
อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อปัจจัยเสี่ยงจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ภัยแล้งจากเอลนีโญ กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ และปัญหาแรงงาน กำลังทดสอบ “ความยืดหยุ่น” ของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย โรงสกัด ผู้แปรรูป ไปจนถึงผู้ส่งออก
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ภาคส่วนต่าง ๆ กลับมองเห็นโอกาสใหม่ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนามาตรฐานความยั่งยืน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการขยายตลาดส่งออกที่กำลังเติบโต

จากงานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4 และงานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทยครั้งที่ 4 เมื่อเร็ว ๆนี้ ที่ โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ กรุงเทพฯ มีเสวนาช่วงเช้า หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันภายใต้ภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลง – พลวัตรของตลาด พัฒนาการทางการค้า และกฎระเบียบด้านความยั่งยืน”
โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย คุณเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คุณกฤชธนา ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้า สินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ คุณไพรวัลย์ โต๊ะดำ ประธานคณะทำงานด้านตีความมาตรฐาน RSPO ประเทศไทย (NITF-Thailand) และผู้จัดการ อาวุโสฝ่ายสวน บมจ.ยูยิวานิช น้ำมันปาล์ม

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
ปุ๋ย น้ำมัน ต้นทุนหลัก กดดันทั้งระบบ
คุณเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวตอนหนึ่งว่า ความยืดหยุ่น (Resilience) ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน หมายถึง ความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว
“คำถามสำคัญ ไม่ใช่ว่าเราจะเจอความเสี่ยงหรือไม่ แต่คือเราพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือ และปรับตัวได้เร็วเพียงใดเมื่อความเสี่ยงเหล่านั้นเกิดขึ้น”
สำหรับปี 2569 ปัจจัยท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญมีอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนปุ๋ย ราคาพลังงาน ภัยแล้งจากเอลนีโญ มาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรป และปัญหาแรงงานภาคเกษตร
ผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะสงครามในหลายภูมิภาค ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ซึ่งประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด
ทั้งนี้มี ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ต้นทุนปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนถึง 30-40%ของต้นทุนการผลิตในสวนปาล์มน้ำมัน ขณะที่ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็นอีก 8-9% เมื่อรวมกันแล้ว ปัจจัยทั้งสองมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของต้นทุนการผลิตทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีนี้
“ต้นทุนสูงขึ้นแน่นอน สิ่งที่ต้องทำ คือ หาวิธีบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช”
แนวทางหนึ่งที่ภาครัฐและภาคเอกชนกำลังผลักดัน คือ การเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และวัสดุปรับปรุงดินที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว
เอลนีโญ ความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้
ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึง อีกหนึ่งโจทย์สำคัญ คือ ภาวะเอลนีโญและความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิต ภาคการผลิต จึง จำเป็นต้องเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำ การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และการปรับตัวด้านเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อรักษาระดับผลผลิตในช่วงที่สภาพอากาศผันผวนมากขึ้น
สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม การลงทุนปลูกปาล์มเปรียบเสมือนการตัดสินใจระยะยาว เพราะหนึ่งรอบอายุการผลิตอาจยาวนานถึง 25 ปี ทำให้การเลือกพันธุ์ การจัดการสวน และการวางแผนรับมือความเสี่ยง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
และอีกประเด็น ที่ถูกจับตามอง คือ กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ในปลายปี 2569 แม้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งมองว่ากฎระเบียบใหม่จะเพิ่มภาระด้านเอกสารและต้นทุนการดำเนินงาน แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หากประเทศไทยสามารถปรับตัวได้ จะกลายเป็นโอกาสทางการแข่งขันที่สำคัญ
ทั้งนี้ คุณเอกราช มองว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเหนือประเทศผู้ผลิตรายใหญ่หลายประเทศ เนื่องจากไม่ได้มีภาพลักษณ์ของการขยายพื้นที่ปลูกด้วยการบุกรุกป่าในระดับเดียวกับบางประเทศคู่แข่ง
“ถ้าทำได้ มาตรฐานจะไม่ใช่อุปสรรค แต่จะเป็นแต้มต่อในการเข้าถึงตลาดโลก”ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กล่าว
ก่อนทิ้งท้าย ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งคิดเป็นกว่า 80% ของผู้ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งประเทศ และส่วนใหญ่ถือครองพื้นที่ไม่เกิน 25 ไร่ ปัญหาหลักคือค่าใช้จ่ายในการรับรองมาตรฐาน และภาระด้านการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งหลายคนยังไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนจากการลงทุน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
เพิ่มผลผลิตต่อไร่ โจทย์สำคัญ
คุณกฤชธนา ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้า สินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน ชี้ว่า แม้อุตสาหกรรมกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ศักยภาพการเติบโตยังคงแข็งแกร่ง ดังเห็นได้จาก ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10-11 ล้านตัน เป็นกว่า 21 ล้านตัน ขณะที่การส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลอุปทานของประเทศ
นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล B7 และ B20 ยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ และสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดในระยะต่อไป โดยภาคอุตสาหกรรมมองว่า หนึ่งในความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือ การยกระดับผลผลิตต่อไร่ให้แข่งขันได้ในระดับสากล
ปัจจุบันหลายพื้นที่ของไทย สามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้เกิน 20% ของน้ำหนักทะลายสด แต่เป้าหมายในอนาคตคือการยกระดับสู่ 22-24% เพื่อแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตชั้นนำ
ขณะเดียวกัน การจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ปลูก การผลักดันระบบ One Map และการจัดทำแผนที่แปลงเกษตรที่แม่นยำ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับทั้ง RSPO และEUDR ในอนาคต

