
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย เผชิญคำถามซ้ำซาก 2 ข้อ คือ หนึ่ง ทำไมเปอร์เซ็นต์น้ำมันของไทยยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง และ สอง เกษตรกรจะอยู่รอดได้อย่างไรในภาวะต้นทุนสูงและความไม่แน่นอน ซึ่งคำตอบของปัญหานี้ อาจไม่ได้อยู่ที่พันธุ์ปาล์ม โรงงาน หรือเทคโนโลยีการสกัด แต่อยู่ที่ “วิธีคิดและวิธีจัดการปุ๋ย” ตั้งแต่ต้นน้ำของอุตสาหกรรม
คุณศุภชัย จงจินตนาเลิศ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี ให้มุมมองในประเด็นดังเกริ่นมานั้น ว่า ประเทศไทย ไม่ได้ขาดศักยภาพในการผลิตน้ำมันปาล์มคุณภาพสูง ตรงกันข้าม โรงงานปาล์มของไทยจำนวนมากพัฒนาไปไกลจนสามารถสกัดน้ำมันได้มากกว่า 20% แล้ว แต่ปัญหาคือ วัตถุดิบจากสวนยังไม่สม่ำเสมอและไม่เอื้อต่อประสิทธิภาพสูงสุดของโรงงาน
“คุณภาพของโรงงานในไทยดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราจำเป็นต้องชดเชยวัตถุดิบที่มีปัญหา” คุณศุภชัย กล่าว พร้อมชี้ว่า ประเด็นดังกล่าวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรกลุ่มปาล์มน้ำมัน แต่เกิดกับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปแทบทุกชนิดของประเทศ ซึ่งหัวใจของปัญหาอยู่ที่ “การจัดการปุ๋ย” ซึ่งถูกมองเป็นเพียงต้นทุนที่ต้องลด มากกว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับวัตถุดิบทั้งระบบ

ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลจากการวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุอาหารในต้นและทะลายปาล์มพบว่า ธาตุอาหารจากปุ๋ยมีสัดส่วนเพียงประมาณ 3.5% ของผลผลิตทั้งหมด ที่เหลือกว่า 94% เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ ปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตที่มีอัตราทดสูง ใส่เพียงเล็กน้อย แต่ให้ผลลัพธ์ด้านผลผลิตและคุณภาพอย่างมหาศาล หากบริหารจัดการอย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ เขายังเสนอแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ท้าทายกรอบเดิมของวงการ คือ การใส่ปุ๋ย “คืนตามผลผลิต” แทนการใส่ตามสูตรตายตัว กล่าวคือ ใส่ปุ๋ยในอัตราประมาณ 7% ของน้ำหนักผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จริง เพราะปุ๋ยเคมีโดยเฉลี่ยมีธาตุอาหารอยู่ราว 50%

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย คือ เกษตรกรจำนวนมากไม่รู้ผลผลิตที่แท้จริงของตนเองต่อไร่ ต่อต้น เมื่อไม่รู้ผลผลิต ก็ไม่สามารถคำนวณต้นทุนที่เหมาะสมได้ ส่งผลให้ทั้งระบบขาดข้อมูลพื้นฐานในการบริหารจัดการ
อีกประเด็นที่ คุณศุภชัย วิพากษ์อย่างตรงไปตรงมา คือ การสอนให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยปีละ 2–3 ครั้ง ทั้งที่ในทางวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างยูเรียหรือแอมโมเนียมอยู่ในดินได้เพียงราว 20 วัน และสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว หากใส่ปุ๋ยปีละไม่กี่ครั้ง เท่ากับว่าต้นปาล์มได้รับธาตุอาหารจริงเพียงไม่กี่สิบวันต่อปี

ตรงกันข้าม สวนที่ให้ผลผลิตสูงระดับ 6–8 ตันต่อไร่ กลับใช้วิธีใส่ปุ๋ยทุกเดือน ครั้งละน้อย แต่สม่ำเสมอ สอดคล้องกับธรรมชาติการดูดใช้ธาตุอาหารของพืชโดยไม่ต้องอาศัยตำราซับซ้อน
นอกจากนั้น ยังมีธาตุอาหารสำคัญที่ถูกมองข้ามในเชิงอุตสาหกรรม นั่นคือ แคลเซียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบโครงสร้างของต้นปาล์ม และมีบทบาทต่อสมดุลของดินอย่างยิ่ง คุณศุภชัย ชี้ว่า “โดโลไมท์” เป็นวัสดุที่ราคาถูกแต่มีคุณค่า หากใช้ในความละเอียดที่เหมาะสม และสามารถช่วยแก้ปัญหาดินเป็นกรดจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนต่อเนื่องได้ในระยะยาว
และในภาพใหญ่ คุณศุภชัย มองว่า หากประเทศไทยสามารถยกระดับการจัดการปุ๋ยและดินได้อย่างเป็นระบบ จะไม่เพียงช่วยลดต้นทุนเกษตรกร แต่ยังสามารถเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน เพิ่มคุณภาพวัตถุดิบ และสร้างความได้เปรียบให้กับอุตสาหกรรมโอลิโอเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่
…

“ปุ๋ยไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องลด แต่เป็นกลไกการแข่งขันที่ต้องใช้ให้ถูก”
เราขอสรุปประเด็นข้อมูลทั้งหมด จากนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลิโอเคมี อย่างนั้น
และในวันที่การแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไม่ได้วัดกันแค่ปริมาณ แต่รวมถึงคุณภาพและประสิทธิภาพตลอดซัพพลายเชน การเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องปุ๋ย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นศักยภาพอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยได้ทั้งระบบ ที่ตลอดทั้งห่วงโซ่ในอุตสาหกรรมนี้ ต้องมาร่วมกันผลักดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น


