ระดมความคิด ความรับผิดชอบร่วม – ยกระดับปาล์มน้ำมันไทย สู่ความสำเร็จในตลาดโลก

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

จากการเสวนา “ความรับผิดชอบร่วม – ยกระดับปาล์มน้ำมันไทยสู่ความสำเร็จในตลาดโลก” ในงานประชุมสมาชิก RSPO ประเทศไทย ประจำปี 2568  โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย คุณเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี

คุณนุชนาถ สุขมงคล  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จํากัด (มหาชน) คุณไพรวัลย์ โต๊ะดํา  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จํากัด (มหาชน) และ คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)

คุณเชาวลิต กล่าวในฐานะ “ต้นน้ำ” ว่า น้ำมันปาล์มทุกหยดที่อยู่ในระบบความรับผิดชอบร่วมของเรา ในระยะต้นมักยากที่จะทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่า ทำไมถึงต้องรับผิดชอบอะไรนอกเหนือไปจากสิ่งที่ทำผลผลิตออกไปขายแล้วได้เงินมา 

“จำได้ว่าตอนแรกเริ่มที่มีการรวมกลุ่ม คุณศาณินทร์ บอกว่าตอนนี้มีผู้จะซื้อสินค้าเราแล้ว แต่เรายังไม่มีสินค้าจะขาย ผมเลยมาชวนคนมาผลิตสินค้าน้ำมันปาล์มให้เขา โดยมีเงื่อนไข คือ ความรับผิดชอบที่ต้องทำต่อมาตรฐานตามข้อกำหนดของ RSPO คือ ความรับผิดชอบในสิ่งแวดล้อม ในความยั่งยืน ในความเป็นอยู่ของลูกจ้างแรงงาน ความรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่เกษตรกรต้องร่วมกันในระบบการผลิตต้นน้ำ” 

คุณเชาวลิต วุฒิพงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สมาชิกกลุ่มแต่ละคน ยังมีความรับผิดชอบร่วมในฐานะสมาชิกกลุ่มที่ต้องนำผลผลิตมาขายเข้าสู่ระบบเพื่อให้กลุ่มมีรายได้บริหารจัดการกลุ่ม ช่วยเหลือสมาชิก ต่อกลุ่ม มีความภัคดีต่อกลุ่ม เพื่อไปสู่ความยั่งยืน จุดอ่อนที่สุดของเกษตรกรก็คือความภัคดีต่อกลุ่ม ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็จะมีกฎหรือมาตรการต่างๆ คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ จะมีมาตรการตั้งแต่ตักเตือนดำเนินการแก้ไข จนสุดท้ายขอร้องให้ลาออกเพื่อไม่ให้ถูกแบล็กลิสต์ เพราะถ้ายังเพิกเฉยอยู่เราก็ไปต่อไม่ได้”ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนศรีเจริญ กล่าว

และบอกต่อ ถึงโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล ว่า ในฐานะเกษตรกรรายย่อย พบอุปสรรคอย่างหนึ่ง คือ เกษตรกรเสพข้อมูลอย่างเดียว แต่ไม่มี Information หรือ Knowledge แต่การจะทำให้เกษตรกรไปสู่สากลได้ ต้องให้ Information อย่าให้แต่ข้อมูล ต้องกลั่นสารสนเทศออกมาเป็นความรู้ เกษตรกรจึงจะสามารถไต่ระดับขึ้นมา

ซึ่งตอนนี้กลุ่มของตนกำลังให้ความรู้ ความเข้าใจสมาชิกว่า การทำสวนปาล์ม ไม่ใช่ทำเกษตรกรรมเหมือนที่ผ่านมา แต่กำลังทำธุรกิจการเกษตร ต้องรู้ต้นทุน ต้องรู้ค่าใช้จ่าย รู้กำไร และวางแผนนำกำไรไปเลี้ยงครอบครัวได้เท่าไหร่ นี่เป็นความคิดระดับสากลที่เป็นไปได้ในระดับผู้ผลิต ส่วนระดับสากลมาตรฐานที่ต้องทำให้โลกยอมรับ ต้องชี้ให้เห็นว่าโลกอยู่ในเทรนด์โลกสะอาด ฉะนั้นถ้าสินค้าของพวกเราสะอาด รวมตัวกันให้เข้ากับเทรนด์ที่โลกเขายอมรับได้ จึงจะเข้าไปสู่ระดับสากลได้ 

