารถกำหนดวัตถุดิบได้ ถ้าเป็นอุตสาหกรรมอื่น กำหนดได้เลย ฤดูกาล สายพันธุ์ พื้นที่ก็ไม่เหมือน ความต่างไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเดือนหน้าจะเจออะไร ต้นทางควบคุมไม่ได้ แต่ปลายทางต้องการให้เป็นแบบนี้ สิ่งนี้คือความยาก แต่ละช่วงต้องมีวิธีการที่แตกต่างกันไป ซึ่งทุกที่ในอุตสาหกรรมปาล์มต้องพยายามให้เหมือนกันให้มากที่สุด

พุทธิพงษ์ ขวัญเมือง รองผู้จัดการฝ่ายโรงงาน
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การทำปาล์มคุณภาพมีรายละเอียดเยอะ เวลารับปาล์มจากสมาชิกทั่วไป พยายามใช้เกณฑ์เดียวกับของ RSPO แต่อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ที่สำคัญปาล์มต้องสุก 100 เปอร์เซ็นต์ และมีลูกร่วง ซึ่งช่วงหนึ่งเปอร์เซ็นต์น้ำมันได้ถึง 19 เปอร์เซ็นต์ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย อย่างที่ผ่านมาเป็นช่วงเอลนินโญ่ ปาล์ม RSPO ก็ดึงไม่ขึ้น เพราะมันเกี่ยวกับหลายปัจจัยด้วย” คุณพุทธิพงษ์ บอก

และว่า วันหนึ่งโรงงานเราจะเป็นโรงงาน RSPO ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปาล์มที่เข้าสู่กระบวนการของเราทั้งหมดเป็นปาล์ม RSPO ทั้งหมด ถ้าถึงวันนั้นเชื่อว่าการบริหารจัดการจะง่ายกว่านี้ ในแง่การตลาด ใครที่อยากได้ น้ำมัน RSPO ต้องมาหาเรา นี่คือสิ่งที่คาดหวังในอนาคต และคิดว่าน่าจะเป็นไปได้

RSPO ปัจจัยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ช่วยเรื่องการอนุรักษ์

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับ กระบวนการรับซื้อปาล์ม เพื่อเข้าสู่กระบวนการสกัดน้ำมันของโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ทาง คุณนพพร ขาวสะอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด อธิบายให้ฟัง

เริ่มจาก เมื่อมีคนมาขายปาล์ม จะมีการแยกบัญชี โดยสมาชิกวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ มีบัตรสมาชิก เวลามาขายปาล์มนำเข้าห้องชั่ง จดบันทึก และมีตั๋วส่งไปยังสำนักงานของวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ด้วย

ส่วนสมาชิกอื่นๆ ที่ไม่ใช่ RSPO จะทำการบันทึกอีกแบบ มีความแตกต่างกันชัดเจน แต่ทางโรงงานสามารถตรวจสอบไปยังต้นทางไปถึงสวนได้ว่า ปาล์มที่นำมาขายนั้นมาจากสวนไหน

ทั้งนี้ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ยังมีข้อมูลสมาชิกด้วยว่า แต่ละวันสวนไหนจะมีการตัดปาล์ม ทั้งสมาชิกสวน RSPO และสวนทั่วไป จึงทำให้ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ สามารถประเมินได้ว่าจะมีผลผลิตเข้าเท่าไหร่ และต้องหาซื้อผลผลิตจากคู่ค้าเพิ่มอีกเท่าไหร่ เหมือนเป็นการการันตีว่าโรงงานสกัดฯ ต้องมีผลผลิตทุกวัน ส่วนเกษตรกร มีที่ขายผลผลิตแน่นอน เป็น “สัญญาใจ”ที่สหกรณ์ช่วยสมาชิก สมาชิกช่วยสหกรณ์เช่นกัน

“สมาชิกวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ เป็นสมาชิกสหกรณ์อยู่แล้ว เราได้ช่วยสหกรณ์ในการขับเคลื่อนโรงกลั่น การที่สหกรณ์สร้างโรงงานสกัด เพราะต้องการปริมาณปาล์ม ถ้าสมาชิกไปขายที่อื่น ก็ขัดกับหน้าที่ของสมาชิก ดังนั้นการขายให้สหกรณ์ทำให้สหกรณ์มีปริมาณปาล์มที่เพียงพอ” คุณนพพร บอก

และว่าต่อ เมื่อปาล์มเข้าสู่กระบวนการสกัด ผลิตภัณฑ์ที่ได้หลักๆ คือ น้ำมันปาล์ม โดย โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ ขายอยู่ 2 แบบ คือ ขายผ่านคนกลาง เรียกว่า ขายสดหน้าโรง ผู้ซื้อจะนำรถมารับน้ำมันและจ่ายเงินให้โรงสกัดทันที และการขายผ่าน RSPO ไปยัง บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จำกัด (มหาชน) หรือ ไซม์ ดาร์บี้ ออยส์ มรกต เป็นการขาย Refine Processing ใช้เวลารอ 15 วันถึงจะได้รับเงิน

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ส่วนผลผลิตอื่นๆ นอกเหนือจากน้ำมันปาล์ม นับตั้งแต่ ทะลายเปล่า ขายให้สมาชิกสหกรณ์นำไปเพาะเห็ดฟาง หรือส่งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า เมล็ดในปาล์ม ส่วนใหญ่ผู้ซื้อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ โอเลโอเคมีคอล กะลา ขายให้โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า เส้นใย ขายให้สมาชิก ไปทำอาหารสัตว์

น้ำเสีย จากโรงงานทั้งหมดส่งไปโรงงานไบโอแก๊ส เพื่อผลิตแก๊สมีเทน ปั่นกระแสไฟฟ้าขายการไฟฟ้า ซึ่ง โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ ทำสัญญากับทางการไฟฟ้า ไว้ที่ 1.6 เมกะวัตต์ ตะกอนจากบ่อน้ำเสีย ขายทำปุ๋ยชีวภาพ และสุดท้าย คือ ขี้เถ้า แจกให้กับสมาชิก

