
©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
EUDR ไม่ได้มีผลกระทบแค่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เพราะไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตร มีผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องเกี่ยวข้องกับ EUDR หลายส่วนมาก ทั้ง ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน
ตามที่สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศมาตรการกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EU Deforestation Regulation หรือเรียกง่ายๆเข้าใจตรงกันว่า “กฎหมาย EUDR” ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมกลุ่มสินค้าที่มีส่วนในการทำลายป่า โดยมีวัตถุประสงค์ห้ามการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าเข้าสู่ตลาดของสหภาพยุโรป
สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบ จาก EUDR นั้น มี 7 ประเภท ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เนื้อวัว ไม้ โกโก้ กาแฟ และถั่วเหลือง รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ผลิตจากสินค้าเหล่านี้ เช่น ช็อกโกแลต เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ถ่าน และสินค้าที่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบ
ส่วนช่วงวลาการใช้ EUDR นั้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2567 โดยมีผลในทางปฏิบัติ 18-24 เดือน หลังการบังคับใช้กฎหมาย
เมื่อโฟกัสไปที่ “การส่งออกปาล์มน้ำมัน”ของไทยไปยังตลาด EU พบตัวเลขน่าสนใจ ระบุว่า ปี 2565 มีมูลค่า 22.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออก น้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันเมล็ดในปาล์ม น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม (กรดไขมันและแอลกอฮอล์ไขมัน)
ซึ่งประเทศที่ไทยส่งออกน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มไป ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน อิตาลี กรีซ ฝรั่งเศส โปแลนด์ สเปน และสวีเดน
“ส่วนตัวเชื่อว่า EUDR เป็นนโยบายของจริง เกิดขึ้นจริงแล้ว และจะดำเนินต่อไปอย่างจริงจัง”

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
คุณศาณินทร์ ตรียานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานเครือข่ายปาล์มน้ำมันยั่งยืนประเทศไทย แสดงความเห็นประเด็น EUDR กับทีมข่าว TASPO ไว้อย่างนั้น
ก่อนฉายภาพ “อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย” ให้เข้าใจมากขึ้น
“ตัวเลขการผลิตเพื่อส่งออกอยูที่ 1 ใน 3 ของประเทศ และส่งไปหลายที่ไม่ใช่แค่ยุโรป อย่าง ส่งไปอินเดีย ส่งไปจีน และถ้า 2 ประเทศนี้ส่งต่อไปยุโรป ทางยุโรปก็จะตรวจสอบจากต้นทางแหล่งผลิตจริงๆ ซึ่งไทย เอง ย่อมจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจาก EUDR ส่วนระดับอุตสาหกรรมนั้น ได้รับผลกระทบทางตรงอยู่แล้ว”
ถามว่าประเทศไทย มีความพร้อมมาก-น้อย แค่ไหน ประเด็นนี้ คุณศาณินทร์ ยิ้มน้อยๆ ก่อนบอก
“ไทย ยังอยู่ในขั้นตอนแห่งการทำความเข้าใจว่าคืออะไรกันแน่ แล้วได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ต้องปรับตัวยังไง ต้องทำอะไร พูดตรงๆ คือ ไทยเพิ่งอยู่ใน Stage แรกๆ ของเรื่อง EUDR”
แล้วทิศทางเกี่ยวกับ EUDR วงการปาล์มน้ำมันไทย ควรไปต่ออย่างไร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แสดงทัศนะว่า เรื่องนี้ไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างตึงในเรื่องของเวลา แต่หากจะทำให้ทัน ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องมานั่งคุยกันจริงจัง กำหนดผู้รับผิดชอบโดยตรง กำหนด Action Plan เป้าหมายให้ชัด และมีหน่วยงานติดตามว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับการปฏิบัติตามเวลาที่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร
“EUDR ไม่ได้มีผลกระทบแค่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เพราะไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตร มีผลผลิตทางการเกษตรหลายตัวที่ต้องมาเกี่ยวของกับ EUDR หลายส่วนมาก ทั้ง ภาครัฐ เอกชน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน”
“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกคนอาจเพิ่งเริ่มรู้จัก เหมือนเห็ดเพิ่งเกิดเป็นดอกแต่ยังไม่มาลงตะกร้าร่วมกัน ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วใครต้องทำอะไร แต่ต่อไปเมื่ออุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ตื่นตัว ตระหนักว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ ก็จะเข้ากระบวนการเอง เพียงแต่ ณ วันนี้ เรื่องที่ต้องช่วยกัน คือทำให้คนรู้ แล้วมีเจ้าภาพเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน น่าจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญสุด”คุณศาณินทร์ อธิบาย

