
“ปัจจุบัน โรงงานไบโอดีเซล ใช้กำลังการผลิตอยู่แค่ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ทั้งเดือนเดินเครื่องจักร แค่ 9 วัน 10 วัน ที่เหลือว่างกันเลย ทำให้ต้นทุน Fixed Cost กินหมด ฉะนั้นการแข่งขันของไทยกับตลาดโลกจึงยากมาก”
เมื่อ “โลก” ปัจจุบัน หมุนวนมาถึงวาระแห่งการเรียกร้อง ถึง “ความยั่งยืน” จากทุกองคาพยพ ที่เป็นส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ดวงนี้
และแน่นอนว่า “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน”ย่อมไม่ได้รับการยกเว้น
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า แต่ละแผ่นดินบนแผนที่โลก ในนาม “ประเทศ” จะมีความพร้อม “รับมือ”กับวาระดังกล่าวได้เสมอหน้ากัน
ต้องสร้างกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ขับเคลื่อนทั้ง Value Chain
“การดำเนินการเพื่อให้ปาล์มน้ำมันไทยมีความยั่งยืน ตอนนนี้ทำไปได้ประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันเท่านั้นเอง ดังนั้นมีอีกตั้ง 94 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นพื้นที่อีก 6 ล้านกว่าไร่ ที่ต้องดำเนินการต่อ”
คือ ข้อมูลอัพเดท จากฝ่ายการเมือง อย่าง ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล ในฐานะคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคพลังประชารัฐ

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
และเขายังบอกด้วยว่า เรื่องของ “ความยั่งยืน” ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ตลอดทั้ง Value Chain เป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐหารือกับฝ่ายบริหารมาตลอด และได้ข้อสรุปตรงกันว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แต่บางครั้ง คนภายนอก อาจมองว่าเป็นเรื่องที่ “ต่างชาติ” พยายามสร้างแรงกดดัน มาให้บ้านเราปฏิบัติ ขณะที่ฝ่ายบริหาร กลับมองว่าเป็นเรื่องดี ที่ต้องรู้จักเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส
กับคำถาม การทำให้ปาล์มน้ำมันของไทย ได้มาตรฐาน “ความยั่งยืน” สากล อย่าง RSPO ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นไปได้แค่ไหน ตัวแทนฝ่ายการเมือง ท่านเดิม ตอบกลับแบบไม่ลังเล
“เป็นไปได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอยู่ที่บุคลากรและงบประมาณ Certified Body ที่ต้องไปทำหน้าที่เป็น Auditor และ Certified ซึ่ง RSPO จะมีขั้นตอนของระบบที่เป็นสากลมาให้ แต่การเร่งเวลาในการทำคงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างการทำ RSPO ให้เต็มรูปแบบ ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี ในการเดินไปที่ละขั้นจนกว่าจะได้ Certified ก็พยายามคุยต่อรองว่า มีขั้นตอนอะไรทำให้สามารถเดินได้เร็วขึ้น ลดเวลาเหลือ 2 ปี ลดเวลาเหลือปีครึ่ง แต่นั่นหมายความว่า ต้องดำเนินการในฝั่งของเราเองให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น”
ดร.บุรินทร์ บอกด้วยว่า นอกจากจะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ในระยะเวลาอันสั้นแล้ว ทุกฝ่ายคงต้องร่วมกัน หา “กลไก” ให้เกษตรกรได้รับราคาผลปาล์มที่ดีขึ้นด้วย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ “กลไกทางเศรษฐศาสตร์” ทำงานได้สมบูรณ์ เรื่องของความยั่งยืน ย่อมจะเดินหน้าไปได้โดยอัตโนมัติ
“ปาล์มน้ำมันของบ้านเราปัจจุบัน เกษตรกรได้รับมูลค่ารวมของทั้งสวนปาล์มทั้งหมด 6 ล้านกว่าไร่ เคยสูงถึง 1.74 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 ราคาหล่นลงมา เดิมฉลี่ยอยู่ที่ 7.89 บาท ปีที่แล้วลงมาไม่ถึง 6 บาท ปีนี้ทรงๆ ไม่ถึง 6 บาท โดยเฉลี่ย บางช่วงอาจต่ำกว่า บางช่วงอาจสูงกว่า ทำให้ผลตอบแทนทั้งระบบอยู่ที่ประมาณแสนล้าน แต่ถ้าได้การรับรองมาตรฐาน RSPO แล้ว ได้รับค่าพรีเมี่ยมขยับขึ้นมา 5 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเม็ดเงินถึง 5 พันล้านบาทแล้ว”