“RSPO เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้มูลค่าในการขายผลิตภัณฑ์ของเราเพิ่มขึ้น ช่วยเรื่องอนุรักษ์ได้อีกทาง และต่อไปจะมีเรื่องของคาร์บอนเครดิตอีก ในฐานะเกษตรกร มองว่า RSPO เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมาชิกได้ผลประโยชน์จากการขายปาล์มเพิ่มขึ้น จึงหวังว่าในอนาคต สมาชิกของเราทุกคนจะเป็น RSPO ทั้งหมด และเราเองจะกลายเป็นโรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน RSPO แบบเต็มตัว” รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด สรุปทิ้งท้าย

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สารคดีภาพ | แรงงานข้ามชาติ ฟันเฟืองห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

เรื่องใหญ่ ไม่อาจมองข้าม! สวัสดิการ แรงงานต่างชาติ ฟันเฟืองห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน

“พ่อแม่ของพวกเขาอยู่กับเรามานาน แล้วก็มาคลอดลูกในเมืองไทย เลยอยากให้ลูกพวกเขาได้เรียนที่เมืองไทย รู้ภาษาไทย จะได้พูดคุยสื่อสารกันรู้เรื่อง”

สาเหตุทำให้เกษตรกรสวนปาล์มของไทย ไม่สามารถพึ่งพา “แรงงานครัวเรือน” ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นั้น มาจากหลายปัจจัย นับตั้งแต่ อายุของเกษตรกรที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย เกษตรกรหลายสวนเป็นผู้หญิง พื้นที่เพาะปลูกเข้าออกลำบาก หรือแม้แต่ความสูงของต้นปาล์ม ขณะที่งานตัดปาล์มนั้นเป็นงานหนักและต้องใช้ทักษะความชำนาญด้วย

จากข้อเท็จจริงข้างต้น นับเป็นจุดก่อเกิด “ธุรกิจบริการ” หนึ่งในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันบ้านเราในนามของ “ลานเท” มีบทบาทหลัก คือรับซื้อปาล์มน้ำมันจากสวน โดยมี “ทีม”จากลานเท เข้าไป “ตัดปาล์ม” ให้ถึงสวนของเกษตรกรตามที่ตกลงกัน

“เกษตรกรสวนปาล์ม ยังมีความต้องการพึ่งแรงงานไทย ร้อยละ 85 ส่วนอีกร้อยละ 15 ยอมรับการใช้แรงงานข้ามชาติ โดย แรงงานพม่า เป็นที่ต้องการมากที่สุด”คือ ข้อมูลส่วนหนึ่งได้มาจากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เมื่อจำเป็นต้องมี “แรงงานข้ามชาติ”เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ ที่ผ่านมา องค์กรระหว่างประเทศ อย่าง องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization – ILO) จึงเข้ามามีบทบาท ที่ผ่านมามีการระบุถึงปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในภาคเกษตรกรรม คือ กรณีค่าจ้างค้างจ่าย และ การจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ขณะที่ องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil – RSPO) ก็มีแนวปฏิบัติสำหรับสมาชิก RSPO เกี่ยวกับการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ในหลายประเด็น เช่น การใช้แรงงานเด็ก สิทธิร้องเรียน ค่าแรงที่เป็นธรรม สวัสดิการพื้นฐาน เป็นต้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

“จีรวรรณ ปาล์ม” คือ ชื่อของผู้ประกอบการลานเทปาล์มน้ำมัน อยู่ที่อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มี คุณจีรวรรณ ซัวต๋อ เป็นผู้ดูแล  และแม้จะไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO แต่ว่ากันว่า การดูแล “แรงงาน” ของลานเทปาล์มน้ำมันแห่งนี้ อยู่ในระดับมาตรฐานน่าเรียนรู้

“ทำลานเท มาตั้งแต่ปี 2549 รับงานหลายอย่าง นอกจากมีทีมตัดปาล์มแล้ว ยังมีบริการเครื่องย่อยทางปาล์มในสวน และบริการรถแบ็กโฮ ไปลอกคู-คลอง ในสวนปาล์ม”คุณจีรวรรณ ให้ข้อมูลเริ่มต้น

ก่อนเผยให้ฟังต่อ ปัจจุบันมีทีมแรงงานประจำลานเท ประมาณ 120 คน แบ่งเป็นคนไทย 30 คน ทำหน้าที่คนคุมทีมตัดและขับรถ ที่เหลือเป็นแรงงานสัญชาติพม่า

“แรกๆ รับเข้ามาเฉพาะผู้ชายมาทำงาน พออยู่นานๆ เข้า เขาอยากมีเมีย มาบอกจะขอแต่งงาน เราก็ไม่มีปัญหา พอมีเมีย-มีลูก ตามมา เลยต้องอยู่เป็นครอบครัว พอเด็กๆ โต เราเลยส่งให้เรียน เพราะเด็กเกิดที่เมืองไทย” คุณจีรวรรณ เล่าอย่างนั้น

ก่อนเผยถึงสวัสดิการที่ทางลานเทของเธอ จัดสรรให้กับแรงงานพม่า คือ มีบ้านพักให้อยู่ฟรี มีสวัสดิการให้ลูกพวกเขาเรียนฟรี มีรถรับ-ส่งเด็กๆ 22 คน ไปโรงเรียน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

“พ่อแม่ของพวกเขาอยู่กับเรามานาน แล้วก็มาคลอดลูกในเมืองไทย เลยอยากให้ลูกพวกเขาได้เรียนที่เมืองไทย รู้ภาษาไทย จะได้พูดคุยสื่อสารกันรู้เรื่อง”คุณจีรวรรณ เผยเหตุผล

