
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎการค้าโลกใหม่ ทั้ง ESG, EUDR, ภาวะโลกร้อน และการแข่งขันจากน้ำมันพืชชนิดอื่น อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” ที่ไม่อาจเดินเกมแบบเดิมได้อีกต่อไป
นี่คือสารสำคัญจากปาฐกถาพิเศษของ “คุณอัสนี มาลัมพุช” นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ภายในงาน “งานเสวนาปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th Thailand Sustainable Palm Oil Dialogue) และ “งานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ครั้งที่ 4” (The 4th RSPO Thailand Member Forum) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “ปาล์มน้ำมันที่ยืดหยุ่นต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย และขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันยั่งยืนในตลาดโลก”
ปาล์ม…พืชเศรษฐกิจที่โลกยังต้องการ
คุณอัสนี สะท้อนว่า แม้ปาล์มน้ำมันจะถูกโจมตีและเผชิญแรงกีดกันจากหลายประเทศ แต่ในความเป็นจริง “น้ำมันปาล์ม” ยังคงเป็นพืชน้ำมันที่มีศักยภาพสูงที่สุดของโลก
“เมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น ปาล์มให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุด ใช้ได้แทบทุกอุตสาหกรรม ทั้งอาหาร โอลิโอเคมิคอล และพลังงาน”
นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตของไทยยังแข่งขันได้ เนื่องจากอยู่ในภูมิภาคเอเชียที่ยังมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าหลายพื้นที่ของโลก ที่สำคัญ ปาล์มน้ำมัน ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ของประเทศ โดยเฉพาะการผลิตไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)
“ถ้าเราไม่มีน้ำมันปาล์มไปทำไบโอดีเซล หรือน้ำมันเครื่องบิน เวลามีสงครามหรือวิกฤตพลังงาน เราจะขาดแคลนหนัก”

จาก “ตลาดล่าง” สู่ “ตลาดบน”
อย่างไรก็ตาม คุณอัสนี มองว่า โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วย “ปริมาณ” ได้อีกต่อไป
“อินโด มาเล ผลิตกันปีละ 50 ล้านตัน แต่ของไทยมีแค่ประมาณ 3 ล้านตัน เราไปสู้ตลาดล่างเขาไม่ไหว”
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย คือการสร้าง “Green Product Thailand Brand” หรือแบรนด์สินค้าสีเขียวจากประเทศไทย ที่ขาย “ความยั่งยืน” มากกว่าการแข่งขันด้านราคา
เขาชี้ว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ การผลิตปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการบุกรุกป่า แต่เป็นการปลูกทดแทนพื้นที่เกษตรเดิม เช่น สวนยางพารา ซึ่งทำให้ไทยได้เปรียบด้านภาพลักษณ์สิ่งแวดล้อม
“เรามีโอกาสสร้างสินค้าไทยที่แตกต่างในเรื่องกรีน เรื่องคาร์บอน และความยั่งยืน เพื่อเข้าสู่ตลาดพรีเมียมของโลก”
RSPO กับโอกาสในยุค EUDR
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญ คือกฎระเบียบใหม่ของโลก โดยเฉพาะ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป แม้จะถูกเลื่อนบังคับใช้ออกไป แต่กำลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง
คุณอัสนี มองว่า ผู้ประกอบการไทยที่เตรียมพร้อมด้านมาตรฐานความยั่งยืนไว้แล้ว จะได้เปรียบทางการค้าในอนาคต
“ถ้าเราทำสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดยุโรปได้ เราจะขายได้ราคาดีกว่าคนอื่น”
โดยเฉพาะมาตรฐาน RSPO ซึ่งมีแนวทางใกล้เคียงกับข้อกำหนดของ EUDR อยู่แล้ว
“ใครได้มาตรฐาน RSPO ก็สบายใจได้ว่า สามารถส่งไปขายยุโรปได้เร็ว”

Small Holder หัวใจของอุตสาหกรรมไทย
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกย้ำอย่างหนัก คือการยกระดับ “เกษตรกรรายย่อย” หรือ Small Holder ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 90% ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย
คุณอัสนี ระบุว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมจะเดินหน้าต่อไม่ได้ หากเกษตรกรรายย่อยไม่เข้าถึงองค์ความรู้ เงินทุน และมาตรฐานความยั่งยืน
“ค่าพรีเมียมจาก RSPO ควรกลับไปสู่เกษตรกร มากกว่ากลับไปที่บริษัท”
เขายังเสนอว่า ภาครัฐควรสนับสนุนการสร้างกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง มากกว่าการช่วยเหลือแบบระยะสั้น
“การสอนให้จับปลา ดีกว่าการให้ปลา”
โดยเฉพาะเรื่องการจัดการต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เกษตรกรควบคุมได้จริง ท่ามกลางต้นทุนแรงงานและปุ๋ยที่สูงขึ้นทุกปี
โลกใหม่…ต้องเพิ่มผลผลิตจากพื้นที่เดิม
หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ “Productivity” หรือประสิทธิภาพการผลิตของปาล์มน้ำมันไทย
ซึ่งคุณอัสนี ระบุว่า ต่างจากถั่วเหลืองที่พัฒนาพันธุ์และระบบเครื่องจักรจนผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ปาล์มน้ำมันกลับยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มผลผลิตอย่างชัดเจน ขณะที่สวนปาล์มจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ช่วงอายุมากกว่า 25 ปี ซึ่งผลผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็ว
“ถ้าเราไม่เริ่มปลูกทดแทนตั้งแต่วันนี้ ผลผลิตจะตกลงทันที”
เขาเสนอให้มีการปลูกทดแทนปีละ 5-10% อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้พันธุ์ปาล์มที่ดีขึ้น การจัดการปุ๋ยอย่างแม่นยำ และการพัฒนาเกษตรกรสู่ระบบ Smart Farmer

“ความยั่งยืน” ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
ในช่วงท้ายของปาฐกถา คุณอัสนี สรุปชัดว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ตลาด” และ “ผู้ซื้อ” จะเป็นผู้กำหนดกติกาใหม่ทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็น ESG ความเป็นธรรมด้านแรงงาน การลดคาร์บอน หรือการตรวจสอบย้อนกลับ ทุกอย่างจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้า
“เราไปบังคับผู้ซื้อไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ คือเตรียมตัวให้พร้อม”
และสำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย “RSPO” อาจไม่ใช่เพียงมาตรฐานรับรองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ใบผ่านทาง” สำคัญสู่การแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่
“โลกไม่ได้ต้องการพื้นที่ปลูกมากขึ้น แต่ต้องการความยั่งยืนมากขึ้น ทำอย่างไรให้ได้น้ำมันมากขึ้นจากพื้นที่เท่าเดิม”
นี่คือโจทย์ใหม่ของปาล์มน้ำมันไทย ที่คุณอัสนี ฝากทิ้งท้ายไว้



