RSPO จัดอบรม การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ถ้าสมาชิกกลุ่มเกิดความเข้าใจและเห็นประโยชน์แล้ว ขอให้ช่วยกันในการขยายกลุ่ม คือ ช่วยกันเป็นกระบอกเสียง บอกกล่าวว่า RSPO มีประโยชน์อย่างไร มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างไร

ระหว่างวันที่ วันที่ 9-11 มิถุนายน 2567 องค์กรเจรจาระหว่างประเทศเพื่อปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO-Roundtable on Sustainable Palm Oil) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยมี คุณชวลิต วุฒิพงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (SOPEG) เป็นวิทยากรให้ความรู้กับเกษตรกร RSPO น้องใหม่ โดยมีตัวแทนกลุ่มเกษตรกร RSPO ที่ผ่านการประเมินใหม่ 5 กลุ่ม เข้าร่วมอบรม

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถ้าสมาชิกกลุ่มเกิดความเข้าใจและเห็นประโยชน์แล้ว ขอให้ช่วยกันในการขยายกลุ่ม คือ ช่วยกันเป็นกระบอกเสียง บอกกล่าวว่า RSPO มีประโยชน์อย่างไร มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างไร ต้องช่วยกันเพื่อให้กลุ่มยั่งยืน แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ สมาชิกต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ ช่วยกันขยายฐานสมาชิก และตัวสมาชิกต้องถือปฏิบัติตามมาตรฐาน ข้อกำหนดให้เคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินการของกลุ่มเป็นไปอย่างราบรื่น”คุณชวลิต กล่าวตอนหนึ่ง

ทั้งนี้ ตลอดทั้ง 3 วัน ของการอบรม มีการอบรมเรื่องการคำนวณรายรับ-จ่ายของกลุ่ม หลักการบริหารเงิน  และการถอดบทเรียนการบริหารกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระอย่างยั่งยืน โดยสมาชิกกลุ่มเกษตรกร RSPO รุ่นพี่ จากวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (SOPEG)  และวิสาหกิจชุมชนยูนิวานิช-ปลายพระยา มาร่วมแชร์ประสบการณ์ การออกแบบการบริหารกลุ่มกับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้ามาใหม่สมาชิก 10 กลุ่ม และยังมีการระดมความคิดเห็นจัดทำแผน เพื่อช่วยเสริมความเข็มแข็ง เติมอาวุธในการกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง แผนการบริหารจัดการกลุ่มให้ได้รับความรู้การจัดการสวน การเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน ซึ่งจะทำให้เกิดเกษตรกรสมาชิกในกลุ่มมีรายได้มากขึ้น และทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมียุทธศาสตร์การบริหารจัดการกลุ่มที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ผอ.ยุทธศาสตร์การค้า เปรียบ มาตรฐาน RSPO เหมือน “เข็มทิศ” นำทางปาล์มน้ำมันไทยสู่อนาคตยั่งยืน

©TASPO/ปรวิทย์ ยศถา

การผลิตน้ำมันปาล์ม “แบบดั้งเดิม” มักเผชิญกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า มลพิษทางอากาศ และปัญหาทางสังคม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชน ดังนั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ได้ตามมาตรฐานสากล

เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ https://tpso.go.th/ ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค.กระทรวงพาณิชย์ ระบุคำให้สัมภาษณ์จาก นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เกี่ยวกับการปรับตัวสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ไว้อย่างน่าสนใจ

โดย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ให้ข้อมูลตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้าง ผู้บริโภคทั่วโลกต่างตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น การปรับตัวสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค เป็นต้น จึงมีบทบาทต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่ง ปาล์มน้ำมัน นับเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยไทย มีผลผลิตปาล์มน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ของโลก มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 4.49 ของผลผลิตปาล์มโลก รองจากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 60.49 และ 21.79 ตามลำดับ ไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มประมาณ 6 ล้านไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มกว่า 4 แสนครัวเรือน

ข้อมูลปี 2566 พบว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยมีจำนวน 18.27 ล้านตัน และสามารถผลิตเป็นน้ำมันปาล์มได้ 3.33 ล้านตัน โดยมีสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์ม แบ่งเป็น การใช้ในประเทศ เพื่อการบริโภคและใช้เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ร้อยละ 67.56 สำหรับส่งออก ร้อยละ 24.64 ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อินเดีย (ร้อยละ 86.78) เมียนมา (ร้อยละ 9.24) เคนยา (ร้อยละ 2.05) และจีน (ร้อยละ 0.70) ตามลำดับ และเป็นสต็อกในประเทศ ร้อยละ 7.80 

ซึ่งการผลิตน้ำมันปาล์ม “แบบดั้งเดิม” มักเผชิญกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า มลพิษทางอากาศ และปัญหาทางสังคม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชน ดังนั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ได้ตามมาตรฐานสากล

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรฐาน Roundtable on Sustainable Palm Oil หรือ RSPO เป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากที่สุด เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเติบโตและการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่ผ่านมาตรฐานสากลที่น่าเชื่อถือ สอดรับกับแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) เน้นความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

©TASPO

ทั้งยังจะมีบทบาทเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกฎเกณฑ์การค้าโลกที่มีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น สหภาพยุโรป (EU) กำหนดกฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) ที่ครอบคลุมสินค้าปาล์มน้ำมัน กำหนดให้ผลผลิตของสินค้าต้องไม่มาจากการบุกรุกพื้นที่ป่า และมีกระบวนการผลิตที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น

กล่าวสำหรับมาตรฐาน RSPO ในประเทศไทย นั้น ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า จากข้อมูลเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืน รายงานว่า เดือนมีนาคม 2567 ไทยมีสมาชิกผู้ปลูกปาล์มน้ำมันตามมาตรฐาน RSPO รวม 87 กลุ่ม ประกอบด้วย เกษตรกรรายย่อยอิสระ 83 กลุ่ม และรายใหญ่ (ที่มีสวนและโรงงาน) 4 กลุ่ม โดยสมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO จำนวน 25 กลุ่ม 9,261 ราย พื้นที่ได้รับการรับรอง 326,718.75 ไร่ คิดเป็นเพียงร้อยละ 5.12 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อย 246,902.44 ไร่ และบริษัทที่มีโรงสกัดน้ำมันปาล์ม 79,816.31 ไร่

