“ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต” ใช่แค่อุดมคติ ชาวสวนปาล์มน้ำมัน RSPO มีหลักฐานยืนยัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูก ที่อยากให้ลูกเป็นคนดีทุกคน แต่ว่าคนหนึ่งอาจจะเกเร คนหนึ่งอาจจะดี ทำสวน RSPO ก็เหมือนกัน ถ้าคุณดูแลดี คุณจะได้ผลผลิตที่ดี แต่ถ้าคุณดูแลไม่ดี คุณก็ได้ผลผลิตที่ไม่ดี แล้วคุณก็บ่นว่า ไม่เหลือตังค์ ขาดทุน

การมี “กำไรคุ้มเหนื่อย”จากการขาย เพราะได้ผลผลิตมีคุณภาพจำนวนมาก ขณะต้นทุนในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก สามารถจ่ายได้แบบไม่เดือดร้อน นั้น อาจนับเป็น “เป้าหมายดีงามสูงสุด” ที่เกษตรกรแทบทุกคนใฝ่ฝันถึง

หากแต่ในโลกแห่งความเป็นจริง แทบจะสวนทางกับ “อุดมคติ” ดังว่า อย่างสิ้นเชิง

ได้ความรู้มากมาย ปรับการจัดการใหม่จนเห็นผล

“สมัยก่อน ผลผลิตสวนผมไม่ดีเท่าไหร่ ได้ประมาณปีละ 2.8 – 3 ตันต่อไร่ อาจเพราะไม่ค่อยได้รดน้ำ ส่วนปุ๋ย นึกอยากจะใส่ก็ใส่ ไม่นึกอยากก็ไม่ใส่ ไม่อยากเสียเงินมาก คิดแค่ตัวเงินเป็นหลัก”

คุณอู๊ด – อุดมศักดิ์ นัดดาเสนะ เกษตรกรราย่อย ในฐานะสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มนํ้ากะแดะพัฒนาปาล์มนํ้ามัน สุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณอู๊ด – อุดมศักดิ์ นัดดาเสนะ เกษตรกรราย่อย ในฐานะสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มนํ้ากะแดะพัฒนาปาล์มนํ้ามัน สุราษฎร์ธานี เล่าให้ทีมข่าว TASPO ฟังอย่างนั้น

และยังบอกด้วยว่า ก่อนที่จะเข้าเป็นสมาชิก RSPO เขาไม่ได้ใส่รายละเอียดในสวนมากนัก ปล่อยหญ้ารกขึ้นสูงมาก ถ้าจะถางทำแค่โคนให้เตียนเท่านั้นเ เพื่อที่เวลาตัดปาล์มจะได้เก็บลูกร่วงได้ง่ายขึ้น หรือถ้าจำเป็นต้องเอาหญ้าลง จะใช้ลูกกลิ้งบดลงไป เพื่อให้หญ้าล้มหรือไม่ก็ใช้ยาฆ่าหญ้าเป็นครั้งคราว

แล้วผลตอบแทนจำนวนต่อไร่ต่อปีไม่เกิน 3 ตัน สักทีนั้น มันคุ้มกับเงินที่ลงทุนไปหรือไม่-อย่างไร  ประเด็นสงสัยนี้ คุณอู๊ด ไขข้อข้องใจ ทำสวนปาล์มน้ำมัน ถ้ามีที่ดิน 30 ไร่ขึ้นไป โอกาสที่จะเหลือเงินมีความเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับ “การจัดการ” ของเกษตรกรแต่ละคน

และเมื่อราวปี 2561 หลังจากได้รู้จักและสมัครเข้าเป็นสมาชิก RSPO แนวคิดเกี่ยวกับ “การจัดการ” ในสวนปาล์มน้ำมันของเกษตรกรวัย 60 กว่า ท่านนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่าสิ้นเชิง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยเขายอมรับ ไม่เคยรู้จัก RSPO มาก่อน แต่สมัครเป็นสมาชิกเพราะได้รับข้อมูลมา ถ้าสมัคร RSPO จะขายปาล์มได้เพิ่มขึ้นอีก 20 สตางค์จากรายได้ปกติ แต่สิ่งที่เป็น “ประโยชน์”มากมายที่ “ซ่อนอยู่”ไม่เคยรู้เลย

ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการอบรมความรู้ในเรื่องต่างๆ นับตั้งแต่ การวิเคราะห์ดิน การวัดค่า pH ของดิน การใช้ปุ๋ย การตัดทางใบ การขุดดิน ไปวิเคราะห์ หาธาตุอาหาร หากทราบว่าในดินหรือทางใบ มีธาตุอาหารอะไรบ้าง จะได้ใส่สูตรปุ๋ยที่ถูก สามารถช่วยประหยัดการใช้ปุ๋ยได้เป็นอย่างดี  

“ความรู้หลายอย่าง บอกตรงๆ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย และทำไม่เป็นด้วย แต่พอเข้าเป็นสมาชิก  RSPO เขามีอาจารย์มาสอน เรื่องปุ๋ย เรื่องโรค เรื่องแมลง เรื่องการให้น้ำ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มาก”คุณอู๊ด บอกจริงจัง

แบ่งปัน How to เพิ่มผลิต จาก 3 เป็น 6 ตัน ต่อไร่ต่อปี

จากจุดเริ่ม 2.8 – 3 ตัน ต่อไร่ต่อปี ครั้นผ่านไปราว 6 ปีกว่า ผลผลผลิตปาล์มน้ำมัน ภายใต้มาตรฐาน RSPO จากสวนคุณอู๊ด เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขบันทึกไว้ล่าสุดอยู่ที่ 5.7 – 6 ตัน ต่อไร่ต่อปี 

เมื่อถามถึงเทคนิค How to เพิ่มผลผลิต ได้เป็นเท่าตัว เกษตรกรท่านเดิม เผยให้ฟังแบบไม่หวงวิชา เริ่มต้นจากการตรวจค่าดิน ควรตรวจทุกเดือน ซึ่งค่า pH ของดินที่เหมาะสมอยู่ที่  5.5  หรือ 6 จะทำให้พืชกินอาหารหรือปุ๋ยที่ใส่ลงไปได้ดี แต่ถ้าดินเป็นกรด พืชไม่กินอาหาร ใส่ปุ๋ยไปเท่าไหร่ก็ทิ้งเสียเปล่า

แต่ถ้าค่า pH ดินสูงไปถึง 8 หรือ 9 ต้องรีบปรับด้วยการใส่ยิปซั่ม และเมื่อถึงช่วงปลายผลผลิต ต้องตรวจสอบค่าดินดูอีกครั้ง ถ้าค่า pH เป็น 3 หรือ 4 ต้องรีบใส่ โดโรไมต์ เพื่อปรับสภาพดินก่อนใส่ปุ๋ยจริง ซึ่ง โดโรไมต์ นี้ ควรใส่ทุกปี

ถัดจากเรื่องการรู้จักค่าดินที่เหมะสมแล้ว การทำระบบน้ำ นับเป็นเรื่องสำคัญมากในการทำสวนปาล์มน้ำมัน เพราะหากไม่มีการรดน้ำหรือรดน้ำไม่ถึง ดอกที่ออกมาเป็นตัวเมียซึ่งจะกลายเป็นผลปาล์ม อาจฝ่อหมดเมื่อถึงหน้าแล้ง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณอู๊ด เล่าให้ฟังด้วยว่า สวนปาล์มแปลงนี้ของเขา โชคดีมีคลองธรรมชาติ อยู่ 2 คลอง จึงดูดน้ำจากคลองธรรมชาติมารดน้ำปาล์มผ่านระบบสปริงเกอร์ แต่ถ้าพื้นที่ไหนไม่มีคลองธรรมชาติ ต้องขุดสระหรือเจาะน้ำบาดาล เพื่อเติมน้ำลงสระนำไปใช้ในการรดต้นปาล์มแต่ละวันในช่วงหน้าแล้ง

“ต้นทุนทำระบบน้ำในสวนของผม ตกไร่ละ 2 หมื่นบาท แต่ไม่ได้ลงทุนทีเดียว พอมีเงินเหลือ จึงทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ถ้ามีทุนก้อนที่หนึ่ง เดิน Main ก่อน พอเดิน Main เสร็จ ค่อยมาทำระบบสปริงเกอร์ ปีนี้ทำได้ไร่หนึ่ง ทำไร่เดียว ปีหน้าทำได้ 2 ไร่ ทำ 2 ไร่ ถ้ามีเงินเยอะ ค่อยทำทีเดียวเสร็จ ถ้ามีเงินไม่เยอะ ค่อยๆทำไปทีละนิด สุดท้ายเต็มสวนอยู่ดี แต่สิ่งสำคัญแหล่งน้ำต้องมี”เจ้าของสวนปาล์ม RSPO ท่านเดิม อธิบาย  

ทั้งยังบอกเทคนิค การกองทางปาล์มเป็นแนวยาวอยู่ระหว่างแนวต้นปาล์ม เพื่อให้ผล 2 อย่าง เกี่ยวกับการรดน้ำ และการใส่ปุ๋ย

“หลังตัดทลายปาล์มไปขายแต่ละครั้ง ควรนำทางปาล์มมากองสุมกันให้เป็นแนวยาว จะทำให้มีรากปาล์ม เลื้อยมาอยู่ใต้ทางปาล์มเยอะมาก ซึ่งมองภายนอกมองแทบไม่เห็น แต่ถ้าแหวกทางปาล์มดู จะเห็นรากขึ้นอยู่ใต้ทางปาล์มเต็มไปหมด เวลาใส่ปุ๋ยจึงควรใส่ในทางปาล์มที่กองไว้ด้วย หลังใส่ปุ๋ยแล้ว รดน้ำตามเลย ปุ๋ยละลาย ความชื้นยังอยู่ พูดง่ายๆ ต้นปาล์มได้ทั้งปุ๋ย ทั้งน้ำ เต็มๆ ไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้นเลย”คุณอู๊ด แนะ

เทคนิคง่ายๆ ใส่ใจ อย่างเดียว ผลตอบแทนคุ้มค่า

แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันกลางสวน ได้สาระหลากหลาย ขอตั้งประเด็นคำถามต่อ ทำสวนปาล์ม RSPO ยากง่ายอย่างไร คุณอู๊ด ตอบทันที แทบไม่ต้องคิด

“ใช้คำว่า ใส่ใจ คำเดียวเลย เมื่อได้รับการเรียนรู้จาก RSPO มา ได้รับการอบรมจากครูบาอาจารย์ มาแล้ว ที่เหลืออยู่ที่การปฏิบัติตาม เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูก ที่อยากให้ลูกเป็นคนดีทุกคน แต่ว่าคนหนึ่งอาจจะเกเร คนหนึ่งอาจจะดี ทำสวน RSPO ก็เหมือนกัน ถ้าคุณดูแลดี คุณจะได้ผลผลิตที่ดี แต่ถ้าคุณดูแลไม่ดี คุณได้ผลผลิตที่ไม่ดี แล้วคุณก็บ่นว่า ไม่เหลือตังค์ ขาดทุน”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน RSPO ท่านเดิม บอกอีกว่า เขามีกำไรทุกดือน มีเงินเข้ากระเป๋าทุกเดือน มีเงินใส่ปุ๋ยทุกเดือน ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินใครมาซื้อปุ๋ย เพราะถ้ามีเงินน้อย ก็ใส่ปุ๋ยน้อย จากหนึ่งกิโลเหลือครึ่งกิโล ถ้าน้อยลงไปอีกเหลือครึ่งของครึ่งกิโล แต่ต้องใส่ เพราะปาล์มขาดปุ๋ยไม่ได้ ปาล์มจะเลือกเพศต่อเมื่อมีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น ถ้าไม่อุดมสมบูรณ์เมื่อไหร่ ปาล์มจะเลือกเป็นเพศผู้

นอกจากนี้ ยังแนะอีกหนึ่งเทคนิคสำคัญ เน้นเลย คือ เมื่อตัดปาล์มเสร็จ หลังขายผลผลิตแล้ว ต้องนำรายได้มาหาร 2  แบ่งคนละครึ่งกับต้นปาล์ม คือ จ่ายค่าแรง กับ ซื้อปุ๋ย มีงบน้อยใส่น้อย มีงบมากใส่มาก แต่ต้องใส่ให้ครบ  ทั้ง N P K แมกนีเซียม โบร่อน ต้องให้ครบ