“ซึ่งผลตอบแทน 5 พันล้านบาท นี้ จะตกไปอยู่กับเกษตรกร ซึ่งสามารถครอบคลุมในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ต้องดำเนินการในการทำ RSPO และเหลือบางส่วนนับว่าน่าพอใจแล้ว หากทำได้แบบนี้ ระบบจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ทั้ง Value Chain และที่สำคัญเกษตรกร ซึ่งอยู่ในระบบของปาล์มน้ำมัน มีจำนวนหลายล้านคน เป็นกลุ่มที่ต้องดูแล จึงมีความจำเป็นที่ต้องเดินหน้า in line ไปกับนโยบายระดับโลก เพื่อความอยู่รอดของตัวเราเองด้วย”ดร.บุรินทร์ ย้ำอย่างนั้น
แนะ รัฐบาล สร้างแบรนด์น้ำมันปาล์มไทย ผลประโยชน์ตกถึงเกษตรกร
เพราะด้วยตระหนักว่า การผลักดันอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มสู่วิถีแห่งความยั่งยืนในระดับสากล ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ เกษตรกรสวนปาล์ม โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ตลอดจนโรงงานโอลีโอเคมี โรงงานไบโอดีเซล รวมไปถึงผู้บริโภค
“เครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย” (Thailand Alliance for Sustainable Palm Oil : TASPO) จึงถือกำเนิดขึ้น และมีบทบาทมาอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่ TASPO พยายามทำมาตลอด คือ สร้างลิงก์ให้เกิดขึ้น เช่น โรงกลั่น จับคู่-จับกลุ่ม กับ โรงสกัด กับ ชาวสวน แล้วทำลิงก์ขึ้นมาว่าคุณขายให้คนนี้รับซื้อต่อ เพราะถ้าทำปาล์มน้ำมันมาตรฐานความยั่งยืน ออกมาแล้วไม่มีคนซื้อก็ไม่ได้ จึงต้องทำให้ครบวงจร”
“โรงสกัดไปซื้อจากเกษตรกรที่ทำสวนมาตรฐานความยั่งยืน โรงกลั่นไปซื้อน้ำมันมาตรฐานความยั่งยืนจากโรงสกัด โรงงานอุตสาหกรรมก็ซื้อจากโรงกลั่นนั้น เนื่องจากเป็นน้ำมันปาล์มทำออกมาด้วยวิธีการที่ดี สุดท้ายเงินที่ได้เพิ่มหรือค่าพรเมี่ยม ก็กลับไปสู่เกษตรกรรายย่อย”
คุณอัสนี มาลัมพุช ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย (TASPO) เผยอย่างนั้น

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
ก่อนฉายภาพสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน ในบ้านเรา ให้เข้าใจตรงกัน 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา ไทย ผลิตน้ำมันปาล์มดิบเกินกว่าความต้องการในประเทศ กลายเป็นผู้ส่งออก มีการส่งออก CPO หรือน้ำมันปาล์มดิบ ประมาณล้านกว่าตันต่อปี โดยไม่มีการมูลค่าเพิ่มใดๆเลย
“TASPO พยายามคิด ทำอย่างไรน้ำมันปาล์มดิบล้านกว่าตันที่ส่งออกไปนั้น จะขายได้ราคาดีที่สุด ตลาดหรูอยู่ที่ไหน เหมือนกับสินค้าแบรนด์หรู ที่สามารถขายราคาแพง จับตลาดคนรวย กลุ่มที่สนใจคนถือแบรนด์นั้นแล้วแล้วเท่ เรื่องปาล์มนี่ก็เหมือนกัน จะทำยังไงให้คนใช้น้ำมันปาล์มแบรนด์ไทยแลนด์ แล้วดูดี”ประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพก่อนเสนอแนะไปยังฝ่ายบริหาร

“การสร้างแบรนด์ให้กับปาล์มน้ำมันของบ้านเรา นี้ รัฐบาล ช่วยได้นะ เหมือนไทยแลนด์แบรนด์ ที่เคยทำอยู่ แต่ ไทยแลนด์ แบรนด์ สำหรับปาล์มน้ำมัน นี้ ต้องเป็นมากกว่าแค่สินค้ามาจากประเทศไทย แต่ต้อง Sustainable ต้อง Low Carbon และต้องมีการแบ่งปันในสัดส่วนที่สมเหตุสมผล มีเงินแบ่งให้เกษตรกรในเปอร์เซ็นต์ที่ควรจะได้ ไม่ใช่กดรราคาเกษตรกร แต่เอกชนได้กำไร”
หลายโครงสร้างยังมีปัญหา อุปสรรค ความท้ายทาย รอการแก้ไข
และท่ามกลางความต้องการ “ปาล์มน้ำมัน” ซึ่งได้การรับรอง “มาตรฐานความยั่งยืน” ของตลาดโลก มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ คงต้องยอมรับ วงการปาล์มน้ำมันของไทย ยังมีอุปสรรคปัญหาและความ ท้าทายอยู่หลายประเด็น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางคุณศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมไบโอดีเซลไทย ชี้ว่า หนึ่งในองค์ประกอบของความยั่งยืน คือ เรื่องของประสิทธิภาพ ส่วนอีก 2 องค์ประกอบ เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และ เรื่องสังคม แต่ “องค์ประกอบแรก” หรือ “ประสิทธิภาพ” นับเป็นประเด็นที่ต้องปรับแก้ก่อน

