ประเทศไทย ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืน

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม เรียกร้องให้มีการส่งเสริมการรับรองของ RSPO
เพื่อเพิ่มความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนของไทย ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

กรุงเทพฯ วันที่ 25 ตุลาคม 2567: ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก กำลังเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนมากขึ้น ในวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2567 ทางองค์การเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) ได้จัดงานมีเดียบรีฟสำหรับสื่อและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนของประเทศไทย ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ตัวแทนจากเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกลุ่มชุมชนผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนศรีเจริญ

กล่าวสำหรับการผลิตน้ำมันปาล์มยั่งยืนของประเทศไทย นั้น มีการเติบโตอย่างโดดเด่นมากกว่า 200% จากปริมาณ 348,027 ตันในปี 2562 เป็น 1,112,048 ตันในปี 2567 โดยศูนย์กลางการขยายตัวอยู่ในจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช และพังงา

ขณะที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ได้รับการรับรองว่ายั่งยืน (CSPO) ของประเทศไทย ครอบคลุมถึง 57,336 เฮกตาร์ หรือ 358,350 ไร่ ซึ่งเป็นผลจากการให้ความสำคัญของการส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืนในประเทศ

นายอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และประธานสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม กล่าวว่า แม้ประเทศไทย จะมีการส่งออกน้ำมันปาล์มส่วนเกินในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ไม่มีมูลค่าเพิ่ม ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องทำให้น้ำมันปาล์มที่ผลิตในประเทศไทย มีศักยภาพดึงดูดตลาดและมีคุณภาพสูง โดยต้องเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน มีคาร์บอนต่ำ ภายใต้การค้าที่เป็นธรรม”

“เกษตรกรต้องได้รับส่วนแบ่งที่เป็นธรรม และไม่ให้บริษัทเอกชนครอบครองผลประโยชน์ทั้งหมด” ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย เน้นย้ำถึงความสำคัญในประเด็นนี้

นายอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และประธานสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยเป็นสิ่งสำคัญ

เกษตรกรรายย่อย นับเป็น “กระดูกสันหลัง”ของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศไทย คิดเป็นประมาณ 85% ของการผลิต ดยเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย ถูกกำหนดให้เป็นเกษตรกรที่มีที่ดินน้อยกว่า 50 เฮกตาร์ (312.5 ไร่) และ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลก ที่มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองจาก RSPO 4 กลุ่มในปี 2555

ซึ่งการบรรยายสรุปในครั้งนี้ นางสาวรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการด้านเทคนิคของ RSPO กล่าวว่า เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ในประเทศไทย จัดการสวนปาล์มน้ำมันอยู่บนพื้นที่ราว 4 – 5 ไร่ และมักขาดทรัพยากรในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 3 – 3.2 ตัน ต่อไร่ต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

นางสาวรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการด้านเทคนิคของ RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

นอกจากนี้ เกษตรกรายย่อยยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความรู้ ทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองด้านราคาค่อนข้างน้อยและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทาง RSPO จึงมุ่งมั่นจะส่งเสริมการรับรองให้กับเกษตรกรรายย่อยของไทย ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยและภาคเอกชนในการผลักดันความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มคุณภาพสูงและยั่งยืน

ทั้งนี้ มีตัวเลข ณ เดือนสิงหาคม 2567 ระบุว่า การเป็นสมาชิกของ RSPO ในประเทศไทยประกอบด้วย 91 กลุ่มของเกษตรกรทั้งรายใหญ่และรายย่อย โดยมีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองจาก RSPO 34 กลุ่ม ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 9,062 ราย และมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองรวมกว่า 283,818.69 ไร่

ซึ่งการรับรอง RSPO นั้น ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงทรัพยากร โอกาสทางการตลาด และราคาพิเศษสำหรับทะลายปาล์มสด (FFB) ซึ่งช่วยเพิ่มผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา กลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับการรับรองสามารถได้รับผลกำไรประจำปีสูงถึง 10.416 ล้านบาท หรือ ประมาณ 287,401 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่กองทุนสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย RSPO (RSSF) ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เกษตรกรรายย่อยน้ำมันปาล์มเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติที่ยั่งยืนตั้งแต่ปี 2557 โดยมีเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยได้รับประโยชน์จำนวน 5,274 ราย โดยได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 12,658,792 บาท (ประมาณ 383,101 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

ด้าน นายเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มชุมชนผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนศรีเจริญ กล่าวเสริมในประเด็นดังกล่าวว่า เพื่อเป็นกระตุ้นให้เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO ทางหน่วยงานรัฐบาลและภาคเอกชนจำเป็นต้องเสริมสร้างการสนับสนุนผ่านการให้การศึกษาด้านปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน การสนับสนุนการก่อตั้งกลุ่ม และการปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

นายเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มชุมชนผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนศรีเจริญ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

สุราษฎร์ธานี:ต้นแบบระดับประเทศ ในการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน

ดร. กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในนามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งเสริมและรับรองมาตรฐาน RSPO ความมุ่งมั่นของเรายังขยายไปถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางการค้า และช่วยทำให้แน่ใจว่าการปฏิบัติที่ยั่งยืนมีส่วนสนับสนุนให้ภาคเกษตรกรรมของเราเติบโตและเจริญรุ่งเรือง

โดยในปี 2565 RSPO จังหวัดสุราษฎร์ธานี และภาคีพันธมิตร 6   องค์กรได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยกระดับพื้นที่สุราษฎร์ธานีให้เป็นเมืองต้นแบบปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย และเป็นศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืนที่ได้รับการรับรอง