“พอใจมากที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิก RSPO บอกเลยว่า ถ้าปฏิบัติตามที่ RSPO แนะนำมา จะได้สิ่งตอบแทนที่คุ้มค่าแน่นอน”คุณอู๊ด ทิ้งท้ายจริงจัง

สวนปาล์ม RSPO ทำได้ไม่ยาก เริ่มจากไม่ฝืนกติกา

คุณหมู – วรพรรณ เลขพล สมาชิกวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน(ท่าชนะ-ไชยา) สุราษฎร์ธานี คือ อีกหนึ่งในสมาชิกสวนปาล์ม RSPO ที่กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลกับทีมข่าว TASPO ด้วยความยินดี โดยแนะนตัวให้รู้จักพอสังเขป เรียนจบมาด้านช่างไฟฟ้า และทำงานอยู่ในสายงานช่างเทคนิคมาตลอด ก่อนจะหันเหมาทำสวนปาล์มน้ำมัน เป็นของทางครอบครัวภรรยาซึ่งเป็นสวนยางมาก่อน

คุณหมู – วรพรรณ เลขพล สมาชิกวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน(ท่าชนะ-ไชยา) สุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“บ้านแฟนเขามีสวนเป็นหลายร้อยไร่ แล้วขาดคนดูแล จึงตัดสินใจลาออกมา ตอนปี 2550 มาทำแบบจริงจัง ตั้งแต่นั้นมา พยายามศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับปาล์ม เกี่ยวกับการวิเคราะห์ดิน การให้ปุ๋ย การให้น้ำ และหลายๆเรื่องที่เขามีอบรมที่ไหนก็ไปหมด”คุณหมู ย้อนจุดเริ่ม

ก่อนเล่าต่อถึงการเข้ามาสมัครเป็นสมาชิก RSPO ว่า เมื่อก่อนไม่ได้สนใจอะไร แถมยังมองว่ามันยุ่งยากซับซ้อนหรือเปล่า แต่พอฟังจากคนที่เขาเป็นสมาชิก RSPO แล้ว ได้ความว่าแค่นำที่ดินเข้าไป มีที่ดินที่ไหนนำไปให้เขาดู มีจำนวนปาล์มกี่ต้น มีที่ดินที่ไหน ก็ถ่ายพวกโฉนด นส.3 หรือ สปก. ไปให้เขาดู เลยสนใจ

ส่วนการจดบันทึก ที่แม้ไม่เคยทำมาก่อน ก็เริ่มต้นได้ไม่ยาก แค่ทุกครั้งที่มีการตัดปาล์ม กลับไปบ้านจดบันทึกไว้เลย ได้มากี่ตัน ราคาเท่าไหร่ ตัดวันไหน ลูกน้องชื่ออะไร หักได้เงินรวมเท่าไหร่ มีรายจ่ายแต่ละรอบ ใช้ปุ๋ยเท่าไหร่ พอสิ้นปีจะรู้ว่ามีรายรับเท่าไหร่ จ่ายไปเท่าไหร่ มีกำไรเท่าไหร่ สุทธิเท่าไหร่ ได้ผลผลิตปาล์มต่อปีเท่าไหร่ ปีหน้าจะปรับอะไรอีก เพื่อเพิ่มผลผลิตอีกไหม

“ทำสวนปาล์มมาตรฐาน RSPO ไม่ยากอะไรเลย เพียงแต่เข้าระบบของเขาให้ได้ และไม่ไปฝืนกติกา มารยาท อย่าง เรื่องขยะ เก็บให้เป็นที่เป็นทาง แยกขวด แยกขยะ เก็บลูกร่วงให้เกลี้ยง ผมบอกลูกน้องเสมอไม่เผาขยะในสวน ให้นำไปใส่เตาเผาที่อื่น”คุณหมู บอกอย่างนั้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ลงทุนระบบน้ำ ด้วง ปัญหาใหญ่ แต่จัดการได้ทัน

เมื่อถามถึงแนวทาง “ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต” คุณหมู อธิบายว่า กระบวนการจัดการเรื่องปุ๋ย คือ การลดต้นทุนดีที่สุด ซึ่งก่อนที่เขามาทำสวน RSPO นั้น มักใส่ปุ๋ยแบบสะเปะสะปะ ใครบอกยี่ห้อนั้นดี ยี่ห้อนี้ดี ใส่ตามเขา ซึ่งไม่ได้ผล จึงต้องมาศึกษาเรียนรู้ใหม่  

“การใส่ปุ๋ยดีที่สุดต้องใส่กองทาง ไม่ควรจะใส่รอบโคน เพราะจะเสียเวลา แล้วรากปาล์มกินได้ไม่ดี การใส่ปุ๋ยที่กองทาง ใส่หน้าแล้ง หน้าฝน ได้หมด ถ้าฝนตกหนัก เขาจะไม่ชะล้างไปโดยเร็ว มันจะกองและชะลอไว้อยู่ที่กองทาง ซึ่งกองทางมีรากปาล์มอยู่เยอะมาก เป็นเทคนิคง่ายๆที่บอกให้หลายคนลองทำตามดู บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ แต่สำหรับเราพอทำแล้ว ผลผลผลิตดีขึ้น เพิ่มขึ้น”คุณหมู บอกอย่างนั้น

และว่า ถึงการลงทุนทำระบบน้ำในสวนปาล์ม นับว่ามีความสำคัญ โดยในส่วนของเขา ลงทุนเฟดแรกประมาณ 5 หมื่นบาท เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของปั๊มน้ำ ระบบตู้คอนโทรล ระบบไฟ ระบบท่อ พอเฟดที่ 2 จะลงทุนน้อยลงแล้ว ประมาณ 2 หมื่นบาท โดยใช้ท่อ Main แล้วปล่อยน้ำมาตามร่องปาล์ม ช่วยประหยัดเรื่องท่อไปได้เยอะ

“ก่อนหน้าที่ยังไม่มีระบบน้ำ ผลผลิตอยู่ที่ 4 – 5 ตัน ต่อรอบ พอทำระบบน้ำเสร็จ ขยับมาเป็น 8- 9 ตันกว่า ต่อรอบ”คุณหมู เผยตัวเลขน่าชื่นใจ

และบอก อีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ปาล์มดก ในแบบของเขา คือ ใส่ปุ๋ยให้เป็นระบบ ทุก 4 เดือน ต้องใส่ N P K แมกนีเซียม โบร่อน และแถม ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้วัว ขี้หมู เพราะการใส่อินทรีย์วัตถุในสวนปาล์ม เป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะเมื่อก่อนผมไม่ใส่มา 4-5  ปี ผลผลิตไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอใส่ ขี้หมู ขี้เป็ด เข้าไป ช่วยให้ดินมันมีชีวิตชีวาขึ้นจริง

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ทั้งยังบอกอีกว่า “ความรู้” ที่ได้จากการเป็นสมาชิก RSPO นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะล่าสุด สวนปาล์มของเขา เกิดปัญหา “ด้วง” รบกวน ทำให้ปาล์มยอดหักแล้วล้มไป 2 ต้น เลยลงทุนไปประมาณ 6 พันบาท เพื่อนำ “ฟีโรโมน” มาล่อด้วงให้ตกลงมาในถังเขาวงกต 6 จุด รอบสวน กระทั่งกำจัดไปได้หลายร้อยตัว ทำให้ชะงักระบบการขยายพันธุ์ของด้วงน้อยลง หรือแทบไม่มีแล้ว

“ถ้าไม่รีบทำ อาจลามไปต้นอื่นๆ ความเสียหายเยอะแน่ ตอนแรกไม่รู้ว่ามีพีโรโมน ช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งถ้าไม่ได้ปรึกษา RSPO คงเจอปัญหาหนัก”คุณหมู บอก

และขอส่งท้ายไว้ด้วยว่า

“เป็นสมาชิก RSPO ก็ดีนะ สมมติเพื่อนได้ 5 บาท แต่เราได้ 5.20 บาท ได้เงินเพิ่มมาอีก 20 สตางค์ พอสิ้นปีจะมีรายรับที่เป็นเหมือนโบนัส เรียกว่า ได้ผลผลิตเยอะก็ได้ส่วนแบ่งเยอะ ส่วนต่างที่เป็นเงินปันผล สามารถแบ่งเบาลดต้นทุนเรื่องการขนส่งได้”

“ใครที่ยังลังเลว่าจะเข้ามเป็นเกษตรกร RSPO ดีหรือเปล่า ผมว่าลองคิดทบทวนดูใหม่ เพราะเข้ามาแล้ว ไม่มีอะไรที่เสียหาย มีแต่ได้”คุณหมู สรุปบทสนทนา แบบนั้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ความยั่งยืน ไม่ใช่ เทรนด์ แต่ ต้องทำ : ก้าวที่มั่นคงบนการเดินทางของ “ปาล์มน้ำมันไทย”

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

แม้บริบทความยั่งยืน จะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ แต่แก่นแท้ของความยั่งยืนก็ยังคงอยู่ และความยั่งยืน คือ แถวหน้าของเกษตรสีเขียว มาตรฐาน RSPO จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำไม่ใช่เทรนด์

หลายครั้งที่มักมีคนสงสัยว่า “ความยั่งยืน” คืออะไร แล้วทำไมคนตัวเล็กๆอย่างเรา ต้องสนใจเรื่องความยั่งยืน และไปจนถึงที่สุดแล้ว ความยั่งยืน นั้น เป็นแค่กระแส หรือ เทรนด์ (Trend) ชั่วครั้ง ชั่วคราว หรือเป็น “ของจริง” ที่ต้องทำให้เกิดขึ้น

อีกทั้งเมื่อมองไปถึง อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน มักมีคำถาม ความยั่งยืน เป็นอย่างไร

หนึ่งในนิยามของ “ความยั่งยืน” หรือ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development) ที่อธิบายได้ชัดเจนที่สุด เห็นจะมาจาก คณะกรรมาธิการโลก ด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติที่ระบุ “การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ แนวทางการพัฒนา ที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ลิดรอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นหลัง”

และมีแก่นสำคัญ คือ “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งการจะบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ นั้น ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความครอบคลุมทางสังคม  และ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ในการประชุมสมัยสามัญ สมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 70 วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ 193 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้ร่วมลงนามรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development)

เพื่อประเทศต่าง ๆ สามารถนําไปปฏิบัติให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลา 15 ปี (กันยายน พ.ศ. 2558 – สิงหาคม พ.ศ. 2573)

โดยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป็นแนวทางให้แต่ละประเทศดำเนินการร่วมกัน โดยมีเป้าหมาย SDGs 17 ประการ ที่มีความเป็นสากล เชื่อมโยง และเกื้อหนุนกัน

ซึ่งกว่า 19 ปีที่ผ่านมา องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) ได้ทำงานเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม และนำมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดในโลกมาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันปาล์ม ตั้งแต่ต้นน้ำที่สวนปาล์ม กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ในการผลิตและใช้น้ำมันปาล์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐานมาเป็นส่วนประกอบสำคัญ

ซึ่งเมื่อพิจารณาตามหลัก SDGs แล้ว มาตรฐาน RSPO นับว่ามีองค์ประกอบ 3 ประการของการบรรลุซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างครบถ้วนทุกประการ คือ Prosperity –  การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันมีภูมิคุ้มกันและมีความยั่งยืน People – การมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ลดความยากจน ปกป้อง เคารพและมีการเยียวยาด้านสิทธิมนุษยชน Planet – อนุรักษ์ ปกป้อง และเสริมสร้างระบบนิเวศที่มีไว้สำหรับคนรุ่นต่อไป

ตัวแทน RSPO ประจำประเทศไทย ได้เล่าถึงหัวใจในการทำงานของ RSPO ว่า ทิศทางนี้ คือความยั่งยืน คนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มต้องอยู่ดีกินดี วิถีชีวิตดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ลดต้นทุนได้ เพิ่มผลผลิตได้ และปาล์มในกระบวนการทั้งกระบวนอยู่ในการตระหนักต่อการรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