“มาตรฐาน RSPO เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางสู่อนาคตที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทย ที่มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการผลิตน้ำมันปาล์มที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าว

และเผยทิ้งท้าย หากผู้ประกอบการมีความพร้อมในการตรวจสอบและยืนยันที่มาของผลิตภัณฑ์ ผ่านการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ การรวมกลุ่ม และด้านเงินทุน จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ก็จะเป็นโอกาสในการผลิตปาล์มที่มีคุณภาพตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในโลกปัจจุบัน รวมทั้งเป็นโอกาสในการรักษาความสามารถทางการแข่งขัน เพิ่มส่วนแบ่งการตลาด และการขยายสู่ตลาดใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

ประธานสภาอุตฯ ปาล์ม ชี้ ไทยต้องเร่งหาเจ้าภาพรับ EUDR เผย ความยั่งยืน คือ ดีมานด์ตลาดโลกวันนี้

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

EUDR ไม่ได้มีผลกระทบแค่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เพราะไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตร มีผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องเกี่ยวข้องกับ EUDR หลายส่วนมาก ทั้ง ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน

ตามที่สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศมาตรการกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EU Deforestation Regulation หรือเรียกง่ายๆเข้าใจตรงกันว่า “กฎหมาย EUDR” ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมกลุ่มสินค้าที่มีส่วนในการทำลายป่า โดยมีวัตถุประสงค์ห้ามการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าเข้าสู่ตลาดของสหภาพยุโรป

สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบ จาก EUDR นั้น มี 7 ประเภท ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เนื้อวัว ไม้ โกโก้ กาแฟ และถั่วเหลือง รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ผลิตจากสินค้าเหล่านี้ เช่น ช็อกโกแลต เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ถ่าน และสินค้าที่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบ

ส่วนช่วงวลาการใช้ EUDR นั้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2567 โดยมีผลในทางปฏิบัติ 18-24 เดือน หลังการบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อโฟกัสไปที่ “การส่งออกปาล์มน้ำมัน”ของไทยไปยังตลาด EU พบตัวเลขน่าสนใจ ระบุว่า ปี 2565 มีมูลค่า 22.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออก น้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันเมล็ดในปาล์ม น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม (กรดไขมันและแอลกอฮอล์ไขมัน)

ซึ่งประเทศที่ไทยส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มไป ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน อิตาลี กรีซ ฝรั่งเศส โปแลนด์ สเปน และสวีเดน

“ส่วนตัวเชื่อว่า EUDR เป็นนโยบายของจริง เกิดขึ้นจริงแล้ว และจะดำเนินต่อไปอย่างจริงจัง”

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย แสดงความเห็นประเด็น EUDR กับทีมข่าว TASPO ไว้อย่างนั้น

ก่อนฉายภาพ “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย” ให้เข้าใจมากขึ้น

“ตัวเลขการผลิตเพื่อส่งออกอยูที่ 1 ใน 3 ของประเทศ และส่งไปหลายที่ไม่ใช่แค่ยุโรป อย่าง ส่งไปอินเดีย ส่งไปจีน และถ้า 2 ประเทศนี้ส่งต่อไปยุโรป ทางยุโรปก็จะตรวจสอบจากต้นทางแหล่งผลิตจริงๆ ซึ่งไทย เอง ย่อมจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจาก EUDR  ส่วนระดับอุตสาหกรรมนั้น ได้รับผลกระทบทางตรงอยู่แล้ว”

ถามว่าประเทศไทย มีความพร้อมมาก-น้อย แค่ไหน ประเด็นนี้ คุณศาณินทร์ ยิ้มน้อยๆ ก่อนบอก

“ไทย ยังอยู่ในขั้นตอนแห่งการทำความเข้าใจว่าคืออะไรกันแน่ แล้วได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ต้องปรับตัวยังไง ต้องทำอะไร พูดตรงๆ คือ ไทยเพิ่งอยู่ใน Stage แรกๆ ของเรื่อง EUDR”

แล้วทิศทางเกี่ยวกับ EUDR วงการปาล์มน้ำมันไทย ควรไปต่ออย่างไร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แสดงทัศนะว่า เรื่องนี้ไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างตึงในเรื่องของเวลา แต่หากจะทำให้ทัน ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องมานั่งคุยกันจริงจัง กำหนดผู้รับผิดชอบโดยตรง กำหนด Action Plan เป้าหมายให้ชัด และมีหน่วยงานติดตามว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับการปฏิบัติตามเวลาที่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร

“EUDR ไม่ได้มีผลกระทบแค่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เพราะไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตร มีผลผลิตทางการเกษตรหลายตัวที่ต้องมาเกี่ยวของกับ EUDR หลายส่วนมาก ทั้ง ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน”

“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกคนอาจเพิ่งเริ่มรู้จัก เหมือนเห็ดเพิ่งเกิดเป็นดอกแต่ยังไม่มาลงตะกร้าร่วมกัน ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วใครต้องทำอะไร แต่ต่อไปเมื่ออุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ตื่นตัว ตระหนักว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ ก็จะเข้ากระบวนการเอง เพียงแต่ ณ วันนี้ เรื่องที่ต้องช่วยกัน คือทำให้คนรู้ แล้วมีเจ้าภาพเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน น่าจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญสุด”คุณศาณินทร์ อธิบาย