ก่อนบอกสวัสดิการที่ให้กับลูกๆของแรงงานพม่า นั้น บรรดาพ่อแม่ของพวกเขาก็ชอบ เพราะอย่างน้อย ลูกๆ เขามีโอกาสได้อบรมบ่มนิสัย รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เจอผู้หลักผู้ใหญ่ยกมือไหว้ เหมือนเด็กไทยทั่วๆ ไป

นอกจากนี้ ยังมีสวัสดิการช่วยลดค่าครองชีพ คือ เปิดร้านของชำราคาย่อมเยาให้กับครอบครัวแรงงาน ทั้งกว่า 100 ชีวิต

“แต่เดิมเราเปิดร้านขายของชำอยู่แล้ว กระทั่งเร็วๆนี้ ทางแมคโคร มาติดต่อ ขอตกแต่งทำร้านให้เหมือน     แมคโครย่อยๆ มาส่งของ และกำหนดราคามาให้เราขาย ในราคาไม่แพง พูดตรงๆ ราคาถูกกว่า 7 – 11 เยอะ เราก็วิน-วิน คนงานได้ซื้อของถูกด้วย” เจ้าของลานเทจีรวรรณ บอก

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

ถามถึงการดูแลแรงงานข้ามชาติจำนวนนับร้อย มีปัญหาหนักใจอะไรบ้างหรือไม่ คุณจีรวรรณ บอกตรงๆ มีบ้างเล็กๆ น้อยๆ แก้ไขได้ไม่ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างซื่อสัตย์ต่อกัน เราซื่อสัตย์ต่อเขา เช่น จ่ายค่าแรงงานตามตกลง ไม่ผิดเพี้ยน ไม่บิดเบี้ยว วันและเวลาที่จ่ายค่าแรงก็ตรง ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดราชการ เสาร์/อาทิตย์ นักขัตฤกษ์ อะไรก็แล้วแต่ไม่เกี่ยว

สัญญากันว่าเดือนหนึ่ง เงินเดือนพวกเขาออก 2 ครั้ง วันที่ 2 หนึ่งครั้ง วันที่ 17 หนึ่งครั้ง เราจ่ายตรงตามนั้น พวกเขาก็ตรงกับเรา ทำงานตรงๆ ไม่มีมีปัญหาอะไร ต่างฝ่ายต่างซื่อสัตย์ต่อกัน

ที่ผ่านมาประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานบ้างหรือไม่ คุณจีรวรรณ บอกส่งท้าย

“ไม่เคยมีปัญหานี้ เพราะที่นี่มี กฎ-กติกากลับบ้านต้องลาล่วงหน้า พวกเขาก็มาลาล่วงหน้าขอกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ล่วงหน้า 1 เดือน บางคน 10 วัน บางคน 20 วัน ก็แล้วแต่ แต่ขั้นต่ำส่วนใหญ่ 20 วัน แล้วเขาก็กลับมาทำงานตามปกติ ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาไม่ได้ลากลับกันบ่อย 2-3 ปี จะลากันซักที แบบปีหนึ่งลากลับ ไม่มี”

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

จากสวนปาล์มถึงลานเท: เส้นทางความยั่งยืน เชื่อมโยง เข้มแข็ง ไม่ขาดสาย

ไทย เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกปาล์มน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ล่าสุดมีพื้นที่ปลูกรวมกัน ทั่วประเทศกว่า 6 ล้านไร่ และมีพื้นที่ปลูกปาล์มในภาคใต้มากที่สุดกว่า 86 เปอร์เซ็นต์

หากเปรียบเทียบระหว่างการใช้พื้นที่ปลูกพืชน้ำมันชนิดต่างๆ ปาล์มน้ำมันจะผลิตน้ำมันได้ถึงร้อยละ 35

โดยใช้พื้นที่ปลูกน้อยกว่าพืชชนิดอื่นๆ มากกว่าร้อยละ 10 นั่นหมายถึง ปาล์มน้ำมันใช้พื้นที่ในการปลูกน้อยกว่าแต่ได้ผลผลิตที่มากกว่านนั่นนเอง

สำหรับบริบทของไทย นั้น “เส้นทางปาล์มน้ำมัน” อาจมีความแตกต่างจากประเทศอื่น เนื่องด้วยการมีผู้ทำหน้าที่ รับซื้อผลปาล์มสุกเพื่อนำไปขายต่อยังโรงสกัดหรือโรงงาน ที่เรียกว่า “ลานเท” นั้น เปรียบได้กับเป็น “ข้อต่อ” สำคัญ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกร ลำเลียงผลผลิตไปยังโรงงาน จนถึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่จะทำให้ได้มาซึ่ง “น้ำมันคุณภาพ” และมีส่วนกำหนดราคาปาล์มน้ำมันในบ้านเรา

มีข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า เมื่อสิ้นปี 2566 มี ลานเททั่วประเทศ ที่แจ้งต่อกองชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 3,308 แห่ง อยู่ในภาคใต้ 3,147 แห่ง ภาคเหนือ 7 แห่ง ภาคกลาง 28 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 35 แห่ง และอื่น ๆ 91 แห่ง

เส้นทางจาก “สวนปาล์มถึงลานเท” จึงเป็นเรื่องสำคัญมองข้ามไม่ได้ เพราะบทบาทของลานเท นั้น คือ  ผู้รับเหมาเก็บ เกี่ยวผลผลิต ตัดแต่ง ตลอดไปจนถึงจัดหาคนดูแลสวนให้กับเจ้าของสวนปาล์ม

“ลานเท” จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการเป็นส่วนหนึ่งของ “เส้นทางปาล์มน้ำมันยั่งยืน”ที่เข้มแข็งของประเทศไทย  