ตั้งแต่ปี 2565 พื้นที่ปลูกน้ำมันปาล์มที่ได้รับการรับรอง RSPO ในสุราษฎร์ธานีได้เพิ่มขึ้นจาก 82,178.31  ไร่ เป็น 107,789.31 ไร่ เพิ่มขึ้นคิดเป็น 31% การผลิตทะลายปาล์มสดที่ได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นจาก 209,858.53 ตันเป็น 283,818.69 ตัน ขณะนี้การรับรอง RSPO ครอบคลุม 12 อำเภอ โดยมีเกษตรกรที่ได้รับการรับรองจาก RSPO จำนวน 3,619 ราย RSPO ตั้งเป้าหมายที่จะขยายการรับรองไปยังพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในทุก 17 อำเภอของ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ประเทศไทย ตั้งเป้าเน้นย้ำความพยายามอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ในงานการสัมมนาประจำปีของ RSPO (RT2024) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพมหานคร โดยมีการเตรียมมอบการรับรอง RSPO ให้แก่กลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระอีก 30 กลุ่มในงาน RT2024

จากภาพสะท้อนการเติบโตครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มและส่งเสริมความยั่งยืนภายในภาคเกษตรกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำมันปาล์มของประเทศไทยต่อไป

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

เกี่ยวกับ RSPO:

องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยน้ำมันปาล์มยั่งยืน (RSPO) เป็นความร่วมมือระดับโลกที่มุ่งทำให้น้ำมันปาล์มมีความยั่งยืน ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 RSPO เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย โดยรวมสมาชิกจากห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน ผู้แปรรูปและผู้ค้า ผู้ผลิตสินค้าบริโภค ผู้ค้าปลีก ธนาคารและนักลงทุน องค์กรพัฒนาเอกชนที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคมและการพัฒนา

ในฐานะพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าและผลกระทบในเชิงบวก RSPO ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงระดับโลกเพื่อให้การผลิตและการบริโภคน้ำมันปาล์มมีความยั่งยืน เราสื่อสารถึงประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลง เราส่งเสริมความร่วมมือเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า และกำหนดมาตรฐานการรับรองเพื่อความมั่นใจ

RSPO จดทะเบียนเป็นสมาคมนานาชาติในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานหลักอยู่ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย และมีสำนักงานในจีน โคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ: [email protected] และ [email protected]

คณะ RSPO แลกเปลี่ยน เรียนรู้ “ลานเทจีรวรรณ” จิ๊กซอว์สำคัญ ห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เมื่อเร็วๆนี้ คณะผู้แทน RSPO จากประเทศมาเลเซีย นำโดย Mr. Muhammad Shazaley Bin Abdullah หัวหน้าส่วนงานการรับรอง RSPO พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ RSPO ประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าเยี่ยมชมกิจการ ลานเทจีรวรรณปาล์ม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

มี คุณสุราษฎร์ ทองโมถ่าย และ คุณจีรวรรณ ซัวต๋อ เจ้าของกิจการลานเทจีรวรรณปาล์ม ให้การต้อนรับ และช่วยกันบอกเล่าการทำงาน ให้คณะได้เรียนรู้รูปแบบการทำงานของลานเทจีรวรรณปาล์ม ซึ่ง มีทั้งลานเทรับซื้อปาล์มทะลาย และบริการตัดปาล์ม-ดูแลสวนปาล์ม แบบครบวงจร 

สำหรับ ลานเทจีรวรรณปาล์ม มีชุดตัดปาล์มประมาณ 20 ชุด แต่ละชุดมีคนตัดปาล์มซึ่งเป็นคนงานชาวเมียนมา 6 คน คนขับรถ เป็นหัวหน้าซึ่งเป็นคนไทย 1 คน แต่ละทีมจะมีสวนปาล์มในความดูแลประจำชุดละ 20 – 30 สวน

คนงานทุกคน ต้องผ่านการอบรมการตัดปาล์ม การดูแลสวนปาล์ม ตลอดจนถึงแนวการปฏิบัติตัวกับเจ้าของสวนปาล์ม โดยมีการอบรมเพิ่มเติมเดือนละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย

และในการตัดปาล์มแต่ละครั้ง คนตัดปาล์ม ต้องช่วยคัดปาล์มให้ได้คุณภาพด้วย ซึ่งคนงานแต่ละชุดสามารถตัดปาล์มได้วันละประมาณ 16-20 ตัน เมื่อขนปาล์มมาถึงลานเทแล้วจะมีการคัดปาล์มอีกครั้ง หากมีปาล์มไม่สุกต้องคัดออก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยปกติแล้ว แต่ละสวนจะทำการตัดปาล์มเดือนละ 2 ครั้ง หลังจากตัดครั้งแรก ทางลานเท จะแจ้งเจ้าของสวนปาล์มถึงรอบตัดครั้งถัดไป โดยก่อนถึงวันนัดเข้าตัดปาล์มโทรแจ้งล่วงหน้า 1 วัน และหากถึงรอบใส่ปุ๋ย ตัดทางใบก็ต้องแจ้งเจ้าของสวนล่วงหน้าเช่นกัน

“ชุดตัดปาล์มแต่ละทีมมีรถยนต์ประจำทีม โดยมีหมายเลขประจำรถ และชุดตัดปาล์มแต่ละคน เวลาทำงานต้องใส่เสื้อทำงานที่สกรีนชื่อ ลานเทจีรวรรณปาล์ม ด้วย เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของสวนปาล์ม”2 เจ้าของกิจการ ระบุ

ทั้งนี้ทางลานเทจีรวรรปาล์ม มีสวัสดิการให้กับคนงานที่อยู่ในความดูหลายรูปแบบ อาทิ มีบ้านพักให้ มีการดูแลการต่อใบอนุญาตทำงานกรณีที่เป็นคนงานต่างด้าว มีรถรับส่งลูกหลานคนงานไปโรงเรียน มีร้านค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด เป็นต้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

สำหรับค่าจ้างที่คนงานจะได้รับจากทางลานเทจีรวรรณปาล์มนั้น อยู่ที่ 500 – 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดปาล์ม

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่ห้ามพลาดสำหรับการทำงาน คือ คนตัดปาล์ม ต้องส่งภาพการทำงาน กลับมาที่ลานเท เพื่อให้ตรวจความเรียบร้อยในการทำงานผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ ทุกครั้ง