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ถ้าไทย “ตกขบวน” EUDR จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเราบ้าง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ให้ฟังว่า ในเชิงการค้า โอกาสประเทศเราย่อมจะน้อยลง เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือที่ไหนก็ตาม ต่างให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนและต้องการผลักดัน โดยผ่านกระบวนการการออกนโยบายขอความร่วมมือหรือเป็นกึ่งๆบังคับ ในโลกของคนที่จะเริ่มค้าขายกันต้องทำอะไรบ้าง นั่นหมายความว่า หากเราตกขบวน แปลว่าทำตามเขาไม่ทัน เราก็จะไม่เป็นตัวเลือกหนึ่งของเขา เขาจะไปหาประเทศที่สามารถทำได้ตามข้อกำหนดที่เขาต้องการ

ส่วนในมุมของประเทศเราเอง ถ้าไม่เริ่มเซ็ตกระบวนการแบบนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่าอาจจะเกิดการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อไปปลูกพืชเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปาล์มหรือตัวไหนก็ตาม แปลว่าเราไม่สามารถควบคุม หรือกำกับดูแลในเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าในประเทศได้ เลยคิดว่าการเริ่มต้นทำในเรื่องนี้ดีทั้งกับตัวเอง และดีทั้งการการค้าขายไปต่างประเทศด้วย

“ในอนาคตการค้าขาย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องมีของคุณภาพดี ราคาเหมาะสม แต่เป็นเรื่องของอื่นๆ โดยเฉพาะ ความยั่งยืน เดี๋ยวนี้พูดถึงการค้าขายโดยเฉพาะในตลาดโลก คำถามแรก ไม่ใช่ถามเรื่องคุณภาพและราคา ส่วนใหญ่เขาจะรู้แล้วว่าคุณมีของประมาณนี้ แต่คุณได้ดูแลเรื่องความยั่งยืน มากน้อยแค่ไหน” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าว

ก่อนฝากในประเด็นที่เขาตั้งคำถามไว้ อะไรคือสิ่งที่เราจะทำให้เกิดความมั่นคงในอนาคต

คุณศาณินทร์ บอก สิ่งแรก คือ ควรทำความเข้าใจกับ นโยบาย กฎหมาย ข้อบังคับ หรือเทรนด์ของโลก ว่าไปทางไหน จากนั้นจึงต้องพิสูจน์ตัวเอง เมื่อเขาต้องการแบบนี้ แล้วเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเขา เนื่องจากในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ จะมีห่วงโซ่อุปทาน ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาอาจต่างคนต่างทำได้ แต่เรื่องความยั่งยืน ต้องทำด้วยกันทั้งห่วงโซ่

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ยกตัวอย่าง เราเป็นคนดี แต่เพื่อนเราที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่เป็นคนส่งมอบวัตถุดิบมาให้เรา สมมติว่าเขาทำไม่ดี ผลิตภัณฑ์ของเราก็ถือว่าอยู่ในห่วงโซ่ไม่ดี สิ่งที่ผู้ซื้อทำได้ง่ายที่สุด คือ ไม่ซื้อของจากเรา เพื่อไม่ให้เราไปซื้อจากเด็กไม่ดี เป็นต้น

“ถ้าจะทำให้เกิดความยั่งยืนได้จริงๆ ตลอดทั้งห่วงโซ่ ต้องร่วมมือกัน เราต้องช่วยเพื่อน เพื่อนต้องช่วยเรา ใครเก่งเรื่องไหนก็ไปช่วยเพื่อนเพื่ออุ้มให้ทั้งโครงสร้างมีความยั่งยืนมากขึ้น” คุณศาณินทร์ บอกจริงจัง

ก่อนทิ้งท้ายไว้น่าสนใจ

“นับจากนี้การทำเรื่อง Sustainability จะไม่ใช่แค่ใบเซอร์ จะไม่ใช่แค่กระดาษ อีกต่อไป แต่ต้องปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติบางอย่างที่จะสร้างความยั่งยืนได้จริง ให้กับอุตสาหกรรม ให้กับสังคม ให้กับสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้กับโลกใบนี้ด้วย”

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สัมมนาออนไลน์ BSI Thailand “การท้าทายและโอกาสของธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมันต่อกฎระเบียบ EUDR”

ชวน-เตรียมความพร้อมรับ EUDR!

พบกับฟรีสัมมนาออนไลน์ ของ BSI Thailand “การท้าทายและโอกาสของธุรกิจที่ผลิตผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมันต่อกฎระเบียบ EUDR”
.
ก่อน EUDR จะเริ่มมีผลในทางปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 จึงขอประชาสัมพันธ์มาร่วมรับฟังการบรรยายกับเราเพื่อเตรียมความพร้อมและปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ EUDR

ผู้ประกอบการที่ทำระบบมาตรฐาน RSPO ต้องเตรียมตัว และปรับตัวอย่างไร

ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ทำระบบมาตรฐาน RSPO ต้องเริ่มต้นอย่างไร

สามารถเข้าร่วมผ่าน Zoom ลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/4ctMqOe
ติดตามสัมมนาอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ https://bit.ly/3Da34kJ

กระทรวงเกษตรฯ หารือร่วมกับ RSPO มุ่งส่งเสริมยกระดับมาตรฐานปาล์มน้ำมันไทย

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรก บนเว็บไซต์ thaigov.go.th

ภาพจาก thaigov.go.th

กระทรวงเกษตรฯ หารือร่วมกับ RSPO มุ่งส่งเสริมยกระดับมาตรฐานปาล์มน้ำมันไทย

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ Ms. Su Ming Chuah , Head of Government Affairs-Asia Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) พร้อมด้วย ดร. บุรินทร์ สุขพิศาล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับการหารือในวันนี้ ประเทศไทยนับเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับสามของโลก การพัฒนาศักยภาพเพื่อให้ได้การรับรองน้ำมันปาล์มยั่งยืนเป็นเรื่องที่สำคัญ รวมถึงการมีเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืน จะเป็นการส่งเสริมและผลักดันทั้งระบบห่วงโซ่การผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขี้น และจะเพิ่มความเชื่อมั่นในการผลิตปาล์มน้ำมันและเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยินดีสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับ RSPO พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานเพื่อขับเคลื่อนด้านปาล์มน้ำมันของไทยให้ได้ตามมาตรฐาน RSPO โดยเป็นที่ยอมรับในตลาดสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดโอกาสสำหรับตลาดใหม่ของน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์แปรรูปด้วย 

