English below

RSPO และ TASPO ผนึกกำลังครั้งสำคัญในงาน PALMEX Thailand 2026 มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันยั่งยืน ผ่านการยกระดับการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ควบคู่การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมเปิดวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างประโยชน์ที่เหนือกว่าเพียงการรับรองมาตรฐาน RSPO ด้วยการผลักดันเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยสู่โอกาสในตลาดคาร์บอนเครดิตระดับสากล
สุราษฎร์ธานี, 6 – 7 สิงหาคม 2569: RSPO ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil หรือ TASPO) ได้เข้าร่วมเป็นองค์กรสนับสนุนหลักในงาน PALMEX Thailand 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทย ร่วมกับบริษัท Firework Media จำกัด ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ สหกรณ์สุราษฎร์ธานี (CO-OP) จังหวัดสุราษฎร์ธานี งานดังกล่าวเป็นการรวมตัวของผู้มีส่วนได้เสียที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการส่งเสริม ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง และแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์กลาง ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างมาตรฐานการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ให้สอดคล้องกับมาตรการทางการค้า และมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม


การจัดกิจกรรมภายในงาน RSPO และ TASPO ร่วมมือกันจัดกิจกรรมการปาฐกถาพิเศษ และเวทีเสวนา เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย ให้เกิดการเชื่อมร้อย การบูรณาการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตามมาตรฐาน RSPO โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
- การกล่าวต้อนรับโดย คุณอัสนี มาลัมพุช นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มประเทศไทย ที่ได้เน้นย้ำถึงโอกาส และการปรับตัวของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย โดยเฉพาะการเพาะปลูก ปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO ที่จะกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน การผลิต และสร้างรายได้หรือได้รับเงินเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ส่งออกในตลาดโลก อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่ตลาดภายในประเทศอีกต่อไป แต่กำลังก้าวไปสู่ การส่งออกผลผลิตไปยังต่างประเทศ ดังนั้น การพัฒนาสัดส่วนปาล์มน้ำมันให้ตอบสนอง ความต้องการของคู่ค้าในระดับสากล จะช่วยให้ปาล์มน้ำมันไทยได้คะแนนด้านความยั่งยืน (Sustainability Score) ที่สูงขึ้น และส่งผลให้ได้ราคาขายที่ดีขึ้นตามไปด้วย
- การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทบาทใหม่ของประเทศไทยในมิติปาล์มน้ำมันยั่งยืน” ของคุณศุภชัย จินตนาเลิศ (ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) ที่มุ่งผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยปรับเปลี่ยนความคิด จากการกังวล เรื่องราคาที่ควบคุมไม่ได้ มาให้ความสำคัญกับการจัดการ ต้นทุน และผลผลิต ที่เราสามารถบริหารจัดการได้จริง โดยขับเคลื่อนอย่างสอดประสานกันผ่านสามมิติหลัก ได้แก่ มิติปลายน้ำ ที่เปลี่ยนผ่านวัสดุเหลือใช้ (By-products) ให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงแห่งอนาคต มิติกลางน้ำ ของโรงสกัดน้ำมันปาล์มที่ต้องร่วมยกระดับอัตราการสกัดน้ำมันดิบ (OER) ให้ได้มาตรฐาน ร้อยละ 20 เท่าเทียมคู่แข่งต่างประเทศ พร้อมดำเนินการแยกเกรดผลผลิต เพื่อจ่ายค่าพรีเมียมให้แก่เกษตรกรที่ตั้งใจทำสวนอย่างมีคุณภาพ และสุดท้าย คือ มิติต้นน้ำ ของเกษตรกรด้วยการทำเกษตรแม่นยำ โดยปฏิวัติวิธีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนแบบเดิมมาเป็น ใส่ทีละน้อยแต่ใส่ทุกเดือน รวมถึง การทำระบบน้ำต้นทุนต่ำ การใช้แอปพลิเคชัน บันทึกข้อมูลแบบรายต้นแทนรายแปลง เพื่อคัดกรองต้นปาล์มที่ไม่คุ้มค่าปุ๋ยออก และการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการผลิตด้วย AI