©TASPO

เส้นทางปาล์มน้ำมันจากสวนปาล์มถึงลานเท ที่นำเสนอในครั้งนี้ ทีมข่าว TASPO ได้รับการบอกเล่า จาก คุณเล็ก-สุมาตร อินทรมณี เจ้าของลานเทคลองน้อยปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประธานกลุ่ม RSPO คลองน้อย ศูนย์เรียนรู้ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรกิจกรรมปาล์มน้ำมัน ในฐานะนายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัด สุราษฎร์ธานี และประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ภาคใต้

คุณเล็ก เล่าให้ฟังว่า ทุกๆ เช้า คนตัดปาล์มจะเดินทางไปยังสวนปาล์มที่ว่าจ้างตัดปาล์ม ซึ่งโดยทั่วไปจะมีคนตัดปาล์ม 2 แบบ คือ ทีมตัดอิสระ และ ทีมตัดของลานเท หากเป็นทีมตัดของลานเท จะมีการบริหารจัดการให้ลงรอบพอดี คนตัดปาล์มจะมีงานทำทุกวัน พูดง่ายคือ เป็นอาชีพที่มีรายได้ทุกวัน ชาวสวนเอง ก็จะมีคนตัดปาล์มทุกรอบไม่ต้อง เที่ยวหาคนตัดปาล์มทุกๆ ครั้ง

ซึ่งทีมตัดแต่ละทีม จะมีสวนที่จะเข้าตัดประจำ เพื่อความสบายใจกันทั้งเจ้าของสวนและคนตัดปาล์ม เพราะส่วนใหญ่ เจ้าของสวน ไม่ได้มาดูแลเวลาเข้าตัดปาล์ม แต่จะไปรอชั่งผลผลิต และรับเงินที่ลานเท

ส่วนคนตัดปาล์ม จะมีงานทำประจำ โดยมีรายรับตามแต่กำหนดของแต่ละลานเท เช่น รับเงินเป็นรายวัน หรือ ทุก 15 วัน

©TASPO

เมื่อทีมตัดไปถึงสวนปาล์ม ต้องเริ่มเดินสำรวจไลน์ วางแผน สำรวจปาล์มสุก ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยทีมตัด จะได้รับการอบรมเรื่องการตัดปาล์ม ความปลอดภัยในการทำงาน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสม่ำเสมอ

©TASPO

เกี่ยวกับสีผลสุกของปาล์มน้ำมัน นั้น แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

  •  ผลดิบสีดำ เมื่อสุกผลเป็น สีแดง (Nigrescens)
  •  ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกผลเป็น สีส้ม (Virescence)
  •  สีผิวเปลือก เมื่อสุกเป็น สีเหลืองซีด (Albescens) (มีน้อยมาก)

ส่วน เกณฑ์พิจารณาความสุกของผลปาล์มต้องดูองค์ประกอบต่างๆ ประกอบกัน เช่น จำนวนลูกร่วงตามธรรมชาติ สีผลปาล์มที่เปลี่ยน 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความชำนาญของคนตัดปาล์มในการดูปาล์มสุก โดยรอบ ตัดปาล์มแต่ละสวนของทีมตัดคลองน้อยจะอยู่ที่ 20 วัน และวนไปตามสวนต่างๆ

©TASPO

ทีมตัดแต่ละชุด อาจใช้คนเพียง 2-3 คน ไปจนถึง 5-6 คน ตามความเหมาะสม สำหรับทีมคนตัดปาล์มของลานเท คลองน้อยปาล์ม

คุณเล็ก บอก มี 40 คน เช่น ชุดตัดปาล์มของ คุณสง่า พรมเกิด และคุณจันทิมา เคี่ยมการ สองสามีภรรยา ที่เริ่มเข้าสวน 9 โมงเช้า และเลิกงานบ่าย 3 โมง

©TASPO

แม้จะทำงานกันเพียง 2 คน ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะที่ผ่านมา ได้ผ่านการอบรมการตัดปาล์มมา บวกกับประสบการณ์กว่า 10 ปี ทำให้ก่อนลงมือตัดปาล์ม ต้องมีการวางแผนก่อน

โดยคุณสง่า เป็นคนตัด ยกลำเลียง ส่วนคุณจันทิมา ช่วยลำเลียงนำปาล์มใส่รถเข็น เก็บลูกร่วง จนถึงเรียงทางใบให้สวน เรียบร้อย และโดยทั่วไปจะใช้เวลาตัดปาล์มแต่ละสวนวันเดียวให้เสร็จ แต่ถ้าเป็นสวนใหญ่หรือตัดไม่เสร็จ จะมาตัดกันต่อในวันต่อไป

©TASPO

ลูกร่วง คือ ผลปาล์มสุกจัดที่มีปริมาณน้ำมันสูง ขายได้ราคาดีกว่าปาล์มทะลาย ความซื่อสัตย์ของคนตัดปาล์ม และ ลานเท จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะเก็บลูกร่วงใส่กระสอบเพื่อนำไปส่งลานเทให้เจ้าของสวน 

©TASPO

อาชีพคนตัดปาล์มเป็นอาชีพที่สามารถทำได้ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คุณจันทิมา เล่าว่า แม้จะเป็นงานหนักแต่เหนื่อยก็พักได้ และเป็นงานอิสระ ซึ่งเธอและครอบครัวสามารถจัดสรรเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่จำเป็นได้ หรือ หากเหนื่อยล้าสะสม สามารถบอกเถ้าแก่เพื่อขอหยุดพักได้

©TASPO

รายได้ของคนตัดปาล์มจะอยู่ที่ 500 – 800 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับแต่ละลานเท สภาพภูมิประเทศ พื้นที่ ความยากง่าย ในการเข้าตัดปาล์ม เช่น ความสูงของต้นปาล์ม พื้นที่เนินสูงต่ำ ไม่ราบเรียบเสมอกัน หรือน้ำท่วมสวนหรือไม่ เป็นต้น