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
ถ้าไทย “ตกขบวน” EUDR จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเราบ้าง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ให้ฟังว่า ในเชิงการค้า โอกาสประเทศเราย่อมจะน้อยลง เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือที่ไหนก็ตาม ต่างให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนและต้องการผลักดัน โดยผ่านกระบวนการการออกนโยบายขอความร่วมมือหรือเป็นกึ่งๆบังคับ ในโลกของคนที่จะเริ่มค้าขายกันต้องทำอะไรบ้าง นั่นหมายความว่า หากเราตกขบวน แปลว่าทำตามเขาไม่ทัน เราก็จะไม่เป็นตัวเลือกหนึ่งของเขา เขาจะไปหาประเทศที่สามารถทำได้ตามข้อกำหนดที่เขาต้องการ
ส่วนในมุมของประเทศเราเอง ถ้าไม่เริ่มเซ็ตกระบวนการแบบนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่าอาจจะเกิดการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อไปปลูกพืชเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปาล์มหรือตัวไหนก็ตาม แปลว่าเราไม่สามารถควบคุม หรือกำกับดูแลในเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าในประเทศได้ เลยคิดว่าการเริ่มต้นทำในเรื่องนี้ดีทั้งกับตัวเอง และดีทั้งการการค้าขายไปต่างประเทศด้วย
“ในอนาคตการค้าขาย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องมีของคุณภาพดี ราคาเหมาะสม แต่เป็นเรื่องของอื่นๆ โดยเฉพาะ ความยั่งยืน เดี๋ยวนี้พูดถึงการค้าขายโดยเฉพาะในตลาดโลก คำถามแรก ไม่ใช่ถามเรื่องคุณภาพและราคา ส่วนใหญ่เขาจะรู้แล้วว่าคุณมีของประมาณนี้ แต่คุณได้ดูแลเรื่องความยั่งยืน มากน้อยแค่ไหน” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าว
ก่อนฝากในประเด็นที่เขาตั้งคำถามไว้ อะไรคือสิ่งที่เราจะทำให้เกิดความมั่นคงในอนาคต
คุณศาณินทร์ บอก สิ่งแรก คือ ควรทำความเข้าใจกับ นโยบาย กฎหมาย ข้อบังคับ หรือเทรนด์ของโลก ว่าไปทางไหน จากนั้นจึงต้องพิสูจน์ตัวเอง เมื่อเขาต้องการแบบนี้ แล้วเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเขา เนื่องจากในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ จะมีห่วงโซ่อุปทาน ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาอาจต่างคนต่างทำได้ แต่เรื่องความยั่งยืน ต้องทำด้วยกันทั้งห่วงโซ่

©TASPO/ศรยุทธ รุ่งเรือง
ยกตัวอย่าง เราเป็นคนดี แต่เพื่อนเราที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่เป็นคนส่งมอบวัตถุดิบมาให้เรา สมมติว่าเขาทำไม่ดี ผลิตภัณฑ์ของเราก็ถือว่าอยู่ในห่วงโซ่ไม่ดี สิ่งที่ผู้ซื้อทำได้ง่ายที่สุด คือ ไม่ซื้อของจากเรา เพื่อไม่ให้เราไปซื้อจากเด็กไม่ดี เป็นต้น
“ถ้าจะทำให้เกิดความยั่งยืนได้จริงๆ ตลอดทั้งห่วงโซ่ ต้องร่วมมือกัน เราต้องช่วยเพื่อน เพื่อนต้องช่วยเรา ใครเก่งเรื่องไหนก็ไปช่วยเพื่อนเพื่ออุ้มให้ทั้งโครงสร้างมีความยั่งยืนมากขึ้น” คุณศาณินทร์ บอกจริงจัง
ก่อนทิ้งท้ายไว้น่าสนใจ
“นับจากนี้การทำเรื่อง Sustainability จะไม่ใช่แค่ใบเซอร์ จะไม่ใช่แค่กระดาษ อีกต่อไป แต่ต้องปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติบางอย่างที่จะสร้างความยั่งยืนได้จริง ให้กับอุตสาหกรรม ให้กับสังคม ให้กับสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้กับโลกใบนี้ด้วย”
รายงาน / ทีมข่าว TASPO