การศึกษาดูงานของคณะ RSPO จากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียครั้งนี้ เป็นการทำความเข้าใจถึงบริบทบทบาทของลานเท ในการเก็บเกี่ยว ดูแลจัดการสวนปาล์มน้ำมันและรับซื้อทะลายปาล์มสดจากเกษตรกรสวนปาล์มของประเทศไทย เพื่อพิจารณาถึงการปรับมาตรฐาน RSPO ให้ครอบคลุมและสอดคล้องเหมาะสมกับกระบวนการจริงของพื้นที่ในแต่ละประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตามมาตรฐานสากล

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ผลวิจัยระบุชัด แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันฯ ให้ความสำคัญ “ความยั่งยืน” เพิ่มขึ้น

©TASPO

หลักฐานที่แสดงว่ามีการยอมรับและรู้จักมาตรฐาน RSPO อย่างค่อยเป็นค่อยไปในไทย ตัวอย่างเช่น แผนพัฒนาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี และโครงการ SCPOPP เป็นโครงการพัฒนาการเกษตร 2 โครงการในระดับจังหวัด ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ในการผลักดันการนำมาตรฐาน RSPO ไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาปาล์มน้ำมัน

จากรายงานสรุป หัวข้อ การพัฒนาปาล์มน้ำมันในประเทศไทย: แนวโน้มและความก้าวหน้าของความพยายามด้านความยั่งยืนในการผลิตและจัดหาน้ำมันปาล์ม เขียนโดย รศ.ดร. สุธัญญา ทองรักษ์ ดร. ไชยยะ  คงมณี และผศ.ดร. สิริรัตน์ เกียรติปฐมชัย

ได้ระบุถึง ผลการศึกษานัยเชิงนโยบายเกี่ยวกับการเติบโตของผลิตภาพ การปกป้องป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิในที่ดิน และการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปาล์มและผลกระทบต่อการดำรงชีพของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม ว่า คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ได้จัดทำแผนพัฒนาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มที่สำคัญในอดีต 3 แผน ได้แก่ แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. 2551-2555 แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. 2556 – 2560 และยุทธศาสตร์การพัฒนาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มครบวงจร พ.ศ. 2560-2579

แผนพัฒนาทั้ง 3 ฉบับ เน้นส่งเสริมการปลูกปาล์มใหม่ในพื้นที่เหมาะสมและเพิ่มผลผลิต การดำเนินการตามแผนดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าบางประการในการบรรลุเป้าหมายการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ หรือ 320,000 เฮกตาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ขยายพื้นที่ปลูกไปในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น สวนยางพารา นาข้าวที่ถูกทิ้งร้าง ทุ่งโล่ง และสวนผลไม้

ในแง่ชองผลผลิตที่ตั้งเป้าไว้ที่ 3.5 ตันต่อไร่ต่อปียังไม่บรรลุผล ในแง่ของสิทธิในที่ดิน ยังไม่มีการรายงานพื้นที่ปลูกปาล์มที่บุกรุกป่าในขณะนั้น มีเพียงพื้นที่เกษตรกรรมแบบดั้งเดิมถูกดัดแปลงเพื่อการปลูกปาล์มใหม่ มีเอกสารที่ดินของไทยบางประเภท เช่น ภ.บ.ท. 5 (8.6%) ซึ่งไม่สอดคล้องตามมาตรฐาน RSPO  

อย่างไรก็ตาม รัฐบาล มีความตระหนักเกี่ยวกับประเด็นสิทธิในที่ดินมาก และกำลังหาแนวทางที่จะจัดการกับประเด็นทางด้านกฎหมายและโครงสร้างที่ซับซ้อนและท้าทายของการถือครองที่ดินของประเทศดังกล่าว

เมื่อพิจารณาถึงแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันฯ ฉบับที่ 2 และ 3 พบว่า มีการให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น แผนเหล่านี้มุ่งเน้นให้มีมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งรวมถึง GAP และ GMP สำหรับลานเทและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ตามลำดับ

©TASPO

แม้ว่ามาตรฐานความยั่งยืนจะได้รับการยอมรับในระดับนโยบายการพัฒนา แต่มาตรฐาน RSPO ไม่ได้ถูกกล่าวถึงอย่างชัดเจนในแผนพัฒนาเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานที่แสดงว่ามีการยอมรับและรู้จักมาตรฐาน RSPO อย่างค่อยเป็นค่อยไปในไทย

ตัวอย่างเช่น แผนพัฒนาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี และโครงการ SCPOPP เป็นโครงการพัฒนาการเกษตร 2 โครงการในระดับจังหวัด ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ในการผลักดันการนำมาตรฐาน RSPO ไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาปาล์มน้ำมัน

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2565 มีสมาชิกผู้ปลูกปาล์มน้ำมันของ RSPO ประเทศไทยประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระ 63 กลุ่ม ในจำนวนนี้มี 19 กลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO มีสมาชิกมากกว่า 5,400 คน มีพื้นที่สวนปาล์มที่ได้รับการรับรองประมาณ 170,594 ไร่ หรือ 27,295 เฮกตาร์  คิดเป็นร้อยละ 2.8 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งหมด

สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO นี้ มีความโดดเด่นเป็นพิเศษในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและกระบี่ สาเหตุหลักมาจากความพยายามของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบและโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม เพื่อยกระดับการรับรองมาตรฐาน RSPO กระทั่งในช่วงแผนปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐ ได้เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมและให้เกษตรกรในโครงการพัฒนาเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

RSPO จัดอบรม การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ถ้าสมาชิกกลุ่มเกิดความเข้าใจและเห็นประโยชน์แล้ว ขอให้ช่วยกันในการขยายกลุ่ม คือ ช่วยกันเป็นกระบอกเสียง บอกกล่าวว่า RSPO มีประโยชน์อย่างไร มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างไร

ระหว่างวันที่ วันที่ 9-11 มิถุนายน 2567 องค์กรเจรจาระหว่างประเทศเพื่อปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO-Roundtable on Sustainable Palm Oil) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยมี คุณชวลิต วุฒิพงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (SOPEG) เป็นวิทยากรให้ความรู้กับเกษตรกร RSPO น้องใหม่ โดยมีตัวแทนกลุ่มเกษตรกร RSPO ที่ผ่านการประเมินใหม่ 5 กลุ่ม เข้าร่วมอบรม

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถ้าสมาชิกกลุ่มเกิดความเข้าใจและเห็นประโยชน์แล้ว ขอให้ช่วยกันในการขยายกลุ่ม คือ ช่วยกันเป็นกระบอกเสียง บอกกล่าวว่า RSPO มีประโยชน์อย่างไร มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างไร ต้องช่วยกันเพื่อให้กลุ่มยั่งยืน แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ สมาชิกต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ ช่วยกันขยายฐานสมาชิก และตัวสมาชิกต้องถือปฏิบัติตามมาตรฐาน ข้อกำหนดให้เคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินการของกลุ่มเป็นไปอย่างราบรื่น”คุณชวลิต กล่าวตอนหนึ่ง

ทั้งนี้ ตลอดทั้ง 3 วัน ของการอบรม มีการอบรมเรื่องการคำนวณรายรับ-จ่ายของกลุ่ม หลักการบริหารเงิน  และการถอดบทเรียนการบริหารกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระอย่างยั่งยืน โดยสมาชิกกลุ่มเกษตรกร RSPO รุ่นพี่ จากวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (SOPEG)  และวิสาหกิจชุมชนยูนิวานิช-ปลายพระยา มาร่วมแชร์ประสบการณ์ การออกแบบการบริหารกลุ่มกับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้ามาใหม่สมาชิก 10 กลุ่ม และยังมีการระดมความคิดเห็นจัดทำแผน เพื่อช่วยเสริมความเข็มแข็ง เติมอาวุธในการกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง แผนการบริหารจัดการกลุ่มให้ได้รับความรู้การจัดการสวน การเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน ซึ่งจะทำให้เกิดเกษตรกรสมาชิกในกลุ่มมีรายได้มากขึ้น และทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมียุทธศาสตร์การบริหารจัดการกลุ่มที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ผอ.ยุทธศาสตร์การค้า เปรียบ มาตรฐาน RSPO เหมือน “เข็มทิศ” นำทางปาล์มน้ำมันไทยสู่อนาคตยั่งยืน

©TASPO/ปรวิทย์ ยศถา

การผลิตน้ำมันปาล์ม “แบบดั้งเดิม” มักเผชิญกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า มลพิษทางอากาศ และปัญหาทางสังคม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชน ดังนั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ได้ตามมาตรฐานสากล

เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ https://tpso.go.th/ ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค.กระทรวงพาณิชย์ ระบุคำให้สัมภาษณ์จาก นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เกี่ยวกับการปรับตัวสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ไว้อย่างน่าสนใจ

โดย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ให้ข้อมูลตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้าง ผู้บริโภคทั่วโลกต่างตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น การปรับตัวสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค เป็นต้น จึงมีบทบาทต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่ง ปาล์มน้ำมัน นับเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยไทย มีผลผลิตปาล์มน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ของโลก มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 4.49 ของผลผลิตปาล์มโลก รองจากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 60.49 และ 21.79 ตามลำดับ ไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มประมาณ 6 ล้านไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มกว่า 4 แสนครัวเรือน

ข้อมูลปี 2566 พบว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยมีจำนวน 18.27 ล้านตัน และสามารถผลิตเป็นน้ำมันปาล์มได้ 3.33 ล้านตัน โดยมีสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์ม แบ่งเป็น การใช้ในประเทศ เพื่อการบริโภคและใช้เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ร้อยละ 67.56 สำหรับส่งออก ร้อยละ 24.64 ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อินเดีย (ร้อยละ 86.78) เมียนมา (ร้อยละ 9.24) เคนยา (ร้อยละ 2.05) และจีน (ร้อยละ 0.70) ตามลำดับ และเป็นสต็อกในประเทศ ร้อยละ 7.80 

ซึ่งการผลิตน้ำมันปาล์ม “แบบดั้งเดิม” มักเผชิญกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า มลพิษทางอากาศ และปัญหาทางสังคม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชน ดังนั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ได้ตามมาตรฐานสากล

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรฐาน Roundtable on Sustainable Palm Oil หรือ RSPO เป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากที่สุด เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเติบโตและการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่ผ่านมาตรฐานสากลที่น่าเชื่อถือ สอดรับกับแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) เน้นความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

©TASPO

ทั้งยังจะมีบทบาทเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกฎเกณฑ์การค้าโลกที่มีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น สหภาพยุโรป (EU) กำหนดกฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) ที่ครอบคลุมสินค้าปาล์มน้ำมัน กำหนดให้ผลผลิตของสินค้าต้องไม่มาจากการบุกรุกพื้นที่ป่า และมีกระบวนการผลิตที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น

กล่าวสำหรับมาตรฐาน RSPO ในประเทศไทย นั้น ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า จากข้อมูลเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืน รายงานว่า เดือนมีนาคม 2567 ไทยมีสมาชิกผู้ปลูกปาล์มน้ำมันตามมาตรฐาน RSPO รวม 87 กลุ่ม ประกอบด้วย เกษตรกรรายย่อยอิสระ 83 กลุ่ม และรายใหญ่ (ที่มีสวนและโรงงาน) 4 กลุ่ม โดยสมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO จำนวน 25 กลุ่ม 9,261 ราย พื้นที่ได้รับการรับรอง 326,718.75 ไร่ คิดเป็นเพียงร้อยละ 5.12 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อย 246,902.44 ไร่ และบริษัทที่มีโรงสกัดน้ำมันปาล์ม 79,816.31 ไร่

“มาตรฐาน RSPO เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางสู่อนาคตที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทย ที่มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการผลิตน้ำมันปาล์มที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าว

