“ความยั่งยืน” ต้องไม่ทิ้งใครข้างหลัง – RSPO ชี้ “เกษตรกรพร้อม” ความท้าทายอยู่ที่ “ปลายน้ำ”

ในขณะที่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั่วโลก กำลังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพจำเดิมที่ว่า “เกษตรกรรายย่อยยังไม่พร้อม” อาจไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป หากแต่เป็นตลาดที่ยังไม่สามารถก้าวให้ทันกับพัฒนาการของภาคการผลิตต้นน้ำ

และข้อมูลนับจากนี้ คือ สาระสำคัญจากปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Sustainability Without Delay: Unlocking Smallholder-Ready Supply Chains” โดย คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO) ในงานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 และการประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4 เมื่อเร็วๆนี้ ที่สะท้อนว่า ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย อาจไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไป เพราะเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากได้ก้าวข้ามจุดเริ่มต้นนั้นมาแล้ว

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำจำนวนไม่น้อย ยังคงมีข้อกังวลต่อการพึ่งพาวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายตัวของแหล่งผลิต ความสม่ำเสมอของคุณภาพผลผลิต ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รวมถึงต้นทุนค่า Premium ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดหาวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม คุณธิตินัย มองว่า มุมมองดังกล่าวอาจเป็นเพียง Perception Gap ระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำ มากกว่าจะสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเกษตรกรรายย่อย

“ไม่อยากให้นำคำว่า เกษตรกรไม่พร้อม มาเป็นตัวตัดสิน เพราะอาจไม่ใช่ว่าเขาไม่พร้อม แต่เป็นเพราะศักยภาพของเขายังไม่ตรงตามที่เราคาดหวังหรือเปล่า” คุณธิตินัย กล่าว

และว่า ฐานรากที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทั้งระบบ ตัวเลขพิสูจน์ว่า RSPO สร้างผลลัพธ์จริง ไทยมี Supply พร้อม แต่ยังรอ Demand ดังข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ ประเทศไทย มีครัวเรือนผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 425,000 ครัวเรือน บนพื้นที่ปลูกรวม 6.55ล้านไร่ และกว่า 85% เป็นเกษตรกรรายย่อย นั้น สะท้อนว่า กำลังการผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศไทยกว่า 90% พึ่งพาเกษตรกรรายย่อยโดยตรง

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

และยิ่งเมื่อแนวโน้มพื้นที่สัมปทานของบริษัทขนาดใหญ่ทยอยหมดอายุลงในหลายพื้นที่ บทบาทของเกษตรกรรายย่อยจึงยิ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

“ฉะนั้นหากต้องการให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาเกษตรกรรายย่อยไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” คุณธิตินัย กล่าว

และบอกต่อ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างเกษตรกรที่เป็นสมาชิก RSPOกับเกษตรกรทั่วไป

ซึ่งผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน RSPO มีผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 34.1% ได้รับราคาผลผลิตสูงขึ้นเฉลี่ยกว่า 40 สตางค์ต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 5.5%ขณะที่ผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 50.9% และรายได้สุทธิต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 127.8%

ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนว่าการเข้าสู่ระบบมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

คุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ กรรมการบริหารสำรองของ RSPO (Alternate Board of Governance, RSPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่าเกษตรกรไม่ได้เพียงพูดเรื่องความยั่งยืน แต่ลงมือทำจริง มีผลลัพธ์จริง และมี Performance ที่พิสูจน์ได้” คุณธิตินัย กล่าว

ก่อนเผย ข้อมูล ACOP ล่าสุดของ RSPO ระบุ ประเทศไทยมีเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO แล้วมากกว่า 9,000 ราย ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มยั่งยืนที่ได้รับการรับรอง (CSPO) อยู่ที่ประมาณ 5% ของผลผลิตทั้งประเทศ

ที่สำคัญ ยังมีศักยภาพอีกกว่า 30% ที่สามารถเข้าสู่ระบบการรับรองได้ในอนาคต นั่นหมายความว่า ประเทศไทย มีฐานวัตถุดิบปาล์มน้ำมันยั่งยืนที่พร้อมรองรับความต้องการของตลาดในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคืออุปสงค์ (Demand) จากผู้ซื้อและผู้ใช้ปลายน้ำที่ชัดเจนเพียงพอ

“วันนี้สิ่งที่เกษตรกรต้องการ ไม่ใช่คำชื่นชมแต่คือโอกาสในการเข้าถึงตลาดจริง” คุณธิตินัย กล่าว

และภายใต้กระแสกฎระเบียบโลก ไม่ว่าจะเป็น EUDR ของสหภาพยุโรป หรือข้อกำหนดด้าน ESG ของบริษัทข้ามชาติ ผู้ประกอบการที่สามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันยั่งยืนได้ก่อน ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

คุณธิตินัย เรียกสิ่งนี้ว่า First-Mover Advantage หรือความได้เปรียบของผู้ที่ลงมือก่อน โดยมองว่าประเทศไทยมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนทั้งเกษตรกร กลุ่มผู้ผลิต โรงงานสกัด โรงกลั่น ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และภาคการส่งออก

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การสร้าง Supply เพิ่มเติมเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง Market Connection ให้ทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย คุณธิตินัย มองว่า ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเกษตรกรซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของระบบยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากมาตรฐานที่ตนเองลงทุนปฏิบัติตาม

“Smallholders are no longer the barrier. The barrier is whether the market chooses to move.”

ประโยคดังกล่าวอาจเป็นบทสรุปที่ชัดเจนที่สุดของเวทีเสวนาครั้งนี้ เพราะในวันที่เกษตรกรรายย่อยไทยพิสูจน์แล้วว่าพร้อมปรับตัว พร้อมพัฒนา และพร้อมเดินสู่มาตรฐานสากล คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเกษตรกรพร้อมหรือไม่ แต่เป็นว่าตลาดและผู้ซื้อพร้อมจะก้าวไปพร้อมกับพวกเขาหรือยัง

หากภาคอุตสาหกรรมสามารถเชื่อมโยงความต้องการของตลาดเข้ากับศักยภาพของเกษตรกรได้สำเร็จ ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายสำคัญของโลกเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านปาล์มน้ำมันยั่งยืนที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อยได้อย่างแท้จริง