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอให้ RSPO ให้การสนับสนุนในการขับเคลื่อนเพื่อเชื่อมโยงตลาด และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน RSPO ที่มีราคาดีกว่าน้ำมันปาล์มทั่วไป รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต

“คนปลายน้ำ” มั่นใจ ปาล์ม RSPO ไม่ว่าห่วงโซ่ไหน ส่งออกไปตลาด EU ได้แน่นอน

การเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR” ในการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO  เพราะทราบว่ากระบวนการที่จะได้มาของน้ำมัน RSPO จะถูกตรวจสอบ มีการควบคุม และได้มาตรฐานอย่างดี ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้น่าจะสอดรับกับกฎหมาย EUDR

จากการเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญ   ในการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

คุณวันสาด ศรีสุวรรณ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึงปัญหาข้อกังวลใจที่อาจเกิดขึ้นและทำให้ปาล์มน้ำมันไทยติดข้อกำหนดของ EUDR ว่า เรื่องปัญหาการบุกรุกทำลายป่าเพื่อเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มในปัจจุบันนั้นแทบไม่มีแล้ว พื้นที่ปลูกปาล์มส่วนมาก คือ พื้นที่เกษตรเดิม อย่าง ข้าว ยางพารา ส่วนปัญหาการใช้แรงงานเด็กนั้นไม่มีอย่างแน่นอน คนงานเป็นแรงงานต่างด้าวเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

วันสาด ศรีสุวรรณ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

หากสิ่งที่ยังอาจเป็นข้อจำกัดอยู่คือ เรื่องลานเท การซื้อลูกร่วง จนทำให้น้ำมันปาล์มไม่ได้คุณภาพ ซึ่งปัญหานี้ต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับลานเท เกษตรกร และโรงงานที่รับซื้อต่อไป อย่างไรก็ตาม ปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนเพื่อทำความเข้าใจ และจำกัดข้อด้อยในการทำงานเป็นทีมของคนไทย ที่อาจยังไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร

ด้าน คุณประพิณ ลาวัลย์ประเสริฐ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทเปรียบเหมือน “คนปลายน้ำ” การเข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO  เพราะทราบว่ากระบวนการที่จะได้มาของน้ำมัน RSPO จะถูกตรวจสอบ มีการควบคุม และได้มาตรฐานอย่างดี ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้น่าจะสอดรับกับกฎหมาย EUDR

ประพิณ ลาวัลย์ประเสริฐ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

หากผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปาล์ม ได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการของ RSPO  ไม่ว่าจะอยู่ตรงห่วงโซ่จุดไหน และไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันปาล์ม ย่อมสามารถผลิตส่งออกไป EU ได้อย่างแน่นอน

ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด ยังกล่าวถึง แนวทางทำให้ราคาน้ำมัน RSPO ราคาดี และเกษตรกรไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO มากขึ้น ว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ หากจะให้สิทธิพิเศษบางอย่างกับเกษตรกร RSPO เช่น เวลาไปขายปาล์มที่โรงงาน มีช่องทางด่วนสามารถขายได้ก่อนโดยไม่ต้องรอคิว และควรมีแนวทางสนับสนุนให้คนไทยรู้จักและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำมัน RSPO เหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันปาล์ม RSPO ดีขึ้นอีก

ส่วน คุณวรรโณบล ควรอาจ Project Advisor GIZ Thailand  กล่าวตอนหนึ่งว่า GIZ เป็นตัวแทน EUDR Engagement Project ในประเทศไทย ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจให้กับภาครัฐ เอกชน จนถึงเกษตรกร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR

วรรโณบล ควรอาจ Project Advisor GIZ Thailand
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยกิจกรรมหลักของโครงการ มี 3 ขั้นตอน คือ ทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม นำการศึกษาที่ได้มาปรึกษาประเมินผลการศึกษา และสื่อสารไปยังกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงเกษตรกร ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนเตรียมข้อมูลและจะจัดให้มีการฝึกอบรมต่อไปในอนาคต

ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน นั้น  GIZ ต้องการให้ทาง RSPO เป็นผู้จัดการอบรมความรู้เกี่ยวกับ EUDR เนื่องจาก RSPO มีหลักเกณฑ์ต่างๆ เป็นมาตรฐานที่สามารถการันตีคุณภาพปาล์มน้ำมันตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจากสวนปาล์มไปจนถึงปลายน้ำ แม้ RSPO จะไม่ใช่ Green Lane สำหรับ EUDR ที่จะการันตีว่าสามารถนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายได้ทันที แต่สามารถทำให้ Risk Assessment ประเมินได้ง่ายขึ้น

และส่งผลให้สมาชิกของ RSPO ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือ SME สามารถเตรียมความพร้อมต่อกฎหมาย EUDR ง่ายขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปเตรียมอะไรใหม่ และเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่มีกฎหมาย EUDR เพราะเมื่อรวมกับมาตฐาน RSPO จะทำให้โอกาสของเกษตรกรรายย่อยดีขึ้น และอาจขยายตลาดใน EU ได้มากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม คุณวรรโณบล มองว่า การรับรู้ของผู้บริโภคเกี่ยวกับปาล์มน้ำมันยั่งยืนยังน้อยอยู่ จะทำอย่างไรให้ชื่อ RSPO เป็นที่ตระหนักและผู้บริโภคเลือกเป็นอันดับแรก เหมือนสินค้าโลว์คาร์บอน หรือ สินค้าออร์แกนิก ที่ผู้บริโภคทราบว่าควรเลือกเป็นอันดับต้นๆ

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ปลื้ม อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย พร้อมปรับตัว รับ EUDR ชี้ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เป็นเทรนด์โลกที่ต้องส่งเสริมความยั่งยืน

สมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณสมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดงานเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เมื่อเร็วๆนี้ ว่า สหภาพยุโรป ถือเป็นทุนที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดกติกาการค้าของโลก เป็นผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน “การเปลี่ยนผ่านสีเขียว”

สหภาพยุโรป นับเป็นผู้นำในการนำนโยบายต่างๆมาใช้ สาเหตุที่สหภาพยุโรป สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะมีการรวมตัวของกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญๆ 27 ประเทศ อำนาจต่อรอง อำนาจการค้า การลงทุน กับประเทศคู่ค้าต่างๆ จึงมีสูงมาก

กล่าวสำหรับ ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีการค้า-การลงทุน กับสหภาพยุโรปอยู่ในอันดับต้นๆ คือ สหภาพยุโรป ถือเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย การที่ไทยประสงค์จะค้าขายกับทางสหภาพยุโรป คงจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามมาตรการที่ทางสหภาพยุโรป ตั้งเป็นแนวทางเอาไว้

สมคิด ดำน้อย ผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร กรมวิชาการเกษตร
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
รศ.ดร.วีระภาศ คุณรัตนสิริ ภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สหภาพยุโรป มีการเชื่อมโยงเรื่องของการค้ายั่งยืนกับประเด็นอื่นๆ เมื่อก่อนเขาพูดเรื่องการค้ากับความถูกต้อง ตอนนี้มาเป็นเรื่องของการค้ายั่งยืนที่รวมไปถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่องแรงงาน เรื่องสิทธิมนุษยชน ประไทศไทย จำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้สามารถรักษาตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม เทรนด์ความยั่งยืน คงไม่ได้เกิดเฉพาะสหภาพยุโรป แต่อาจรวมถึงประเทศอื่นๆที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย อย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ”รองอธิบดีกรมยุโรป กล่าว

และว่า ไทย กับ สหภาพยุโรป มีความร่วมมือในเรื่อง “การเปลี่ยนผ่านสีเขียว” มาตั้งแต่ 2553 มีการเจรจาความตกลงว่าด้วยหุ้นส่วนความสมัครใจในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาลและการค้า เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของกฎหมายด้านผลิตภัณฑ์ไม้ สมัยก่อน หากสหภาพยุโรปจะนำเข้าสินค้าไม้จากไทย ต้องมีการตรวจสอบในแง่กฎหมาย แต่ปัจจุบันไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว แต่จะพิจารณาในเรื่องของความยั่งยืนด้วย

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด บรรยายพิเศษหัวข้อ ผลผลิตน้ำมันปาล์มไทยกับความต้องการของตลาดโลก
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยลงลึกว่า ผลผลิต อย่าง ยางพารา หรือ ปาล์มน้ำมัน ล็อตนั้นๆ มาจากป่าหรือแปลงที่มาจากแปลงที่มีความเสื่อมโทรม มาจากแปลงป่าที่มีการแปลงมาจากป่าที่สมบูรณ์แล้วมาแปลงเพื่อทำการเกษตร หรือไม่ กระทั่งปี 2566 สหภาพยุโรป จึงออกกฎหมาย EUDR  หรือกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป ซึ่งไม่ได้บังคับใช้กับสินค้าไม้เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ถั่วเหลือง เนื้อวัว โกโก้ กาแฟ ยาพารา และปาล์มน้ำมัน

กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้แล้ว แต่จะมีช่วงเปลี่ยนผ่านประมาณ 18 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 จึงเหลือเวลาอีกไม่มากนัก การจัดเสวนาในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างการรับรู้ และสร้างโอกาสได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้า สำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย

เวทีเสวนาหัวข้อ ”ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR”
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
เวทีเสวนาหัวข้อ ”ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR”
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“แม้การผลิตปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 75 จะเป็นการผลิตเพื่อในประเทศ แต่ถือว่าปาล์มน้ำมันเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสินค้าอื่นๆ เพราะไทย เป็นผู้ส่งออกปาล์มน้ำมัน อันดับ 3 ของโลก หรือคิดเป็นร้อยละ 3.8  รองจาก อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ฉะนั้นด้วยความสำคัญของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน การออกกฎหมาย EUDR ย่อมส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทยไม่มากก็น้อย”รองอธิบดีกรมยุโรป กล่าว

ก่อนบอกต่อ ที่ผ่านมา ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ มีโอกาสติดตามพูดคุยกับทางสหภาพยุโรปเป็นประจำ และมีข้อความที่ส่งไปอยู่ 2 เรื่อง สำคัญ

เรื่องแรก – EUDR จำเป็นต้องคำนึงถึงความพร้อมและผลกระทบกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะในส่วนของเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการรายย่อย เพราะการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น ควรต้องไปพร้อมกับความยั่งยืนของอาชีพ และวิถีชีวิตของชาวบ้านด้วย

เรื่องที่สอง –  EUDR เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ ไทย ไม่ได้ปฏิเสธกับการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับตัว ฉะนั้นสหภาพยุโรป ก็ควรต้องสนับสนุนเครื่องมือ และเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการรายย่อยด้วย

บรรยากาศการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
บรรยากาศการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สหภาพยุโรป ยืนยันเดินหน้า EUDR เพราะถือเป็นกฎหมายแล้ว แต่ไทย อาจมีข้อเสนอแนะ ความห่วงกังวล ที่สามารถส่งไปทางสหภาพยุโรป เพื่อจะได้นำไปรับใช้ในเรื่องของเครื่องมือและขั้นตอนรูปแบบมากยิ่งขึ้น แต่ถ้ามีผู้ไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมากก็อาจเกิดกการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต  แต่ขณะนี้ ในเมื่อยังเดินหน้าอยู่ ในส่วนของไทยคงต้องเตรียมความพร้อม รับทราบข้อมูล และร่วมมือกันไปก่อน”รองอธิบดีกรมยุโรป ระบุ