สำหรับการเข้ามาประเทศไทย ของ RSPO ได้สร้างมาตรฐานและองค์ความรู้แก่เกษตรกรทั่วประเทศต้นน้ำทั่วประเทศ เกิดการรวมกลุ่มดูแลช่วยเหลือกันในการทำงาน เกิดเกษตรแปลงใหญ่ ไปจนถึงวิสาหกิจชุมชน ทั้งยังได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนที่ต้องการปาล์มน้ำมัน RSPO ในประเทศไทยมีมาตรฐานและคุณภาพ มีเครื่องมือการันตีความปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งยังแข่งขันได้ในเวทีโลก

เมื่อมาฟังเสียงสะท้อน ของหนึ่งในห่วงโซ่

“พอได้มาเป็นสมาชิก RSPO ก็เอาความรู้มาพัฒนาสวน ทำสวนปาล์ม ทำให้ยิ่งมีกำไร คุณจะหาได้ที่ไหนทำสวนมีรายได้เดือนละ 6-7 หมื่น ปีหนึ่งกำไรล้านกว่าบาท”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณอุดมศักดิ์ นัดดาศรีนะ สมาชิก RSPO กลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำกะแดะพัฒนาปาล์มน้ำมัน เล่าให้เราฟังถึงการเป็นสมาชิก RSPO

ก่อนบอก เขานำองค์ความรู้ในการพัฒนาสวนมาใช้บริหารจัดการสวน ซึ่งช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตอย่างชัดเจน เป็นแบบอย่างของ Smart Farmer

และสรุปแบบจริงจัง

“การเป็นเกษตรกรไม่ควรเป็นการทำสวนอย่างไร้ความรู้ เพราะจะไม่เห็นผลอะไร การทำสวนอย่างมีความรู้ต่างหากที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน”

การเป็นสมาชิก RSPO กิจกรรมกลุ่ม และการอบรมต่างๆ ทำให้เกษตรกรประกอบอาชีพด้วยองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และความเข้าใจ ทำให้ชีวิตของเกษตรกรดีขึ้นได้จริง หากแต่นี่เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของความยั่งยืนเฉพาะบุคคล

ทว่ามาตรฐาน RSPO ยังครอบคลุมการสร้างความยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคงอีกด้วย   

เคยมีผู้กล่าวว่า “การก้าวเดินเพียงลำพังแม้จะประสบความสำเร็จ ก็ไม่น่าภูมิใจเท่าการมีส่วนร่วมช่วยกันทำงานเป็นทีมและประสบกความสำเร็จไปด้วยกันทั้งตัวเรา ชุมชน และสังคม”

ซึ่งความคิดนี้ สะท้อนออกมาจากสมาชิก RSPO หลายครั้งในหลายโอกาส 

ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยความร่วมมือ ทำคนเดียวมองไม่เห็นผล แต่ถ้ามีกลุ่มร่วมกันทำจึงเป็นไปได้ ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นในพื้นที่ก่อน และขยายไประดับประเทศ”

คือเสียงสะท้อนจาก คุณเกื้อกูล เสี่ยงแทน ผู้จัดการกลุ่มยูนิวานิช – ปลายพระยา

และเพราะการเดินทางบนเส้นทางความยั่งยืน เป็นเรื่องสำคัญที่ “ต้องทำ” การจะก้าวเดินอย่างมั่นคงเครือข่ายต่างๆ จึงต้องเข้มแข็ง เพื่อมีแรงสนับสนุนกันทุกภาคส่วน ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด

นั่นนับเป็นที่มาของ เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Alliance Sustainable Palm Oil -TASPO) ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อริเริ่มกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบห่วงโซ่คุณค่าปาล์มน้ำมันประเทศไทย และเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการผลิต และการบริโภค ในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สร้างวิถีความร่วมมือสู่ความยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ทั้งยังเป็นการการันตีว่า อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย พร้อมที่จะเข้าสู่ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ตามเป้าหมายความยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs) วาระแห่งชาติ BCG (Bio – Circular – Green Economy) จนถึงกระแสโลกที่ปัจจุบันที่พยามยามผลักดัน การพัฒนาเพื่อสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

ยิ่งเมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ยุค “โลกเดือด” ที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างที่เราเห็นได้ทุกพื้นที่ทั่วโลก การเดินทางสู่ความยั่งยืนคล้ายยิ่งต้องวิ่งแข่งกับเวลา ปาล์มน้ำมัน แม้จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ต้องยอมรับว่ายังมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักเรื่องการทำลายพื้นที่ป่าไม้เพื่อขยายพื้นที่ปลูกปาล์มในหลายประเทศทั่วโลก

Planet หรือ การปกป้อง อนุรักษ์ เสริมสร้างระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นหลักหนึ่งที่ RSPO ให้ความสำคัญในการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืน โดยมีมาตรการควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ 

“มาตรฐาน RSPO เป็นมาตรฐานที่ต้องการความมั่นใจว่าการผลิตปาล์มเป็นกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นี่คือ หัวใจเริ่มต้นของ RSPO” ตัวแทน RSPO ประจำประเทศไทยท่านเดิม กล่าวไว้

การเป็นสมาชิก RSPO ของเกษตรกรรายย่อย กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรแปลงใหญ่ จนถึงภาคอื่นๆ ของห่วงโซ่ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์โลกเป็นอย่างยิ่ง

อีกทั้งเกษตรกรสมาชิก RSPO ยังมีความรู้และ Mindset ที่เข้าใจ และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อก้าวสู่ความความยั่งยืนในทุกมิติ

ดังที่ คุณชวลิต วุฒิพงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ศรีเจริญ (SOPEG) เคยกล่าวไว้ “ผู้บริโภค ต้องการเกษตรสีเขียว เทรนด์โลกร้อนและคาร์บอนเครดิต ทำให้เกษตรกรกรทุกประเภทต้องปรับตัวเพื่อเป็นเกษตรกรรมเพื่อความยั่งยืน และความยั่งยืน ก็คือ การกระทำที่ได้ผลอย่างต่อเนื่อง และมีพัฒนาต่อยอดไม่มีที่สิ้นสุด แม้บริบทความยั่งยืน จะมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ แต่แก่นแท้ของความยั่งยืนก็ยังคงอยู่ และความยั่งยืน คือ แถวหน้าของเกษตรสีเขียว มาตรฐาน RSPO จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำไม่ใช่เทรนด์” 

สอดคล้องกับ คุณดุสิต บู่ทอง ผู้ดูแลระบบความยั่งยืน วิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันพังงา ที่กล่าวไปในทางเดียวกันว่า

“วันนี้ที่เราสัมผัส‘ปาล์มน้ำมันยั่งยืน ทราบทันทีว่าไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่มีความเกี่ยวข้องทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกันทั้งหมด และเป็นสิ่งที่ทุกคนที่ทำเรื่องปาล์มน้ำมัน ต้องปฏิบัติรับผิดชอบร่วมกัน”

มาถึงวันนี้ บนเส้นทางของของปาล์มน้ำมันไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า “ความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์แต่ต้องทำ” และสามารถทำให้เกิดขึ้นจริง หากแต่ต้องร่วมไม้ร่วมมือ และเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งองคพยพ                

เพราะ “โลก” ใบนี้ เป็นของเราทุกคน  

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

คณะ RSPO แลกเปลี่ยน เรียนรู้ “ลานเทจีรวรรณ” จิ๊กซอว์สำคัญ ห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมัน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เมื่อเร็วๆนี้ คณะผู้แทน RSPO จากประเทศมาเลเซีย นำโดย Mr. Muhammad Shazaley Bin Abdullah หัวหน้าส่วนงานการรับรอง RSPO พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ RSPO ประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าเยี่ยมชมกิจการ ลานเทจีรวรรณปาล์ม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

มี คุณสุราษฎร์ ทองโมถ่าย และ คุณจีรวรรณ ซัวต๋อ เจ้าของกิจการลานเทจีรวรรณปาล์ม ให้การต้อนรับ และช่วยกันบอกเล่าการทำงาน ให้คณะได้เรียนรู้รูปแบบการทำงานของลานเทจีรวรรณปาล์ม ซึ่ง มีทั้งลานเทรับซื้อปาล์มทะลาย และบริการตัดปาล์ม-ดูแลสวนปาล์ม แบบครบวงจร 

สำหรับ ลานเทจีรวรรณปาล์ม มีชุดตัดปาล์มประมาณ 20 ชุด แต่ละชุดมีคนตัดปาล์มซึ่งเป็นคนงานชาวเมียนมา 6 คน คนขับรถ เป็นหัวหน้าซึ่งเป็นคนไทย 1 คน แต่ละทีมจะมีสวนปาล์มในความดูแลประจำชุดละ 20 – 30 สวน

คนงานทุกคน ต้องผ่านการอบรมการตัดปาล์ม การดูแลสวนปาล์ม ตลอดจนถึงแนวการปฏิบัติตัวกับเจ้าของสวนปาล์ม โดยมีการอบรมเพิ่มเติมเดือนละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย

และในการตัดปาล์มแต่ละครั้ง คนตัดปาล์ม ต้องช่วยคัดปาล์มให้ได้คุณภาพด้วย ซึ่งคนงานแต่ละชุดสามารถตัดปาล์มได้วันละประมาณ 16-20 ตัน เมื่อขนปาล์มมาถึงลานเทแล้วจะมีการคัดปาล์มอีกครั้ง หากมีปาล์มไม่สุกต้องคัดออก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยปกติแล้ว แต่ละสวนจะทำการตัดปาล์มเดือนละ 2 ครั้ง หลังจากตัดครั้งแรก ทางลานเท จะแจ้งเจ้าของสวนปาล์มถึงรอบตัดครั้งถัดไป โดยก่อนถึงวันนัดเข้าตัดปาล์มโทรแจ้งล่วงหน้า 1 วัน และหากถึงรอบใส่ปุ๋ย ตัดทางใบก็ต้องแจ้งเจ้าของสวนล่วงหน้าเช่นกัน

“ชุดตัดปาล์มแต่ละทีมมีรถยนต์ประจำทีม โดยมีหมายเลขประจำรถ และชุดตัดปาล์มแต่ละคน เวลาทำงานต้องใส่เสื้อทำงานที่สกรีนชื่อ ลานเทจีรวรรณปาล์ม ด้วย เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของสวนปาล์ม”2 เจ้าของกิจการ ระบุ

ทั้งนี้ทางลานเทจีรวรรปาล์ม มีสวัสดิการให้กับคนงานที่อยู่ในความดูหลายรูปแบบ อาทิ มีบ้านพักให้ มีการดูแลการต่อใบอนุญาตทำงานกรณีที่เป็นคนงานต่างด้าว มีรถรับส่งลูกหลานคนงานไปโรงเรียน มีร้านค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด เป็นต้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

สำหรับค่าจ้างที่คนงานจะได้รับจากทางลานเทจีรวรรณปาล์มนั้น อยู่ที่ 500 – 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดปาล์ม

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่ห้ามพลาดสำหรับการทำงาน คือ คนตัดปาล์ม ต้องส่งภาพการทำงาน กลับมาที่ลานเท เพื่อให้ตรวจความเรียบร้อยในการทำงานผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ ทุกครั้ง

การศึกษาดูงานของคณะ RSPO จากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียครั้งนี้ เป็นการทำความเข้าใจถึงบริบทบทบาทของลานเท ในการเก็บเกี่ยว ดูแลจัดการสวนปาล์มน้ำมันและรับซื้อทะลายปาล์มสดจากเกษตรกรสวนปาล์มของประเทศไทย เพื่อพิจารณาถึงการปรับมาตรฐาน RSPO ให้ครอบคลุมและสอดคล้องเหมาะสมกับกระบวนการจริงของพื้นที่ในแต่ละประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตามมาตรฐานสากล

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ฝ่าพายุ สู้วิกฤต ก่อนมาเป็น “โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ”

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของสหกรณ์ แห่งแรก-แห่งเดียว ของไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน RSPO

สำหรับการจัดหาปาล์มเพื่อป้อนโรงงานสกัดฯ นั้น ได้มาจากปาล์มของสมาชิกสหกรณ์และคู่ค้า แต่ด้วยผลผลิตหลายครั้งคุณภาพไม่คงที่ จึงเกิดการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก “ปาล์มคุณภาพ” และนั่นเป็นที่มาของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ”