ถ้าเรามีแนวคิดพูดแต่เรื่องการขับเคลื่อนจะเป็นไปได้ยากมาก เพราะเกษตรกรมีแต่ข้อมูล ไม่เคยมีรายละเอียด ไม่มีความรู้ที่มากเพียงพอ เกษตรกรจะต้องมีการแปลข้อมูลมาเป็นสารสนเทศ เพื่อนำไปตกผลึกเป็นองค์ความรู้ และสร้างให้เกิดปัญญา  ซึ่งปัญญา คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะพาเราไปสู่ระดับสากล   การจะทำให้เกษตรกรเข้าถึงระดับสากลได้ คือ พาให้เข้าถึงความรู้ ถึงปัญญา 

ไล่เรียงมาถึงประเด็นแนวทางปฏิบัติที่สนับสนุนส่งเสริมความรับผิดชอบและความยั่งยืน  คุณเชาวลิต มองว่า ถ้าราคาทะลายปาล์มสด RSPO กับ ราคาปาล์มทั่วไป เท่ากันหรือใกล้เคียงกันก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเกษตรกรปลูกปาล์มต้องการรายได้ที่ดี การจะไปสืบทอดโลกสะอาดให้ลูกหลานนั้น อย่าไปพูดกับเขาเลย แต่ค่อยๆแทรกความคิดให้ดีกว่า

อันดับแรกที่ควรบอกกับเกษตรกร คือ ทันทีที่อนุมัติเป็นสมาชิก ยังไมได้ใบเซอร์ ราคปาล์มจะบวกเท่าไหร่ เมื่อได้ใบเซอร์แล้วบวกอีกเท่าไหร่ เหล่านี้คือสิ่งที่เกษตรกรต้องการ  ฉะนั้น ความท้าทายคือ ทำอย่างไรให้มีราคาบวก หรือพรีเมียม มาให้เกษตรกรเห็นชัดๆ

คุณเชาวลิต บอกต่อว่า ผู้บริโภค ยังเห็นคุณค่าของสินค้าประเภทนี้น้อย เพราะฉะนั้นแนวทางต้องขยายปลายน้ำก่อน ทำอย่างไรให้ทุกคน ผู้บริโภคเห็นว่า การบริโภคสินค้า RSPO ช่วยอะไรบ้าง และการจะไปเปิดปลายน้ำต่างประเทศ ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นควรทำปลายน้ำของประเทศไทยก่อน ผู้แทน RSPO และบริษัทปลายน้ำ จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเห็นว่า ทำอย่างนี้แล้วจะ “สะเทือนถึงดวงดาว”    การซื้อสินค้าหนึ่งชิ้น สร้างแสงสว่างสดใสขึ้นเลย ลูกหลานได้อยู่ในโลกสะอาดขึ้น คุณไม่ต้องวิ่งแจ้นหนีทุกฤดูฝุ่น คุณไม่ต้องร้อนรุมกลุ้มใจเรื่องภาวะเรือนกระจก

เพียงคุณซื้อสินค้า คนละชิ้นสองชิ้นนี่แหละ เจาะกลุ่มปลายน้ำผู้บริโภคระดับกลางขึ้นไป ผู้ผลิตเองก็จะเห็นทางสดใส มีกำลังใจที่จะทำต่อไป  ฉะนั้นปลายน้ำเท่านั้น ที่จะช่วยให้ต้นน้ำให้ขยับขยายและเห็นความสำคัญได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ ปากท้อง แล้วอุดมคติ อุดมการณ์ จะตามมาเอง ถ้าปากท้องอิ่ม ปัญญาเกิด แต่ถ้าปากท้องยังดิ้นรน คงลำบาก   