ก่อนทิ้งท้าย ปัจจุบันอาจยังมีบางภาคส่วนไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ EUDR จึงนับเป็นโอกาสดีที่ทาง RSPO ในฐานะที่เป็นองค์กรหลักเรื่องของการส่งเสริมความยั่งยืนของปาล์มน้ำมัน จัดงานสัมมนาประชาสัมพันธ์ความรู้ให้กับสมาชิก ตนรู้สึกยินดีที่เห็นภาคอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย แสดงความพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อเข้าสู่ในเรื่องของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกคนทราบดีว่าเป็นเทรนด์ของโลกที่จะต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

RSPO ส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันคุณภาพผลผลิตต่อไร่สูง สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรก บนเว็บไซต์ เทคโนโลยีชาวบ้าน

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ปาล์มน้ำมันถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เพราะไทยเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยในบรรดาผู้นำระดับโลกด้านการผลิตน้ำมันปาล์มนั้น ประเทศไทยมีตำแหน่งที่ไม่เหมือนใคร สิ่งที่ทำให้มีความแตกต่างนั้น เกิดจากการที่เกษตรกรรายย่อย มีบทบาทสำคัญในขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งเกษตรกรรายย่อยนับเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของประเทศ มีผู้ปลูกปาล์มรายย่อยคิดเป็นร้อยละ 70 เปอร์เซ็นต์ ของการผลิตน้ำมันปาล์ม ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกในโลก ที่มีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองจาก RSPO 4 กลุ่ม ในปี 2555 เมื่อมาถึงวันนี้ ในปี 2566 ทั้ง 4 กลุ่ม ได้เติบโตจนมีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่ผ่านการรับรองกว่า 80 กลุ่ม ใน 6 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง และ ชลบุรี

รศ.ดร สุธัญญา ทองรักษ์ นักวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า การพัฒนาเกษตรกรรายไปสู่มาตรฐาน RSPO ของประเทศไทย มีสมาชิกมากกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ เมื่อเข้ามาสู่การรับรองมาตรฐานของ RSPO เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้ช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ปาล์มน้ำมันของประเทศไทยจะต้องเจอสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือเผชิญกับราคาตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกปาล์มน้ำมันก็มีการพัฒนาอยู่เสมอจนได้ผลผลิตที่ดี

“จากการประเมินผลงานวิจัยออกมาค่อนข้างน่าสนใจมาก ซึ่งเกษตรกรที่เข้ามารวมกลุ่มของ RSPO ออกมาค่อนข้างดี เนื่องจากปัญหาของเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากในประเทศไทย มีพื้นที่ต่ำกว่า 50 ไร่ ส่วนใหญ่ปัญหาของเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ คือเริ่มตั้งแต่ขาดความรู้ ขาดความเชื่อมโยงทางการตลาด ต่างคนต่างทำ เพราะฉะนั้นก็จะลงมือทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่เมื่อเข้าสู่การรวมกลุ่มและทำมาตรฐาน RSPO เกษตรกรได้ประโยชน์มาก ปัญหาเรื่องความรู้ก็ได้รับการแก้ไข ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวโยงกับอาชีพมากขึ้น เห็นแนวทางปรับปรุงสวนของตนเอง ปัญหาหลายเรื่องก็ถูกแก้ด้วยกระบวนการกลุ่ม ทำให้เกษตรกรนำสิ่งที่กลุ่มหรือทีมวิทยากรแนะนำไปปฏิบัติ” รศ.ดร สุธัญญา กล่าว

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ด้าน คุณเกื้อกูล เสี่ยงแทน ผู้จัดการกลุ่มยูนิวานิช-ปลายพระยา กล่าวว่า จากการที่ได้เข้าร่วมกลุ่มเป็น 1 ใน 4 กลุ่มแรก เมื่อ 11 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO เมื่อปี 2555 จากเดิมที่มีการปลูกปาล์มแบบผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการปลูกปาล์มมากนัก ทำให้ผลผลิตต่อไร่ไม่ได้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่เมื่อมีพี่เลี้ยงอย่าง RSPO เข้ามาดูแลในเรื่องของการปลูกที่มีระบบและเป็นแนวทางมากขึ้น จึงทำให้เห็นว่าการทำสวนปาล์มที่ดีควรทำอย่างไร และมองเห็นถึงความยั่งยืนของการสร้างรายได้จากอาชีพนี้มากขึ้น

“เมื่อมีการรวมกลุ่ม RSPO กลุ่มก็นำความรู้ที่ได้มาเสริมความสามารถมากขึ้น เพราะเราได้ทั้งทักษะวิชาการต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่เข้ามาอบรม จากนั้นทางกลุ่มจึงได้ต่อยอดการผลิตได้เป็นอย่างดี ทำให้กลุ่มยกระดับมากขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่งว่าจะทำสวนปาล์มโดยที่มีองค์ความรู้ มีความเข้าใจมากขึ้น จะขอเชิญชวนสมาชิกที่กำลังเข้าสู่มาตรฐาน RSPO เข้ามารวมกลุ่มกัน เพื่อที่เราจะสร้างมาตรฐานใหม่ เราไม่ต้องทำสวนแบบตัวใครตัวมัน แต่เราสามารถทำสวนปาล์มที่มีมาตรฐานเดียวกันไปสู่ความั่งยืน” คุณเกื้อกูล กล่าว

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

จากความสำเร็จของ RSPO จึงถือเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันมีชีวิตที่ดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัดเหมือนอย่างเช่น คุณโสฬส เดชมณี ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งตำบลศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากเกษตรกรผู้ที่ปลูกปาล์มน้ำมันแบบไม่มีหลักการมากนัก ทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องของการผลิตเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้นอกจากจะไม่ได้คุณภาพแล้ว ในเรื่องของปริมาณต่อไร่ก็ลดลงเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