“เมื่อก่อนเราไม่มีโรงงาน คนขายปาล์มต้องไปติดคิวรอขายที่โรงงาน จอดรอที 3-4 คืน ทำให้ปาล์มเสียราคา จอดรถรอจนปาล์มน้ำมันหยด เหลือโลละ 1-2 บาท”

“ประมาณปี 50 เกิดปัญหาปาล์มติดคิวมาก โรงงานต่างๆ ไม่ยอมรับซื้อ ปิดโรงงาน เราค้างรถอยู่ 7 วัน 7 คืน ผมบรรทุกปาล์มไปขาย 3 ตัน ขายได้แค่ 1.5 ตัน”

“ปริมาณปาล์มล้นตลาด สมาชิกและคณะกรรมการหลายท่านลงความเห็นว่า พวกเราควรมีโรงสกัด เพื่อไม่ให้โรงงานกดราคาเพราะปาล์มล้น โรงงานเคยกดราคาเหลือกิโลละบาทหรือบางทีไม่ถึงบาทก็มี”

เสียงเหล่านี้ สะท้อนมาจากคณะกรรมการสหกรณ์นิคมท่าแซะ ที่เล่าย้อนกลับไปถึงวันซึ่งเกิดเหตุการณ์ปาล์มล้นตลาด โรงงานสกัดปาล์มชะลอการซื้อปาล์มเมื่อช่วงปี 2550 จนเกิดความเสียหายกับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม และสมาชิกสหกรณ์เป็นจำนวนมาก

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ซึ่งเป็นที่มาทำให้สมาชิกสหกรณ์นิคมท่าแซะ เห็นพ้องและสนับสนุนให้ มีการสร้าง “โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ” เพื่อรับซื้อผลผลิตปาล์มของสมาชิกฯ เข้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและขายน้ำมันไปยังผู้ประกอบการอีกทอดหนึ่ง

จากวันแรก ที่โรงสกัดเดินเครื่องผลิตน้ำมันเมื่อปี 2554 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 13 ปี แล้ว เครื่องจักรยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เป็น “โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของสหกรณ์”แห่งแรก และแห่งเดียวของประเทศไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน RSPO

แม้จะเป็นโรงสกัดขนาดเล็ก ทว่าได้ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ และพี่น้องชาวสวนปาล์มในเขตจังหวัดชุมพร ให้มีที่ขายทะลายปาล์มในราคาสูง และยังผลิตน้ำมันคุณภาพดีมาตรฐาน RSPO สร้างความยั่งยืนทั้งต่อเกษตรกร ชุมชน และสังคม

พายุถล่ม ผลผลิตล้น วิกฤตที่ต้องเจอ

คุณนพพร ขาวสอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เล่าถึงความเป็นมาของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ให้ทีมข่าว TASPO ฟังว่า สหกรณ์นิคมท่าแซะ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากนิคมสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้ามาจัดสรรที่ดินตั้งแต่ประมาณปี 2509 ในพื้นที่ท่าแซะ ประมาณ 60,000 ไร่ แบ่งให้เกษตรกรล็อคละ 40 ไร่ ซึ่งมีประชาชนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศทั้งจากเหนือ กลาง อีสาน ใต้ เข้ามาอาศัยและขอพื้นที่ทำกิน

นพพร ขาวสอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ในตอนนั้น นิคมท่าแซะ ถือว่าจัดสรรที่ดินได้ใหญ่ที่สุด ปริมาณพื้นที่มากถึง 40 ไร่/แปลง/คน เมื่อจัดสรรพื้นที่ให้ประชาชนแล้ว มีข้อกำหนดว่า เมื่อได้พื้นที่จัดสรรเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ ต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์ท่าแซะด้วย จึงเกิดกระบวนการเริ่มต้นของสหกรณ์นิคมท่าแซะ

มีกิจการ เช่น ธุรกิจลานเท รวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันไปขายโรงงาน ธุรกิจปั๊มน้ำมัน 4 สาขา (สำนักงานใหญ่, ปากด่าน ท่าลานทอง และดินก้อง) ธุรกิจมินิมาร์ท 4 สาขาที่เดียวกับธุรกิจปั๊มน้ำมัน  ธุรกิจรับฝากเงินและสินเชื่อ ธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร เช่น จำหน่ายปุ๋ย พันธุ์ปาล์ม

กระทั่งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2532 “ไต้ฝุ่นเกย์” พัดถล่มภาคใต้ และจุดศูนย์กลางพายุ อยู่ที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

“ตอนพายุมา ต้นไม้หักโค่น บ้างก็ถอนขึ้นมาทั้งต้น บ้านพัง จนต้องหนีไปอยู่ในรถ เห็นแต่ฝุ่นผงปลิวกระจัดกระจายจนกระจกรถขาวไปหมด”

คุณนิพนธ์ เทศรัตน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ย้อนอดีตในวันที่วาตภัยเคลื่อนผ่านอำเภอท่าแซะ เพียงหนึ่งวัน-หนึ่งคืน ทุกอย่างถูกทำลายราบ ส่งผลให้ภาครัฐ มีแนวทางเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกปาล์มน้ำมันมากขึ้น

นิพนธ์ เทศรัตน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ซึ่งพื้นที่ของนิคมสหกรณ์นั้น เหมาะกับการปลูกปาล์มน้ำมัน บรรดาสมาชิกของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ซึ่งเวลานั้น มีจำนวนเกือบๆ 4,000 คน แบ่งเป็นสมาชิกสามัญประมาณ 3,800 ส่วนที่เหลือเป็นสมาชิกสมทบ จึงพร้อมใจกันปลูก “ปาล์มน้ำมัน” เพิ่มมากขึ้นกว่า 5 หมื่นไร่ จากพื้นที่ 6 หมื่นกว่าไร่ของสมาชิกสหกรณ์ฯ

กระทั่งเวลาไล่เรียงมาถึงปี 2550 เกิดวิกฤตส่งผลกระทบต่อชาวสวนปาล์มท่าแซะอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ “ปาล์มล้นตลาด” ทำให้โรงสกัดน้ำมันปาล์ม ชะลอการซื้อผลผลิตจนถึงขั้นงดรับซื้อ ทำให้ราคาปาล์มตกต่ำ เกษตรกรที่ไปจอดรถรอขายปาล์มหน้าโรงงานต่างๆ ติดคิวขายปาล์มไม่ได้ข้ามวัน ข้ามคืน บางรายติดคิวเป็นอาทิตย์ ราคาปาล์มจากกิโลกรัมละ 4 บาท ตกไปจนไม่ถึง 1 บาท สร้างผลกระทบให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มเป็นวงกว้าง

“ปี 2550 มีปัญหาปาล์มติดคิวมาก โรงงานต่างๆ ไม่ยอมรับซื้อ ปิดโรงงาน เราค้างรถอยู่ 7 วัน 7 คืน ผมบรรทุกปาล์มไปขาย 3 ตัน ขายได้แค่ 1.5 ตัน” คุณดาวุธ แสนสุข คณะกรรมการสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ย้อนความทรงจำ แววตาหม่น

ดาวุธ แสนสุข คณะกรรมการสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

เกิดกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น คณะกรรมการและสมาชิกสหกรณ์นิคมท่าชนะ จำกัด จึงสนับสนุนให้มีการสร้างโรงสกัดน้ำมัน เป็นของกลุ่มตนเอง

“ปริมาณปาล์มล้นตลาด สมาชิกและคณะกรรมการหลายท่านลงความเห็นว่า เราควรมีโรงสกัด เพื่อไม่ให้โรงงานกดราคาเพราะปาล์มล้นมาก โรงงานกดราคาเหลือบาทหรือไม่ถึงบาท” คุณนพพร ขาวสอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เผยจุดเริ่มนับหนึ่ง

โดย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556

โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ถูกสร้างขึ้นจากเงินก้อนแรก ด้วยวิธี Turn Key คือ มีบริษัทออกทุนสร้างโรงงานให้ แล้วสหกรณ์ฯ ทยอยจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

หลังจากโรงงานสกัดฯ ดำเนินการได้ 1 ปี และมีกำไรเป็นที่น่าพอใจ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. จึงเข้ามาให้เงินกู้กับสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เพื่อไปชำระหนี้การ Turn Key และเข้ามาเป็นเจ้าหนี้แทน

สำหรับการจัดหาปาล์มเพื่อป้อนโรงงานสกัดฯ นั้น ได้มาจากปาล์มของสมาชิกสหกรณ์และคู่ค้า แต่ด้วยผลผลิตหลายครั้งคุณภาพไม่คงที่ จึงเกิดการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก “ปาล์มคุณภาพ” และนั่นเป็นที่มาของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ”

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ก็คือ สมาชิกสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ที่ทำปาล์มน้ำมันมาตรฐาน RSPO โดยถ่ายโอนมาจากโครงการเกษตรแปลงใหญ่ มาเป็นโครงการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน RSPO เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2561 แต่ติดช่วงสถานการณ์โควิด 19  จึงสามารถตรวจประเมินแล้วเสร็จ มีผู้ผ่านการรับรองเป็นสมาชิก RSPO รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2565 จำนวน 422 ราย มีพื้นที่ 9,140.75 ไร่

ไม่มองแต่ค่าพรีเมี่ยม เห็นผลดีจริง จึงบอกต่อ

คุณนิพนธ์ เทศรัตน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ เล่าถึงการทำงานของวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ว่า ที่ผ่านมา ต้องอำนวยความสะดวกให้สมาชิกมากพอสมควร เนื่องจากเกษตรกรส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งคนจะเป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจ ต้องมีที่ดินของตัวเองและมีเอกสารสิทธิ์เท่านั้น และปัจจุบันทุกคนมาจากสมาชิกสหกรณ์นิคมท่าแซะ ทั้งหมด ยังไม่มีสมาชิกกลุ่มอื่น

“สำหรับการทำงานกับเกษตรกร เราให้คำแนะนำในสิ่งที่ปฏิบัติได้ เชื้อเชิญโดยไม่บังคับใจกัน พอเขาเห็นประโยชน์ จะทำตามเอง” คือหลักการทำงานที่ คุณนิพนธ์ บอกก่อนเล่าต่อ

“สมาชิกฯ มักชินกับการที่สมัครอะไรแล้วได้เลย พอมาสมัครเป็นสมาชิก RSPO ต้องใช้เวลา ทำให้ช่วงแรก เกษตรกรไม่เข้าใจ ต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจ มีการอบรมกันตลอด เราไม่ได้เน้นให้เกษตรกรมองแต่ค่าพรีเมี่ยมที่จะได้รับ แต่แนะนำว่าถ้าคุณทำปาล์มปริมาณเท่านี้ แล้วขายผลผลิตได้มากขึ้นจะเป็นอย่างไร และยังมีค่า    พรีเมี่ยมไปอีก ได้ผลประโยชน์หลายต่อ รวมถึงค่าคาร์บอนเครดิต เมื่อเขาทำแล้วเห็นผลได้จริง เขาบอกต่อ คนอื่นอยากเข้าร่วมเพิ่ม”

สำหรับผลผลิตปาล์มที่ได้ สมาชิกจะส่งขายให้กับ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ซึ่งมีข้อกำหนดว่า “ต้องขายรวมทั้งทะลายปาล์มและลูกร่วง” เพื่อให้ได้ค่าเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

โดยสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด มีจุดรวบรวมผลผลิต 9 แห่ง สมาชิกอยู่ใกล้จุดไหนสามารถไปส่งที่จุดนั้น และจะมีรถบรรทุกมาส่งที่ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัดแต่หากสมาชิกฯ มาส่งที่ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จะได้บวกเงินค่าขนส่งเพิ่มด้วย

คุณนิพนธ์ เล่าถึงราคาขายปาล์มของสมาชิกว่า ที่นี่ให้ราคาพรีเมี่ยมกับสมาชิกสูง คือ บวกราคาพรีเมี่ยม 20 สตางค์ ถ้าการตัดได้มาตรฐานเพิ่มอีก 30 สตางค์ หักเข้ากลุ่มฯ 5 สตางค์ เหลือให้สมาชิก 45 สตางค์ จากราคาขายหน้าป้ายเป็นราคาที่ให้กับสมาชิก RSPO ค่อนข้างเยอะกว่าที่อื่น แต่มีเงื่อนไข คือ ต้องตัดสุก สีต้องส้ม ขั้วทะลายสั้น ขายรวมหมดไม่แยกขายเม็ดร่วง หรือชั่งขายรวม เพราะจะทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันขึ้นได้เยอะ

อยากได้น้ำมันปาล์ม RSPO ต้องมาหาเรา คือ สิ่งที่คาดหวัง

คุณไกรฤกษ์ ดวงคงทอง ผู้จัดการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด กล่าว ถึงการทำปาล์ม RSPO ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ให้ฟังว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่เกษตรกรได้ทำระบบ RSPO เพราะโดยปกติ เกษตรกร เขาไม่มีระบบในการทำอาชีพ แต่ระบบนี้ จะทำให้พวกเขาดำเนินอาชีพได้อย่างยั่งยืน และลดความเสี่ยง ลดต้นทุน วันนี้ RSPO ทำในเรื่องการลดต้นทุนมากกว่า เราลดต้นทุนที่มองไม่เห็น ถ้าไม่จด ไม่เขียน จะไม่รู้เลย

ไกรฤกษ์ ดวงคงทอง ผู้จัดการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สำหรับโรงงานสกัดฯ ต้องเพิ่มกำลังการผลิต เพราะเมื่อเพิ่มประสิทธิภาพของต้นน้ำ ปรับสายพันธุ์ จนเป็นสมาชิก RSPO แล้ว มีผลผลิตมากขึ้น โรงงานสกัดฯ ที่เป็นกลางน้ำต้องปรับตัว เปลี่ยนเครื่องจักร ต้องเป็น Automation – การทำงานที่ใช้เทคโนโลยี มีคอมพิวเตอร์เข้ามาทำงานมากขึ้น เพื่อปรับลดคน ลดค่าใช้จ่าย และไปต่อยอดว่าเมื่อปาล์มเป็นน้ำมันแล้วจะไปไหน ไปสู่บริโภค ไปสู่พลังงาน หรือเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่กำลังศึกษาอยู่จากผลพลอยได้ คือน้ำมันปาล์มแดง ที่ตอนนี้ มีการส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น” ผู้จัดการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด บอกอย่างนั้น

ปัจจุบัน โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด เป็นโรงงานมาตรฐาน RSPO Supply Chain แบบ Mass Balance ที่ต้องการปาล์มป้อนเข้าโรงสกัดจำนวน 500 ตัน/วัน โดยรับปาล์มจากสมาชิกสกรณ์ทั้งจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ สมาชิกทั่วไปของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด และคู่ค้า ซึ่งจะขายปาล์มได้ในราคาที่มากกว่าสมาชิกสหกรณ์เล็กน้อย แต่ไม่มีค่าขนส่ง และต้องคัดคุณภาพปาล์มก่อน

หากมองด้วยสายตาคนนอก การทำน้ำมันในระบบ Mass Balance ที่คละปาล์มจากสวนเกษตรกร RSPO และ ปาล์มทั่วไป อาจเป็นเรื่องยากมาก

ประเด็นนี้ คุณพุทธิพงษ์ ขวัญเมือง รองผู้จัดการฝ่ายโรงงาน บอกว่า สิ่งที่โรงงานสกัด ทุกแห่งเป็นเหมือนกันหมด คือ ไม่สามารถกำหนดวัตถุดิบได้ ถ้าเป็นอุตสาหกรรมอื่น กำหนดได้เลย ฤดูกาล สายพันธุ์ พื้นที่ก็ไม่เหมือน ความต่างไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเดือนหน้าจะเจออะไร ต้นทางควบคุมไม่ได้ แต่ปลายทางต้องการให้เป็นแบบนี้ สิ่งนี้คือความยาก แต่ละช่วงต้องมีวิธีการที่แตกต่างกันไป ซึ่งทุกที่ในอุตสาหกรรมปาล์มต้องพยายามให้เหมือนกันให้มากที่สุด

พุทธิพงษ์ ขวัญเมือง รองผู้จัดการฝ่ายโรงงาน
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การทำปาล์มคุณภาพมีรายละเอียดเยอะ เวลารับปาล์มจากสมาชิกทั่วไป พยายามใช้เกณฑ์เดียวกับของ RSPO แต่อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ที่สำคัญปาล์มต้องสุก 100 เปอร์เซ็นต์ และมีลูกร่วง ซึ่งช่วงหนึ่งเปอร์เซ็นต์น้ำมันได้ถึง 19 เปอร์เซ็นต์ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย อย่างที่ผ่านมาเป็นช่วงเอลนินโญ่ ปาล์ม RSPO ก็ดึงไม่ขึ้น เพราะมันเกี่ยวกับหลายปัจจัยด้วย” คุณพุทธิพงษ์ บอก

และว่า วันหนึ่งโรงงานเราจะเป็นโรงงาน RSPO ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปาล์มที่เข้าสู่กระบวนการของเราทั้งหมดเป็นปาล์ม RSPO ทั้งหมด ถ้าถึงวันนั้นเชื่อว่าการบริหารจัดการจะง่ายกว่านี้ ในแง่การตลาด ใครที่อยากได้ น้ำมัน RSPO ต้องมาหาเรา นี่คือสิ่งที่คาดหวังในอนาคต และคิดว่าน่าจะเป็นไปได้

RSPO ปัจจัยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ช่วยเรื่องการอนุรักษ์

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับ กระบวนการรับซื้อปาล์ม เพื่อเข้าสู่กระบวนการสกัดน้ำมันของโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ทาง คุณนพพร ขาวสะอาด รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด อธิบายให้ฟัง

เริ่มจาก เมื่อมีคนมาขายปาล์ม จะมีการแยกบัญชี โดยสมาชิกวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ มีบัตรสมาชิก เวลามาขายปาล์มนำเข้าห้องชั่ง จดบันทึก และมีตั๋วส่งไปยังสำนักงานของวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ ด้วย

ส่วนสมาชิกอื่นๆ ที่ไม่ใช่ RSPO จะทำการบันทึกอีกแบบ มีความแตกต่างกันชัดเจน แต่ทางโรงงานสามารถตรวจสอบไปยังต้นทางไปถึงสวนได้ว่า ปาล์มที่นำมาขายนั้นมาจากสวนไหน

ทั้งนี้ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด ยังมีข้อมูลสมาชิกด้วยว่า แต่ละวันสวนไหนจะมีการตัดปาล์ม ทั้งสมาชิกสวน RSPO และสวนทั่วไป จึงทำให้ โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ สามารถประเมินได้ว่าจะมีผลผลิตเข้าเท่าไหร่ และต้องหาซื้อผลผลิตจากคู่ค้าเพิ่มอีกเท่าไหร่ เหมือนเป็นการการันตีว่าโรงงานสกัดฯ ต้องมีผลผลิตทุกวัน ส่วนเกษตรกร มีที่ขายผลผลิตแน่นอน เป็น “สัญญาใจ”ที่สหกรณ์ช่วยสมาชิก สมาชิกช่วยสหกรณ์เช่นกัน

“สมาชิกวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน RSPO ท่าแซะ เป็นสมาชิกสหกรณ์อยู่แล้ว เราได้ช่วยสหกรณ์ในการขับเคลื่อนโรงกลั่น การที่สหกรณ์สร้างโรงงานสกัด เพราะต้องการปริมาณปาล์ม ถ้าสมาชิกไปขายที่อื่น ก็ขัดกับหน้าที่ของสมาชิก ดังนั้นการขายให้สหกรณ์ทำให้สหกรณ์มีปริมาณปาล์มที่เพียงพอ” คุณนพพร บอก

และว่าต่อ เมื่อปาล์มเข้าสู่กระบวนการสกัด ผลิตภัณฑ์ที่ได้หลักๆ คือ น้ำมันปาล์ม โดย โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ ขายอยู่ 2 แบบ คือ ขายผ่านคนกลาง เรียกว่า ขายสดหน้าโรง ผู้ซื้อจะนำรถมารับน้ำมันและจ่ายเงินให้โรงสกัดทันที และการขายผ่าน RSPO ไปยัง บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จำกัด (มหาชน) หรือ ไซม์ ดาร์บี้ ออยส์ มรกต เป็นการขาย Refine Processing ใช้เวลารอ 15 วันถึงจะได้รับเงิน

©TASPO/สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ส่วนผลผลิตอื่นๆ นอกเหนือจากน้ำมันปาล์ม นับตั้งแต่ ทะลายเปล่า ขายให้สมาชิกสหกรณ์นำไปเพาะเห็ดฟาง หรือส่งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า เมล็ดในปาล์ม ส่วนใหญ่ผู้ซื้อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ โอเลโอเคมีคอล กะลา ขายให้โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า เส้นใย ขายให้สมาชิก ไปทำอาหารสัตว์

น้ำเสีย จากโรงงานทั้งหมดส่งไปโรงงานไบโอแก๊ส เพื่อผลิตแก๊สมีเทน ปั่นกระแสไฟฟ้าขายการไฟฟ้า ซึ่ง โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันสหกรณ์นิคมท่าแซะ ทำสัญญากับทางการไฟฟ้า ไว้ที่ 1.6 เมกะวัตต์ ตะกอนจากบ่อน้ำเสีย ขายทำปุ๋ยชีวภาพ และสุดท้าย คือ ขี้เถ้า แจกให้กับสมาชิก

“RSPO เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้มูลค่าในการขายผลิตภัณฑ์ของเราเพิ่มขึ้น ช่วยเรื่องอนุรักษ์ได้อีกทาง และต่อไปจะมีเรื่องของคาร์บอนเครดิตอีก ในฐานะเกษตรกร มองว่า RSPO เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมาชิกได้ผลประโยชน์จากการขายปาล์มเพิ่มขึ้น จึงหวังว่าในอนาคต สมาชิกของเราทุกคนจะเป็น RSPO ทั้งหมด และเราเองจะกลายเป็นโรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน RSPO แบบเต็มตัว” รองประธานกรรมการคนที่ 1 สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด สรุปทิ้งท้าย

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สารคดีภาพ | แรงงานข้ามชาติ ฟันเฟืองห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

เรื่องใหญ่ ไม่อาจมองข้าม! สวัสดิการ แรงงานต่างชาติ ฟันเฟืองห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน

“พ่อแม่ของพวกเขาอยู่กับเรามานาน แล้วก็มาคลอดลูกในเมืองไทย เลยอยากให้ลูกพวกเขาได้เรียนที่เมืองไทย รู้ภาษาไทย จะได้พูดคุยสื่อสารกันรู้เรื่อง”

สาเหตุทำให้เกษตรกรสวนปาล์มของไทย ไม่สามารถพึ่งพา “แรงงานครัวเรือน” ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นั้น มาจากหลายปัจจัย นับตั้งแต่ อายุของเกษตรกรที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย เกษตรกรหลายสวนเป็นผู้หญิง พื้นที่เพาะปลูกเข้าออกลำบาก หรือแม้แต่ความสูงของต้นปาล์ม ขณะที่งานตัดปาล์มนั้นเป็นงานหนักและต้องใช้ทักษะความชำนาญด้วย

จากข้อเท็จจริงข้างต้น นับเป็นจุดก่อเกิด “ธุรกิจบริการ” หนึ่งในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันบ้านเราในนามของ “ลานเท” มีบทบาทหลัก คือรับซื้อปาล์มน้ำมันจากสวน โดยมี “ทีม”จากลานเท เข้าไป “ตัดปาล์ม” ให้ถึงสวนของเกษตรกรตามที่ตกลงกัน

“เกษตรกรสวนปาล์ม ยังมีความต้องการพึ่งแรงงานไทย ร้อยละ 85 ส่วนอีกร้อยละ 15 ยอมรับการใช้แรงงานข้ามชาติ โดย แรงงานพม่า เป็นที่ต้องการมากที่สุด”คือ ข้อมูลส่วนหนึ่งได้มาจากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เมื่อจำเป็นต้องมี “แรงงานข้ามชาติ”เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ ที่ผ่านมา องค์กรระหว่างประเทศ อย่าง องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization – ILO) จึงเข้ามามีบทบาท ที่ผ่านมามีการระบุถึงปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในภาคเกษตรกรรม คือ กรณีค่าจ้างค้างจ่าย และ การจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ขณะที่ องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil – RSPO) ก็มีแนวปฏิบัติสำหรับสมาชิก RSPO เกี่ยวกับการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ในหลายประเด็น เช่น การใช้แรงงานเด็ก สิทธิร้องเรียน ค่าแรงที่เป็นธรรม สวัสดิการพื้นฐาน เป็นต้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

“จีรวรรณ ปาล์ม” คือ ชื่อของผู้ประกอบการลานเทปาล์มน้ำมัน อยู่ที่อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มี คุณจีรวรรณ ซัวต๋อ เป็นผู้ดูแล  และแม้จะไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO แต่ว่ากันว่า การดูแล “แรงงาน” ของลานเทปาล์มน้ำมันแห่งนี้ อยู่ในระดับมาตรฐานน่าเรียนรู้

“ทำลานเท มาตั้งแต่ปี 2549 รับงานหลายอย่าง นอกจากมีทีมตัดปาล์มแล้ว ยังมีบริการเครื่องย่อยทางปาล์มในสวน และบริการรถแบ็กโฮ ไปลอกคู-คลอง ในสวนปาล์ม”คุณจีรวรรณ ให้ข้อมูลเริ่มต้น

ก่อนเผยให้ฟังต่อ ปัจจุบันมีทีมแรงงานประจำลานเท ประมาณ 120 คน แบ่งเป็นคนไทย 30 คน ทำหน้าที่คนคุมทีมตัดและขับรถ ที่เหลือเป็นแรงงานสัญชาติพม่า

“แรกๆ รับเข้ามาเฉพาะผู้ชายมาทำงาน พออยู่นานๆ เข้า เขาอยากมีเมีย มาบอกจะขอแต่งงาน เราก็ไม่มีปัญหา พอมีเมีย-มีลูก ตามมา เลยต้องอยู่เป็นครอบครัว พอเด็กๆ โต เราเลยส่งให้เรียน เพราะเด็กเกิดที่เมืองไทย” คุณจีรวรรณ เล่าอย่างนั้น

ก่อนเผยถึงสวัสดิการที่ทางลานเทของเธอ จัดสรรให้กับแรงงานพม่า คือ มีบ้านพักให้อยู่ฟรี มีสวัสดิการให้ลูกพวกเขาเรียนฟรี มีรถรับ-ส่งเด็กๆ 22 คน ไปโรงเรียน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

“พ่อแม่ของพวกเขาอยู่กับเรามานาน แล้วก็มาคลอดลูกในเมืองไทย เลยอยากให้ลูกพวกเขาได้เรียนที่เมืองไทย รู้ภาษาไทย จะได้พูดคุยสื่อสารกันรู้เรื่อง”คุณจีรวรรณ เผยเหตุผล

ก่อนบอกสวัสดิการที่ให้กับลูกๆของแรงงานพม่า นั้น บรรดาพ่อแม่ของพวกเขาก็ชอบ เพราะอย่างน้อย ลูกๆ เขามีโอกาสได้อบรมบ่มนิสัย รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน เจอผู้หลักผู้ใหญ่ยกมือไหว้ เหมือนเด็กไทยทั่วๆ ไป

นอกจากนี้ ยังมีสวัสดิการช่วยลดค่าครองชีพ คือ เปิดร้านของชำราคาย่อมเยาให้กับครอบครัวแรงงาน ทั้งกว่า 100 ชีวิต

“แต่เดิมเราเปิดร้านขายของชำอยู่แล้ว กระทั่งเร็วๆนี้ ทางแมคโคร มาติดต่อ ขอตกแต่งทำร้านให้เหมือน     แมคโครย่อยๆ มาส่งของ และกำหนดราคามาให้เราขาย ในราคาไม่แพง พูดตรงๆ ราคาถูกกว่า 7 – 11 เยอะ เราก็วิน-วิน คนงานได้ซื้อของถูกด้วย” เจ้าของลานเทจีรวรรณ บอก

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

ถามถึงการดูแลแรงงานข้ามชาติจำนวนนับร้อย มีปัญหาหนักใจอะไรบ้างหรือไม่ คุณจีรวรรณ บอกตรงๆ มีบ้างเล็กๆ น้อยๆ แก้ไขได้ไม่ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างซื่อสัตย์ต่อกัน เราซื่อสัตย์ต่อเขา เช่น จ่ายค่าแรงงานตามตกลง ไม่ผิดเพี้ยน ไม่บิดเบี้ยว วันและเวลาที่จ่ายค่าแรงก็ตรง ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดราชการ เสาร์/อาทิตย์ นักขัตฤกษ์ อะไรก็แล้วแต่ไม่เกี่ยว

สัญญากันว่าเดือนหนึ่ง เงินเดือนพวกเขาออก 2 ครั้ง วันที่ 2 หนึ่งครั้ง วันที่ 17 หนึ่งครั้ง เราจ่ายตรงตามนั้น พวกเขาก็ตรงกับเรา ทำงานตรงๆ ไม่มีมีปัญหาอะไร ต่างฝ่ายต่างซื่อสัตย์ต่อกัน

ที่ผ่านมาประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานบ้างหรือไม่ คุณจีรวรรณ บอกส่งท้าย

“ไม่เคยมีปัญหานี้ เพราะที่นี่มี กฎ-กติกากลับบ้านต้องลาล่วงหน้า พวกเขาก็มาลาล่วงหน้าขอกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ล่วงหน้า 1 เดือน บางคน 10 วัน บางคน 20 วัน ก็แล้วแต่ แต่ขั้นต่ำส่วนใหญ่ 20 วัน แล้วเขาก็กลับมาทำงานตามปกติ ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาไม่ได้ลากลับกันบ่อย 2-3 ปี จะลากันซักที แบบปีหนึ่งลากลับ ไม่มี”

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์
©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

จากสวนปาล์มถึงลานเท: เส้นทางความยั่งยืน เชื่อมโยง เข้มแข็ง ไม่ขาดสาย

ไทย เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกปาล์มน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ล่าสุดมีพื้นที่ปลูกรวมกัน ทั่วประเทศกว่า 6 ล้านไร่ และมีพื้นที่ปลูกปาล์มในภาคใต้มากที่สุดกว่า 86 เปอร์เซ็นต์

หากเปรียบเทียบระหว่างการใช้พื้นที่ปลูกพืชน้ำมันชนิดต่างๆ ปาล์มน้ำมันจะผลิตน้ำมันได้ถึงร้อยละ 35

โดยใช้พื้นที่ปลูกน้อยกว่าพืชชนิดอื่นๆ มากกว่าร้อยละ 10 นั่นหมายถึง ปาล์มน้ำมันใช้พื้นที่ในการปลูกน้อยกว่าแต่ได้ผลผลิตที่มากกว่านนั่นนเอง

สำหรับบริบทของไทย นั้น “เส้นทางปาล์มน้ำมัน” อาจมีความแตกต่างจากประเทศอื่น เนื่องด้วยการมีผู้ทำหน้าที่ รับซื้อผลปาล์มสุกเพื่อนำไปขายต่อยังโรงสกัดหรือโรงงาน ที่เรียกว่า “ลานเท” นั้น เปรียบได้กับเป็น “ข้อต่อ” สำคัญ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกร ลำเลียงผลผลิตไปยังโรงงาน จนถึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่จะทำให้ได้มาซึ่ง “น้ำมันคุณภาพ” และมีส่วนกำหนดราคาปาล์มน้ำมันในบ้านเรา

มีข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า เมื่อสิ้นปี 2566 มี ลานเททั่วประเทศ ที่แจ้งต่อกองชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 3,308 แห่ง อยู่ในภาคใต้ 3,147 แห่ง ภาคเหนือ 7 แห่ง ภาคกลาง 28 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 35 แห่ง และอื่น ๆ 91 แห่ง

เส้นทางจาก “สวนปาล์มถึงลานเท” จึงเป็นเรื่องสำคัญมองข้ามไม่ได้ เพราะบทบาทของลานเท นั้น คือ  ผู้รับเหมาเก็บ เกี่ยวผลผลิต ตัดแต่ง ตลอดไปจนถึงจัดหาคนดูแลสวนให้กับเจ้าของสวนปาล์ม

“ลานเท” จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการเป็นส่วนหนึ่งของ “เส้นทางปาล์มน้ำมันยั่งยืน”ที่เข้มแข็งของประเทศไทย  

©TASPO

เส้นทางปาล์มน้ำมันจากสวนปาล์มถึงลานเท ที่นำเสนอในครั้งนี้ ทีมข่าว TASPO ได้รับการบอกเล่า จาก คุณเล็ก-สุมาตร อินทรมณี เจ้าของลานเทคลองน้อยปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประธานกลุ่ม RSPO คลองน้อย ศูนย์เรียนรู้ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรกิจกรรมปาล์มน้ำมัน ในฐานะนายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัด สุราษฎร์ธานี และประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ภาคใต้

คุณเล็ก เล่าให้ฟังว่า ทุกๆ เช้า คนตัดปาล์มจะเดินทางไปยังสวนปาล์มที่ว่าจ้างตัดปาล์ม ซึ่งโดยทั่วไปจะมีคนตัดปาล์ม 2 แบบ คือ ทีมตัดอิสระ และ ทีมตัดของลานเท หากเป็นทีมตัดของลานเท จะมีการบริหารจัดการให้ลงรอบพอดี คนตัดปาล์มจะมีงานทำทุกวัน พูดง่ายคือ เป็นอาชีพที่มีรายได้ทุกวัน ชาวสวนเอง ก็จะมีคนตัดปาล์มทุกรอบไม่ต้อง เที่ยวหาคนตัดปาล์มทุกๆ ครั้ง

ซึ่งทีมตัดแต่ละทีม จะมีสวนที่จะเข้าตัดประจำ เพื่อความสบายใจกันทั้งเจ้าของสวนและคนตัดปาล์ม เพราะส่วนใหญ่ เจ้าของสวน ไม่ได้มาดูแลเวลาเข้าตัดปาล์ม แต่จะไปรอชั่งผลผลิต และรับเงินที่ลานเท

ส่วนคนตัดปาล์ม จะมีงานทำประจำ โดยมีรายรับตามแต่กำหนดของแต่ละลานเท เช่น รับเงินเป็นรายวัน หรือ ทุก 15 วัน

©TASPO

เมื่อทีมตัดไปถึงสวนปาล์ม ต้องเริ่มเดินสำรวจไลน์ วางแผน สำรวจปาล์มสุก ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยทีมตัด จะได้รับการอบรมเรื่องการตัดปาล์ม ความปลอดภัยในการทำงาน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสม่ำเสมอ

©TASPO

เกี่ยวกับสีผลสุกของปาล์มน้ำมัน นั้น แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

  •  ผลดิบสีดำ เมื่อสุกผลเป็น สีแดง (Nigrescens)
  •  ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกผลเป็น สีส้ม (Virescence)
  •  สีผิวเปลือก เมื่อสุกเป็น สีเหลืองซีด (Albescens) (มีน้อยมาก)

ส่วน เกณฑ์พิจารณาความสุกของผลปาล์มต้องดูองค์ประกอบต่างๆ ประกอบกัน เช่น จำนวนลูกร่วงตามธรรมชาติ สีผลปาล์มที่เปลี่ยน 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความชำนาญของคนตัดปาล์มในการดูปาล์มสุก โดยรอบ ตัดปาล์มแต่ละสวนของทีมตัดคลองน้อยจะอยู่ที่ 20 วัน และวนไปตามสวนต่างๆ

©TASPO

ทีมตัดแต่ละชุด อาจใช้คนเพียง 2-3 คน ไปจนถึง 5-6 คน ตามความเหมาะสม สำหรับทีมคนตัดปาล์มของลานเท คลองน้อยปาล์ม

คุณเล็ก บอก มี 40 คน เช่น ชุดตัดปาล์มของ คุณสง่า พรมเกิด และคุณจันทิมา เคี่ยมการ สองสามีภรรยา ที่เริ่มเข้าสวน 9 โมงเช้า และเลิกงานบ่าย 3 โมง

©TASPO

แม้จะทำงานกันเพียง 2 คน ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะที่ผ่านมา ได้ผ่านการอบรมการตัดปาล์มมา บวกกับประสบการณ์กว่า 10 ปี ทำให้ก่อนลงมือตัดปาล์ม ต้องมีการวางแผนก่อน

โดยคุณสง่า เป็นคนตัด ยกลำเลียง ส่วนคุณจันทิมา ช่วยลำเลียงนำปาล์มใส่รถเข็น เก็บลูกร่วง จนถึงเรียงทางใบให้สวน เรียบร้อย และโดยทั่วไปจะใช้เวลาตัดปาล์มแต่ละสวนวันเดียวให้เสร็จ แต่ถ้าเป็นสวนใหญ่หรือตัดไม่เสร็จ จะมาตัดกันต่อในวันต่อไป

©TASPO

ลูกร่วง คือ ผลปาล์มสุกจัดที่มีปริมาณน้ำมันสูง ขายได้ราคาดีกว่าปาล์มทะลาย ความซื่อสัตย์ของคนตัดปาล์ม และ ลานเท จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะเก็บลูกร่วงใส่กระสอบเพื่อนำไปส่งลานเทให้เจ้าของสวน 

©TASPO

อาชีพคนตัดปาล์มเป็นอาชีพที่สามารถทำได้ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คุณจันทิมา เล่าว่า แม้จะเป็นงานหนักแต่เหนื่อยก็พักได้ และเป็นงานอิสระ ซึ่งเธอและครอบครัวสามารถจัดสรรเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่จำเป็นได้ หรือ หากเหนื่อยล้าสะสม สามารถบอกเถ้าแก่เพื่อขอหยุดพักได้

©TASPO

รายได้ของคนตัดปาล์มจะอยู่ที่ 500 – 800 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับแต่ละลานเท สภาพภูมิประเทศ พื้นที่ ความยากง่าย ในการเข้าตัดปาล์ม เช่น ความสูงของต้นปาล์ม พื้นที่เนินสูงต่ำ ไม่ราบเรียบเสมอกัน หรือน้ำท่วมสวนหรือไม่ เป็นต้น

©TASPO

เมื่อตัดปาล์มเสร็จ ขนย้ายมาลำเลียงขึ้นรถและเตรียมส่งลานเท คนตัดปาล์ม จะโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าของสวนไปรอที่ ลานเท เพื่อดูการชั่งน้ำหนักปาล์มและรับเงิน สำหรับราคารับซื้อ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงและบริการของแต่ละลานเท เป็นหลัก

©TASPO

เมื่อชั่งน้ำหนักเรียบร้อย ทะลายปาล์มจะถูกลำเลียงมากองรวมกัน โดยมีคนลงปาล์มและดูความสุก-ดิบ ตรวจคุณภาพ ทะลายปาล์มอีกครั้ง ถ้ามีปาล์มดิบหลงมา ต้องคัดออก และขนปาล์มคุณภาพ ขึ้นรถพ่วงเตรียมส่งโรงงานภายใน 24 ชั่วโมง

©TASPO

ลูกร่วงที่เก็บมาจะถูกแยกชั่ง เนื่องจากราคาสูงกว่าราคาปาล์มทะลาย เช่น ราคาปาล์มทะลาย กิโลกรัมละ 4.30 บาท ลูกร่วง อาจได้ราคา กิโลกรัมละ 5 บาท

©TASPO

ผลผลิตปาล์มจากลานเทคลองน้อยปาล์ม ทั้งปาล์มทะลายและลูกร่วง ถูกส่งให้โรงสกัดภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ร่อน ปาล์มให้เป็นลูกร่วง หรือรดน้ำเพื่อบ่มปาล์ม

©TASPO

ปัจจุบันแม้ลานเทต่างๆ ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO โดยตรง หากทาง RSPO มีการอบรมการตัดปาล์มทั้ง เจ้าของสวน คนตัดปาล์ม และลานเท เพื่อให้เข้าใจตรงกัน เวลาตัดปาล์ม จะทำให้ได้ปาล์มที่มีคุณภาพ เป็นการลด ปัญหาตัดปาล์มดิบ ปัญหาเปอร์เซ็นต์น้ำมัน และราคาที่ไม่เป็นธรรม

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

ผลวิจัยระบุชัด แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันฯ ให้ความสำคัญ “ความยั่งยืน” เพิ่มขึ้น

©TASPO

หลักฐานที่แสดงว่ามีการยอมรับและรู้จักมาตรฐาน RSPO อย่างค่อยเป็นค่อยไปในไทย ตัวอย่างเช่น แผนพัฒนาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี และโครงการ SCPOPP เป็นโครงการพัฒนาการเกษตร 2 โครงการในระดับจังหวัด ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ในการผลักดันการนำมาตรฐาน RSPO ไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาปาล์มน้ำมัน

จากรายงานสรุป หัวข้อ การพัฒนาปาล์มน้ำมันในประเทศไทย: แนวโน้มและความก้าวหน้าของความพยายามด้านความยั่งยืนในการผลิตและจัดหาน้ำมันปาล์ม เขียนโดย รศ.ดร. สุธัญญา ทองรักษ์ ดร. ไชยยะ  คงมณี และผศ.ดร. สิริรัตน์ เกียรติปฐมชัย

ได้ระบุถึง ผลการศึกษานัยเชิงนโยบายเกี่ยวกับการเติบโตของผลิตภาพ การปกป้องป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิในที่ดิน และการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปาล์มและผลกระทบต่อการดำรงชีพของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม ว่า คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ได้จัดทำแผนพัฒนาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มที่สำคัญในอดีต 3 แผน ได้แก่ แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. 2551-2555 แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. 2556 – 2560 และยุทธศาสตร์การพัฒนาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มครบวงจร พ.ศ. 2560-2579

แผนพัฒนาทั้ง 3 ฉบับ เน้นส่งเสริมการปลูกปาล์มใหม่ในพื้นที่เหมาะสมและเพิ่มผลผลิต การดำเนินการตามแผนดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าบางประการในการบรรลุเป้าหมายการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ หรือ 320,000 เฮกตาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ขยายพื้นที่ปลูกไปในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น สวนยางพารา นาข้าวที่ถูกทิ้งร้าง ทุ่งโล่ง และสวนผลไม้

ในแง่ชองผลผลิตที่ตั้งเป้าไว้ที่ 3.5 ตันต่อไร่ต่อปียังไม่บรรลุผล ในแง่ของสิทธิในที่ดิน ยังไม่มีการรายงานพื้นที่ปลูกปาล์มที่บุกรุกป่าในขณะนั้น มีเพียงพื้นที่เกษตรกรรมแบบดั้งเดิมถูกดัดแปลงเพื่อการปลูกปาล์มใหม่ มีเอกสารที่ดินของไทยบางประเภท เช่น ภ.บ.ท. 5 (8.6%) ซึ่งไม่สอดคล้องตามมาตรฐาน RSPO  

อย่างไรก็ตาม รัฐบาล มีความตระหนักเกี่ยวกับประเด็นสิทธิในที่ดินมาก และกำลังหาแนวทางที่จะจัดการกับประเด็นทางด้านกฎหมายและโครงสร้างที่ซับซ้อนและท้าทายของการถือครองที่ดินของประเทศดังกล่าว

เมื่อพิจารณาถึงแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันฯ ฉบับที่ 2 และ 3 พบว่า มีการให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น แผนเหล่านี้มุ่งเน้นให้มีมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งรวมถึง GAP และ GMP สำหรับลานเทและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ตามลำดับ

©TASPO

แม้ว่ามาตรฐานความยั่งยืนจะได้รับการยอมรับในระดับนโยบายการพัฒนา แต่มาตรฐาน RSPO ไม่ได้ถูกกล่าวถึงอย่างชัดเจนในแผนพัฒนาเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานที่แสดงว่ามีการยอมรับและรู้จักมาตรฐาน RSPO อย่างค่อยเป็นค่อยไปในไทย

ตัวอย่างเช่น แผนพัฒนาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี และโครงการ SCPOPP เป็นโครงการพัฒนาการเกษตร 2 โครงการในระดับจังหวัด ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ในการผลักดันการนำมาตรฐาน RSPO ไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาปาล์มน้ำมัน

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2565 มีสมาชิกผู้ปลูกปาล์มน้ำมันของ RSPO ประเทศไทยประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระ 63 กลุ่ม ในจำนวนนี้มี 19 กลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO มีสมาชิกมากกว่า 5,400 คน มีพื้นที่สวนปาล์มที่ได้รับการรับรองประมาณ 170,594 ไร่ หรือ 27,295 เฮกตาร์  คิดเป็นร้อยละ 2.8 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งหมด

สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO นี้ มีความโดดเด่นเป็นพิเศษในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและกระบี่ สาเหตุหลักมาจากความพยายามของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบและโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม เพื่อยกระดับการรับรองมาตรฐาน RSPO กระทั่งในช่วงแผนปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐ ได้เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมและให้เกษตรกรในโครงการพัฒนาเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

RSPO จัดอบรม การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ถ้าสมาชิกกลุ่มเกิดความเข้าใจและเห็นประโยชน์แล้ว ขอให้ช่วยกันในการขยายกลุ่ม คือ ช่วยกันเป็นกระบอกเสียง บอกกล่าวว่า RSPO มีประโยชน์อย่างไร มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างไร

ระหว่างวันที่ วันที่ 9-11 มิถุนายน 2567 องค์กรเจรจาระหว่างประเทศเพื่อปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO-Roundtable on Sustainable Palm Oil) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยมี คุณชวลิต วุฒิพงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (SOPEG) เป็นวิทยากรให้ความรู้กับเกษตรกร RSPO น้องใหม่ โดยมีตัวแทนกลุ่มเกษตรกร RSPO ที่ผ่านการประเมินใหม่ 5 กลุ่ม เข้าร่วมอบรม

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถ้าสมาชิกกลุ่มเกิดความเข้าใจและเห็นประโยชน์แล้ว ขอให้ช่วยกันในการขยายกลุ่ม คือ ช่วยกันเป็นกระบอกเสียง บอกกล่าวว่า RSPO มีประโยชน์อย่างไร มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างไร ต้องช่วยกันเพื่อให้กลุ่มยั่งยืน แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ สมาชิกต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ ช่วยกันขยายฐานสมาชิก และตัวสมาชิกต้องถือปฏิบัติตามมาตรฐาน ข้อกำหนดให้เคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินการของกลุ่มเป็นไปอย่างราบรื่น”คุณชวลิต กล่าวตอนหนึ่ง

ทั้งนี้ ตลอดทั้ง 3 วัน ของการอบรม มีการอบรมเรื่องการคำนวณรายรับ-จ่ายของกลุ่ม หลักการบริหารเงิน  และการถอดบทเรียนการบริหารกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระอย่างยั่งยืน โดยสมาชิกกลุ่มเกษตรกร RSPO รุ่นพี่ จากวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (SOPEG)  และวิสาหกิจชุมชนยูนิวานิช-ปลายพระยา มาร่วมแชร์ประสบการณ์ การออกแบบการบริหารกลุ่มกับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้ามาใหม่สมาชิก 10 กลุ่ม และยังมีการระดมความคิดเห็นจัดทำแผน เพื่อช่วยเสริมความเข็มแข็ง เติมอาวุธในการกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง แผนการบริหารจัดการกลุ่มให้ได้รับความรู้การจัดการสวน การเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน ซึ่งจะทำให้เกิดเกษตรกรสมาชิกในกลุ่มมีรายได้มากขึ้น และทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมียุทธศาสตร์การบริหารจัดการกลุ่มที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มรายย่อยอย่างยั่งยืน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ผอ.ยุทธศาสตร์การค้า เปรียบ มาตรฐาน RSPO เหมือน “เข็มทิศ” นำทางปาล์มน้ำมันไทยสู่อนาคตยั่งยืน

©TASPO/ปรวิทย์ ยศถา

การผลิตน้ำมันปาล์ม “แบบดั้งเดิม” มักเผชิญกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า มลพิษทางอากาศ และปัญหาทางสังคม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชน ดังนั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ได้ตามมาตรฐานสากล

เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ https://tpso.go.th/ ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค.กระทรวงพาณิชย์ ระบุคำให้สัมภาษณ์จาก นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เกี่ยวกับการปรับตัวสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ไว้อย่างน่าสนใจ