©TASPO

เมื่อตัดปาล์มเสร็จ ขนย้ายมาลำเลียงขึ้นรถและเตรียมส่งลานเท คนตัดปาล์ม จะโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าของสวนไปรอที่ ลานเท เพื่อดูการชั่งน้ำหนักปาล์มและรับเงิน สำหรับราคารับซื้อ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงและบริการของแต่ละลานเท เป็นหลัก

©TASPO

เมื่อชั่งน้ำหนักเรียบร้อย ทะลายปาล์มจะถูกลำเลียงมากองรวมกัน โดยมีคนลงปาล์มและดูความสุก-ดิบ ตรวจคุณภาพ ทะลายปาล์มอีกครั้ง ถ้ามีปาล์มดิบหลงมา ต้องคัดออก และขนปาล์มคุณภาพ ขึ้นรถพ่วงเตรียมส่งโรงงานภายใน 24 ชั่วโมง

©TASPO

ลูกร่วงที่เก็บมาจะถูกแยกชั่ง เนื่องจากราคาสูงกว่าราคาปาล์มทะลาย เช่น ราคาปาล์มทะลาย กิโลกรัมละ 4.30 บาท ลูกร่วง อาจได้ราคา กิโลกรัมละ 5 บาท

©TASPO

ผลผลิตปาล์มจากลานเทคลองน้อยปาล์ม ทั้งปาล์มทะลายและลูกร่วง ถูกส่งให้โรงสกัดภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ร่อน ปาล์มให้เป็นลูกร่วง หรือรดน้ำเพื่อบ่มปาล์ม

©TASPO

ปัจจุบันแม้ลานเทต่างๆ ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO โดยตรง หากทาง RSPO มีการอบรมการตัดปาล์มทั้ง เจ้าของสวน คนตัดปาล์ม และลานเท เพื่อให้เข้าใจตรงกัน เวลาตัดปาล์ม จะทำให้ได้ปาล์มที่มีคุณภาพ เป็นการลด ปัญหาตัดปาล์มดิบ ปัญหาเปอร์เซ็นต์น้ำมัน และราคาที่ไม่เป็นธรรม

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สารคดีภาพ | รถทุกปาล์ม

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ปาล์มทั้งทะลายมีน้ำหนักอยู่ประมาณ 3-50 กิโลกรัม การขนส่งลำเลียงจากสวนจนถึงลานเทมีการใช้พาหนะที่หลากหลาย นับตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซต์พ่วงข้าง มอเตอร์ไซต์พ่วงหลัง รถไถ รถกระบะ รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ไปจนถึงรถบรรทุกขนาดเล็กและรถพ่วงขนาดใหญ่ ฯลฯ

สารคดีภาพ | รถทุกปาล์ม ได้รวบรวมภาพพาหนะอันหลากหลายบางส่วนที่ใช้ลำเลียงทะลายปาล์มและพบเห็นอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนับเป็นบริเวณที่มีการทำสวนปาล์มน้ำมันมากที่สุดของประเทศไทย บ้างวิ่งช้าเรื่อยๆ บ้างวิ่งเร็วรีบเร่ง บ้างอัดแน่นด้วยทะลายปาล์มเต็มพื้นที่ บ้างหยิบฉวยทะลายเดียวใส่ซ้อนหลังมอเตอร์ไซค์ โดยต่างมีจุดหมายอยู่ที่แท่นชั่งน้ำหนักในลานเท… ที่ซึ่งจะแปรเปลี่ยนน้ำพักน้ำแรงของชาวสวนปาล์มให้เป็นมูลค่าหล่อเลี้ยงชีวิตต่อๆ ไป

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

‘RSPO’ ยกระดับผู้ผลิตปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานสากล ตอกย้ำเกษตรกรสวนปาล์มกว่า 5 ล้านไร่สร้างผลผลิตที่ยั่งยืน

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรก บนเว็บไซต์ www.bangkokbanksme.com

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

น้ำมันปาล์มเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่เราใช้ในชีวิตประจำวันทั้งอุปโภคและบริโภค ดังนั้นการผลิตน้ำมันปาล์มให้เกิด ‘ความยั่งยืน’ จึงเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และในประเทศไทยก็เช่นกัน ซึ่งน้ำมันปาล์มเป็นพืชน้ำมันที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งของโลก 

โดยประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้เอง และปลูกปาล์มมากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งมีพื้นที่ในการปลูกปาล์มมากกว่า 5 ล้านไร่ ทั้งยังมีแนวโน้มในการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศสูงขึ้นทุกปี สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก

เพราะนอกจากเราจะใช้ในการบริโภคในชีวิตประจำวันแล้ว ยังนำไปใช้ในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร เครื่องสำอาง และต่อยอดไปอีกในหลาย ๆ ผลิตภัณฑ์ เรียกได้ว่า ตื่นเช้ามาทุกคนจะต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์ม ตั้งแต่สบู่ ยาสีฟัน แชมพู และเครื่องสำอางที่ใช้ทุกวัน หรือขนมขบเคี้ยวและของทอด ก็อาจมีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ยังไม่นับการนำน้ำมันปาล์มไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน ไอศกรีม และเนยเทียม หรืออุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค เช่น น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก ไปจนถึงน้ำมันรถยนต์ 

แต่มากไปกว่านั้น คือการที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ได้ตระหนักถึงที่มาของปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นต้นทางของการผลิตเหล่านี้ ทำให้ยังไม่เห็นข้อแตกต่างระหว่างการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มาจากน้ำมันปาล์มแต่ละแหล่ง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากเข้าใจข้อแตกต่างก็จะเข้าใจเหตุผลและมองเห็นวิธีการที่จะช่วยสนับสนุนเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันด้วยวิธีการที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้นการทำให้น้ำมันปาล์มเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมากขึ้น จึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจจะต้องใส่ใจกับสังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน วันนี้ความยั่งยืนจึงกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ายอมรับ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม ไม่เพียงแค่สร้างการยอมรับในตลาดโลก แต่ยังเป็นการช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในการปลูกปาล์มที่เกิดขึ้นทั่วโลก มาตรฐาน RSPO จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในการปลูกปาล์มที่เกิดขึ้นทั่วโลก