หลังจากที่มีเพื่อนเกษตรกรชักชวนให้เป็นสมาชิกกลุ่ม RSPO ของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มยั่งยืนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำให้หลังจากที่เป็นสมาชิกและผ่านการเข้าอบรมอย่างต่อเนื่อง คุณโสฬสได้รับองค์ความรู้ในเรื่องของการปลูกปาล์มในทุกด้าน จนมีหลักการผลิตที่ถูกต้องมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนนั้นเป็นยุคแรก ๆ ที่ผมเข้าร่วมของ RSPO ผมได้รับการอบรมต่อเนื่องและบ่อยมาก เพราะ RSPO ให้ความรู้แก่เกษตรกรในทุก ๆ ด้าน ที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนด RSPO ซึ่งในเนื้อหาเหล่านั้น มีเรื่องการจัดการสวนปาล์ม เมื่อเข้าไปอบรม ผมพยายามศึกษาและจับหลักว่าหลักของการผลิตปาล์มให้ได้ผลผลิตดี คืออะไร การที่เราจะนำมาใช้และปรับให้เข้ากับพื้นที่ของเรา มันเป็นเรื่องของหน้างานต่าง ๆ ที่จะต้องปรับ จึงทำให้การผลิตปาล์มของผมมีคุณภาพและปริมาณต่อไร่สูงตามไปด้วย” คุณโสฬส กล่าว

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

จากความมุ่งมั่นและความตั้งใจของ RSPO ที่ต้องการให้การผลิตปาล์มน้ำมันมีความยั่งยืน และผลผลิตได้คุณภาพและปริมาณต่อไร่สูงนี้เอง จึงทำให้ปัจจุบันการพัฒนาของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่เข้าร่วมกลุ่ม RSPO ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เกษตรกรที่เข้าร่วมกับ RSPO ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่มีจำนวนถึง 84 กลุ่ม โดยกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับมาตรฐาน RSPO จำนวน 21 กลุ่ม 6,814 คน มีพื้นที่ที่ได้รับการรับรอง 265,377.56 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 4.36 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งหมดของประเทศไทย

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

TEI ร่วมผลักดันและหนุนเสริมเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil (TASPO)

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรก บนเว็บไซต์ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)

ภาพจาก มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)

เปิดตัวหนังสือ “การเดินทางของปาล์มน้ำมันไทยสู่ความยั่งยืน” เพื่อนำประเทศไทยสู่ผู้นำปาล์มน้ำมันยั่งยืนต่อไป

18 สิงหาคม 2566 เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil (TASPO) จัดงานเปิดตัวหนังสือ “การเดินทางของปาล์มน้ำมันไทยสู่ความยั่งยืน” ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายฟรานซิลโก นารันโจ ผู้อำนวยการด้านเทคนิค RSPO เป็นประธานเปิดงาน คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และคุณอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ร่วมกล่าวแสดงความยินดีในพิธีเปิดตัวหนังสือ พร้อมมีการบรรยายภาพสะท้อนน้ำมันปาล์มไทย น้ำมันปาล์มโลก และการเสวนาว่าด้วยเรื่อง “การเดินทางของ RSPO ในประเทศไทย”  

ซึ่ง TEI ได้มีส่วนในการริเริ่มของการรวมตัวก่อตั้งเครือข่ายฯ แรกของประเทศไทย และเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำหนังสือ ซึ่งจะได้ร่วมกันส่งต่อเพื่อเผยแพร่ นำไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนเกิดความรู้ความเข้าใจ อันจะเป็นการเพิ่มโอกาสและพื้นที่ในการแลกเปลี่ยน สนับสนุน และส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันและการบริโภคน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องให้เกิดความเชื่อมโยง และสนับสนุนความรู้ เทคโนโลยีการจัดการ และสิทธิประโยชน์ในการซื้อและขายระหว่างจากสมาชิกเครือข่าย และให้ผู้บริโภค ให้มีมีความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตปาล์มน้ำมันและเป็นที่ยอมรับของสากลตามมาตรฐาน RSPO และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐานมากขึ้นในอนาคต ในฐานะเลขานุการเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทยต่อไป 

ภาพจาก มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)

eBook การเดินทางของปาล์มน้ำมันไทยสู่ความยั่งยืน

ปาล์มสุราษฎร์ฯ รุก RSPO ขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มรายได้

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรก บนเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ

ภาพจาก ประชาชาติธุรกิจ

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับ 3 ของโลก รองจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานีระบุว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดอันดับ 1 ของประเทศรวมกว่า 1.3 ล้านไร่ มีโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันกว่า 36 โรงงาน

คาดว่ามีผลผลิตปาล์มน้ำมันเฉลี่ย 4 ล้านตัน/ปี ขณะเดียวกัน ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังรวมตัวกันผลักดันทำมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) เพื่อนำไปสู่การทำเกษตรแบบยั่งยืนและสามารถสร้างรายได้โดยการกักเก็บก๊าซ CO2 เพื่อขายคาร์บอน

“สุรเดช ทองมาก” เกษตรอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี และ “ทองหล่อ ปานบำรุง” เกษตรกรเจ้าของสวนปาล์ม จากตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ร่วมทำเกษตรแปลงใหญ่ เปิดเผยว่า เกษตรกรทั่วไปไม่เข้าใจการขายคาร์บอนเครดิตเพราะเป็นเรื่องใหม่ หลายปีผ่านมาเพียงศึกษาการปลูกปาล์มให้เหมาะสมกับพื้นที่

เริ่มตั้งแต่ได้พันธุ์ปาล์มจากศูนย์วิจัยสุราษฎร์ธานี เกษตรอำเภอ หลายหน่วยงาน รวมทั้ง RSPO เข้ามาช่วยเหลือให้ความรู้ เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น จากปกติค่าเฉลี่ย 2.5-3 ตัน/ไร่/ปี เมื่อมีระบบการจัดการดี น้ำดี ดินดีให้ผลผลิตมากถึง 4-6 ตัน/ไร่/ปี ขณะที่ปริมาณผลผลิตมากที่สุดในจังหวัดอยู่ที่ 12 ตัน/ไร่/ปี

