ปลื้ม อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย พร้อมปรับตัว รับ EUDR ชี้ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เป็นเทรนด์โลกที่ต้องส่งเสริมความยั่งยืน

สมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

คุณสมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดงานเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เมื่อเร็วๆนี้ ว่า สหภาพยุโรป ถือเป็นทุนที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดกติกาการค้าของโลก เป็นผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน “การเปลี่ยนผ่านสีเขียว”

สหภาพยุโรป นับเป็นผู้นำในการนำนโยบายต่างๆมาใช้ สาเหตุที่สหภาพยุโรป สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะมีการรวมตัวของกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญๆ 27 ประเทศ อำนาจต่อรอง อำนาจการค้า การลงทุน กับประเทศคู่ค้าต่างๆ จึงมีสูงมาก

กล่าวสำหรับ ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีการค้า-การลงทุน กับสหภาพยุโรปอยู่ในอันดับต้นๆ คือ สหภาพยุโรป ถือเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย การที่ไทยประสงค์จะค้าขายกับทางสหภาพยุโรป คงจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามมาตรการที่ทางสหภาพยุโรป ตั้งเป็นแนวทางเอาไว้

สมคิด ดำน้อย ผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร กรมวิชาการเกษตร
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
รศ.ดร.วีระภาศ คุณรัตนสิริ ภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สหภาพยุโรป มีการเชื่อมโยงเรื่องของการค้ายั่งยืนกับประเด็นอื่นๆ เมื่อก่อนเขาพูดเรื่องการค้ากับความถูกต้อง ตอนนี้มาเป็นเรื่องของการค้ายั่งยืนที่รวมไปถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่องแรงงาน เรื่องสิทธิมนุษยชน ประไทศไทย จำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้สามารถรักษาตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม เทรนด์ความยั่งยืน คงไม่ได้เกิดเฉพาะสหภาพยุโรป แต่อาจรวมถึงประเทศอื่นๆที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย อย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ”รองอธิบดีกรมยุโรป กล่าว

และว่า ไทย กับ สหภาพยุโรป มีความร่วมมือในเรื่อง “การเปลี่ยนผ่านสีเขียว” มาตั้งแต่ 2553 มีการเจรจาความตกลงว่าด้วยหุ้นส่วนความสมัครใจในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาลและการค้า เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของกฎหมายด้านผลิตภัณฑ์ไม้ สมัยก่อน หากสหภาพยุโรปจะนำเข้าสินค้าไม้จากไทย ต้องมีการตรวจสอบในแง่กฎหมาย แต่ปัจจุบันไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว แต่จะพิจารณาในเรื่องของความยั่งยืนด้วย

ศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด บรรยายพิเศษหัวข้อ ผลผลิตน้ำมันปาล์มไทยกับความต้องการของตลาดโลก
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

โดยลงลึกว่า ผลผลิต อย่าง ยางพารา หรือ ปาล์มน้ำมัน ล็อตนั้นๆ มาจากป่าหรือแปลงที่มาจากแปลงที่มีความเสื่อมโทรม มาจากแปลงป่าที่มีการแปลงมาจากป่าที่สมบูรณ์แล้วมาแปลงเพื่อทำการเกษตร หรือไม่ กระทั่งปี 2566 สหภาพยุโรป จึงออกกฎหมาย EUDR  หรือกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป ซึ่งไม่ได้บังคับใช้กับสินค้าไม้เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ถั่วเหลือง เนื้อวัว โกโก้ กาแฟ ยาพารา และปาล์มน้ำมัน

กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้แล้ว แต่จะมีช่วงเปลี่ยนผ่านประมาณ 18 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 จึงเหลือเวลาอีกไม่มากนัก การจัดเสวนาในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างการรับรู้ และสร้างโอกาสได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้า สำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย

เวทีเสวนาหัวข้อ ”ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR”
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
เวทีเสวนาหัวข้อ ”ความพร้อมของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ EUDR”
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“แม้การผลิตปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 75 จะเป็นการผลิตเพื่อในประเทศ แต่ถือว่าปาล์มน้ำมันเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสินค้าอื่นๆ เพราะไทย เป็นผู้ส่งออกปาล์มน้ำมัน อันดับ 3 ของโลก หรือคิดเป็นร้อยละ 3.8  รองจาก อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ฉะนั้นด้วยความสำคัญของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน การออกกฎหมาย EUDR ย่อมส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทยไม่มากก็น้อย”รองอธิบดีกรมยุโรป กล่าว

ก่อนบอกต่อ ที่ผ่านมา ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ มีโอกาสติดตามพูดคุยกับทางสหภาพยุโรปเป็นประจำ และมีข้อความที่ส่งไปอยู่ 2 เรื่อง สำคัญ

เรื่องแรก – EUDR จำเป็นต้องคำนึงถึงความพร้อมและผลกระทบกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะในส่วนของเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการรายย่อย เพราะการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น ควรต้องไปพร้อมกับความยั่งยืนของอาชีพ และวิถีชีวิตของชาวบ้านด้วย

เรื่องที่สอง –  EUDR เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ ไทย ไม่ได้ปฏิเสธกับการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับตัว ฉะนั้นสหภาพยุโรป ก็ควรต้องสนับสนุนเครื่องมือ และเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการรายย่อยด้วย

บรรยากาศการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
บรรยากาศการประชุมเสวนาสมาชิก RSPO ครั้งที่ 2 เรื่อง EUDR กับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สหภาพยุโรป ยืนยันเดินหน้า EUDR เพราะถือเป็นกฎหมายแล้ว แต่ไทย อาจมีข้อเสนอแนะ ความห่วงกังวล ที่สามารถส่งไปทางสหภาพยุโรป เพื่อจะได้นำไปรับใช้ในเรื่องของเครื่องมือและขั้นตอนรูปแบบมากยิ่งขึ้น แต่ถ้ามีผู้ไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมากก็อาจเกิดกการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต  แต่ขณะนี้ ในเมื่อยังเดินหน้าอยู่ ในส่วนของไทยคงต้องเตรียมความพร้อม รับทราบข้อมูล และร่วมมือกันไปก่อน”รองอธิบดีกรมยุโรป ระบุ

ก่อนทิ้งท้าย ปัจจุบันอาจยังมีบางภาคส่วนไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ EUDR จึงนับเป็นโอกาสดีที่ทาง RSPO ในฐานะที่เป็นองค์กรหลักเรื่องของการส่งเสริมความยั่งยืนของปาล์มน้ำมัน จัดงานสัมมนาประชาสัมพันธ์ความรู้ให้กับสมาชิก ตนรู้สึกยินดีที่เห็นภาคอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย แสดงความพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อเข้าสู่ในเรื่องของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกคนทราบดีว่าเป็นเทรนด์ของโลกที่จะต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน

รายงาน / ทีมข่าว TASPO