ด้าน คุณศุภชัย  หากพูดในนามโรงสกัด ตอนนี้ดูแลเกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิก RSPO หรือไม่ได้เป็นสมาชิก เมืองไทยาตอนนี้มีปัญหาหลัก คือ เรื่องแรงงาน บ้านเราเจ้าของไม่ได้ลงมือตัดปาล์มเอง ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเอง คนทำคือแรงงาน จะทำอย่างไรให้แรงงานเข้าใจการทำปาล์มยั่งยืนมากขึ้น ทำไมเราไม่อบรมคนตัดปาล์มมากขึ้น 

เพราะหัวใจสำคัญของการทำปาล์ม คือ แรงงาน มาเลเซียใช้คน 70 ไร่/คน ไทยใช้แรงงาน 30 ไร่/คน เราต้องลดแรงงานลงให้ใช้แรงงานให้ได้ 110 – 120 ไร่/คน เพราะในอนาคตจะเจอปัญหาอะไรไม่รู้ ตอนนี้ที่สวนของกลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ ใช้แรงงานอยู่ที่ 150 ไร่/คน Know how เหล่านี้เราจะนำไปสู่สมาชิกเกษตรกร RSPO ได้อย่างไร 

สำหรับปัจจัยการผลิตที่สอง คือ ปุ๋ย ลองไปถามเกษตรกร ที่ได้ผลผลิต 4 – 7 ตัน ว่ามีใครใส่ปุ๋ยตามกระทรวงเกษตรฯ กรมวิชาการ หรือทางมาเลเซียแนะนำไหม ที่ให้ใส่ปุ๋ยปีหนึ่ง 2 – 3 ครั้ง ไม่มีหรอกเขาใส่ปุ๋ยกันปีหนึ่ง 8-9 ครั้ง คำถามตามมาคือ องค์ความรู้ ที่ให้กับเกษตรกรถูกต้องหรือเปล่า เกษตรกรจะใส่ปุ๋ยเท่าไรถึงจะเหมาะสม มีการอบรมเกษตรกรมาตั้งนาน แต่เกษตรกรยังจับจุดไม่ได้เลยว่าจะใส่อย่างไร และเท่าไหร่  จึงคิดว่าตรงนี้ต้องมาหาข้อสรุปกันได้แล้ว

คุณศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ และนายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“การให้องค์ความรู้กับเกษตรกรเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องปุ๋ย โรงสกัดควรเข้ามาช่วย เพราะไม่มีใครอยากขายแม่ปุ๋ยให้เกษตรกร เพราะกำไรน้อย”  คุณศุภชัย ระบุอย่างนั้น

เมื่อกล่าวถึงประเด็นโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล คุณศุภชัย บอก ตอนนี้กลุ่มบริษัทสุขสมบูรณ์ กำลังทำการเก็บทะลายปาล์มมาวิเคราะห์ทุกวัน ซึ่งต้องทำให้ครบ 3 ปี ตอนนี้ได้ข้อมูลคร่าวๆ แล้วว่า ทะลายต้นเป็นอย่างไร ทะลายปลายเป็นอย่างไร เหล่านี้จะเป็นข้อมูลไปสู่เกษตรกร รวมถึงการวิเคราะห์ใบ การยกระดับเกษตรกร การยกระดับได้จะทำอย่างไร 

และเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ควรมีการซื้อขายปาล์มโดยตรงจากสวนถึงโรงงาน ตอนนี้เจ้าของลานเทคือ คนตัดปาล์มตัดเสร็จเข้าลาน จากลานเข้าโรงงาน ทุกขั้นตอนคือ ค่าใช้จ่าย เขาก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย  โรงงานจึงควรไปเก็บปาล์มถึงสวน เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากการขนส่ง ทำไมไม่ทำตรงนี้กับเกษตรกรเพื่อเป็นตัวอย่าง