“การปลูกปาล์มถือเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรตำบลคลองน้อย เมื่อปีที่ผ่านมาราคาเฉลี่ย 4-5 บาท/กก. เมื่อเทียบปริมาณ 3 ตัน/ไร่/ปี พีกสุดอยู่ที่ 11 บาท/กก. แต่ตลาดขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลางเป็นหลัก การปลูกปาล์มคืนทุนได้ประมาณ 5-7 ปี

แต่หากจะเพิ่มมูลค่าให้ยั่งยืนต้องสร้างคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐาน แต่ก่อนจะขอมาตรฐาน GMP แต่ปาล์มน้ำมันต้องผ่านการแปรรูปจึงต้องปรับมาใช้มาตรฐาน RSPO ที่ทั่วโลกยอมรับ และการขายคาร์บอนเครดิตเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต”

ทั้งนี้ เกษตรกรตำบลคลองน้อยเริ่มรวมกลุ่มกันเมื่อปี 2559 หลังจากปี 2560 ได้รับนโยบายและรับการสนับสนุนจากรัฐบาล ทำให้มีเครือข่ายมากขึ้น ปัจจุบันปลูกปาล์มทั้งตำบล 500 กว่าราย ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยเฉลี่ย 7 ไร่/ราย รวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่แล้ว 99 ราย เข้าร่วมกลุ่มเพื่อนำร่องทำมาตรฐาน RSPO รวม 53 ราย รวมประมาณ 700 ไร่และมีเป้าหมายสร้างมาตรฐานให้กับสมาชิกเพิ่มอีก 50% เพื่อให้ได้พื้นที่ 1,500 ไร่ ภายในอีก 2 ปีถัดไป แต่ต้องทยอยส่งเสริมและสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรรายอื่น ๆ ในพื้นที่อื่นอย่างเป็นระบบต่อไป

เริ่มแรกในการทำมาตรฐาน RSPO คืออบรมเจ้าหน้าที่ตลอดจนเกษตรกรให้ความรู้ในกลุ่ม หลังจากนั้นมีหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนเรื่องงบประมาณ ด้านเอกสารต่าง ๆ เกษตรกรในกลุ่มจะช่วยกันเตรียมพร้อมร่วมกับการใช้ระบบ i-PALM บันทึกการซื้อขายและข้อมูลทั้งหมดในการจัดการตั้งแต่การใส่ปุ๋ย การตัด

โดยเริ่มมาแล้ว 4 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผู้ตรวจเข้ามาตรวจรับรองมาตรฐาน ซึ่งจะมีผลต่อรายได้ในอนาคต ด้านราคาซื้อขายจะเพิ่มขึ้น 30 สต./กก. และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปเป็นเครดิตเพื่อขายต่อได้อีกผ่านระบบ PalmTrace ได้

สำหรับการรับรองมาตรฐาน RSPO จะมีการรับรอง 3 ขั้นตอนคือ ขั้นต้น หากผ่านการรับรองจะขายคาร์บอนเครดิตได้ 40% ของผลผลิตทั้งหมดของกลุ่ม ขั้นถัดไปจะขายได้ 70% ถ้าผ่านขั้นสุดท้ายจะสามารถขายได้ 100% ตอนนี้รอหน่วยงานผู้รับผิดชอบเข้ามาประเมิน คาดว่าจะผ่านการประเมินและขายคาร์บอนเครดิตได้เร็วที่สุดต้นปี 2566

“ชาญณรงค์ เซ่งใจดี” รองประธานกลุ่มสหกรณ์นิคมพนม จำกัดจำกัด อำเภอพนม จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า สหกรณ์นิคมพนมเป็นกลุ่มผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกลุ่มใหญ่เริ่มตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2559

และได้รับใบรับรองมาตรฐาน RSPO ในปี 2561 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน มีสมาชิกทั้งหมด 1,074 ราย และรวมสมาชิกใหม่ที่ได้รับใบรับรองล่าสุด 1,129 ราย รวมพื้นที่ 2 หมื่นกว่าไร่ ในปี 2564 สามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งจะตรวจมาตรฐาน RSPO ต่อเนื่องตลอดทุกปี

จุดเด่นของสหกรณ์คือ ผลิตปาล์มน้ำมันที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ตั้งแต่ศูนย์วิจัยมาให้ความรู้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ได้มากที่สุด ตามนโยบายของเกษตรกรแปลงใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยที่เป็นต้นทุนสูงถึง 60% ปริมาณผลผลิตก่อนเข้าร่วมโครงการเฉลี่ยประมาณ 2,800 กก./ไร่/ปี

เมื่อจัดการผสมปุ๋ยเองได้ตามลักษณะดิน ปัจจุบันให้ผลผลิตอยู่ที่ 3,360 กก./ไร่/ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุของต้นปาล์ม นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับอายุที่ให้ผลผลิตสูงสุดคือ 6-10 ปี

“พัฒนพงศ์ ทิพย์เดช” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและเกษตรกรชาวสวนปาล์ม สมาชิกสหกรณ์นิคมพนม เปิดเผยว่า ตนเองเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับการรับรองจาก RSPO ได้เริ่มปรับเปลี่ยนการทำสวนปาล์มหลายอย่างมาก ส่งผลให้ปาล์มมีคุณภาพดี

ผลผลิตมากขึ้นประมาณ 30% จาก 3 ตัน/ไร่/ปี เพิ่มขึ้นเป็น 5 ตัน/ไร่/ปี รายได้จากประมาณ 3 แสนบาท/ปี ตอนนี้ 4 แสนบาท/ปี ทั้งระบบการจัดการยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันของจังหวัดสุราษฎร์ธานีอีกหลายรายที่ยังต้องพัฒนาการทำสวนปาล์มหลายด้าน นอกจากเรื่องผลผลิตและรายได้ และต้องร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อยกระดับสู่มาตรฐาน RSPO ให้จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นเมืองต้นแบบการจัดการเมืองปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป