RSPO ร่วมกับ มอ. ม.วลัยลักษณ์ จับมือจัดสัมมนาวิชาการปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ประจำปี 2568

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

RSPO ร่วมกับ มอ. ม.วลัยลักษณ์ จับมือจัดสัมมนาวิชาการปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ประจำปี 2568
“เชื่อมความยั่งยืน: เส้นทางความร่วมมือในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย”

30 มิถุนายน 2568  โรงแรมวังใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี: อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันถือเป็นกำลังสำคัญของภาคการเกษตรไทย ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความมั่นคงทางอาหาร ในยุคที่ความยั่งยืนและมาตรฐานสากลมีบทบาทสำคัญต่อการค้าโลก RSPO เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และภาคีเครือข่าย ได้จัดงาน สัมมนาวิชาการปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ประจำปี 2568 (Thailand Sustainable Palm Oil Symposium 2025) ภายใต้แนวคิด “เชื่อมความยั่งยืน: เส้นทางความร่วมมือในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

งานสัมมนาครั้งนี้ มุ่งเป็นเวทีระดับชาติในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดนวัตกรรม และร่วมกันผลักดันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า และตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคทั้งในประเทศและตลาดส่งออกทั่วโลก

เริ่มจากการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พูดถึง การเชื่อมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเอเชีย โดย Mr. Kamal Prakash Seth ผู้อำนวยการด้านปาล์มน้ำมันโลก จาก WWF คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย 

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ต่อด้วยการเวทีเสวนาหัวข้อ “จับตาแนวโน้มปาล์มน้ำมันยั่งยืนของไทย” โดยได้รับเกียรติจาก คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย ผศ.ดร.ไชยยะ คงมณี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนวัตกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม มหาวิทยาลัยสงขลา- นครินทร์ และคุณชุมพล ลีละศุภพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ร่วมแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายเรื่อง การวิเคราะห์การมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อย นวัตกรรม โอลิโอเคมีเคิล เพื่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน และเวทีเสวนาเรื่อง แนวปฏิบัติที่ดีสู่การเป็นปาล์มน้ำมันยั่งยืน ความท้าทายการขับเคลื่อนโอลิโอเคมีเคิลเพื่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาทิ รศ.ดร.ธีรศักดิ์ ปั้นวิชัย คุณศุภชัย จินตนาเลิศ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ

พร้อมทั้งบรรยายพิเศษ หัวข้อ “จากธุรกิจฐานราก สู่เวทีโลก: ศักยภาพน้ำมันปาล์มยั่งยืนไทย” โดย คุณประกิต ประสิทธิ์ศุภผล นายกสมาคมผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มประเทศไทย

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน จากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม เกษตรกรรายย่อย นักวิจัย นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำด้านน้ำมันปาล์มยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

EXIM BANK จับมือ RSPO ยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ความยั่งยืน

By Chick_Curry
เผยแพร่ครั้งแรก ใน https://kinyupen.co/2025/05/22/eximbank-mou-rspo/ May 22, 2025

ปาล์มน้ำมันนับเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และโอเลโอเคมิคอล รวมทั้งมาตรการภาครัฐในการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลโดยผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันมากกว่า 30 ล้านเฮกตาร์ เกาะกลุ่มอยู่ในบริเวณแนวเส้นศูนย์สูตร 3 ประเทศคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ ส่งผลให้ประเด็นความยั่งยืนจึงถูกหยิบยกมาพูดถึงกันมากขึ้นในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมส่งผลต่อการขยายพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งอาจจะเกิดการบุกรุกพื้นที่ป่า

ปัจจุบันไทยป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับ 3 ของโลก รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย ด้วยพื้นที่ปลูกกว่า 6.3 ล้านไร่ ทำให้ไทยถูกจัดให้เป็นหนึ่งในชาติที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันของโลกสู่ความยั่งยืน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) จึงได้ร่วมมือกับองค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil: RSPO) ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนในภาคธุรกิจปาล์มน้ำมันของไทย พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่มาตรฐานสากลและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทยให้มุ่งสู่มาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน ช่วยสร้างการจ้างงานและนำไปสู่รายได้ทั้งในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป และส่งออกตลอดต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ภาคธุรกิจต้องดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environmental, Social, and Governance: ESG) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมในโลกยุคใหม่

“การปรับตัวสู่ความยั่งยืนจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ที่ยังมีอีกมากในโลกการค้ายุคใหม่ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้น EXIM BANK จึงจับมือกับ RSPO เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและองค์กรระดับโลกภายใต้กรอบ ISEAL Alliance ที่สนับสนุนมาตรฐานความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรม ช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ รองรับเทรนด์การค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” นายบัณฑิต กล่าว

ภายใต้ MOU ดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อสนับสนุนระบบการตรวจสอบแบบย้อนกลับ (Traceability) สืบย้อนกลับได้ถึงแหล่งกำเนิดตั้งแต่ต้นจนถึงมือผู้บริโภค อาทิ การลดการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-free) การลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) รวมถึงการยกระดับด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights) ของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ยกระดับความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรไทย เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดการค้าโลก โดยเฉพาะการรุกตลาดที่มีข้อกำหนดเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวให้กับอุตสาหกรรมการเกษตรไทย ในฐานะที่ EXIM BANK เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังที่มีพันธกิจในการขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และ RSPO เป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานความยั่งยืนปาล์มน้ำมันระดับนานาชาติ

นายมูฮัมหมัด ชาซาลีย์ Head of Certification ของ RSPO กล่าวว่า การสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไม่ใช่เพียงหน้าที่ของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อให้สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันให้เติบโตอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ด้านนายอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK บรรยายในการเสวนาหัวข้อ “ความรับผิดชอบร่วม-ยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ความสำเร็จในตลาดโลก” แก่สมาชิก RSPO ว่า ในฐานะตัวแทนจากภาคการเงินในการส่งเสริมความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย และแนวทางการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน EXIM BANK พร้อมดำเนินบทบาทส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทยผ่านยุทธศาสตร์ “Sustainable Growth Escalator (ยกระดับธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจที่เป็น ESG)” โดยสอดคล้องกับพันธกิจในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคสู่ความยั่งยืนของธนาคาร โดยอาศัยข้อได้เปรียบของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย คือ ไม่มีข่าวด้านลบ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การเผาทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ต่างจากในหลายประเทศ ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาต่างชาติ หากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม ไทยจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมนี้ และขยายตลาดในระดับสากลได้มากยิ่งขึ้น

EXIM BANK เป็นกลไกของภาครัฐที่มุ่งดำเนินบทบาทอย่างแข็งขันในการสนับสนุน Climate Finance ของไทย นำผู้ประกอบการไทยสยายปีกสู่ธุรกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนภาคธุรกิจของไทยให้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ส่งผลให้ ESG Portfolio ของ EXIM BANK เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับ 40% ของ Portfolio ทั้งหมดในปัจจุบัน และมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2570

เผยแพร่ครั้งแรก ใน https://kinyupen.co/2025/05/22/eximbank-mou-rspo/ May 22, 2025

RSPO ประเทศไทย ร่วมมือกับคณะวิจัย ม.วลัยลักษณ์จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 
ณ ห้องประชุมท่าวัง 2 โรงแรมวังใต้ จ.สุราษฎร์ธานี

องค์การเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil: RSPO) ร่วมกับคณะวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อนำเสนอผลการศึกษาขั้นต้น เรื่อง “การยกระดับลานเทรับซื้อผลปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืนของ RSPO” โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษา จำนวน 20 คน เพื่อร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนา และขยายผลการศึกษาสู่การปฏิบัติจริง ในการยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืน ของ RSPO

ผศ.ดร.สมใจ หนูผึ้ง อาจารย์จากสำนักวิชาการบัญชีและการเงิน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้นำเสนอวัตถุประสงค์ กรอบการวิจัย ผลการศึกษาเบื้องต้น และข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าลานเทปาล์มน้ำมันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรรายย่อยและโรงสกัดปาล์มน้ำมัน แต่ลานเทปาล์มน้ำส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืนของ RSPO ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณปาล์มน้ำมันยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และคุณภาพของปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้มีการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ชี้ให้เห็นรูปแบบการรวมกลุ่มของลานเทปาล์มน้ำมันที่มีศักยภาพในการรวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนโอกาสในการพัฒนากลยุทธ์ในการยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันของไทยให้ได้รับมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืน

การวิจัยนี้ยังได้ระบุช่องว่างด้านกฎหมายและนโยบายของไทย และได้เสนอแนวทางในการจัดการช่องว่างดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันไทย เช่น

  • การจัดทำมาตรฐานความยั่งยืนเฉพาะสำหรับลานเทผลปาล์มน้ำมัน
  • การพัฒนารูปแบบการรับรองกลุ่มสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กอิสระ
  • การยกระดับระบบการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  • การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างโรงงานสกัดและลานเท เพื่อรักษาความแยกแยะของผลผลิตที่ผ่านการรับรอง

นอกจากนี้ ประชุมได้อภิปรายผลการศึกษา โดยมีผู้ประกอบการแสดงความสนใจที่จะดำเนินการขอรับรองมาตรฐาน RSPO และได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น รวมทั้ง เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคการเงิน ในการมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับลานเทปาล์มน้ำมันของไทย นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมแนะนำให้มีการศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์เพิ่มเติม โดยเฉพาะผ่านการวิจัยร่วมกันระหว่าง RSPO และสถาบันการศึกษา เพื่อประเมินต้นทุนและผลตอบแทนจากการรับรองมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืน และพัฒนารูปแบบธุรกิจที่สามารถขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายนี้ คณะวิจวิจัยจะนำข้อเสนอแนะจากการประชุมไปปรับปรุงรายงานฉบับสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำร่องและริเริ่มกิจการยกระดับ โดยโครงการนี้มีเป้าหมายที่จะยกระดับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความยั่งยืนในการรับซื้อผลปาล์มน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มยั่งยืนที่ผ่านการรับรองของประเทศไทย และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

การรับรอง RSPO เพิ่มมูลค่าทางการเงินให้เกษตรกรปาล์มน้ำมันไทย

©TASPO.co

การศึกษาใหม่ล่าสุดที่เผยแพร่ใน TEM Journal เรื่อง ผลประโยชน์ทางการเงินที่จับต้องได้ของสวนปาล์มน้ำมันในประเทศไทย: เปรียบเทียบระหว่างสวนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO และสวนที่ไม่ได้รับการรับรอง โดย ผศ.ดร.อนุมาน จันทวงศ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และคณะ ชี้ให้เห็นว่า เกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO สามารถสร้างผลตอบแทนทางการเงินที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับเกษตรกรที่ไม่ได้รับการรับรอง โดยผลวิจัยพบว่า กลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมีผลตอบแทนสุทธิมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับรองตั้งแต่ 0.13 – 1.10 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดการของกลุ่มเกษตรกร

งานวิจัยนี้วิเคราะห์เกษตรกร 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
✅ กลุ่มที่มีพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ – ได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 0.34 บาท/กก.
✅ กลุ่มสหกรณ์ – มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 0.70 บาท/กก.
✅ กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากโรงงานสกัด – ได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.13 – 1.10 บาท/กก.

งานวิจัยยังเสนอแนะให้ภาครัฐและภาคเอกชนให้การสนับสนุนด้านการเงิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือเงินช่วยเหลือค่าธรรมเนียมการรับรอง เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงมาตรฐาน RSPO พร้อมทั้งส่งเสริมความรู้ด้านเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนของเกษตรกร

รวมพลังสร้างปาล์มน้ำมันไทย ก้าวไกลสู่มาตรฐาน RSPO

©ประชาสัมพันธ์ สสจ.

กรมส่งเสริมการเกษตร จัด Kick off การขับเคลื่อนปาล์มน้ำมัน “รวมพลังสร้างปาล์มน้ำมันไทย ก้าวไกลสู่มาตรฐาน RSPO” ณ โรงแรมแก้วสมุย รีสอร์ท จังหวัดสุราษฎร์ธานี

วันที่ 15 มกราคม 2568 นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยนายวุฒิชัย ชิณวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร เข้าร่วม งาน Kick off การขับเคลื่อนปาล์มน้ำมัน “รวมพลังสร้างปาล์มน้ำมันไทย ก้าวไกลสู่มาตรฐาน RSPO” โดยมี นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด Kick off ฯ พร้อมมอบนโยบายการขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันของไทย เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งเสริมการผลิตที่มีมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก สอดคล้องกับนโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ ความรู้ ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสู่การใช้มาตรฐาน RSPO ฉบับใหม่ ปี ๒๕๖๗ และ Prisma : ระบบการรับรอง การค้า และตรวจสอบย้อนกลับ การจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนและจัดการสวนปาล์มน้ำมันที่เป็นเลิศ และเพื่อสร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนปาล์มน้ำมัน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ให้ก้าวไกลไปในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีเจ้าหน้าที่ เกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO และเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน องค์กรเจรจาระหว่างประเทศ ว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน RSPO และบริษัทเอกชน เข้าร่วมงาน จำนวนทั้งสิ้น 250 ราย

©ประชาสัมพันธ์ สสจ.
©ประชาสัมพันธ์ สสจ.
©ประชาสัมพันธ์ สสจ.
©ประชาสัมพันธ์ สสจ.

ทั้งนี้ได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การสนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรรายย่อยของสุราษฎร์ธานีให้ได้รับการรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO ระหว่าง บริษัทเพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันยั่งยืนสุราษฎร์ธานี

Photo: ©ประชาสัมพันธ์ สสจ.

ปาล์มน้ำมันไทยยั่งยืน มีพื้นที่บนเวทีโลก: เป้าหมายใหญ่ที่ “ไม่ง่าย” แต่ “ต้องทำ”

©TASPO/อัตถพงษ์ เพ็ชรพรั่ง

“ปัจจุบัน โรงงานไบโอดีเซล ใช้กำลังการผลิตอยู่แค่ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ทั้งเดือนเดินเครื่องจักร แค่ 9 วัน 10 วัน ที่เหลือว่างกันเลย ทำให้ต้นทุน Fixed Cost กินหมด ฉะนั้นการแข่งขันของไทยกับตลาดโลกจึงยากมาก”

เมื่อ “โลก” ปัจจุบัน หมุนวนมาถึงวาระแห่งการเรียกร้อง ถึง “ความยั่งยืน” จากทุกองคาพยพ ที่เป็นส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ดวงนี้

และแน่นอนว่า “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน”ย่อมไม่ได้รับการยกเว้น

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า แต่ละแผ่นดินบนแผนที่โลก ในนาม “ประเทศ” จะมีความพร้อม “รับมือ”กับวาระดังกล่าวได้เสมอหน้ากัน

ต้องสร้างกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ขับเคลื่อนทั้ง Value Chain

“การดำเนินการเพื่อให้ปาล์มน้ำมันไทยมีความยั่งยืน ตอนนนี้ทำไปได้ประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันเท่านั้นเอง ดังนั้นมีอีกตั้ง 94 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นพื้นที่อีก 6 ล้านกว่าไร่ ที่ต้องดำเนินการต่อ”

คือ ข้อมูลอัพเดท จากฝ่ายการเมือง อย่าง ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล ในฐานะคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคพลังประชารัฐ

ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคพลังประชารัฐ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

และเขายังบอกด้วยว่า เรื่องของ “ความยั่งยืน” ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ตลอดทั้ง Value Chain เป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐหารือกับฝ่ายบริหารมาตลอด และได้ข้อสรุปตรงกันว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แต่บางครั้ง คนภายนอก อาจมองว่าเป็นเรื่องที่ “ต่างชาติ” พยายามสร้างแรงกดดัน มาให้บ้านเราปฏิบัติ ขณะที่ฝ่ายบริหาร กลับมองว่าเป็นเรื่องดี ที่ต้องรู้จักเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

กับคำถาม การทำให้ปาล์มน้ำมันของไทย ได้มาตรฐาน “ความยั่งยืน” สากล อย่าง RSPO  ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นไปได้แค่ไหน ตัวแทนฝ่ายการเมือง ท่านเดิม ตอบกลับแบบไม่ลังเล

“เป็นไปได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอยู่ที่บุคลากรและงบประมาณ Certified Body ที่ต้องไปทำหน้าที่เป็น Auditor และ  Certified ซึ่ง RSPO จะมีขั้นตอนของระบบที่เป็นสากลมาให้ แต่การเร่งเวลาในการทำคงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างการทำ RSPO ให้เต็มรูปแบบ ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี ในการเดินไปที่ละขั้นจนกว่าจะได้ Certified ก็พยายามคุยต่อรองว่า มีขั้นตอนอะไรทำให้สามารถเดินได้เร็วขึ้น ลดเวลาเหลือ 2 ปี ลดเวลาเหลือปีครึ่ง แต่นั่นหมายความว่า ต้องดำเนินการในฝั่งของเราเองให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น”

ดร.บุรินทร์ บอกด้วยว่า นอกจากจะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ในระยะเวลาอันสั้นแล้ว ทุกฝ่ายคงต้องร่วมกัน หา “กลไก” ให้เกษตรกรได้รับราคาผลปาล์มที่ดีขึ้นด้วย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ “กลไกทางเศรษฐศาสตร์” ทำงานได้สมบูรณ์ เรื่องของความยั่งยืน ย่อมจะเดินหน้าไปได้โดยอัตโนมัติ  

“ปาล์มน้ำมันของบ้านเราปัจจุบัน เกษตรกรได้รับมูลค่ารวมของทั้งสวนปาล์มทั้งหมด 6 ล้านกว่าไร่ เคยสูงถึง 1.74 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 ราคาหล่นลงมา เดิมฉลี่ยอยู่ที่ 7.89 บาท ปีที่แล้วลงมาไม่ถึง 6 บาท ปีนี้ทรงๆ ไม่ถึง 6 บาท โดยเฉลี่ย บางช่วงอาจต่ำกว่า บางช่วงอาจสูงกว่า ทำให้ผลตอบแทนทั้งระบบอยู่ที่ประมาณแสนล้าน แต่ถ้าได้การรับรองมาตรฐาน RSPO แล้ว ได้รับค่าพรีเมี่ยมขยับขึ้นมา 5 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเม็ดเงินถึง  5 พันล้านบาทแล้ว”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ซึ่งผลตอบแทน 5 พันล้านบาท นี้ จะตกไปอยู่กับเกษตรกร ซึ่งสามารถครอบคลุมในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ต้องดำเนินการในการทำ RSPO และเหลือบางส่วนนับว่าน่าพอใจแล้ว หากทำได้แบบนี้ ระบบจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ทั้ง Value Chain และที่สำคัญเกษตรกร ซึ่งอยู่ในระบบของปาล์มน้ำมัน มีจำนวนหลายล้านคน เป็นกลุ่มที่ต้องดูแล จึงมีความจำเป็นที่ต้องเดินหน้า in line ไปกับนโยบายระดับโลก เพื่อความอยู่รอดของตัวเราเองด้วย”ดร.บุรินทร์ ย้ำอย่างนั้น

แนะ รัฐบาล สร้างแบรนด์น้ำมันปาล์มไทย ผลประโยชน์ตกถึงเกษตรกร

เพราะด้วยตระหนักว่า การผลักดันอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มสู่วิถีแห่งความยั่งยืนในระดับสากล ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ เกษตรกรสวนปาล์ม โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ตลอดจนโรงงานโอลีโอเคมี โรงงานไบโอดีเซล รวมไปถึงผู้บริโภค

“เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย” (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil : TASPO) จึงถือกำเนิดขึ้น และมีบทบาทมาอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่ TASPO  พยายามทำมาตลอด คือ สร้างลิงก์ให้เกิดขึ้น เช่น โรงกลั่น จับคู่-จับกลุ่ม กับ โรงสกัด กับ ชาวสวน แล้วทำลิงก์ขึ้นมาว่าคุณขายให้คนนี้รับซื้อต่อ เพราะถ้าทำปาล์มน้ำมันมาตรฐานความยั่งยืน ออกมาแล้วไม่มีคนซื้อก็ไม่ได้ จึงต้องทำให้ครบวงจร”

“โรงสกัดไปซื้อจากเกษตรกรที่ทำสวนมาตรฐานความยั่งยืน โรงกลั่นไปซื้อน้ำมันมาตรฐานความยั่งยืนจากโรงสกัด โรงงานอุตสาหกรรมก็ซื้อจากโรงกลั่นนั้น เนื่องจากเป็นน้ำมันปาล์มทำออกมาด้วยวิธีการที่ดี สุดท้ายเงินที่ได้เพิ่มหรือค่าพรเมี่ยม ก็กลับไปสู่เกษตรกรรายย่อย”

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) เผยอย่างนั้น

คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ก่อนฉายภาพสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน ในบ้านเรา ให้เข้าใจตรงกัน 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา ไทย ผลิตน้ำมันปาล์มดิบเกินกว่าความต้องการในประเทศ กลายเป็นผู้ส่งออก มีการส่งออก CPO หรือน้ำมันปาล์มดิบ ประมาณล้านกว่าตันต่อปี โดยไม่มีการมูลค่าเพิ่มใดๆเลย

“TASPO พยายามคิด ทำอย่างไรน้ำมันปาล์มดิบล้านกว่าตันที่ส่งออกไปนั้น จะขายได้ราคาดีที่สุด ตลาดหรูอยู่ที่ไหน เหมือนกับสินค้าแบรนด์หรู ที่สามารถขายราคาแพง จับตลาดคนรวย กลุ่มที่สนใจคนถือแบรนด์นั้นแล้วแล้วเท่ เรื่องปาล์มนี่ก็เหมือนกัน จะทำยังไงให้คนใช้น้ำมันปาล์มแบรนด์ไทยแลนด์ แล้วดูดี”ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพก่อนเสนอแนะไปยังฝ่ายบริหาร

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การสร้างแบรนด์ให้กับปาล์มน้ำมันของบ้านเรา นี้ รัฐบาล ช่วยได้นะ เหมือนไทยแลนด์แบรนด์ ที่เคยทำอยู่ แต่ ไทยแลนด์ แบรนด์ สำหรับปาล์มน้ำมัน นี้ ต้องเป็นมากกว่าแค่สินค้ามาจากประเทศไทย แต่ต้อง Sustainable ต้อง Low Carbon และต้องมีการแบ่งปันในสัดส่วนที่สมเหตุสมผล  มีเงินแบ่งให้เกษตรกรในเปอร์เซ็นต์ที่ควรจะได้ ไม่ใช่กดรราคาเกษตรกร แต่เอกชนได้กำไร” 

หลายโครงสร้างยังมีปัญหา อุปสรรค ความท้ายทาย รอการแก้ไข

และท่ามกลางความต้องการ “ปาล์มน้ำมัน” ซึ่งได้การรับรอง “มาตรฐานความยั่งยืน” ของตลาดโลก มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ คงต้องยอมรับ วงการปาล์มน้ำมันของไทย ยังมีอุปสรรคปัญหาและความ ท้าทายอยู่หลายประเด็น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางคุณศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมไบโอดีเซลไทย ชี้ว่า  หนึ่งในองค์ประกอบของความยั่งยืน คือ เรื่องของประสิทธิภาพ ส่วนอีก 2 องค์ประกอบ เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และ เรื่องสังคม แต่ “องค์ประกอบแรก” หรือ “ประสิทธิภาพ” นับเป็นประเด็นที่ต้องปรับแก้ก่อน

คุณศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมไบโอดีเซลไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพของปาล์มน้ำมันไทย ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น กำลังการผลิตของแต่ละช่วงห่วงโซ่การผลิต เช่น โรงสกัด โรงกลั่นน้ำมันบริโภค โรงไบโอดีเซล มีกำลังการผลิตที่มากเกินไป ซึ่งแม้เป็นการค้าเสรี ที่แข่งขันกันนั้น เป็นสิ่งที่ดี แต่สภาพในประเทศไทยนั้น ไม่สมดุล กระทั่งกำลังการผลิตส่วนเกินเยอะเกินไป ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยปริยาย

“ปัจจุบัน โรงงานไบโอดีเซล ใช้กำลังการผลิตอยู่แค่ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ทั้งเดือนเดินเครื่องจักร แค่ 9 วัน 10 วัน ที่เหลือว่างกันเลย ทำให้ต้นทุน Fixed Cost กินหมด ฉะนั้นการแข่งขันของไทยกับตลาดโลกจึงยากมาก” นายกสมาคมไบโอดีเซลไทย เผย ก่อนยกตัวอย่าง อีกว่า

“ประสิทธิภาพของเกษตรกรเอง ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งหลายอย่างจะไปโทษพวกเขาไม่ได้ เช่น ราคาปุ๋ยแพง ทำให้ต้นทุนสูง อีกทั้ง โครงสร้างของอุตสาหกรรมที่ไม่สมดุล เช่น สถานที่ตั้งโรงสกัด ซึ่งควรจะเป็นลักษณะ  ไข่ดาว โรงสกัดเป็นไข่แดง ตั้งอยู่ตรงกลาง และล้อมไปด้วยสวนปาล์มที่ส่งผลผผลิตเข้าหาโรงสกัด ทำให้ระยะทางในการขนส่งสั้นที่สุด ต้นทุนขนส่งต่ำที่สุด แต่ของไทยไม่ได้ Set up ขึ้นมาแบบนั้น โรงสกัดไปตั้งอยู่ริมทางหลวง สวนก็อยู่กระจัดกระจาย การส่งมาที่โรงสกัดจึงมีต้นทุนที่สูง เหล่านี้คือปัญหาโครงสร้างของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่เป็นอยู่ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงแก้ไข”

คุณศาณินทร์ บอกต่อว่า กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมัน มีตั้งแต่ เกษตรฯ พาณิชย์ พลังงาน อุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละกระทรวงมักมีบทบาทในคนละมุมมอง หากแต่การบูรณาการเชื่อมโยงนโยบายต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้การกำหนดนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการปรับ

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถามว่าปรับยากไหม ผมว่ายากมาก แต่เชื่อว่าทำได้ เพียงแต่ว่าประเด็น คือ ต้องร่วมกันตั้งเป้าเดียวกันก่อน หมายความว่าตั้งแต่เกษตรกร กลางน้ำ ไปถึงปลายน้ำ รวมถึงภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องมองว่าประเทศเราเมื่อเทียบกับตลาดโลกแล้ว Trend มันเป็นแบบนี้ นี่คือที่ที่เราจะไปในอีก 5 ปี 10 ปี มันต้องปักธงก่อน”คุณศาณินทร์ ระบุทิ้งท้าย

เมื่อทุกฝ่ายสะท้อนถึงเป้าหมายตรงกัน ในการ ยกระดับ “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย” ให้ก้าวสู่ “ความยั่งยืน” ที่ตรงกันจากทุกฝ่าย

แม้จะเป็นงานยากและต้องเดินอีกนาน แต่ก็ขอให้พากัน “เดินหน้าต่อไป” ในทิศทางที่ตั้งใจ

และที่สำคัญ ต้องมี Action Plan เป็นรูปธรรม เดินตามแผนนั้นด้วย!!

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สัมภาษณ์พิเศษ  ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO

ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ (Dr. Inke Van Der Sluijs) ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จุดแข็งของเกษตรกรปาล์มน้ำมันไทย มีลักษณะเฉพาะที่พิเศษมากจริงๆ”

เมื่อเร็วๆ นี้ หลังงานสัมมนาประจำปี RT2024 ของ RSPO ที่กรุงเทพ ทางทีมข่าว TASPO ได้มีโอกาสร่วมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงาน รากฐานของความยั่งยืน (Roots of Sustainability: Palm Oil Tour) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี  และพูดคุยกับ ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ (Dr. Inke Van Der Sluijs) ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO (Director, Market Transformation) ถึงจุดแข็งและลักษณะเฉพาะของเกษตรกรไทยในมุมมองของผู้คร่ำหวอดอยู่ในตลาดปาล์มน้ำมันยั่งยืนของโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์

 การลงพื้นที่ศึกษาดูงานในจังหวัดสุราษฎร์ธานีครั้งนี้ให้อะไรบ้าง

“การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมีผู้เข้าร่วมมาจากหลายประเทศและหลากหลายองค์กร ทั้งสื่อมวลชน เกษตรกร เจ้าของธุรกิจรายใหม่ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น WWF และเจ้าหน้าที่ RSPO จากประเทศต่างๆ มาเรียนรู้เรื่องการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนในประเทศไทย ทำอย่างไรให้มีผลผลิตมากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน เพราะเหล่านี้คือ หัวใจของ RSPO”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสั่งสมความรู้มากมายเกี่ยวกับการปลูกปาล์มและการกำจัดศัตรูพืชแบบไม่ทำลาย สิ่งแวดล้อม เพราะแม้การทำอย่างไรให้เกษตรกรมีผลกำไรที่มากขึ้นจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับ RSPO การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็เป็นเรื่องสำคัญด้วยเช่นกัน เราจึงชอบที่จะทำงานร่วมกับ ประเทศไทย และเป็นที่มาของการลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การสนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา”

“นับเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมาก และยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้เพราะการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย มีเครือข่ายที่ดี เช่น TASPO ซึ่งสามารถสร้างโอกาสให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน รวมถึงการสนับสนุนจากภาค รัฐ และหน่วยงานท้องถิ่นด้วย”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

มุมมองต่ออุตสากรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย

“โมเดลของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศไทย มีลักษณะเฉพาะตัวมากๆ ประเทศไทย สามารถนำมาตรฐาน RSPO มาปรับใช้ให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะทางธุรกิจของประเทศได้ สำหรับ RSPO รู้สึกยินดีมากที่ได้ทำงานร่วมกับ ผู้ประกอบการในประเทศไทย ซึ่งสามารถประยุกต์มาตรฐาน RSPO ให้เหมาะกับวัฒนธรรมการทำธุรกิจปาล์มภายใน ประเทศได้อย่างเหมาะสม”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

แนวทางปาล์มน้ำมันยั่งยืนของไทย สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศอื่นได้มากน้อยแค่ไหน

“ดิฉันทำงานกับพื้นที่ต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลายวัฒนธรรมทั้งการบริโภคและการผลิตปาล์มน้ำมัน อย่างหนึ่งที่เห็น ได้ชัด คือ โมเดลการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย สามารถให้ผลประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงมาก และยังได้รับการสนับสนุนผลักดันจากภาครัฐเป็นอย่างดี แต่ก็อาจจะยากในการนำไปปฏิบัติกับประเทศอื่นๆ เนื่องจาก ปัจจัยหลายๆ อย่างที่ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน

“จึงคิดว่า แต่ละประเทศมีโจทย์ที่ยากในการทำปาล์มน้ำมันยั่งยืนแตกต่างกันไป ในประเทศไทยเองก็คงไม่ง่ายนัก การที่รัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุน และเกษตรกรรายย่อยมีผู้สนับสนุนที่ดีเป็นสิ่งที่ดี แต่ประเทศไทย มีเกษตรกร รายย่อยเยอะมากๆ จะทำอย่างไรที่จะมั่นใจได้ว่า เขาเหล่านั้นมีความรู้เรื่องแนวทางเกษตรยั่งยืนอย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสพิเศษมากๆ ที่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ จะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จุดแข็งของปาล์มน้ำมันยั่งยืนในประเทศไทย มีหรือไม่และอย่างไรบ้าง

“จุดแข็งของเกษตรกรในประเทศไทย ที่มีลักษณะเฉพาะพิเศษมากๆ คือ ยินดีที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กัน จริงๆ แล้ว องค์ความรู้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีมูลค่าสูงมาก บางครั้งเมื่อคุณมีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุณคงอยากจะเป็นคนเก่งที่สุด ไม่อยากแบ่งปันความรู้เรื่องนี้ให้ใคร แต่เกษตรกรในประเทศไทย ไม่หวงองค์ความรู้กันเลย พร้อมจะแนะนำว่าทำอย่างไรถึงจะได้ผลผลิตสูงแบบนั้นด้วย นี่เป็นลักษณะเฉพาะที่มีความพิเศษมากจริงๆ”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

คณะต่างชาติ 25 คนลงพื้นที่เรียนรู้ เรียนลึกรากฐานปาล์มยั่งยืน สุราษฎร์ธานี…เมืองต้นแบบปาล์มยั่งยืนไทย

คณะดูงาน Roots of Sustainability Plan oil Tour ถ่ายภาพร่วมกันภายในงานการลงนาม MOU สนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

14 – 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมหัวหน้าหน่วยราชการ นายไกรวุฒิ ศิริอนันตภัทร์ นายกสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและสมาชิกฯ นายตริน พงษ์เภตรา ประธาน สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเกษียร ไลยโฆษิต ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดร.วันสาด ศรีสุวรรณ. ประธานสภาเกษตรกร สุราษฎร์ธานี นายสุมาตร อินทรมณี นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประธานและผู้จัดการกลุ่มเกษตรกรรายย่อย สมาชิก RSPO ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีกว่า 60 ท่านร่วมจัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะผู้แทนจากกระทรวงเกษตร ประเทศอินเดีย ผู้ประกอบการสมาชิก RSPO องค์กรพัฒนาเอกชน WWF และสื่อมวลชน จากประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ สเปน ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์และ สหราชอาณาจักร กว่า 25 ชีวิต มาลงพื้นที่ศึกษาดูงาน “Roots of Sustainability Palm oil Tour” เพื่อเรียนรู้ต้นแบบการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ซึ่งเป็นงานต่อเนื่องจากงานสัมมนา ปาล์มน้ำมันยั่งยืนประจำปีของ RSPO จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน โดยงานเลี้ยงต้อนรับครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี

“การลงพื้นที่เพื่อศึกษาเรียนรู้นี้ มุ่งให้คณะได้เห็นถึงศักยภาพความพร้อมการยกระดับของปาล์มน้ำมันไทยสู่ความยั่งยืน โดยยกจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองปาล์มน้ำมันที่มีพื้นที่ปลูกและได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีต้นแบบความสำเร็จที่สามารถศึกษาเรียนรู้ได้ครบวงจรตั้งแต่ การจัดการสวนปาล์มที่ดี ศูนย์วิจัยชนิดพันธุ์ปาล์มที่มีคุณภาพระดับประเทศ โรงสกัดน้ำมันปาล์มที่มีกระบวนการเพาะพันธ์ต้นกล้าอย่างเป็นระบบ จนถึงโรงกลั่นน้ำมันปาล์มมาตรฐานโลกที่แสดงให้เห็นกระบวนการผลิตน้ำมันพืช ซึ่งจะทำให้คณะศึกษาดูงานฯ ได้เห็นการทำงานอย่างเป็นระบบจากต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ” นางสาวรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการด้านเทคนิค RSPO ประเทศไทยกล่าวที่มาของการจัดงาน

การดูงานครั้งนี้ เริ่มต้นกันที่ สวนปาล์มของ คุณอุดมศักดิ์ นัดดาศรีนะ  สมาชิก RSPO กลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำ กะแดะพัฒนาปาล์มน้ำมัน ที่มีการบริหารจัดการสวนเป็นอย่างดีจนมีผลผลิตสูงกว่า 6 ตัน/ต่อไร่/ปี สูงกว่า ค่าเฉลี่ยทั่วไปของผลผลิตปาล์มในประเทศไทยกว่า 2 ตัน/ต่อไร่/ปี

สวนปาล์มของ คุณอุดมศักดิ์ นัดดาศรีนะ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยการเยี่ยมชมที่สวนนี้ ทาง คุณไกรวุฒิ ศิริอนันตภัทร์ นายกสมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม และกรรมการ บริษัท เอส.พี.โอ.อะโกรอินดัสตรี้ส์ จำกัด คุณสุกัญญา ศรีสุบัติ ผู้จัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันตาปี-อิปัน คุณอุไรวรรณ พ้นภัย ผู้จัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำกะแดะพัฒนาปาล์มน้ำมัน และคุณนิภาพร โพโพ้น ผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนลุ่มน้ำกะแดะฯ ได้ร่วมให้การต้อนรับและถ่ายทอดข้อมูล การจัดการสวนของ คุณอุดมศักดิ์ จนถึงการบริหารจัดการกลุ่มวิสหกิจชุมชนปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นโมเดลสำคัญในการร่วมกันทำงาน ของกลุ่มเกษตรกรรายย่อย RSPO ในประเทศไทย

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากนั้นคณะดูงานฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชม ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัด สถาบันวิจัย พืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อำเภอกาญจนดิษฐ์ มีพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ โดยทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ปาล์มน้ำมัน และจำหน่ายพันธุ์ปาล์ม ซึ่งนักวิชาการของศูนย์ฯ ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่เหมาะสมและทนต่อศัตรูพืช รวมถึงโรคที่เกิดกับปาล์ม น้ำมัน ซึ่งได้รับความสนใจจากคณะจากประเทศอินเดีย เป็นอย่างยิ่ง มีการสอบถามข้อมูลต่างๆ หลายประการ เช่น สายพันธุ์ปาล์มที่ศูนย์พัฒนาขึ้น การดูแลปาล์ม โรค และแมลงศัตรูพืช เป็นต้น

ช่วงบ่าย คณะดูงานฯ เดินทางไปชมการทำงานของกลุ่มทักษิณปาล์ม มีคุณตริน  พงษ์เภตรา กรรมการบริหารกลุ่ม ทักษิณปาล์ม ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ ให้การต้อนรับ นำชมสถานเพาะกล้าปาล์ม และโรงผลิตแก๊สชีวภาพของกลุ่มทักษิณ ปาล์ม ตลอดจนตอบข้อซักถาม

“ไทย มีโมเดลธุรกิจต่างจากประเทศอื่นๆ เรามีลานเท มีเกษตรกรรายย่อยที่ต่างกันมากกับประเทศอื่นๆ ปัญหาภายใน ก็ต่างกับประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย การจะขยายอุตสาหกรรมปาล์ม คือ การให้สัมปทานป่าไม้ ปัญหาหลัก ของเขา คือ เรื่องสิทธิในที่ดินระหว่างคนที่อยู่เดิม และผู้ที่ได้สัมปทานเข้าไปอยู่ใหม่ แต่ไทย ป่าถูกบุกเบิกมาตั้งแต่สมัย 50-60 ปีก่อน ปัญหาของเราจึงไม่ใช่แบบเดียวกับอินโดนีเซีย หรือ มาเลเซีย”  คุณตริน กล่าว

และว่า

“วันนี้เลยรู้สึกดีใจมาก ที่ได้นำเสนอเรื่องราวของอุตสาหกรรมปาล์มในประเทศไทยให้ชาวต่าวชาติได้รู้ว่า การนำ RSPO มาปฏิบัติในประเทศไทย ต้องมีแบบฉบับที่เหมาะสมกับประเทศเรา ประเทศอื่นใช้ RSPO ในการแก้ไขปัญหา ของเขาได้ ฉะนั้นเราก็ต้องหยิบโอกาสนั้นมาใช้เหมือนกัน เราต้องใช้ RSPO มาแก้ไขปัญหาของเราเอง แต่ว่าปัญหานั้น คืออะไร ต้องมานั่งคุยกัน และดูว่าส่วนไหนของ RSPO นำมาใช้แก้ปัญหาได้ เพราะในประเทศไทย RSPO จะมีความ ยากในเรื่องการทำประเมินพื้นที่ ไทยมีปัญหาเรื่องนี้มากกว่าอื่นๆ และสิ่งที่ไทยต้องเตรียมอีกเรื่อง คือ เรื่องของ EUDR ที่จะเช็คไปถึงต้นทาง เกษตรกร ต้องปรับตัวว่าต้องทำอย่างไรด้วย”

โรงผลิตก๊าซชีวภาพ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
บ่อบำบัดน้ำเสีย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
แปลงปลูกต้นกล้าปาล์ม
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

สำหรับการดูงานที่กลุ่มทักษิณปาล์มนี้ ทางคณะ ให้ความสนใจกับวิธีกำจัดของเสีย ไม่ว่าจะเป็นระบบบำบัดน้ำเสีย หรือโรงผลิตแก๊สชีวภาพ ที่ฉายภาพชัดเจนว่าในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สามารถกำจัดของเสีย นำมาใช้ประโยชน์ และสร้างมูลค่าได้ทุกกระบวนการ

ช่วงค่ำ คณะดูงานฯ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU สนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพ ของ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO โดย คุณไกรวุฒิ ศิริอนันตภัทร์ นายกสมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ดร.วันสาด ศรีสุวรรณ ประธานสภาเกษตรกร จังหวัดสุราษฎร์ธานี คุณสุมาตร อินทรมณี สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO ณ โรงแรมวังใต้ เพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกร รายย่อย สร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO และเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมัน ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลตามอัตราที่กำหนด ซึ่งเป็นอีกก้าวและคำมั่นว่าประเทศไทยจะสร้างเครือข่ายปาล์ม น้ำมันเพื่อความยั่งยืนอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง

ช่วงเช้าของวันที่ 15 พฤศจิกายน คณะเดินทางไป ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ลานเทคลองน้อยปาล์ม ของ คุณสุมาตร อินทรมณี นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ภาคใต้ และประธานกลุ่ม RSPO คลองน้อย

สำหรับ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรกิจกรรม (ศพก.) เป็นศูนย์เรียนรู้การปลูกปาล์มที่น้อม นำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทาง ซึ่งคณะให้ความสนใจกับการปลูกพืชเสริมในสวนปาล์ม เช่น ใบเตย กล้วย ผักสวน ครัว และการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ตลอดจนการผสมปุ๋ยอินทรีย์ และการเลี้ยงไก่ บ่อเลี้ยงปลา ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากนั้นคณะเดินทางไปเยี่ยมชมโรงสกัดและโรงกลั่น และโรงงานน้ำมันพืชน้ำมันพืช ยี่ห้อ รินทิพย์ ของบริษัท นิวไบโอดีเซล จำกัด ในเครือบริษัท เพชรศรีวิชัย จำกัด (มหาชน) โดยมีนายทักษิณ ลี ผู้อำนวยการธุรกิจโรงงาน บริษัท นิวไบโอดีเซล เป็นผู้พาเยี่ยมชม

โรงงานแห่งนี้ดำเนินการผลิตในปี พ.ศ 2551 ด้วยเทคโนโลยีจากประเทศมาเลเซีย ที่มีความเชี่ยวชาญในการนำน้ำมันปาล์มมาผ่านกระบวนการกลั่นน้ำมัน และการผลิตไบโอดีเซล ต่อมาโรงงานได้ขยายการผลิตเพิ่มในส่วนของน้ำมันโอเลอีน และปัจจุบันโรงงานยังมี กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากน้ำเสีย กากของเสียจากกระบวนการผลิต สำหรับใช้ทั้งภายในโรงงานและจำหน่ายให้ กับหน่วยงานรัฐ

สำหรับโรงงานผลิตน้ำมันพืช รินทิพย์ เป็นโรงงานมาตรฐานระดับสากล ไลน์การผลิตเดินเครื่อง วันละ 8 ชั่วโมง / 6 วันต่อสัปดาห์ การบรรจุน้ำมันใช้เครื่องจักรในการบรรจุทั้งแบบถุงและขวดในห้องปลอดเชื้อ และมีแรงงานเพื่อบรรจุ ลงกล่องและส่งเข้าโกดังต่อไป

โรงสกัดและโรงกลั่น และโรงงานน้ำมันพืชน้ำมันพืช ยี่ห้อ รินทิพย์ ของบริษัท นิวไบโอดีเซล จำกัด ในเครือบริษัท เพชรศรีวิชัย จำกัด (มหาชน)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

ก่อนเดินทางกลับ คณะดูงานฯ ได้ไปสักการะพระบรมธาตุไชยา ที่วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน คู่เมืองสุราษฎร์ธานี และรับประทานอาหารมื้ออำลา จากนั้นจึงเป็นการบอกเล่าความรู้สึกของคณะดูงานฯ แต่ละทีม เกี่ยวกับการดูงานในครั้งนี้ ซึ่ง TASPO และ RSPO ประเทศไทย จะนำไปถอดบทเรียนสำหรับจัดกิจกรรมในครั้งต่อๆ ไป

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ประกาศเดินเครื่องสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนปาล์มไทย มุ่งยกระดับสู่มาตรฐานความยั่งยืนโลก RSPO

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม สภาเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี สมาคมชาวสวนปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี และองค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) ร่วมลงนาม MOU สนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีพร้อมผู้นำอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่ สุราษฎร์ธานี เมืองปาล์มน้ำมันยั่งยืนต้นแบบของประเทศไทย

สุราษฎร์ธานี 15 พฤศจิกายน 2567: นายไกรวุฒิ ศิริอนันตภัทร์ นายกสมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ดร.วันสาด ศรีสุวรรณ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสุมาตร อินทรมณี สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัด สุราษฎร์ธานี และ ดร.อิงเคอร์ แวน เดอ สลุยส์ ผู้อำนวยการ Market Transformation RSPO ร่วมลงนามสนับสนุนการรวมกลุ่มและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประเทศไทย สู่ การรับรองกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนตามมาตรฐานโลก RSPO โดยมี นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าหน่วยราชการจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานเกษตร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานพาณิชย์ นายตริน พงษ์เภตรา ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเกษียร ไลยโฆษิต ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ประกอบการโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม นายกสมาคมการค้าลานเทปาล์มน้ำมัน ผู้นำกลุ่มเกษตรกรรายย่อยสมาชิก RSPO มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยคณะศึกษาดูงานรากความยั่งยืนของปาล์มน้ำมันจาก 6 ประเทศ กว่า 80 ท่าน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมวังใต้

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันของประเทศไทยให้สามารถผลิตปาล์มน้ำมันที่มีความยั่งยืนและได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล RSPO พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานของจุดรับซื้อทลายปาล์มสด และกระบวนการเก็บเกี่ยวที่คำนึงถึงคุณภาพตามมาตรฐานสากล โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มปริมาณผลผลิตทะลายปาล์มสดที่ได้รับการรับรองในสัดส่วนร้อยละ 3 จากกำลังการผลิตในช่วง 3 ปีแรก และร้อยละ 1 ในปีต่อ ๆ ไป เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศไทยให้เทียบเท่าระดับโลก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

สาระสำคัญของการลงนามครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อย และสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO และ เพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลตามอัตราที่กำหนด โดย สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์มจะร่วมผลักดันและส่งเสริมให้สมาชิกสมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์มร่วมยกระดับยกระดับมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มและส่งเสริมความยั่งยืนในภาคการเกษตรของประเทศ โดยมุ่งเน้นในการส่งเสริมและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำมันปาล์ม เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานสากลตามที่ RSPO กำหนด ตลอดจนร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและผู้แทนจาก RSPO เพื่อพัฒนาโครงการและกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมัน ตามหลักการและแนวทางของมาตรฐานสากล RSPO

การลงนามครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการศึกษาดูงาน Roots of Sustainability ของคณะผู้แทนจากกระทรวงเกษตร ประเทศอินเดีย ผู้ประกอบการสมาชิก RSPO องค์กรพัฒนาเอกชนและสื่อมวลชน จากประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ สเปน ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ภายหลังงานสัมมนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประจำปีของ RSPO ที่จัดขึ้นระหว่าง 11-13 พฤศจิกายน ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจัดและสนับสนุนโดย เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จำกัด (มหาชน)

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO


เกี่ยวกับ RSPO:
องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยน้ำมันปาล์มยั่งยืน (RSPO) เป็นความร่วมมือระดับโลกที่มุ่งทำให้น้ำมันปาล์มมีความยั่งยืน ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 RSPO เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย โดยรวมสมาชิกจากห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน ผู้แปรรูปและผู้ค้า ผู้ผลิตสินค้าบริโภค ผู้ค้าปลีก ธนาคารและนักลงทุน องค์กรพัฒนาเอกชนที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคมและการพัฒนา ในฐานะพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าและผลกระทบในเชิงบวก RSPO ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงระดับโลกเพื่อให้การผลิตและการบริโภคน้ำมันปาล์มมีความยั่งยืน เราสื่อสารถึงประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลง เราส่งเสริมความร่วมมือเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า และกำหนดมาตรฐานการรับรองเพื่อความมั่นใจ RSPO จดทะเบียนเป็นสมาคมนานาชาติในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานหลักอยู่ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย และมีสำนักงานในจีน โคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับ TASPO:
เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย หรือ Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil (TASPO) ริเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาตม 2565 โดย RSPO ประเทศไทย และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พร้อมด้วยองค์กรภาคีผู้ก่อตั้งหลักจาก 5 องค์กร ได้แก่ สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม สมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี และสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยมีวิสัยทัศน์ เพื่อส่งเสริมการผลิตและการใช้ประโยชน์ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล และเป้าหมาย เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนให้ เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้พันธกิจส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการใช้ประโยชน์ปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืนในระบบ เพิ่มนวัตกรรมคุณค่า ขยายความร่วมมือ ให้เกิดเป็นวิถีของความยั่งยืน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่ [email protected] และ [email protected]

ประเทศไทย ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืน

©TASPO/พิชญ์ เยาว์ภิรมย์

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม เรียกร้องให้มีการส่งเสริมการรับรองของ RSPO
เพื่อเพิ่มความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนของไทย ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

กรุงเทพฯ วันที่ 25 ตุลาคม 2567: ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก กำลังเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนมากขึ้น ในวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2567 ทางองค์การเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) ได้จัดงานมีเดียบรีฟสำหรับสื่อและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนของประเทศไทย ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ตัวแทนจากเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกลุ่มชุมชนผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนศรีเจริญ

กล่าวสำหรับการผลิตน้ำมันปาล์มยั่งยืนของประเทศไทย นั้น มีการเติบโตอย่างโดดเด่นมากกว่า 200% จากปริมาณ 348,027 ตันในปี 2562 เป็น 1,112,048 ตันในปี 2567 โดยศูนย์กลางการขยายตัวอยู่ในจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช และพังงา

ขณะที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ได้รับการรับรองว่ายั่งยืน (CSPO) ของประเทศไทย ครอบคลุมถึง 57,336 เฮกตาร์ หรือ 358,350 ไร่ ซึ่งเป็นผลจากการให้ความสำคัญของการส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืนในประเทศ

นายอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และประธานสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม กล่าวว่า แม้ประเทศไทย จะมีการส่งออกน้ำมันปาล์มส่วนเกินในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ไม่มีมูลค่าเพิ่ม ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องทำให้น้ำมันปาล์มที่ผลิตในประเทศไทย มีศักยภาพดึงดูดตลาดและมีคุณภาพสูง โดยต้องเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน มีคาร์บอนต่ำ ภายใต้การค้าที่เป็นธรรม”

“เกษตรกรต้องได้รับส่วนแบ่งที่เป็นธรรม และไม่ให้บริษัทเอกชนครอบครองผลประโยชน์ทั้งหมด” ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย เน้นย้ำถึงความสำคัญในประเด็นนี้

นายอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) และประธานสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

การสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยเป็นสิ่งสำคัญ

เกษตรกรรายย่อย นับเป็น “กระดูกสันหลัง”ของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศไทย คิดเป็นประมาณ 85% ของการผลิต ดยเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย ถูกกำหนดให้เป็นเกษตรกรที่มีที่ดินน้อยกว่า 50 เฮกตาร์ (312.5 ไร่) และ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลก ที่มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองจาก RSPO 4 กลุ่มในปี 2555

ซึ่งการบรรยายสรุปในครั้งนี้ นางสาวรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการด้านเทคนิคของ RSPO กล่าวว่า เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ในประเทศไทย จัดการสวนปาล์มน้ำมันอยู่บนพื้นที่ราว 4 – 5 ไร่ และมักขาดทรัพยากรในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 3 – 3.2 ตัน ต่อไร่ต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

นางสาวรัฎดา ลาภหนุน ผู้จัดการด้านเทคนิคของ RSPO
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

นอกจากนี้ เกษตรกรายย่อยยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความรู้ ทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองด้านราคาค่อนข้างน้อยและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทาง RSPO จึงมุ่งมั่นจะส่งเสริมการรับรองให้กับเกษตรกรรายย่อยของไทย ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยและภาคเอกชนในการผลักดันความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มคุณภาพสูงและยั่งยืน

ทั้งนี้ มีตัวเลข ณ เดือนสิงหาคม 2567 ระบุว่า การเป็นสมาชิกของ RSPO ในประเทศไทยประกอบด้วย 91 กลุ่มของเกษตรกรทั้งรายใหญ่และรายย่อย โดยมีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระที่ได้รับการรับรองจาก RSPO 34 กลุ่ม ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 9,062 ราย และมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองรวมกว่า 283,818.69 ไร่

ซึ่งการรับรอง RSPO นั้น ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงทรัพยากร โอกาสทางการตลาด และราคาพิเศษสำหรับทะลายปาล์มสด (FFB) ซึ่งช่วยเพิ่มผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา กลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับการรับรองสามารถได้รับผลกำไรประจำปีสูงถึง 10.416 ล้านบาท หรือ ประมาณ 287,401 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่กองทุนสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย RSPO (RSSF) ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เกษตรกรรายย่อยน้ำมันปาล์มเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติที่ยั่งยืนตั้งแต่ปี 2557 โดยมีเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยได้รับประโยชน์จำนวน 5,274 ราย โดยได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 12,658,792 บาท (ประมาณ 383,101 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

ด้าน นายเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มชุมชนผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนศรีเจริญ กล่าวเสริมในประเด็นดังกล่าวว่า เพื่อเป็นกระตุ้นให้เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO ทางหน่วยงานรัฐบาลและภาคเอกชนจำเป็นต้องเสริมสร้างการสนับสนุนผ่านการให้การศึกษาด้านปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน การสนับสนุนการก่อตั้งกลุ่ม และการปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

นายเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มชุมชนผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนศรีเจริญ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

สุราษฎร์ธานี:ต้นแบบระดับประเทศ ในการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน

ดร. กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในนามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งเสริมและรับรองมาตรฐาน RSPO ความมุ่งมั่นของเรายังขยายไปถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางการค้า และช่วยทำให้แน่ใจว่าการปฏิบัติที่ยั่งยืนมีส่วนสนับสนุนให้ภาคเกษตรกรรมของเราเติบโตและเจริญรุ่งเรือง

โดยในปี 2565 RSPO จังหวัดสุราษฎร์ธานี และภาคีพันธมิตร 6   องค์กรได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยกระดับพื้นที่สุราษฎร์ธานีให้เป็นเมืองต้นแบบปาล์มน้ำมันยั่งยืนของประเทศไทย และเป็นศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืนที่ได้รับการรับรอง

ตั้งแต่ปี 2565 พื้นที่ปลูกน้ำมันปาล์มที่ได้รับการรับรอง RSPO ในสุราษฎร์ธานีได้เพิ่มขึ้นจาก 82,178.31  ไร่ เป็น 107,789.31 ไร่ เพิ่มขึ้นคิดเป็น 31% การผลิตทะลายปาล์มสดที่ได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นจาก 209,858.53 ตันเป็น 283,818.69 ตัน ขณะนี้การรับรอง RSPO ครอบคลุม 12 อำเภอ โดยมีเกษตรกรที่ได้รับการรับรองจาก RSPO จำนวน 3,619 ราย RSPO ตั้งเป้าหมายที่จะขยายการรับรองไปยังพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในทุก 17 อำเภอของ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ประเทศไทย ตั้งเป้าเน้นย้ำความพยายามอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ในงานการสัมมนาประจำปีของ RSPO (RT2024) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพมหานคร โดยมีการเตรียมมอบการรับรอง RSPO ให้แก่กลุ่มเกษตรกรรายย่อยอิสระอีก 30 กลุ่มในงาน RT2024

จากภาพสะท้อนการเติบโตครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มและส่งเสริมความยั่งยืนภายในภาคเกษตรกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำมันปาล์มของประเทศไทยต่อไป

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

รายงาน / ทีมข่าว TASPO

เกี่ยวกับ RSPO:

องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยน้ำมันปาล์มยั่งยืน (RSPO) เป็นความร่วมมือระดับโลกที่มุ่งทำให้น้ำมันปาล์มมีความยั่งยืน ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 RSPO เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย โดยรวมสมาชิกจากห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มทั้งหมด ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน ผู้แปรรูปและผู้ค้า ผู้ผลิตสินค้าบริโภค ผู้ค้าปลีก ธนาคารและนักลงทุน องค์กรพัฒนาเอกชนที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคมและการพัฒนา

ในฐานะพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าและผลกระทบในเชิงบวก RSPO ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงระดับโลกเพื่อให้การผลิตและการบริโภคน้ำมันปาล์มมีความยั่งยืน เราสื่อสารถึงประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลง เราส่งเสริมความร่วมมือเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า และกำหนดมาตรฐานการรับรองเพื่อความมั่นใจ

RSPO จดทะเบียนเป็นสมาคมนานาชาติในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานหลักอยู่ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย และมีสำนักงานในจีน โคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ: [email protected] และ [email protected]