
ท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนอาจมองว่าแรงจูงใจหลักของเกษตรกรในการเข้าสู่มาตรฐานสากลอย่าง RSPO คือการได้รับ “ราคาพรีเมียม” จากตลาด แต่ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำเครือข่ายเกษตรกรกลับมองตรงกันว่า หัวใจสำคัญของความยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่เงินพิเศษที่ได้รับเพิ่ม หากแต่อยู่ที่การบริหารจัดการสวนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่ผลผลิตที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ลดลง และรายได้ที่มั่นคงกว่าในระยะยาว
ในเวทีเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 (Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue 2026) ผู้แทนจากภาควิชาการ ภาครัฐ และเครือข่ายเกษตรกรรายย่อย ต่างสะท้อนตรงกันว่า การพัฒนาเกษตรกรให้ก้าวสู่มาตรฐานความยั่งยืนไม่ควรหยุดอยู่ที่การรับรองมาตรฐาน แต่ต้องต่อยอดสู่การสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ และการเชื่อมโยงสู่ตลาดที่ให้คุณค่ากับปาล์มน้ำมันยั่งยืนอย่างแท้จริง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
“การจัดการสวน” จุดเริ่มต้นของกำไร
รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา คณะนวัตกรรมการเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของเกษตรกรปาล์มน้ำมัน คือ “การจัดการสวน” แม้ตลาดโลกจะเริ่มให้ความสำคัญกับปาล์มน้ำมันยั่งยืนมากขึ้น แต่หากเกษตรกร ยังไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุน ปุ๋ย แรงงาน และการดูแลผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ยากที่จะได้รับประโยชน์จากโอกาสทางการตลาดที่กำลังเกิดขึ้น
เธอชี้ว่า หากห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงกันได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากตลาดส่งออกและตลาดปาล์มน้ำมันยั่งยืนระดับโลก จะช่วยส่งผ่านรายได้กลับไปยังเกษตรกร และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
เลิกวิ่งตาม “พรีเมียม” หันมาสร้างผลผลิต
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์จริงของ คุณสุระ ตั๊นวิเศษ ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปาล์มบูรพา ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรรายย่อยมาอย่างต่อเนื่อง
เขาระบุว่า สิ่งที่เครือข่ายพยายามสื่อสารกับสมาชิกมาโดยตลอด คือ อย่ามุ่งหวังเพียงราคาพรีเมียมจากการรับรองมาตรฐาน แต่ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการผลิตก่อน
“เราทำให้สมาชิกในกลุ่มเชื่อมั่นว่าอย่าไปมุ่งที่ราคาพรีเมียม แต่ถ้าเราใส่ปุ๋ยถูกต้อง จัดการสวนถูกต้อง ผลผลิตที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เราทำผลผลิตได้มากไว้ก่อน แล้วราคาก็จะตามมาทีหลัง”
คุณสุระ ยังมองว่า เกษตรกรยุคใหม่ ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และแสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มากกว่าพึ่งพาข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียว เพราะการตัดสินใจด้านการจัดการสวนมีผลต่อรายได้ในระยะยาว

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
จาก “การจดบันทึก” สู่ บริหารธุรกิจ
หนึ่งในข้อกำหนดที่เกษตรกรหลายคนมองว่าเป็นภาระของมาตรฐาน RSPO คือ การจดบันทึกข้อมูลการผลิต แต่ในมุมของนักส่งเสริมการเกษตร กลับมองว่านี่คือเครื่องมือทางธุรกิจที่สำคัญ
คุณณัฐฐินันท์ จงไกรจักร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมมาตรฐาน RSPO จะเริ่มเข้าใจว่าการบันทึกข้อมูลไม่ได้ทำเพื่อตอบโจทย์โรงงานหรือหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรรู้ต้นทุนที่แท้จริงของตนเอง
เมื่อเกษตรกรสามารถติดตามต้นทุน ปริมาณผลผลิต และประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตได้ ก็จะสามารถวางแผนการผลิตและตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อรายได้และกำไรในระยะยาว

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
มาตรฐานสากล ไม่ใช่ภาระ
ด้าน คุณสุกัญญา ศรีสุบัติ เครือข่ายพี่เลี้ยงเกษตรกรรายย่อยอิสระ RSPO กล่าวว่า เกษตรกรควรมองมาตรฐาน RSPO ในฐานะเครื่องมือทางธุรกิจ มากกว่ามองเป็นเพียงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมหรือภาระด้านเอกสาร
“มาตรฐาน RSPO เป็นธุรกิจ เพราะฉะนั้นเมื่อมองอนาคตข้างหน้า อยากให้เกษตรกร มองการทำสวนปาล์มในรูปแบบธุรกิจ มีการวางแผนที่ดี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคการเกษตรไทย จากการผลิตเพื่อขายผลผลิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารจัดการสวนในฐานะกิจการทางเศรษฐกิจที่ต้องมีการวางแผน การวิเคราะห์ต้นทุน และการบริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ

ในวันที่ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตลาดมูลค่าสูงได้มากกว่าที่เคย
แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากความยั่งยืนเป็นเพียงภาระที่ตกอยู่กับเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างกลไกตลาดที่สามารถส่งผ่านมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ ผู้แปรรูป และผู้ส่งออก กลับไปยังผู้ผลิตต้นทางได้อย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนด้านความยั่งยืน และมีกำลังใจในการพัฒนาต่อเนื่อง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนไม่ได้วัดจากจำนวนใบรับรองที่เพิ่มขึ้น แต่คือความสามารถในการทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น ธุรกิจเติบโตได้ และอุตสาหกรรมทั้งระบบแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