และเผยทิ้งท้าย หากผู้ประกอบการมีความพร้อมในการตรวจสอบและยืนยันที่มาของผลิตภัณฑ์ ผ่านการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ การรวมกลุ่ม และด้านเงินทุน จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ก็จะเป็นโอกาสในการผลิตปาล์มที่มีคุณภาพตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในโลกปัจจุบัน รวมทั้งเป็นโอกาสในการรักษาความสามารถทางการแข่งขัน เพิ่มส่วนแบ่งการตลาด และการขยายสู่ตลาดใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

ประธานสภาอุตฯ ปาล์ม ชี้ ไทยต้องเร่งหาเจ้าภาพรับ EUDR เผย ความยั่งยืน คือ ดีมานด์ตลาดโลกวันนี้

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

EUDR ไม่ได้มีผลกระทบแค่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เพราะไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตร มีผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องเกี่ยวข้องกับ EUDR หลายส่วนมาก ทั้ง ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน

ตามที่สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศมาตรการกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EU Deforestation Regulation หรือเรียกง่ายๆเข้าใจตรงกันว่า “กฎหมาย EUDR” ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมกลุ่มสินค้าที่มีส่วนในการทำลายป่า โดยมีวัตถุประสงค์ห้ามการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าเข้าสู่ตลาดของสหภาพยุโรป

สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบ จาก EUDR นั้น มี 7 ประเภท ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เนื้อวัว ไม้ โกโก้ กาแฟ และถั่วเหลือง รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ผลิตจากสินค้าเหล่านี้ เช่น ช็อกโกแลต เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ถ่าน และสินค้าที่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบ

ส่วนช่วงวลาการใช้ EUDR นั้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2567 โดยมีผลในทางปฏิบัติ 18-24 เดือน หลังการบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อโฟกัสไปที่ “การส่งออกปาล์มน้ำมัน”ของไทยไปยังตลาด EU พบตัวเลขน่าสนใจ ระบุว่า ปี 2565 มีมูลค่า 22.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออก น้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันเมล็ดในปาล์ม น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม (กรดไขมันและแอลกอฮอล์ไขมัน)

ซึ่งประเทศที่ไทยส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มไป ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน อิตาลี กรีซ ฝรั่งเศส โปแลนด์ สเปน และสวีเดน

“ส่วนตัวเชื่อว่า EUDR เป็นนโยบายของจริง เกิดขึ้นจริงแล้ว และจะดำเนินต่อไปอย่างจริงจัง”

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย แสดงความเห็นประเด็น EUDR กับทีมข่าว TASPO ไว้อย่างนั้น

ก่อนฉายภาพ “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย” ให้เข้าใจมากขึ้น

“ตัวเลขการผลิตเพื่อส่งออกอยูที่ 1 ใน 3 ของประเทศ และส่งไปหลายที่ไม่ใช่แค่ยุโรป อย่าง ส่งไปอินเดีย ส่งไปจีน และถ้า 2 ประเทศนี้ส่งต่อไปยุโรป ทางยุโรปก็จะตรวจสอบจากต้นทางแหล่งผลิตจริงๆ ซึ่งไทย เอง ย่อมจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจาก EUDR  ส่วนระดับอุตสาหกรรมนั้น ได้รับผลกระทบทางตรงอยู่แล้ว”

ถามว่าประเทศไทย มีความพร้อมมาก-น้อย แค่ไหน ประเด็นนี้ คุณศาณินทร์ ยิ้มน้อยๆ ก่อนบอก

“ไทย ยังอยู่ในขั้นตอนแห่งการทำความเข้าใจว่าคืออะไรกันแน่ แล้วได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ต้องปรับตัวยังไง ต้องทำอะไร พูดตรงๆ คือ ไทยเพิ่งอยู่ใน Stage แรกๆ ของเรื่อง EUDR”

แล้วทิศทางเกี่ยวกับ EUDR วงการปาล์มน้ำมันไทย ควรไปต่ออย่างไร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แสดงทัศนะว่า เรื่องนี้ไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างตึงในเรื่องของเวลา แต่หากจะทำให้ทัน ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องมานั่งคุยกันจริงจัง กำหนดผู้รับผิดชอบโดยตรง กำหนด Action Plan เป้าหมายให้ชัด และมีหน่วยงานติดตามว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับการปฏิบัติตามเวลาที่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร

“EUDR ไม่ได้มีผลกระทบแค่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เพราะไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตร มีผลผลิตทางการเกษตรหลายตัวที่ต้องมาเกี่ยวของกับ EUDR หลายส่วนมาก ทั้ง ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน”

“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกคนอาจเพิ่งเริ่มรู้จัก เหมือนเห็ดเพิ่งเกิดเป็นดอกแต่ยังไม่มาลงตะกร้าร่วมกัน ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วใครต้องทำอะไร แต่ต่อไปเมื่ออุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ตื่นตัว ตระหนักว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ ก็จะเข้ากระบวนการเอง เพียงแต่ ณ วันนี้ เรื่องที่ต้องช่วยกัน คือทำให้คนรู้ แล้วมีเจ้าภาพเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน น่าจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญสุด”คุณศาณินทร์ อธิบาย

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ถ้าไทย “ตกขบวน” EUDR จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเราบ้าง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ให้ฟังว่า ในเชิงการค้า โอกาสประเทศเราย่อมจะน้อยลง เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือที่ไหนก็ตาม ต่างให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนและต้องการผลักดัน โดยผ่านกระบวนการการออกนโยบายขอความร่วมมือหรือเป็นกึ่งๆบังคับ ในโลกของคนที่จะเริ่มค้าขายกันต้องทำอะไรบ้าง นั่นหมายความว่า หากเราตกขบวน แปลว่าทำตามเขาไม่ทัน เราก็จะไม่เป็นตัวเลือกหนึ่งของเขา เขาจะไปหาประเทศที่สามารถทำได้ตามข้อกำหนดที่เขาต้องการ