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
ขณะที่ คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า สิ่งสำคัญเร่งด่วน คือ ความชัดเจนด้านข้อมูลและแผนที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันของประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรที่เข้าสู่ระบบ RSPO เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมด เพื่อให้ไทยมีฐานข้อมูลที่แม่นยำ รองรับการตรวจสอบย้อนกลับ และลดความเสี่ยงจากกฎระเบียบด้านการไม่ทำลายป่า
นอกจากนี้ เขายังมองว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ยังมีจุดอ่อนในระดับต้นน้ำและกลางน้ำ แม้จะมีเป้าหมายผลักดันสู่ปลายน้ำและแข่งขันในตลาดโลก แต่หากฐานการผลิตยังไม่แข็งแรง การแข่งขันจะทำได้ยาก โดยเฉพาะประสิทธิภาพการสกัดน้ำมันที่ไทยควรยกระดับให้ได้อย่างน้อย 20% และต่อยอดสู่ระดับ 22-24% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องนำองค์ความรู้จากประเทศผู้ผลิตชั้นนำมาปรับใช้กับบริบทเกษตรกรไทยอย่างจริงจัง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
ส่วน คุณไพรวัลย์ โต๊ะดำ ประธานคณะทำงานด้านตีความมาตรฐาน RSPO ประเทศไทย และผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสวน บมจ.ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มไทยเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง ทั้งราคาน้ำมันแพง ค่าขนส่งสูง ภัยแล้ง เอลนีโญ ปัญหาแรงงาน และราคาปุ๋ยที่ผันผวน การปลูกปาล์มเป็นการลงทุนระยะยาว 25 ปีหรือมากกว่านั้น การเลือกพันธุ์ การจัดการสวน และการวางแผนต้นทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากตัดสินใจผิดตั้งแต่ต้น จะกระทบต่อรายได้และความยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว
ทั้งนี้ ต้องยอมรับ การรวมกลุ่มเกษตรกรและการสนับสนุนองค์ความรู้ผ่านมาตรฐาน RSPOเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรมีระบบบริหารจัดการดีขึ้น ผลผลิตดีขึ้น และควบคุมต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการจัดการสวนปาล์ม
ปุ๋ยเคมี ยังมีความจำเป็นต่อการทดแทนธาตุอาหารที่ถูกนำออกไปกับผลผลิต ขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ทลายเปล่า และตะกอนจากโรงงาน สามารถใช้เสริมเพื่อปรับปรุงดินและลดแรงกดดันด้านต้นทุนได้ แต่หัวใจสำคัญ คือ การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามข้อมูล ไม่ใช่ใส่มากเกินไปหรือพึ่งพาคำแนะนำจากตลาดเพียงอย่างเดียว
…

จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีดังกล่าว อาจสรุปความได้ว่า แม้เทคโนโลยีและมาตรฐานจะมีความสำคัญ แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หัวใจสำคัญที่สุดยังคงเป็น “คน” การรวมกลุ่มเกษตรกร การสร้างผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็ง การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ปาล์มน้ำมันยั่งยืน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยืดหยุ่นของอุตสาหกรรม ไม่ได้วัดจากความสามารถในการรับมือวิกฤตเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นโอกาส และสร้างคุณค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
…