- การเสวนาในหัวข้อ “บทบาทผู้นำระดับพื้นที่: การยกระดับการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ผ่านกลไกความร่วมมือพหุภาคี” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สู่มาตรฐานสากลด้วยการแก้ไขข้อจำกัดในเชิงปฏิบัติจริงจากพื้นที่เพาะปลูกหลัก โดย คุณพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล (ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี) ชี้ว่าการยกระดับสู่มาตรฐาน RSPO เป็นโอกาสสำคัญในการควบคุมต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการรณรงค์การตัด และส่งมอบทะลายปาล์มคุณภาพ เพื่อยกระดับอัตราการสกัดน้ำมัน (OER) พร้อมเสนอแนวทางให้สภาอุตสาหกรรม และเอกชนร่วมจัดสรรงบประมาณสนับสนุน เพื่อลดภาระต้นทุนของเกษตรกร และสร้างโมเดลความร่วมมือแบบวงจร (Value Chain Loop) ที่ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ด้าน คุณวิญญ์ สิทธิเชนทร์ (ผู้แทน อบจ.สงขลา) ได้เสนอโมเดลการบริหารงานภาครัฐระดับท้องถิ่น ด้วยการริเริ่มจัดตั้ง “กองส่งเสริมการเกษตร” ภายใต้ อบจ. ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงาน ระหว่างภาควิชาการ และภาคเอกชนในการรวมกลุ่ม และให้ความรู้แก่เกษตรกร จนมีผู้สมัครใจเข้าสู่มาตรฐาน RSPO ในระยะแรกได้กว่าหนึ่งหมื่นไร่ ขณะที่ คุณมนตรี ณ นคร (ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด) ได้สะท้อนเสียงสะท้อนจากกลุ่ม เกษตรกรรายย่อยยังขาดแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบ เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องที่ดินขนาดเล็ก โครงสร้างประชากรเกษตรกรสูงอายุที่มีอุปสรรคในการจัดการเอกสาร และข้อมูล อีกทั้ง ยังติดขัดข้อจำกัดด้านระเบียบของภาครัฐที่ยังไม่สอดรับกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งท้ายที่สุด ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ให้เติบโตอย่างยืดหยุ่นในตลาดโลก จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการบูรณาการความร่วมมือพหุภาคี 3 ประสาน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน และเครือข่ายสหกรณ์ เพื่อยกระดับความเข้มแข็งของเกษตรกรรายย่อย ผู้เป็นฐานรากสำคัญ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
- การเสวนาในหัวข้อ “คาร์บอนเครดิต: ก้าวที่เหนือกว่าการรับรองมาตรฐาน RSPO” ได้สะท้อนถึงโอกาสการสร้างมูลค่าเพิ่ม และรายได้เสริมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ผ่านตลาดคาร์บอน โดย ดร.กาญจนา ขวัญเมือง (รองเลขาธิการ สศก.) ชี้ว่า ปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้นที่มีศักยภาพสูงในการดูดซับ และกักเก็บคาร์บอน ซึ่งภาครัฐกำลังเร่งผลัก ดันเชิงนโยบายเพื่อวางตำแหน่งปาล์มไทย ให้เป็นสินค้าพรีเมียมและยั่งยืนในเวทีโลก เพื่อรับมือกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวด ด้าน รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา (ม.อ. วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี) ได้เผยความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน นิคมสหกรณ์พนม ซึ่งเป็นกลุ่มต้นแบบที่สามารถขึ้นทะเบียนโครงการ Standard T-VER ได้เป็นรายแรก โดยคาดว่าจะลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 50,469 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ที่ลงนามความร่วมมือ (MOU) รับซื้อคาร์บอนเครดิตโดยจ่ายเงินเพิ่มรวมเข้าไปในราคาผลปาล์มสด เพื่อจูงใจเกษตรกร ขณะที่ คุณธวัช ลาสสกุล (ผู้จัดการกลุ่มนิคมสหกรณ์พนม) ได้ให้มุมมองว่า แม้ในช่วงแรกจะมีคำถามจากสมาชิกเรื่องความคุ้มค่า แต่ด้วยฐานระบบข้อมูลที่ดีจากการทำมาตรฐาน RSPO มายาวนาน ประกอบกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การหันมาใช้เครื่องตัดหญ้าแทนสารเคมีถึง ร้อยละ 90 ช่วยให้สวนปาล์มคงสภาพสมบูรณ์ และช่วยเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยจากเดิม 2,600 เป็น 3,200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี และคุณธิตินัย พงศ์พิริยะกิจ (GIZ) ที่เผยผลการวิเคราะห์ว่ากิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในสวนปาล์ม คือ การใช้ปุ๋ยไนโตรเจน จึงนำมาสู่การทำแปลงสาธิตร่วมกับ บมจ. โกลบอล กรีม เคมิคัล หรือ GGC ที่หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน และการปลูกพืชร่วม ซึ่งช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุ และคาร์บอนสต็อกในดินอย่างได้ผล พร้อมเปิดเผยแผนการนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม โดรน และระบบ LiDAR เข้ามาช่วยตรวจวัดความสูงของต้นปาล์ม แทนแรงงานคน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน และข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลรายแปลงให้กับเกษตรกรรายย่อยในอนาคตได้


ตลอดจนการจัดบูธนิทรรศการของ RSPO ซึ่งภายในบูธมีกิจกรรมที่สำคัญ อาทิ การจัด คลิกนิกปาล์มยั่งยืน โดยมีผู้เชี่ยวชาญ หรือที่ปรึกษาด้านการรับรองมาตรฐาน RSPO มีให้คำปรึกษา ประกอบด้วย รศ.ดร.เบญจมาภรณ์ พิมพา และคุณสุกัญญา ศรีสุบัติ เครือข่ายพี่เลี้ยงเกษตรกร ปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย มาร่วมให้คำปรึกษาแก่สมาชิก RSPO และผู้ที่มาร่วมงาน ตลอดจนการจัดมินิเกมส์ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับการเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO ท้ายที่สุดนี้ RSPO ประเทศไทย TASPO สมาชิก RSPO สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่าย จะร่วมมือกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยในระดับโลก และเ็นส่วนหนึ่งของการยกระดับด้านการเปลี่ยนระบบห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นธรรมต่อสังคม และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
RSPO and TASPO Partner at PALMEX Thailand 2026 to Advance Sustainable Palm Oil Integration, Precision Farming, and Carbon Market Opportunities

RSPO and TASPO Join Collaboration at PALMEX Thailand 2026, Aiming to Promote the Sustainable Palm Oil Industry Through Enhanced Integration of All Sectors, Coupled with Innovation to Boost Production Efficiency, While Unveiling a New Vision to Create Benefits Beyond RSPO Certification by Pushing Thai Farmers and Operators Toward Opportunities in the International Carbon Credit Market
SURAT THANI, THAILAND, 7 August 2026 — The Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) Thailand, in collaboration with the Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil (TASPO), served as a principal supporting partner at PALMEX Thailand 2026, held from 6 to 7 August at the Surat Thani Co-op Exhibition Centre (CO-OP). Organised jointly by the Palm Oil and Oil Palm Association of Thailand and Fireworks Media Co., Ltd., the conference convened key sector leaders to advance sustainable supply chain integration, adopt advanced processing technologies, and implement circular economy principles. The event underscored a shared commitment to strengthening the international competitiveness of Thai palm oil while aligning national production with global sustainability standards and emerging carbon market mechanisms.
Opening the proceedings, Mr Asanee Mallamphut, President of the Thai Palm Oil Refinery Association, highlighted the strategic necessity of adopting RSPO standards. He noted that sustainable cultivation enables farmers to optimize production costs while elevating Thailand’s global sustainability score—a vital factor for securing premium market access as the national sector transitions toward export-oriented growth.



In a keynote address titled “Thailand’s New Role in Sustainable Palm Oil,” Mr Supachai Jintanalert, Chairman of the Palm Oil Industry Group at the Federation of Thai Industries (FTI), urged the industry to pivot its focus from market price volatility to internal cost and yield management. He outlined a comprehensive three-pillar framework that begins with downstream operations focused on converting industrial by-products into high-value bio-based materials. In midstream processing, the strategy targets raising the Crude Palm Oil Extraction Rate (OER) to a standard target of 20 per cent alongside establishing quality-based price premiums for high-grade Fresh Fruit Bunches (FFBs). Finally, upstream cultivation centers on transitioning to precision agriculture, incorporating monthly micro-fertilisation, low-cost irrigation networks, tree-level data tracking via mobile applications, and AI-assisted crop management.
The panel discussion “Local Leadership: Elevating Sustainable Palm Oil Production through Multi-Stakeholder Mechanisms” addressed operational realities across primary growing districts. Mr Pornpipat Prasitsuphon, Chairman of the FTI Surat Thani Chapter, emphasised that delivering high-quality FFBs is fundamental to improving extraction rates and proposed co-funding mechanisms between industry groups and local authorities to reduce certification costs for growers. Representing the Songkhla Provincial Administrative Organisation (PAO), Mr Winn Sittichen detailed the creation of Thailand’s first PAO-level Agricultural Promotion Division, an initiative that bridged academic expertise and private-sector support to enroll over 10,000 rai into RSPO certification during its initial phase. Highlighting smallholder realities, Mr Montri Na Nakorn, Manager of the Krabi Oil Palm Farmers Cooperatives Federation Ltd., noted structural obstacles such as small plot sizes, aging farmer demographics, and administrative complexity. He stressed that sustained progress relies on a tri-partite partnership comprising central government bodies, local authorities, and cooperative networks to ensure inclusive development that leaves no grower behind.


The session “Carbon Credits: A Step Beyond RSPO Certification” examined market opportunities arising from climate mitigation efforts. Dr Kanjana Kwanmuang, Deputy Secretary-General of the Office of Agricultural Economics (OAE), outlined national policy initiatives positioning palm oil as a high-capacity carbon sequestration crop, supporting Thailand’s readiness against stringent international trade measures. Assoc. Prof. Dr Benchamaporn Pimpa from Prince of Songkla University (Surat Thani Campus) shared outcomes from the Phanom Cooperative Settlement Large-Plot Community Enterprise—the first smallholder group to register under the Standard T-VER framework. The project is projected to sequester or reduce approximately 50,469 tonnes of CO₂ equivalent annually, backed by private sector MOUs that integrate carbon value directly into fresh fruit bunch purchasing prices. Reflecting on operational shifts, Mr Thawat Lasakul, Manager of the Phanom Group, observed that data systems established for RSPO compliance enabled a 90 per cent reduction in chemical herbicide use through mechanical mowing, contributing to an increase in average yield from 2,600 kg to 3,200 kg per rai annually. Furthermore, Mr Thitinai Pongpiriyakit from GIZ detailed joint pilot trials with Global Green Chemicals PCL (GGC) focused on replacing synthetic nitrogen fertilisers with organic inputs and intercropping. He also outlined upcoming deployments of satellite imagery, drones, and LiDAR technology to streamline tree-height measurements, lowering data-collection costs for smallholders.
Complementing the formal sessions, RSPO Thailand hosted an interactive exhibition featuring the “Sustainable Palm Clinic”. Technical guidance on certification standards was delivered by Assoc. Prof. Dr Benchamaporn Pimpa and Ms Sukanya Srisubut from the Thai Sustainable Palm Oil Facilitator Network. The booth also featured educational engagements designed to raise awareness of certified sustainable palm oil products among conference delegates.
RSPO Thailand, TASPO, and their civil society and academic partners reaffirm their commitment to fostering multi-stakeholder alliances, reinforcing smallholder resilience, and supporting a palm oil supply chain that is environmentally responsible, socially equitable, and economically sound.