©TASPO/ปรวิทย์ ยศถา

RSPO คืออะไร

Roundtable on Sustainable Palm Oil หรือ RSPO เป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากที่สุดขณะนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเติบโตและการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่ผ่านมาตรฐานสากลที่น่าเชื่อถือ ที่สอดรับกับแนวทาง ESG ที่เน้นความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 

แม้มาตรฐานจะได้รับการพัฒนาในขั้นต้นโดย RSPO แต่สถาบันมาตรฐานอังกฤษ (bsi.) ในสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ได้รับการอนุมัติและให้อำนาจในการตรวจประเมินและรับรององค์กรที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปาล์ม

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

สถานการณ์ปาล์มน้ำมันทั่วโลก

ความต้องการน้ำมันพืชที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมามีการผลิตน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากย้องไปในปี 1970 ทั่วโลกผลิตน้ำมันปาล์มได้เพียง 2 ล้านตันเท่านั้น แต่ปัจจุบันทั่วโลกสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้ 72.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 36.45 เท่า โดยมี 3 ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลก คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย 

ทั้งนี้ ปาล์มน้ำมันมีข้อดีหลายประการ เป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูงสุด มีประสิทธิภาพมาก ทั้งยังใช้ที่ดินน้อยกว่าครึ่งที่พืชอื่นต้องการเพื่อผลิตน้ำมันในปริมาณเท่ากัน ด้วยความที่มีราคาถูกและมีประสิทธิภาพ ทำให้น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันพืชที่ใช้กันมากที่สุดในโลก 

ประกอบกับการที่น้ำมันปาล์มเป็นผลิตภัณฑ์อเนกประสงค์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั่วโลก จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จากการที่มีสารกันบูดตามธรรมชาติซึ่งช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหาร ส่วนใหญ่จึงใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 หรือ 68% 

ไม่ว่าจะเป็นมาการีน ช็อกโกแลต พิซซ่า ขนมปัง และน้ำมันประกอบอาหาร ที่สำคัญสามารถนำไปใช้ในการผลิตสินค้าในชีวิตประจำวันถึง 27% เช่น สบู่ ผงซักฟอก เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่าง ๆ  ส่วนที่เหลือใช้เป็นพลังงานชีวภาพ 5% ได้แก่ เชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับการขนส่ง ไฟฟ้า และพลังงานความร้อน เป็นต้น

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ความต้องการ RSPO ในประเทศไทย และปัญหาที่เกิดขึ้น

แม้ว่า RSPO จะเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 แต่สำหรับในประเทศไทย ยังถือเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ แม้ RSPO จะถือเป็นมาตรฐานที่ดีที่สุด และถือเป็นวิธีที่จะรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาทรัพยากรได้ แต่ยังมีข้อจำกัดสำหรับเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย ซึ่งมีมากกว่า 95 % ของจำนวนผู้ผลิตปาล์มทั้งหมด เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยที่ได้มาตรฐาน RSPO จะต้องเป็นเกษตรกรที่มีพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ แต่ในประเทศไทยเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ มีพื้นที่เพียง 10 -15 ไร่ต่อรายเท่านั้น ดังนั้นการรับรองมาตรฐานนี้ให้กับเกษตรกร 1 ราย จึงค่อนข้างยาก ต้องมีการรวมกลุ่มกันจำนวนเยอะ ๆ เพื่อให้มีพื้นที่แปลงใหญ่ขึ้น

ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยมีน้ำมันปาล์มที่ได้รับการรับรอง RSPO อยู่ไม่มาก คือมีการเติบโตขึ้น แต่อาจไม่รวดเร็วเท่ากับประเทศอินโดนิเซียและมาเลเซีย ที่อยู่ภายใต้การผลิตของบริษัทใหญ่ ๆ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ปี ก็สามารถรับการรับรองมาตรฐานได้แล้ว

ทั้งนี้จากข้อมูลเดือนมิถุนายน 2566 RSPO ในไทยมีสมาชิกผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ทั้งเกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่ จำนวน 84 กลุ่ม โดยแบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน RSPO มีจำนวน 6,814 ราย มีพื้นที่ที่ได้รับการรับรอง 265,377.56 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 4.36 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งหมดของประเทศไทย และอยู่ระหว่างการตรวจรับรองอีก 2,955 ราย 67,782.00 ไร่ คาดว่าภายในปลายปี พ.ศ.2566 ประเทศไทย จะมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ได้รับการรับรองจาก RSPO จำนวน 333,159.56  ไร่ คิดเป็นร้อยละ 5.48 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งหมดของประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีสมาชิก RSPO ที่เป็นผู้ผลิตกลางน้ำ ผู้ผลิตสินค้าบริโภค (Consumer Goods Manufactures) อีก 11 บริษัท ผู้ค้า ผู้ผลิตแปรรูป (Processors and Traders) 33 บริษัท ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำมันปาล์มรายย่อย (Supply Chain Associated) 40 บริษัทและบริษัทเกี่ยวข้องอีก 1 แห่ง รวมทั้งสิ้น 169 แห่ง

ดังนั้น การมีเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย จะเป็นการส่งเสริมฐานกำลังให้แข็งแกร่งต่อการผลักดันทั้งระบบห่วงโซ่การผลิตที่มีประสิทธิภาพของทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น และ RSPO มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดการขยายตลาดปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน ให้เป็นบรรทัดฐานของประเทศไทยสู่เวทีโลก 

ซึ่งการรวมตัวกันของภาคีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนี้ จะเป็นพลังความร่วมมือในการส่งเสริมและเพิ่มความเชื่อมั่นในการผลิตปาล์มน้ำมันและเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เกิดการขับเคลื่อนและการปฏิบัติร่วมกันทั้งระบบเพื่อบรรลุเป้าหมายหลักของ RSPO พร้อมกับสร้างการรับรู้และความตระหนักในการผลิตและการใช้ประโยชน์ปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน บริโภคสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเทียบกับมาตรฐานสากลต่อไป

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ผลกระทบจากการปลูกปาล์มน้ำมันแบบไม่ยั่งยืน

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกปาล์ม คือตัวอย่างหนึ่งของการปลูกปาล์มน้ำมันที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากจะเป็นการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์แล้ว ยังเป็นการทำลายแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย

แม้ในปัจจุบัน เกษตรกรไทยจะมีปัญหาเรื่องนี้ไม่มากเท่ากับประเทศที่เป็นแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งมีสัตว์ป่าบางชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์เพราะบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อใช้ปลูกปาล์มน้ำมัน แต่เกษตรกรไทยที่เข้าใจเรื่องการผลิตอย่างยั่งยืนยังมีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนเกษตรกรปาล์มน้ำมันทั้งหมด หลายคนยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการปลูกที่ลดการพังทลายของดินและการปกป้องแหล่งน้ำ 

ดังนั้นเพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ในฐานะประเทศที่มีผลผลิตน้ำมันปาล์มสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งมีพื้นที่ปลูกปาล์มมากกว่า 5 ล้านไร่ ทั้งยังมีแนวโน้มในการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศสูงขึ้นทุกปี องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประเทศไทย จึงทำ ‘โครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ ตั้งแต่ปี 2561 โดยร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

ซึ่งปัจจุบันโครงการนี้อยู่ในระหว่างขยายแผนงานที่วางไว้ไปสู่การทำงานร่วมกับเกษตรกรและโรงงานโดยตรง โดยใช้เกณฑ์ชี้วัดจาก Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) มาเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างมาตรฐานให้กับเกษตรกรไทย นำไปสู่การผลิตที่ยั่งยืน เพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญและใส่ใจกับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มาจากระบบการผลิตแบบนี้มากขึ้น ซึ่งต่อจากนี้ไป มาตรฐาน RSPO จะมีบทบาทเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) มากขึ้นจากกฎการค้าโลกที่กดดันเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทุกขณะ 

อย่างเช่น มาตรการการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) โดยเฉพาะการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป หนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันปาล์มหลักของโลก ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกทยอยลดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชที่มีความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดการสร้างคาร์บอนสูง 

โดยตั้งเป้าหมายยุติการใช้ภายในปี 2573 ส่งผลให้เกิดกระแส ‘Zero Palm Oil’ ในภาคอุตสาหกรรมของยุโรป นอกจากนี้การให้ความสำคัญกับสุขภาพยังทำให้เกิดกระแส ‘Palm Oil Free’ สำหรับสินค้าอาหารต่าง ๆ ในยุโรป เนื่องจากน้ำมันปาล์มถูกมองว่าเป็นแหล่งไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) และมีสารก่อมะเร็งในปริมาณมากเมื่อเทียบกับพืชน้ำมันอื่น ๆ

ทั้งนี้โครงการแรกได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้ให้มากขึ้น และขยายไปถึงการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืนครบทั้งวงจร ตั้งแต่ตัวเกษตรกร โรงงานน้ำมันปาล์ม ธุรกิจที่ใช้น้ำมันปาล์ม ไปจนถึงผู้บริโภคในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มด้วย

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

RSPO มีประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างไร? ทำไมผู้ประกอบการธุรกิจปาล์มน้ำมันต้องให้ความสำคัญ

จากการสำรวจเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ‘พัฒนาการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน RSPO’ พบว่าความรู้ที่ได้รับ เช่น วิธีการคัดเลือกพันธุ์ปาล์มน้ำมันให้เหมาะสมกับสภาพดินและการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันต้นใหม่แทนที่ต้นเก่าเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อหน่วย สามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรบางรายได้ถึง 50 % เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขความเสียหายจากดินเสื่อมคุณภาพและพื้นที่เพาะปลูกที่ต้องเพิ่มหรือเคลื่อนย้ายบ่อย

โดย RSPO ได้กำหนดหลักการ 8 ข้อ เพื่อเป็นกรอบสำหรับการผลิตปาล์มที่ยั่งยืน โดยครอบคลุมถึงการบริหารจัดการและดำเนินงานด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐกิจ ความเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม และความเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยมีหลักการดังนี้

1. ความมุ่งมั่นให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้
2. การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ
3. การปฏิบัติตามแบบแผนในด้านเศรษฐกิจและการเงิน
4. การใช้วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปลูกน้ำมันปาล์มและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
5. ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
6. ความรับผิดชอบต่อบุคลากรและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากผู้ปลูกปาล์มและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
7. ความรับผิดชอบต่อการพัฒนาการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ใหม่
8. การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมที่สำคัญ

ปัจจุบันประเทศที่ได้รับการรับรองเกณฑ์กำหนดและตัวชี้วัดตามกรอบ RSPO ได้แก่ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ขณะที่ปาปัวนิวกินีอยู่ระหว่างการนำเสนอหลักการระดับชาติต่อ RSPO ส่วนไทยเริ่มต้นให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่มีการตั้งกลุ่มกันผ่านโรงงานรับซื้อปาล์มสกัดน้ำมัน 