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพของปาล์มน้ำมันไทย ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น กำลังการผลิตของแต่ละช่วงห่วงโซ่การผลิต เช่น โรงสกัด โรงกลั่นน้ำมันบริโภค โรงไบโอดีเซล มีกำลังการผลิตที่มากเกินไป ซึ่งแม้เป็นการค้าเสรี ที่แข่งขันกันนั้น เป็นสิ่งที่ดี แต่สภาพในประเทศไทยนั้น ไม่สมดุล กระทั่งกำลังการผลิตส่วนเกินเยอะเกินไป ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยปริยาย
“ปัจจุบัน โรงงานไบโอดีเซล ใช้กำลังการผลิตอยู่แค่ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ทั้งเดือนเดินเครื่องจักร แค่ 9 วัน 10 วัน ที่เหลือว่างกันเลย ทำให้ต้นทุน Fixed Cost กินหมด ฉะนั้นการแข่งขันของไทยกับตลาดโลกจึงยากมาก” นายกสมาคมไบโอดีเซลไทย เผย ก่อนยกตัวอย่าง อีกว่า
“ประสิทธิภาพของเกษตรกรเอง ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งหลายอย่างจะไปโทษพวกเขาไม่ได้ เช่น ราคาปุ๋ยแพง ทำให้ต้นทุนสูง อีกทั้ง โครงสร้างของอุตสาหกรรมที่ไม่สมดุล เช่น สถานที่ตั้งโรงสกัด ซึ่งควรจะเป็นลักษณะ ไข่ดาว โรงสกัดเป็นไข่แดง ตั้งอยู่ตรงกลาง และล้อมไปด้วยสวนปาล์มที่ส่งผลผผลิตเข้าหาโรงสกัด ทำให้ระยะทางในการขนส่งสั้นที่สุด ต้นทุนขนส่งต่ำที่สุด แต่ของไทยไม่ได้ Set up ขึ้นมาแบบนั้น โรงสกัดไปตั้งอยู่ริมทางหลวง สวนก็อยู่กระจัดกระจาย การส่งมาที่โรงสกัดจึงมีต้นทุนที่สูง เหล่านี้คือปัญหาโครงสร้างของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่เป็นอยู่ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงแก้ไข”
คุณศาณินทร์ บอกต่อว่า กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมัน มีตั้งแต่ เกษตรฯ พาณิชย์ พลังงาน อุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละกระทรวงมักมีบทบาทในคนละมุมมอง หากแต่การบูรณาการเชื่อมโยงนโยบายต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้การกำหนดนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการปรับ

“ถามว่าปรับยากไหม ผมว่ายากมาก แต่เชื่อว่าทำได้ เพียงแต่ว่าประเด็น คือ ต้องร่วมกันตั้งเป้าเดียวกันก่อน หมายความว่าตั้งแต่เกษตรกร กลางน้ำ ไปถึงปลายน้ำ รวมถึงภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องมองว่าประเทศเราเมื่อเทียบกับตลาดโลกแล้ว Trend มันเป็นแบบนี้ นี่คือที่ที่เราจะไปในอีก 5 ปี 10 ปี มันต้องปักธงก่อน”คุณศาณินทร์ ระบุทิ้งท้าย
…
เมื่อทุกฝ่ายสะท้อนถึงเป้าหมายตรงกัน ในการ ยกระดับ “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย” ให้ก้าวสู่ “ความยั่งยืน” ที่ตรงกันจากทุกฝ่าย
แม้จะเป็นงานยากและต้องเดินอีกนาน แต่ก็ขอให้พากัน “เดินหน้าต่อไป” ในทิศทางที่ตั้งใจ
และที่สำคัญ ต้องมี Action Plan เป็นรูปธรรม เดินตามแผนนั้นด้วย!!
รายงาน / ทีมข่าว TASPO