ส่วนในมุมของประเทศเราเอง ถ้าไม่เริ่มเซ็ตกระบวนการแบบนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่าอาจจะเกิดการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อไปปลูกพืชเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปาล์มหรือตัวไหนก็ตาม แปลว่าเราไม่สามารถควบคุม หรือกำกับดูแลในเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าในประเทศได้ เลยคิดว่าการเริ่มต้นทำในเรื่องนี้ดีทั้งกับตัวเอง และดีทั้งการการค้าขายไปต่างประเทศด้วย

“ในอนาคตการค้าขาย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องมีของคุณภาพดี ราคาเหมาะสม แต่เป็นเรื่องของอื่นๆ โดยเฉพาะ ความยั่งยืน เดี๋ยวนี้พูดถึงการค้าขายโดยเฉพาะในตลาดโลก คำถามแรก ไม่ใช่ถามเรื่องคุณภาพและราคา ส่วนใหญ่เขาจะรู้แล้วว่าคุณมีของประมาณนี้ แต่คุณได้ดูแลเรื่องความยั่งยืน มากน้อยแค่ไหน” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าว

ก่อนฝากในประเด็นที่เขาตั้งคำถามไว้ อะไรคือสิ่งที่เราจะทำให้เกิดความมั่นคงในอนาคต

คุณศาณินทร์ บอก สิ่งแรก คือ ควรทำความเข้าใจกับ นโยบาย กฎหมาย ข้อบังคับ หรือเทรนด์ของโลก ว่าไปทางไหน จากนั้นจึงต้องพิสูจน์ตัวเอง เมื่อเขาต้องการแบบนี้ แล้วเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเขา เนื่องจากในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ จะมีห่วงโซ่อุปทาน ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาอาจต่างคนต่างทำได้ แต่เรื่องความยั่งยืน ต้องทำด้วยกันทั้งห่วงโซ่

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ยกตัวอย่าง เราเป็นคนดี แต่เพื่อนเราที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่เป็นคนส่งมอบวัตถุดิบมาให้เรา สมมติว่าเขาทำไม่ดี ผลิตภัณฑ์ของเราก็ถือว่าอยู่ในห่วงโซ่ไม่ดี สิ่งที่ผู้ซื้อทำได้ง่ายที่สุด คือ ไม่ซื้อของจากเรา เพื่อไม่ให้เราไปซื้อจากเด็กไม่ดี เป็นต้น

“ถ้าจะทำให้เกิดความยั่งยืนได้จริงๆ ตลอดทั้งห่วงโซ่ ต้องร่วมมือกัน เราต้องช่วยเพื่อน เพื่อนต้องช่วยเรา ใครเก่งเรื่องไหนก็ไปช่วยเพื่อนเพื่ออุ้มให้ทั้งโครงสร้างมีความยั่งยืนมากขึ้น” คุณศาณินทร์ บอกจริงจัง

ก่อนทิ้งท้ายไว้น่าสนใจ

“นับจากนี้การทำเรื่อง Sustainability จะไม่ใช่แค่ใบเซอร์ จะไม่ใช่แค่กระดาษ อีกต่อไป แต่ต้องปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติบางอย่างที่จะสร้างความยั่งยืนได้จริง ให้กับอุตสาหกรรม ให้กับสังคม ให้กับสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้กับโลกใบนี้ด้วย”

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สัมมนาออนไลน์ BSI Thailand “การท้าทายและโอกาสของธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมันต่อกฎระเบียบ EUDR”

ชวน-เตรียมความพร้อมรับ EUDR!

พบกับฟรีสัมมนาออนไลน์ ของ BSI Thailand “การท้าทายและโอกาสของธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมันต่อกฎระเบียบ EUDR”
.
ก่อน EUDR จะเริ่มมีผลในทางปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 จึงขอประชาสัมพันธ์มาร่วมรับฟังการบรรยายกับเราเพื่อเตรียมความพร้อมและปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ EUDR

ผู้ประกอบการที่ทำระบบมาตรฐาน RSPO ต้องเตรียมตัว และปรับตัวอย่างไร

ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ทำระบบมาตรฐาน RSPO ต้องเริ่มต้นอย่างไร

สามารถเข้าร่วมผ่าน Zoom ลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/4ctMqOe
ติดตามสัมมนาอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ https://bit.ly/3Da34kJ

กระทรวงเกษตรฯ หารือร่วมกับ RSPO มุ่งส่งเสริมยกระดับมาตรฐานปาล์มน้ำมันไทย

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรก บนเว็บไซต์ thaigov.go.th

ภาพจาก thaigov.go.th

กระทรวงเกษตรฯ หารือร่วมกับ RSPO มุ่งส่งเสริมยกระดับมาตรฐานปาล์มน้ำมันไทย

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ Ms. Su Ming Chuah , Head of Government Affairs-Asia Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) พร้อมด้วย ดร. บุรินทร์ สุขพิศาล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับการหารือในวันนี้ ประเทศไทยนับเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับสามของโลก การพัฒนาศักยภาพเพื่อให้ได้การรับรองน้ำมันปาล์มยั่งยืนเป็นเรื่องที่สำคัญ รวมถึงการมีเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืน จะเป็นการส่งเสริมและผลักดันทั้งระบบห่วงโซ่การผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขี้น และจะเพิ่มความเชื่อมั่นในการผลิตปาล์มน้ำมันและเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยินดีสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับ RSPO พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานเพื่อขับเคลื่อนด้านปาล์มน้ำมันของไทยให้ได้ตามมาตรฐาน RSPO โดยเป็นที่ยอมรับในตลาดสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดโอกาสสำหรับตลาดใหม่ของน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์แปรรูปด้วย 

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอให้ RSPO ให้การสนับสนุนในการขับเคลื่อนเพื่อเชื่อมโยงตลาด และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน RSPO ที่มีราคาดีกว่าน้ำมันปาล์มทั่วไป รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต

“คนปลายน้ำ” มั่นใจ ปาล์ม RSPO ไม่ว่าห่วงโซ่ไหน ส่งออกไปตลาด EU ได้แน่นอน

การเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR” ในการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO  เพราะทราบว่ากระบวนการที่จะได้มาของน้ำมัน RSPO จะถูกตรวจสอบ มีการควบคุม และได้มาตรฐานอย่างดี ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้น่าจะสอดรับกับกฎหมาย EUDR

จากการเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญ   ในการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

คุณวันสาด ศรีสุวรรณ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึงปัญหาข้อกังวลใจที่อาจเกิดขึ้นและทำให้ปาล์มน้ำมันไทยติดข้อกำหนดของ EUDR ว่า เรื่องปัญหาการบุกรุกทำลายป่าเพื่อเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มในปัจจุบันนั้นแทบไม่มีแล้ว พื้นที่ปลูกปาล์มส่วนมาก คือ พื้นที่เกษตรเดิม อย่าง ข้าว ยางพารา ส่วนปัญหาการใช้แรงงานเด็กนั้นไม่มีอย่างแน่นอน คนงานเป็นแรงงานต่างด้าวเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

วันสาด ศรีสุวรรณ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

หากสิ่งที่ยังอาจเป็นข้อจำกัดอยู่คือ เรื่องลานเท การซื้อลูกร่วง จนทำให้น้ำมันปาล์มไม่ได้คุณภาพ ซึ่งปัญหานี้ต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับลานเท เกษตรกร และโรงงานที่รับซื้อต่อไป อย่างไรก็ตาม ปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนเพื่อทำความเข้าใจ และจำกัดข้อด้อยในการทำงานเป็นทีมของคนไทย ที่อาจยังไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร

ด้าน คุณประพิณ ลาวัลย์ประเสริฐ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทเปรียบเหมือน “คนปลายน้ำ” การเข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO  เพราะทราบว่ากระบวนการที่จะได้มาของน้ำมัน RSPO จะถูกตรวจสอบ มีการควบคุม และได้มาตรฐานอย่างดี ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้น่าจะสอดรับกับกฎหมาย EUDR

ประพิณ ลาวัลย์ประเสริฐ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

หากผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปาล์ม ได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการของ RSPO  ไม่ว่าจะอยู่ตรงห่วงโซ่จุดไหน และไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันปาล์ม ย่อมสามารถผลิตส่งออกไป EU ได้อย่างแน่นอน

ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด ยังกล่าวถึง แนวทางทำให้ราคาน้ำมัน RSPO ราคาดี และเกษตรกรไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO มากขึ้น ว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ หากจะให้สิทธิพิเศษบางอย่างกับเกษตรกร RSPO เช่น เวลาไปขายปาล์มที่โรงงาน มีช่องทางด่วนสามารถขายได้ก่อนโดยไม่ต้องรอคิว และควรมีแนวทางสนับสนุนให้คนไทยรู้จักและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำมัน RSPO เหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันปาล์ม RSPO ดีขึ้นอีก

ส่วน คุณวรรโณบล ควรอาจ Project Advisor GIZ Thailand  กล่าวตอนหนึ่งว่า GIZ เป็นตัวแทน EUDR Engagement Project ในประเทศไทย ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจให้กับภาครัฐ เอกชน จนถึงเกษตรกร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR

วรรโณบล ควรอาจ Project Advisor GIZ Thailand
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยกิจกรรมหลักของโครงการ มี 3 ขั้นตอน คือ ทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม นำการศึกษาที่ได้มาปรึกษาประเมินผลการศึกษา และสื่อสารไปยังกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงเกษตรกร ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนเตรียมข้อมูลและจะจัดให้มีการฝึกอบรมต่อไปในอนาคต

ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน นั้น  GIZ ต้องการให้ทาง RSPO เป็นผู้จัดการอบรมความรู้เกี่ยวกับ EUDR เนื่องจาก RSPO มีหลักเกณฑ์ต่างๆ เป็นมาตรฐานที่สามารถการันตีคุณภาพปาล์มน้ำมันตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจากสวนปาล์มไปจนถึงปลายน้ำ แม้ RSPO จะไม่ใช่ Green Lane สำหรับ EUDR ที่จะการันตีว่าสามารถนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายได้ทันที แต่สามารถทำให้ Risk Assessment ประเมินได้ง่ายขึ้น

และส่งผลให้สมาชิกของ RSPO ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือ SME สามารถเตรียมความพร้อมต่อกฎหมาย EUDR ง่ายขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปเตรียมอะไรใหม่ และเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่มีกฎหมาย EUDR เพราะเมื่อรวมกับมาตฐาน RSPO จะทำให้โอกาสของเกษตรกรรายย่อยดีขึ้น และอาจขยายตลาดใน EU ได้มากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม คุณวรรโณบล มองว่า การรับรู้ของผู้บริโภคเกี่ยวกับปาล์มน้ำมันยั่งยืนยังน้อยอยู่ จะทำอย่างไรให้ชื่อ RSPO เป็นที่ตระหนักและผู้บริโภคเลือกเป็นอันดับแรก เหมือนสินค้าโลว์คาร์บอน หรือ สินค้าออร์แกนิก ที่ผู้บริโภคทราบว่าควรเลือกเป็นอันดับต้นๆ

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ปลื้ม อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย พร้อมปรับตัว รับ EUDR ชี้ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เป็นเทรนด์โลกที่ต้องส่งเสริมความยั่งยืน

สมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณสมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดงานเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เมื่อเร็วๆนี้ ว่า สหภาพยุโรป ถือเป็นทุนที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดกติกาการค้าของโลก เป็นผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน “การเปลี่ยนผ่านสีเขียว”

สหภาพยุโรป นับเป็นผู้นำในการนำนโยบายต่างๆมาใช้ สาเหตุที่สหภาพยุโรป สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะมีการรวมตัวของกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญๆ 27 ประเทศ อำนาจต่อรอง อำนาจการค้า การลงทุน กับประเทศคู่ค้าต่างๆ จึงมีสูงมาก