โดยได้จัดตั้งคณะทำงาน หลังจากตีความหลักการและเกณฑ์กำหนด ตามกรอบ RSPO (Generic P&C) และภาคเอกชนภายในประเทศก็ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในการขอใบรับรองว่าสินค้าของตนเป็นไปตามหลักการและเกณฑ์กำหนดของ RSPO โดยประเทศไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO ในประเภทกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่ประเทศอื่นเป็นการรวมกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ผ่านโรงงานอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันขนาดใหญ่

SME ต้องพร้อมปรับตัวสู่ BCG เพื่อไปต่ออย่างยั่งยืน

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบจัดเป็นเศรษฐกิจชีวภาพที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวได้เป็นอย่างดี ตามแนวทาง BCG Economy ซึ่งนอกจากการเพาะปลูกตามมาตรฐาน RSPO แล้ว ยังสามารถนำกระบวนการรีไซเคิลมาใช้ในโรงงาน ด้วยการนำส่วนต่าง ๆ ที่เหลือมาใช้ประโยชน์จากผลปาล์มให้ได้มากที่สุด 

เช่น เส้นใย นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตไฟฟ้า น้ำที่ผ่านการบำบัดกลั่นตะกอน เกิดเป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) ก็นำไปผลิตไฟฟ้าได้ ส่วนกากที่เหลือนำมาใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพให้กับชาวสวนปาล์มที่อยู่ในพื้นที่ได้ใช้กัน โดยต่อท่อลำเลียงออกจากโรงงาน โดยจะมีทั้งน้ำและปุ๋ย ทำให้ชาวสวนปาล์มลดต้นทุนจากการใช้น้ำ 

ในขณะเดียวกันก็มีส่วนผสมของปุ๋ยชีวภาพอยู่ด้วย จึงไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเยอะเหมือนที่ผ่านมา ส่วนกะลาก็จำหน่ายให้โรงงานอุตสาหกรรมอื่น ๆ นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

ที่กล่าวมานี้สะท้อนให้เห็นว่า การทำธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย ต้องไปตามเทรนด์ของโลกที่มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพราะโลกร้อน ไม่ว่าสินค้าอะไร จะโดนบังคับให้ต้องลดคาร์บอน หากผลิตสินค้าที่ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้จะไปต่อยาก ดังนั้น ถ้าเราเริ่มก่อนจะได้เปรียบ เพราะเจาะตลาดได้ก่อนเข้าถึงผู้บริโภคได้ก่อนนั่นเอง 

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

โรงงานปาล์มครบวงจร สู่ Zero Waste

ยกตัวอย่าง บริษัท เอส.พี.โอ.อะโกรอินดัสตรี้ส์ จำกัด ผู้ผลิต ‘ปาล์มน้ำมัน’ ครอบคลุมทุกพื้นที่ในภาคใต้ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม หีบน้ำมันปาล์ม และผลิตพลังงานไฟฟ้าจากวัสดุชีวมวลและ ก๊าซชีวภาพ นอกจากนี้ ยังได้รับมาตรฐานการผลิตปาล์มคุณภาพ ระดับสากลจาก RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) เป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (Sustainability) ที่ สามารถสร้างรายได้ที่ดีกว่าและสามารถลดต้นทุนการผลิต เชื่อมโยงเกษตรกรสู่มาตรฐานระดับโลก

อีกหนึ่งผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน ที่ใช้มาตรฐาน RSPO เพื่อการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน บริษัท สุขสมบูรณ์ น้ำมันปาล์ม จำกัด โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม Oleochemical ที่มีการจัดการแบบ Zero Waste โดยใช้ปาล์มผลิตเป็นพลังงาน ก่อนที่จะนำพลังงานไปกลั่นน้ำมันพืช ที่ต่อยอดไปสู่โรงไฟฟ้าชีวมวล (Biomass) และโรงไฟฟ้าชีวภาพ (Biogas) ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล เป็นการนำพลังงานมาหมุนเวียนใช้ในโรงงานทั้งหมด

นอกจากนี้ยังพัฒนาแอปพลิเคชัน ‘สุขสมบูรณ์’ แพลตฟอร์มอัจฉริยะในการบริหารจัดการสวนปาล์มที่มีประสิทธิภาพมาก จะช่วยให้ต่อไปเกษตรกรจะขายวัตถุดิบให้สุขสมบูรณ์ จะสามารถทราบข้อมูลและรู้ได้ทันทีว่าปาล์มมาจากแหล่งปลูกที่ไหน ปลูกในช่วงเวลาไหน น้ำมันปาล์มที่ได้มาจากที่ไหน 

เป็นโครงการระบบบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมัน RSPO และการขนส่งอัจฉริยะ Digital Platform : Smart RSPO Palm Oil Plantation and Logistic Management ซึ่งการระบุที่มาของปาล์มได้ เป็นการสร้างความมั่นใจให้ ผู้ซื้อ หรือลูกค้า ว่าน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์จากปาล์มไม่ได้มาจากการบุกรุกป่า และยังสามารถประมาณการผลผลิตในแต่ละช่วงได้ด้วย   

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยที่มุ่งหวังในอนาคต

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย สิ่งที่มุ่งหวังจึงอยากให้เกิดความยั่งยืนในการทำเกษตรสวนปาล์ม ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม ด้านรายได้และราคาผลผลิต ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มที่มีมากกว่า 4 แสนครัวเรือน ควรหันมาให้ความสำคัญการทำเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงให้กับเกษตรกร เคียงคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน

อ้างอิง 
https://www.thai-german-cooperation.info/en_US/morakot/
https://www.bsigroup.com/th-TH/RSPO-for-Sustainable-Palm-Oil/
https://www.ditp.go.th/contents_attach/69456/55002012.pdf
https://themomentum.co/branded-content-giz-rspo/
https://shorturl.asia/osApl
https://www.facebook.com/gizthailandagrifood/photos/a.174759813099264/541163259792249/?type=3
https://www.greennetworkthailand.com/rspo-tei/
https://www.tei.or.th/en/environment_news_detail.php?eid=2308