โดย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ให้ข้อมูลตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้าง ผู้บริโภคทั่วโลกต่างตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น การปรับตัวสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค เป็นต้น จึงมีบทบาทต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่ง ปาล์มน้ำมัน นับเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยไทย มีผลผลิตปาล์มน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ของโลก มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 4.49 ของผลผลิตปาล์มโลก รองจากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 60.49 และ 21.79 ตามลำดับ ไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มประมาณ 6 ล้านไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มกว่า 4 แสนครัวเรือน

ข้อมูลปี 2566 พบว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยมีจำนวน 18.27 ล้านตัน และสามารถผลิตเป็นน้ำมันปาล์มได้ 3.33 ล้านตัน โดยมีสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์ม แบ่งเป็น การใช้ในประเทศ เพื่อการบริโภคและใช้เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ร้อยละ 67.56 สำหรับส่งออก ร้อยละ 24.64 ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อินเดีย (ร้อยละ 86.78) เมียนมา (ร้อยละ 9.24) เคนยา (ร้อยละ 2.05) และจีน (ร้อยละ 0.70) ตามลำดับ และเป็นสต็อกในประเทศ ร้อยละ 7.80 

ซึ่งการผลิตน้ำมันปาล์ม “แบบดั้งเดิม” มักเผชิญกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า มลพิษทางอากาศ และปัญหาทางสังคม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชน ดังนั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ได้ตามมาตรฐานสากล

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรฐาน Roundtable on Sustainable Palm Oil หรือ RSPO เป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากที่สุด เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเติบโตและการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่ผ่านมาตรฐานสากลที่น่าเชื่อถือ สอดรับกับแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) เน้นความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

©TASPO

ทั้งยังจะมีบทบาทเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกฎเกณฑ์การค้าโลกที่มีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น สหภาพยุโรป (EU) กำหนดกฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) ที่ครอบคลุมสินค้าปาล์มน้ำมัน กำหนดให้ผลผลิตของสินค้าต้องไม่มาจากการบุกรุกพื้นที่ป่า และมีกระบวนการผลิตที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น

กล่าวสำหรับมาตรฐาน RSPO ในประเทศไทย นั้น ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า จากข้อมูลเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืน รายงานว่า เดือนมีนาคม 2567 ไทยมีสมาชิกผู้ปลูกปาล์มน้ำมันตามมาตรฐาน RSPO รวม 87 กลุ่ม ประกอบด้วย เกษตรกรรายย่อยอิสระ 83 กลุ่ม และรายใหญ่ (ที่มีสวนและโรงงาน) 4 กลุ่ม โดยสมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO จำนวน 25 กลุ่ม 9,261 ราย พื้นที่ได้รับการรับรอง 326,718.75 ไร่ คิดเป็นเพียงร้อยละ 5.12 ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อย 246,902.44 ไร่ และบริษัทที่มีโรงสกัดน้ำมันปาล์ม 79,816.31 ไร่

“มาตรฐาน RSPO เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางสู่อนาคตที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทย ที่มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการผลิตน้ำมันปาล์มที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าว

และเผยทิ้งท้าย หากผู้ประกอบการมีความพร้อมในการตรวจสอบและยืนยันที่มาของผลิตภัณฑ์ ผ่านการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ การรวมกลุ่ม และด้านเงินทุน จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ก็จะเป็นโอกาสในการผลิตปาล์มที่มีคุณภาพตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในโลกปัจจุบัน รวมทั้งเป็นโอกาสในการรักษาความสามารถทางการแข่งขัน เพิ่มส่วนแบ่งการตลาด และการขยายสู่ตลาดใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

ประธานสภาอุตฯ ปาล์ม ชี้ ไทยต้องเร่งหาเจ้าภาพรับ EUDR เผย ความยั่งยืน คือ ดีมานด์ตลาดโลกวันนี้

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

EUDR ไม่ได้มีผลกระทบแค่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เพราะไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตร มีผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องเกี่ยวข้องกับ EUDR หลายส่วนมาก ทั้ง ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน

ตามที่สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศมาตรการกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EU Deforestation Regulation หรือเรียกง่ายๆเข้าใจตรงกันว่า “กฎหมาย EUDR” ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมกลุ่มสินค้าที่มีส่วนในการทำลายป่า โดยมีวัตถุประสงค์ห้ามการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าเข้าสู่ตลาดของสหภาพยุโรป

สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบ จาก EUDR นั้น มี 7 ประเภท ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เนื้อวัว ไม้ โกโก้ กาแฟ และถั่วเหลือง รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ผลิตจากสินค้าเหล่านี้ เช่น ช็อกโกแลต เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ถ่าน และสินค้าที่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบ

ส่วนช่วงวลาการใช้ EUDR นั้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2567 โดยมีผลในทางปฏิบัติ 18-24 เดือน หลังการบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อโฟกัสไปที่ “การส่งออกปาล์มน้ำมัน”ของไทยไปยังตลาด EU พบตัวเลขน่าสนใจ ระบุว่า ปี 2565 มีมูลค่า 22.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออก น้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันเมล็ดในปาล์ม น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม (กรดไขมันและแอลกอฮอล์ไขมัน)

ซึ่งประเทศที่ไทยส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มไป ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน อิตาลี กรีซ ฝรั่งเศส โปแลนด์ สเปน และสวีเดน

“ส่วนตัวเชื่อว่า EUDR เป็นนโยบายของจริง เกิดขึ้นจริงแล้ว และจะดำเนินต่อไปอย่างจริงจัง”

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย แสดงความเห็นประเด็น EUDR กับทีมข่าว TASPO ไว้อย่างนั้น

ก่อนฉายภาพ “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย” ให้เข้าใจมากขึ้น

“ตัวเลขการผลิตเพื่อส่งออกอยูที่ 1 ใน 3 ของประเทศ และส่งไปหลายที่ไม่ใช่แค่ยุโรป อย่าง ส่งไปอินเดีย ส่งไปจีน และถ้า 2 ประเทศนี้ส่งต่อไปยุโรป ทางยุโรปก็จะตรวจสอบจากต้นทางแหล่งผลิตจริงๆ ซึ่งไทย เอง ย่อมจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจาก EUDR  ส่วนระดับอุตสาหกรรมนั้น ได้รับผลกระทบทางตรงอยู่แล้ว”

ถามว่าประเทศไทย มีความพร้อมมาก-น้อย แค่ไหน ประเด็นนี้ คุณศาณินทร์ ยิ้มน้อยๆ ก่อนบอก

“ไทย ยังอยู่ในขั้นตอนแห่งการทำความเข้าใจว่าคืออะไรกันแน่ แล้วได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ต้องปรับตัวยังไง ต้องทำอะไร พูดตรงๆ คือ ไทยเพิ่งอยู่ใน Stage แรกๆ ของเรื่อง EUDR”

แล้วทิศทางเกี่ยวกับ EUDR วงการปาล์มน้ำมันไทย ควรไปต่ออย่างไร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แสดงทัศนะว่า เรื่องนี้ไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างตึงในเรื่องของเวลา แต่หากจะทำให้ทัน ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องมานั่งคุยกันจริงจัง กำหนดผู้รับผิดชอบโดยตรง กำหนด Action Plan เป้าหมายให้ชัด และมีหน่วยงานติดตามว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับการปฏิบัติตามเวลาที่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร

“EUDR ไม่ได้มีผลกระทบแค่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เพราะไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตร มีผลผลิตทางการเกษตรหลายตัวที่ต้องมาเกี่ยวของกับ EUDR หลายส่วนมาก ทั้ง ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน”

“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกคนอาจเพิ่งเริ่มรู้จัก เหมือนเห็ดเพิ่งเกิดเป็นดอกแต่ยังไม่มาลงตะกร้าร่วมกัน ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วใครต้องทำอะไร แต่ต่อไปเมื่ออุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ตื่นตัว ตระหนักว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ ก็จะเข้ากระบวนการเอง เพียงแต่ ณ วันนี้ เรื่องที่ต้องช่วยกัน คือทำให้คนรู้ แล้วมีเจ้าภาพเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน น่าจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญสุด”คุณศาณินทร์ อธิบาย

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ถ้าไทย “ตกขบวน” EUDR จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเราบ้าง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ให้ฟังว่า ในเชิงการค้า โอกาสประเทศเราย่อมจะน้อยลง เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือที่ไหนก็ตาม ต่างให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนและต้องการผลักดัน โดยผ่านกระบวนการการออกนโยบายขอความร่วมมือหรือเป็นกึ่งๆบังคับ ในโลกของคนที่จะเริ่มค้าขายกันต้องทำอะไรบ้าง นั่นหมายความว่า หากเราตกขบวน แปลว่าทำตามเขาไม่ทัน เราก็จะไม่เป็นตัวเลือกหนึ่งของเขา เขาจะไปหาประเทศที่สามารถทำได้ตามข้อกำหนดที่เขาต้องการ

ส่วนในมุมของประเทศเราเอง ถ้าไม่เริ่มเซ็ตกระบวนการแบบนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่าอาจจะเกิดการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อไปปลูกพืชเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปาล์มหรือตัวไหนก็ตาม แปลว่าเราไม่สามารถควบคุม หรือกำกับดูแลในเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าในประเทศได้ เลยคิดว่าการเริ่มต้นทำในเรื่องนี้ดีทั้งกับตัวเอง และดีทั้งการการค้าขายไปต่างประเทศด้วย

“ในอนาคตการค้าขาย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องมีของคุณภาพดี ราคาเหมาะสม แต่เป็นเรื่องของอื่นๆ โดยเฉพาะ ความยั่งยืน เดี๋ยวนี้พูดถึงการค้าขายโดยเฉพาะในตลาดโลก คำถามแรก ไม่ใช่ถามเรื่องคุณภาพและราคา ส่วนใหญ่เขาจะรู้แล้วว่าคุณมีของประมาณนี้ แต่คุณได้ดูแลเรื่องความยั่งยืน มากน้อยแค่ไหน” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าว

ก่อนฝากในประเด็นที่เขาตั้งคำถามไว้ อะไรคือสิ่งที่เราจะทำให้เกิดความมั่นคงในอนาคต

คุณศาณินทร์ บอก สิ่งแรก คือ ควรทำความเข้าใจกับ นโยบาย กฎหมาย ข้อบังคับ หรือเทรนด์ของโลก ว่าไปทางไหน จากนั้นจึงต้องพิสูจน์ตัวเอง เมื่อเขาต้องการแบบนี้ แล้วเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเขา เนื่องจากในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ จะมีห่วงโซ่อุปทาน ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาอาจต่างคนต่างทำได้ แต่เรื่องความยั่งยืน ต้องทำด้วยกันทั้งห่วงโซ่

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ยกตัวอย่าง เราเป็นคนดี แต่เพื่อนเราที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่เป็นคนส่งมอบวัตถุดิบมาให้เรา สมมติว่าเขาทำไม่ดี ผลิตภัณฑ์ของเราก็ถือว่าอยู่ในห่วงโซ่ไม่ดี สิ่งที่ผู้ซื้อทำได้ง่ายที่สุด คือ ไม่ซื้อของจากเรา เพื่อไม่ให้เราไปซื้อจากเด็กไม่ดี เป็นต้น

“ถ้าจะทำให้เกิดความยั่งยืนได้จริงๆ ตลอดทั้งห่วงโซ่ ต้องร่วมมือกัน เราต้องช่วยเพื่อน เพื่อนต้องช่วยเรา ใครเก่งเรื่องไหนก็ไปช่วยเพื่อนเพื่ออุ้มให้ทั้งโครงสร้างมีความยั่งยืนมากขึ้น” คุณศาณินทร์ บอกจริงจัง

ก่อนทิ้งท้ายไว้น่าสนใจ

“นับจากนี้การทำเรื่อง Sustainability จะไม่ใช่แค่ใบเซอร์ จะไม่ใช่แค่กระดาษ อีกต่อไป แต่ต้องปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติบางอย่างที่จะสร้างความยั่งยืนได้จริง ให้กับอุตสาหกรรม ให้กับสังคม ให้กับสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้กับโลกใบนี้ด้วย”

รายงาน / ทีมข่าว TASPO