ส่วนแนวทางปฏิบัติที่ทั้งสนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน  คุณศุภชัย บอก ปัจจุบันเราเสียเวลากับสิ่งที่คอนโทรลไม่ได้ เช่น เรื่องราคาปาล์ม ราคาน้ำมัน มากไปหรือเปล่า แต่สิ่งที่เราคอลโทรลได้ เช่น การจัดการสวน ไม่ได้ให้ความสำคัญเลย ทั้งที่สามารถมาช่วยกันได้ 

ด้าน คุณนุชนาถ กล่าวว่า ทั้งหมดของห่วงโซ่อุปทาน คือ ความรับผิดชอบร่วมกันทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่เกษตรกร ทุกๆ ภาคส่วนต้องเห็นคุณค่าร่วมกันว่าทำอย่างไร ให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มให้มีความยั่งยืน เพราะถ้าต้นน้ำทำอย่างเดียว แต่ปลายน้ำไม่เปิด ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบร่วมกัน 

“บ้านเรา 95 เปอร์เซ็นต์คือเกษตรกรรายย่อยมากๆ ตั้งแต่ 5 – 25 ไร่ ต่างจากในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ที่รายย่อยของเขายังขนาดใหญ่กว่าเมืองไทยมากๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่างกัน การบริหารจัดการต้นทุนต่างกันมาก และเป็นหนึ่งใน Challenge ของไทย สิ่งหนึ่งที่เห็นเวลาพาลูกค้าชาวต่างชาติมาชมธุรกิจปาล์มในประเทศ การทำธุรกิจกับเกษตรกรรายย่อยของไทย เป็นสิ่งที่ลูกค้าชื่นชม คือสิ่งที่เขาอยากได้ เพราะทุกอย่างที่ลูกค้าจ่ายมาคือสิ่งที่ลงสู่คุณภาพชีวิตของเกษตรกรจริงๆ”คุณนุชนาถ กล่าว

และบอกต่อถึงประเด็น  สนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน ว่า

“เราทำงานครบ Loop ช่วยเกษตรกรขายน้ำมัน RSPO และอีกฝั่งคือ เชื่อมโยงให้เห็นว่าตลาดมีอยู่จริง   การทำงานในแง่รูปธรรม คือ ไปหาเกษตรกรและโรงสกัด และบอกว่าจะรับซื้อปริมาณเท่าไร พรีเมียมจ่ายอย่างไร มีการเซ็น MOU เราเป็นโรงงานกลั่นที่ทำงานครบลูปกับเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง SG เจ้าแรกของไทย ตั้งแต่ปี 2019  ทุกอย่างต้องเกิดจากความมั่นใจว่า ตลาดนี้มีอยู่จริงๆ เวลาที่ลงไปพบเกษตรกร เราพบว่าทุกคนมีความสุขที่ได้ทำ RSPO เขามีรายได้ดีขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น และเจอกันมาสิบปีก็ยังคงอยู่” 

คุณนุชนาถ สุขมงคล  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสดี กัทธรี อินเตอร์เนชั่นแนล มรกต จํากัด (มหาชน)  
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“สิ่งที่เราทำเป็นส่วนเล็ก ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย ต้องบอกว่าเพราะง่ายๆ สมมติเราผลิต 3 ล้านตัน ส่งออก 1 ล้านตัน ส่วนใหญ่ตลาดที่เราส่งออกส่วนใหญ่ ไม่สนใจ RSPO แง่น้ำมันดิบเราไปอินเดีย อีกหนึ่งล้านไปไบโอดีเซล ก็ไม่ได้เป็นหลัก อีกหนึ่งล้านก็ตลาดในประเทศ ซึ่งในหนึ่งล้านนี้ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นตลาดน้ำมันธรรมดา เพราะผู้บริโภคในประเทศไทย  70 เปอร์เซ็นต์ ผู้บริโภค คนไทยรู้และรักษ์โลก แต่มีเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ที่พร้อมที่จะซื้อสินค้ารักษ์โลก แต่ 25 เปอร์เซ็นต์นี้ไม่รู้เรื่อง RSPO เลย  การซื้อน้ำมันปาล์มของประเทศไทย คือ ดูจากราคา คุณภาพ และแบรนด์ แต่ไม่มีเรื่อง RSPO  ตอนนี้ควรมีความรวมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ของภาครัฐ หรือ ธนาคาร มาช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ เรื่อง RSPO”คุณนุชนาถ กล่าว 

ขณะที่ คุณไพรวัลย์  กล่าวว่า ในฐานะที่ทำ RSPO มาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกของประเทศไทยปี 2009 กลุ่มเกษตรกรรายย่อยของ ยูนิวานิช ถือเป็น เกษตรกร ไพรอต โปรเจ็ก กลุ่มแรกของ GIZ บริษัทยังคงดูแลเกษตรกรในพื้นที่ของตนเอง สนับสนุนเกษตรกรเรื่องต่างๆ และมีการประมูลปุ๋ยจากซัพพลายเออร์เป็นประจำทุกปี

และมีการรับโควต้าจากเกษตรกรว่าต้องการปุ๋ยเท่าไหร่ บริษัทก็จะได้ปุ๋ยราคาถูกมาให้เกษตรกร ซึ่งอาจไม่ถูกใจซัพพลายเอ่อร์หรือผู้ค้าปุ๋ย มากนัก แต่บริษัทได้ปุ๋ยราคาถูกมาให้เกษตรกร โดยมีการจัดการสต็อกให้ด้วย เป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรได้ปุ๋ยราคาถูก ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทุนหลักของการจัดการสวนปาล์มน้ำมัน จัดอบรมเรื่องปัจจัยการผลิต มีการสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ 

แต่ปัจจุบันมีปัญหายากลำบากมากขึ้น มีอุปสรรคมากขึ้น ผลผลิตมาก ราคาต่ำ เกษตรกรกล่าวโทษโรงสกัด โรงกลั่นที่เป็นปลายน้ำก็ไม่เห็น ซึ่งจริงๆ ต้องแชร์ความรับผิดชอบร่วมกัน

ส่วนโอกาสในการยกระดับน้ำมันปาล์มไปสู่สากล  คุณไพรวัลย์ บอกว่า ธรรมชาติของบ้านเราเป็นเกษตรกรรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ และแนวโน้มในอนาคตก็จะเป็นเกษตรกรรายย่อยมากยิ่งขึ้น เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่น้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากพื้นที่สัมปทานหมดอายุ พื้นที่เช่าหมดอายุ สวนขนาดใหญ่จึงจะน้อยลง เป็นสวนเกษตรกรรายย่อยมากขึ้น  ความท้าทายคือ เกษตรกรรายย่อยจะมากขึ้น ทำอย่างไรจะทำให้ต้นทุนน้อยที่สุด เรื่องปุ๋ย เรื่องการจัดการการขนส่ง

คุณไพรวัลย์ โต๊ะดํา  ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จํากัด (มหาชน)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

อีกเรื่องคือ เรามีจุดเด่นเรื่องการเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่บุกรุกทำลายป่า  การจะร่วมมือกันได้ เราต้องแชร์ข้อมูลกันทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รู้และเข้าใจว่าทำอย่างไรเกษตรกรถึงได้ผลผลิตปาล์มมาให้เรา เวทีเสวนาเช่นนี้คือความร่วมมือที่แนวทางปฏิบัติที่ทั้งสนับสนุนส่งเสริม ความรับผิดชอบและความยั่งยืน  