กล่าวสำหรับ ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีการค้า-การลงทุน กับสหภาพยุโรปอยู่ในอันดับต้นๆ คือ สหภาพยุโรป ถือเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย การที่ไทยประสงค์จะค้าขายกับทางสหภาพยุโรป คงจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามมาตรการที่ทางสหภาพยุโรป ตั้งเป็นแนวทางเอาไว้

สมคิด ดำน้อย ผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร กรมวิชาการเกษตร
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
รศ.ดร.วีระภาศ คุณรัตนสิริ ภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สหภาพยุโรป มีการเชื่อมโยงเรื่องของการค้ายั่งยืนกับประเด็นอื่นๆ เมื่อก่อนเขาพูดเรื่องการค้ากับความถูกต้อง ตอนนี้มาเป็นเรื่องของการค้ายั่งยืนที่รวมไปถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่องแรงงาน เรื่องสิทธิมนุษยชน ประไทศไทย จำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้สามารถรักษาตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม เทรนด์ความยั่งยืน คงไม่ได้เกิดเฉพาะสหภาพยุโรป แต่อาจรวมถึงประเทศอื่นๆที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย อย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ”รองอธิบดีกรมยุโรป กล่าว

และว่า ไทย กับ สหภาพยุโรป มีความร่วมมือในเรื่อง “การเปลี่ยนผ่านสีเขียว” มาตั้งแต่ 2553 มีการเจรจาความตกลงว่าด้วยหุ้นส่วนความสมัครใจในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาลและการค้า เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของกฎหมายด้านผลิตภัณฑ์ไม้ สมัยก่อน หากสหภาพยุโรปจะนำเข้าสินค้าไม้จากไทย ต้องมีการตรวจสอบในแง่กฎหมาย แต่ปัจจุบันไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว แต่จะพิจารณาในเรื่องของความยั่งยืนด้วย

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด บรรยายพิเศษหัวข้อ ผลผลิตน้ำมันปาล์มไทยกับความต้องการของตลาดโลก
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยลงลึกว่า ผลผลิต อย่าง ยางพารา หรือ ปาล์มน้ำมัน ล็อตนั้นๆ มาจากป่าหรือแปลงที่มาจากแปลงที่มีความเสื่อมโทรม มาจากแปลงป่าที่มีการแปลงมาจากป่าที่สมบูรณ์แล้วมาแปลงเพื่อทำการเกษตร หรือไม่ กระทั่งปี 2566 สหภาพยุโรป จึงออกกฎหมาย EUDR  หรือกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป ซึ่งไม่ได้บังคับใช้กับสินค้าไม้เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ถั่วเหลือง เนื้อวัว โกโก้ กาแฟ ยาพารา และปาล์มน้ำมัน

กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้แล้ว แต่จะมีช่วงเปลี่ยนผ่านประมาณ 18 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 จึงเหลือเวลาอีกไม่มากนัก การจัดเสวนาในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างการรับรู้ และสร้างโอกาสได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้า สำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย

เวทีเสวนาหัวข้อ ”ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR”
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
เวทีเสวนาหัวข้อ ”ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR”
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“แม้การผลิตปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 75 จะเป็นการผลิตเพื่อในประเทศ แต่ถือว่าปาล์มน้ำมันเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสินค้าอื่นๆ เพราะไทย เป็นผู้ส่งออกปาล์มน้ำมัน อันดับ 3 ของโลก หรือคิดเป็นร้อยละ 3.8  รองจาก อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ฉะนั้นด้วยความสำคัญของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน การออกกฎหมาย EUDR ย่อมส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทยไม่มากก็น้อย”รองอธิบดีกรมยุโรป กล่าว

ก่อนบอกต่อ ที่ผ่านมา ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ มีโอกาสติดตามพูดคุยกับทางสหภาพยุโรปเป็นประจำ และมีข้อความที่ส่งไปอยู่ 2 เรื่อง สำคัญ

เรื่องแรก – EUDR จำเป็นต้องคำนึงถึงความพร้อมและผลกระทบกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะในส่วนของเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการรายย่อย เพราะการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น ควรต้องไปพร้อมกับความยั่งยืนของอาชีพ และวิถีชีวิตของชาวบ้านด้วย

เรื่องที่สอง –  EUDR เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ ไทย ไม่ได้ปฏิเสธกับการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับตัว ฉะนั้นสหภาพยุโรป ก็ควรต้องสนับสนุนเครื่องมือ และเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการรายย่อยด้วย

บรรยากาศการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
บรรยากาศการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สหภาพยุโรป ยืนยันเดินหน้า EUDR เพราะถือเป็นกฎหมายแล้ว แต่ไทย อาจมีข้อเสนอแนะ ความห่วงกังวล ที่สามารถส่งไปทางสหภาพยุโรป เพื่อจะได้นำไปรับใช้ในเรื่องของเครื่องมือและขั้นตอนรูปแบบมากยิ่งขึ้น แต่ถ้ามีผู้ไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมากก็อาจเกิดกการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต  แต่ขณะนี้ ในเมื่อยังเดินหน้าอยู่ ในส่วนของไทยคงต้องเตรียมความพร้อม รับทราบข้อมูล และร่วมมือกันไปก่อน”รองอธิบดีกรมยุโรป ระบุ

ก่อนทิ้งท้าย ปัจจุบันอาจยังมีบางภาคส่วนไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ EUDR จึงนับเป็นโอกาสดีที่ทาง RSPO ในฐานะที่เป็นองค์กรหลักเรื่องของการส่งเสริมความยั่งยืนของปาล์มน้ำมัน จัดงานสัมมนาประชาสัมพันธ์ความรู้ให้กับสมาชิก ตนรู้สึกยินดีที่เห็นภาคอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย แสดงความพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อเข้าสู่ในเรื่องของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกคนทราบดีว่าเป็นเทรนด์ของโลกที่จะต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน

รายงาน / ทีมข่าว TASPO