“ที่ผ่านมา ภาครัฐยังไม่มีความต่อเนื่องในการสนับสนุนเรื่อง RSPO เท่าที่ควร สิ่งที่พวกเราทำได้คือ ภาคเอกชนต้องช่วยกัน ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคคนปลายน้ำ เห็นความสำคัญ และตระหนักถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ RSPO เราเดินในห้างสรรพสินค้า เห็นแบรนด์สินค้าที่มีเครื่องหมาย RSPO น้อยมาก ต่างจากมาเลเซีย หรือ ยุโรป  ส่วนผู้อยู่ปลายน้ำ ตั้งแต่โรงกลั่น เรื่องพรีเมียม ถ้าไม่มีพรีเมียมย้อนกลับมาหาเกษตรกรก็ยากที่จะขับเคลื่อนไปได้”คุณไพรวัลย์ กล่าว 

ส่วน คุณอิทธิพล  กล่าวว่า ในแง่นักลงทุน หรือสถาบัน มีหลักของ UN อยู่เรื่องหนึ่ง คือ UNPRI คือการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ สิ่งนี้แบ่งเป็น 2 กิ่ง คือ Do – ที่ต้องทำ & Don’t – สิ่งที่ต้องไม่ทำ

Don’t คือ ไม่ทำสิ่งที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม สิ่งที่กระทบต่อ Human right ทุกธนาคารเริ่มมีกลุ่มเป้าหมาย ที่ EXIM เซตเป้าหมายว่า จะเปลี่ยน Portfolio เป็น Sustainable มากขึ้น บริษัทที่เป็นสมาชิก RSPO ธนาคา EXIM ลดดอกเบี้ยให้ และน่าจะเป็นธนาคารแรกที่มีความร่วมมือกับ RSPO โดยสร้างทางเดิน เป็นโมเดลให้ ซึ่งไม่จำเป็นว่า RSPO ต้องทำกับ EXIM ที่เดียว 

คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง

“ถ้าประเทศไทยจะเอาผลผลิตปาล์มไปแข่งระดับโลก สิ่งที่เรามีดี คือ เราไม่มีข่าวภาพลักษณ์ที่ไม่ดี อย่างอินโดก็ยังมีข่าวที่ไม่ดี เรื่องการเผาป่า 15 เปอร์เซ็นต์มาจากการเผาป่า  ขณะที่ในฝั่งของภาคการเงิน สิ่งที่ต้องการคือ DATA “ คุณอิทธิพล กล่าว

ก่อนอธิบายในแง่ของการเงินสำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันยั่งยืน ต้องมีข้อปฏิบัติอย่างยั่งยืนอย่างไร ว่า  ถ้าจะเพิ่มราคาแล้วเพิ่มไม่ได้ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ของเท่าเดิม แต่ขายได้มากขึ้น การเพิ่ม Value added ให้ลูกค้ารู้สึกได้มูลค่าอะไรเพิ่มขึ้น จนตัดสินใจซื้อสินค้าเรา

ยกตัวอย่าง ชาลิปตัน ที่ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการทำชาที่ีส่วนในการรักษาสิ่งแวดล้อม แม้ปีแรกจะขายสินค้าได้น้อยลง แต่ต่อมาขายดีขึ้น ด้วยการนำตราสัญลักษณ์การอนุรักษณ์ไปติดข้างผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคได้รู้ว่า การซื้อผลิตภัณฑ์ลิปตัน มีส่วนในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม หลายผลิตภัณฑ์ทางการเงินวันนี้ ยังไม่มีตัวไหนไปจับกับมาตรฐาน RSPO หรือ มาตรฐานการรับรองตัวใดๆ เกี่ยวกับ Rainforest Alliance โดยตรง  จริงๆ ต้องบอกว่า ธนาคารก็คือ ธนาคาร สิ่งที่ทำได้ คือ Joy Hand กับคนอื่น และทำสิ่งที่ไม่เคยมีให้มีขึ้น กำไรอาจลดลงนิดหน่อย แต่ต้นทุนของธนาคารก็จะลดลงด้วยเหมือนกัน 

รายงาน / ทีมข่าว TASPO